Mono Sei : โอมากาเสะพรีเมียม กับบทบาทที่แอบแฝงในสังคม

The Review
19 Aug 2020
เรื่องโดย:

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

Highlights

ในยุคที่วัฒนธรรมการกินอาหารมีหลากหลายรูปแบบ เปิดกว้างให้ผู้คนสามารถเลือกลิ้มลองศาสตร์การทำอาหารในรูปแบบใหม่ๆ อาหารญี่ปุ่นถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั่วโลก ซึ่งในวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นนั้น หากไม่พูดถึงอีกหนึ่งศาสตร์ที่กำลังเป็นที่สนใจทั่วโลกตอนนี้อย่าง ‘โอมากาเสะ’ นั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะโอมากาเสะถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารของเชฟ ที่เปิดประสบการณ์ให้ผู้คนได้ลิ้มลองวิธีการกินอาหารแบบใหม่ ด้วยการดูแลลูกค้าแบบตัวต่อตัว รังสรรค์อาหารด้วยวัตถุดิบที่บรรจงคัดมาอย่างดีที่สุดแล้วในวันนั้นๆ เพื่อนำมาเสิร์ฟทีละคำ พร้อมทั้งสอดแทรกไปด้วยวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้ในทุกๆ รายละเอียด และเพื่อให้เกิดความอร่อยอย่างสูงสุดนั้น ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการรับรองการที่ได้รับความไว้วางใจในมื้อสำคัญจากลูกค้าตามความหมายตรงของโอมากาเสะที่ว่า ‘ฉันฝากความไว้วางใจไว้ที่คุณ’

 

Mono Sei

รู้จัก ‘โอมากาเสะ’

        โอมากาเสะมีพื้นฐานมาจากคำว่า Makaseru (任せる) หมายถึง การมอบความไว้วางใจ จนเกิดเป็นคำว่า ‘โอมากาเสะ’ (お任せ) คือวลีที่ใช้เมื่อทำการสั่งอาหารญี่ปุ่น ซึ่งแปลได้ว่า ‘ฉันตามใจคุณเลย’ หรือเรียกได้ว่า เป็นการมอบความไว้วางใจในอาหารมื้อนั้นไว้ที่เชฟ ดังนั้น โอมากาเสะจึงมีรูปแบบการนำเสนออาหารในลักษณะของคอร์สอาหาร ที่เชฟจะทำการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดและเหมาะสมตามฤดูกาล ผ่านประสบการณ์และฝีมือการทำอาหาร ด้วยการร้อยเรียงรสชาติตามลำดับอย่างมีหลักการ ซึ่งเชฟจะทำการเลือกเสิร์ฟเนื้อปลารสชาติอ่อน ไล่ไปหาปลาที่รสชาติเข้มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ลิ้นของเรารับทุกรสได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายให้เกิดเป็นรสชาติที่ดีที่สุด 

        อาจเรียกได้ว่า ‘โอมากาเสะ’ คือศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารของเชฟ ที่ทำการถ่ายทอดวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านประสบการณ์ด้วยความชำนาญเชี่ยวชาญและไหวพริบในการปรุงอาหารออกมาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้เราได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยอย่างสูงสุด

 

Mono Sei

ทำไมคนถึงยอมไปกิน ‘โอมากาเสะ’ ทั้งที่มีราคาสูง 

        อย่างที่รู้กันดีว่า โอมากาเสะ เป็นศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารของเชฟที่ทำการถ่ายทอดวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านความเชี่ยวชาญ และการแสดงออกไหวพริบของเชฟ อย่างการที่เชฟจะต้องรู้จังหวะในการเสิร์ฟอาหารแต่ละคำ เชฟจะทำการสังเกตลูกค้าอยู่ตลอดเวลาว่า เคี้ยวหมดหรือยัง และพร้อมที่จะกินเมนูถัดไปแล้วหรือไม่ เพื่อที่จะได้สร้างสรรค์เมนูต่อไป แต่ทั้งนี้เชฟเองก็จะต้องไม่เร่งลูกค้าจนเกินไปและต้องไม่ปล่อยให้ลูกค้ารอจนขาดช่วง ซึ่งลักษณะของโอมากาเสะที่แท้จริงนั้น เชฟกับแขกนั้นจะมีความใกล้ชิดกันมาก มีการสื่อสารพูดคุยกัน ทำให้โดยปกติแล้วร้านมักจำกัดที่นั่ง รองรับลูกค้าได้ไม่เกิน 8-10 คนในแต่ละรอบ เพื่อให้ทำการดูแลได้อย่างทั่วถึง และด้วยลักษณะของการที่เชฟจะต้องมายืนทำอาหารต่อหน้าลูกค้าทีละอย่างแบบนี้ เหมือนเราได้เชฟมาดูแลรับผิดชอบมื้ออาหารตัวต่อตัว หรือถ้าจะให้เทียบกันแบบเข้าใจง่ายๆ คือเหมือนเราจ้างครูเพื่อมาสอนกันแบบสองต่อสอง ราคาอาหารจึงสูงตามไปด้วยเป็นธรรมดา

        ดังนั้น เมนูโอมากาเสะจึงมีราคาสูง และกลายเป็นมื้ออาหารสำคัญที่ผู้คนมักเลือกกินในช่วงเวลาพิเศษต่างๆ ด้วยการสร้างความรับรู้แบบนี้ ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยกินโอมากาเสะเกิดความสงสัยในตัวคอร์สอาหารว่าทำไมถึงมีราคาแพง มันคุ้มจริงหรือไม่กับราคาต่อหนึ่งมื้อ เมื่อเกิดการตั้งคำถาม จึงก่อเกิดเป็นความอยากรู้อยากลอง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า โอมากาเสะนั้นเป็นการขายประสบการณ์ความอยากรู้ อยากลิ้มลองในรสชาติของคุณภาพวัตถุดิบที่พรีเมียมว่าจะต่างไปจากซูซิในร้านปกติอย่างไร นอกเหนือไปจากนั้นโอมากาเสะยังขายลักษณะของบรรยากาศการกินอาหารที่เป็นแบบส่วนตัวควบคู่ไปกับการขาย วัฒนธรรมด้านอาหารของญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกอีกด้วย 

 

Mono Sei

โอมากาเสะกับบทบาทในโซเชียลมีเดีย

        โอมากาเสะได้กลายเป็นรูปแบบการกินอาหารแบบใหม่ที่กำลังทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมในโลกโซเชียลมีเดีย ว่าหากใครที่มากินโอมากาเสะจะอัพภาพอาหารในโซเชียลมีเดียรัวๆ ด้วยรูปแบบของการทำอาหารทีละชิ้น ทำให้เราสามารถเห็นถึงศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารของเชฟ สามารถรู้สึกถึงความประณีตของวิธีการอาหารคำนั้นๆ จึงเกิดเป็นคุณค่าทางจิตใจของผู้กิน เพราะการที่จะกินโอมากาเสะในแต่ละครั้งมีราคาค่อนข้างสูง มักกินในวาระโอกาสสำคัญหรือเรียกได้ว่าเป็นอาหารมื้อพิเศษเป็นเสียส่วนใหญ่ การอัพภาพอาหารแต่ละคำลงในโซเชียลมีเดียรัวๆ นั้นก็เพื่อเป็นการสื่อสาร บอกเล่าสถานภาพและปริมาณความสุขให้สังคมรับรู้ หรืออาจพูดง่ายๆ ว่า การอัพภาพลงในโซเชียลมีเดียนั้นสามารถบ่งบอกได้ถึงฐานะทางสังคมได้อีกด้วย ว่าต้องการให้ผู้อื่นมองหรือตัดสินว่าเรายืนอยู่ในจุดไหน มีภาพลักษณ์อย่างไรในสังคม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้คนถึงถ่ายภาพซูชิแต่ละคำลงติดๆ กัน เพราะซูชิทุกคำนั้นเราได้มีประสบการณ์ร่วม ส่งผลให้มีคุณค่าทางจิตใจ และถือเป็นความสุขของผู้ลงนั้นเอง

 

Mono Sei

ทำไมต้องเป็น Mono Sei

        Mono Sei  ร้านโอมากาเสะพรีเมียมในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ย่านชิดลม เป็นอีกหนึ่งร้านโอมากาเสะที่เราอยากให้คุณมาลองกินดูสักครั้ง ด้วยคอนเซ็ปต์ของร้านที่มีที่มาจากคำว่า Mono หมายถึง ‘หนึ่งเดียว’ และ ‘Sei’ ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง ‘ดียิ่งขึ้น’ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันจึงมีความหมายว่า ร้านโอมากาเสะที่ตั้งใจนำความอร่อยให้เป็นหนึ่งเดียว ด้วยการนำวัตถุดิบทุกชนิดที่ถูกคัดสรรจากเชฟชาวญี่ปุ่น โดยคัดเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เสาะหาวัตถุดิบหลายชนิดที่ไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปด้วยกรรมวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประมูลแข่งขัน เพื่อให้แน่ใจว่าร้านจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุด เพื่อนำมารังสรรค์ความอร่อยสู่ลูกค้านั่นเอง

 

Mono Sei

เหมือนยกญี่ปุ่นมาไว้ที่ชิดลม

        การตกแต่งของร้าน Mono Sei เป็นสไตล์เซนของญี่ปุ่นขนานแท้ สไตล์เซนนั้นจะเน้นใช้วัสดุที่มีความเป็นธรรมชาติ ลักษณะส่วนใหญ่จึงมีความเรียบง่าย ตัดทอนรายละเอียดการตกแต่งที่ไม่จำเป็นออกไปด้วยการเลือกใช้วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก แล้วแซมด้วยวัสดุธรรมชาติที่เป็นสีดำหรือขาว เพื่อให้เกิดความรู้สึกสงบผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวตามต้นฉบับของร้านอาหารในญี่ปุ่นจริงๆ ด้านนอกร้านมีการใช้ผนังไม้ไผ่ตัดด้วยผนังหินสีดำ มีป้ายสีดำที่สลักชื่อร้าน Mono Sei สีทองเป็นภาษาญี่ปุ่นเอาไว้ และเมื่อเข้ามาในร้านจะพบกับเคาน์เตอร์ต้อนรับ พร้อมกับเก้าอี้ไม้วางคู่กันกับกาน้ำชาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เมื่อเดินผ่านม่านสีน้ำเงินเข้มตามต้นฉบับในร้านญี่ปุ่นเข้ามา ก็จะเจอกับเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนพร้อมที่นั่งประมาณ 8-10 ที่ บนโต๊ะจะจัดเตรียมป้ายชื่อของแขก ตะเกียบและผ้ากันเปื้อนของร้านวางไว้ต้อนรับ พร้อมกับเมนูประจำวันที่เชฟได้ทำการคิดมาเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นจึงความตั้งใจของร้าน Mono Sei  

คอร์สแนะนำเมื่อมาร้าน Mono Sei Omakase

        คอร์สโอมากาเสะของ Mono Sei นั้น มีความพิเศษต่างจากโอมากาเสะร้านอื่นด้วย คอร์ส Sushi Omakase with Tempura Course ที่นอกจากจะมีซูชิวัตถุดิบพรีเมียมแล้ว ยังมีการเพิ่มเทมปุระพรีเมียมรสชาติดั้งเดิมแบบต้นฉบับชาวญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วนเข้ามา เป็นการผสมผสานระหว่างซูชิและเทมปุระในคอร์สเดียว เพื่อให้ลูกค้าที่ชื่นชอบทั้งซูชิและเทมปุระได้กินทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ น้ำมันและแป้งเทมปุระที่ใช้นั้น ร้านได้ทำการเลือกอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้เทมปุระแป้งบางกรอบที่ดีต่อสุขภาพและได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยอย่างสูงสุด เช่น

 

Mono Sei

 

        Tempura Uni (เทมปุระไข่หอยเม่น) ที่เพิ่มความกลมกล่อมด้วยคาเวียร์และทองคำบริสุทธิ์ด้านบนเทมปุระแป้งบางกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับเกลือ 5 ชนิด ที่ให้เราเลือกสรรตามความชอบได้ เช่น เกลือหิมาลายัน เกลือพริกไทย เกลือชาเขียว เป็นต้น

 

Mono Sei

Mono Sei

        Tukuri (ซาซิมิที่เชฟเลือกสรรให้) ประกอบไปด้วยซาซิมิปลามาได ลอบสเตอร์ และจูโทโร่ เสิร์ฟพร้อมกับดอกไม้ที่สามารถกินได้ วิธีการคือต้องตบดอกไม้ด้วยมือใส่ลงไปในโชยุ เพื่อให้มีกลิ่นหอมเพิ่มความอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น 

 

Mono Sei

 

        ตบท้ายด้วยของหวานอย่างไดฟุกุองุ่นเขียว กับไอติมวานิลลาโรยด้วยแป้งถั่ว รสชาติอร่อยหวานกำลังดี

        นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูในคอร์สที่อยากชวนทุกคนมาสัมผัสด้วยตัวเอง

        – Sushi Omakase 12,000++ บาท (ไม่รวม Vat)

        – Sushi Omakase with Tempura Course 12,000++ บาท (ไม่รวม Vat)

 


Mono Sei 

วันและเวลาทำการ : วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 18.00-21.00 น. (ต้องทำการจองก่อน)

ที่ตั้ง : ชั้น G อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล (ฝั่ง Holiday Inn) (https://goo.gl/maps/2uekUmcqDbfoBxrH9)

Facebook : www.facebook.com/MonoSeiOmakase 

ช่องทางการจอง

        – โทร. 09-4654-6326  
        – Line : @monosei
        – E-mail : reservation@monosei.com
        – Website: https://monosei.com

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว Multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และฝากเพจเฟซบุ๊ก oneun cafe ด้วยค่ะ