Viewfinder | A Human ร่องรอยบาดแผล ความทรงจำ และความหวังของเหล่าผู้ลี้ภัยโรฮีนจา

บนโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมกลางแกลเลอรีสีขาว แอร์คอนดิชันเนอร์ส่งเสียงร้องประท้วงความร้อนภายนอกอาคาร เพื่อส่งลมเย็นให้คนสี่คนที่นั่งอยู่ภายใน บทสนทนาว่าด้วยเรื่องราวเบื้องหลังนิทรรศการ A Human ระหว่างเรากับ ‘ป๊อก’ – ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง

     บรรยากาศดูเหมือนสบายๆ ไอเย็นจากแอร์ราวกับเกราะกำบังช่วยเราจากความร้อนโหดร้ายของโลก แต่ในแวบหนึ่งของความคิด ความเศร้ากลับหล่นทับถมในใจเรา หลังจากฟังเรื่องราวที่ศิลปินหนุ่มผู้นี้พบเจอระหว่างเดินทาง เพราะในเวลาเดียวกันอีกมุมของโลก มีมนุษย์นับล้านชีวิตในค่ายลี้ภัย ‘โรฮีนจา’ ที่ต้องทนทุกข์จากความจริงของชีวิต ความขัดแย้งและตราบาปในอดีตได้ปลดเปลื้องอิสรภาพ ผลักไสพวกเขาจาก ‘บ้าน’ และบางคนต้องล้มตายด้วยคมกระสุนปืน

     ‘(อ)มนุษย์’ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เขาตั้งใจสื่อสารผ่านผลงานชุดนี้ เพื่อสะท้อนความจริง ร่องรอยบาดแผล และความหวังของเหล่าผู้ลี้ภัยเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม เขาบอกเราว่า เป้าหมายที่เขาจรดพู่กัน ไม่ได้วาดหวังว่าสิ่งที่ทำจะเปลี่ยนโลก เขาแค่อยากส่งความจริงเหล่านั้นให้ผู้คนได้เห็นเท่าที่เขาจะมีแรงทำได้เท่านั้น

     “สิ่งที่เราพยายามทำกันอยู่มันแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้หรอก เพราะถ้าจะแก้ต้องไปแก้ที่กฎหมายของประเทศพม่า ทุกวันนี้ก็ยังมีการยิงกันทุกวัน พม่าก็ยังคงยิงข้ามฝั่งเข้ามาในค่ายเรื่อยๆ… สิ่งที่เรากำลังทำอยู่เหมือนเป็นเสี้ยวเดียว 0.01% แต่นั่นก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

 

A Human

 

(อ)มนุษย์

     ช่วงเวลากว่า 9 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในมหานครนิวยอร์ก จุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ได้ทำให้นักเรียนศิลปะอย่าง ป๊อก ไพโรจน์ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อชีวิต เขาเริ่มต้นแบกเฟรมผ้าใบออกเดินไปตามท้องถนนและลงมือวาดรูป ‘คนไร้บ้าน’ เพื่อมอบความหวังและโอกาสให้คนยากไร้เหล่านั้นเท่าที่กำลังเขาจะทำได้ เกิดเป็นโปรเจ็กต์ Big Apple Big Hope และเป็นวัตถุดิบสำคัญในนิทรรศการเดี่ยวของเขาในครั้งที่แล้ว อย่าง The Positivity Scrolls ถ้าใครจำได้

     “ตอนแรกเราเริ่มทำโปรเจ็กต์วาดภาพคนไร้บ้านก่อน ไปทำมาหลายประเทศมาก แล้วเลยรู้สึกว่าอยากเขียนภาพคนที่ไม่มีบ้านไม่มีประเทศจริงๆ ก็สนใจชีวิตชาวโรฮีนจา ตอนนั้นดูข่าวบีบีซี อ่านข่าวจากสำนักข่าวเยอะมาก เลยติดต่อทาง UN ไปเพื่อขอเข้าไปวาดภาพผู้ลี้ภัยโรฮีนจาที่บังกลาเทศ รออยู่ประมาณ 4 เดือน ก็ไม่ได้รับการตอบรับ จนก็ไปเจอ พี่โหน่ง วงศ์ทนง พี่โหน่งเขาเป็นแอมบาสเดอร์ของ UN อยู่แล้ว เขาก็ช่วยติดต่อให้

     พอไปคุยกับ UN เขาก็มีกติกาว่าคุณไปเขียนภาพโรฮีนจาได้ แต่ว่าคุณห้ามเขียนภาพคนร้องไห้ ห้ามเขียนคนตาบอด คนที่โดนยิง คุณห้ามเขียน ห้ามหดหู่ เหมือนกับว่า UN เขาจะมีนโยบายไม่นำเสนอภาพลบของคนไร้บ้านหรือของคนโรฮีนจาให้คนเห็น เพราะกลัวว่าคนจะกลัวและไม่บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือ

     “ตอนนั้นกลายเป็นว่าถ้าไปในนาม UN แทบจะไม่เหลือตัวเลือกให้เราเขียนภาพเลย เขาก็เลยแนะนำว่า งั้นไปในนาม Asian Resource Foundation (ARF) ดีไหม ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้ UN อีกทีหนึ่ง ซึ่งมีเงื่อนไขน้อยกว่า ทีนี้ก็เปิดกว้างเลย อยากเขียนอะไรก็เขียนได้หมด

     แล้วทำไมคอนเซ็ปต์ต้องเป็น (อ)มนุษย์?เราถาม

     “จริงๆ ในงานชิ้นนี้อยากสื่อให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นเหมือนคนที่โลกไม่เอาแล้ว อยากให้คนตระหนักว่าสิ่งที่กำลังเกิดอยู่มีความสำคัญ ผมเลือกสื่อถึงความจริง พยายามไม่ไปปรุงแต่งมัน ภาพอาจจะไม่สวยเหมือนเซตที่ผมทำที่อื่นๆ เพราะความจริงที่เราได้เห็นได้เจอมามันไม่สมบูรณ์เลย”

 

A Human

 

5 วันกับนรกบนดิน

     ป๊อกเล่าให้ฟังว่า ตลอดเวลา 5 วัน การเดินทางเข้าไปพื้นที่ของผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่เขาต้องทำคือแบกสีและเฟรมภาพเดินเท้าข้ามภูเขาเข้าไป และสภาพชีวิตการเป็นอยู่มันเกินจินตนาการที่เขาคิด

     “เหมือนว่าสิ่งที่เราเห็นในข่าวบีบีซีเป็นแค่ 10% ของความจริงที่เกิดขึ้น พอเราเข้าไปบรรยากาศเหมือนอยู่ในสงคราม คนที่อยู่ต้องนอนบนทราย เต็นท์หนึ่งหลังมีคนอัดกันอยู่กัน 9-10 คนอย่างต่ำ ห้องน้ำก็ไม่มี เขาต้องอึต้องฉี่กันในเต็นท์ตรงนั้น และเราไม่เคยคิดว่าจะมีคนโดนยิงเยอะขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะมีคนขาขาดเยอะขนาดนี้ การดูแลรักษาพยาบาลก็ไม่ค่อยดี สมมติโดนยิงมา เขาจะเอากระสุนออก เอาทิงเจอร์ไอโอดีนราด แล้วก็เอาผ้าก๊อซพันเลย ไม่มีการให้น้ำเกลือ ไม่มียาชา”

 

a human

 

     “จริงๆ เข้าไปตอนแรกผมตั้งใจจะเขียนภาพเด็กผู้หญิงเป็นหลัก วาดมือเท้าของเด็ก แต่พอไปจริงๆ เด็กผู้หญิงเขาแทบไม่ให้เขียนภาพเลย เพราะว่าพวกเขาเป็นมุสลิม เขาก็จะไม่เปิดให้เราเข้าไป แต่คนที่ให้เขียนจะเป็นเด็กผู้ชาย ผู้ใหญ่ แล้วก็เจ้าหน้าที่”

     ภาพมนุษย์ที่ดูไร้ชีวิตชีวาในรั้วค่ายลี้ภัยผ่านสายตาเขาไปในทุกๆ วัน ป๊อกเล่าให้ฟังว่า สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะเป็นความสนุกและช่วยให้ชาวโรฮีนจารู้สึกถึงอิสรภาพ มีเพียงการเฝ้ามองนกและเครื่องบินที่อยู่บนฟ้าเท่านั้น

     “เวลามีเครื่องบินผ่านค่าย ทุกคนก็จะมองขึ้นฟ้ากันหมดเลย มันเหมือนเป็นอิสรภาพของเขา เป็นสิ่งเดียวในค่ายที่เขาเห็น ทุกคนจะชี้ขึ้นไปแล้วพูดว่า เครื่องบินมาแล้วๆ เป็นที่สุดของชีวิตแล้ว เหมือนว่าเครื่องบินกำลังบินแทนเขาออกไป”

 

 

ตราบาป ความตาย และคมกระสุน

     ในทางประวัติศาสตร์ หากสืบย้อนกลับไปจริงๆ ชาวโรฮีนจาในประเทศเมียนมาถือเป็นคนจากบังกลาเทศ ตั้งแต่ปี 1950 หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษได้เข้าไปยึดบังกลาเทศ และต้องการจะต่อสู้กับเมียนมา และบังคับทหารบังกลาเทศไปสู้แทน หลังการหลั่งเลือด ทำให้ทหารบังกลาเทศและประชากรจำนวนมากได้ย้ายมาปักหลักอยู่ที่รัฐยะไข่ ตราบาปในวันนั้นถูกลากโยงมาถึงปัจจุบันที่เมียนมาเริ่มออกกวาดล้างชาวโรฮีนจา เพื่อจะยึดพื้นที่คืน

     “จริงๆ ปัญหาหลักและสิ่งที่พยายามทำกันอยู่แก้ไม่ได้ทั้งหมดหรอก เพราะถ้าจะแก้ต้องไปแก้ที่กฎหมายของประเทศพม่าเขา ทุกวันนี้ก็ยังมีการยิงกันทุกวัน พม่าก็ยังคงยิงข้ามฝั่งเข้ามาในค่ายเรื่อยๆ เวลาที่คนโรฮีนจาลงเรือหนีมา คนที่อยู่ข้างหลังจะโดนยิงตายเพราะเป็นเกราะให้คนข้างหน้ารอด สิ่งที่เราหรือแม้แต่ UN ทำอยู่เหมือนเป็นเสี้ยวเดียว 0.01% แต่มันดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

     เราสงสัยว่าในพื้นที่และช่วงเวลาที่ดูมีแต่ความสิ้นหวัง คุณได้เห็นมุมมองดีๆ จากที่นั้นบ้างไหม

     “จริงๆ ในค่ายก็ยังมีสิ่งดีๆ อยู่นะ เพราะว่ามีเด็กๆ นี่เเหละที่ทำให้ค่ายมีชีวิต ทุกครั้งที่ไปแม้มันจะดูสิ้นหวัง แต่มันยังมีแสงอยู่ มีความหวังอยู่ อย่างที่ไปบังกลาเทศ สภาพรอบๆ เหมือนอยู่ในสงคราม แต่เรายังเห็นเด็กๆ ที่มีความสุขกับการได้กินขนมที่เราเอาไปให้ เพราะเขาไม่เคยได้กิน เราเจอเด็กที่วิ่งเล่นและรอดูเครื่องบินผ่าน มันดูสวยงามนะสำหรับเรา อยู่ที่มุมมอง ถ้าเราเอาตัวไปจมว่า เฮ้ย ไปเห็นคนนี้โดนยิงมา ความคิดนั้นก็จะติดอยู่ในหัวเรา แต่ถ้าคิดว่าจะทำยังไงที่จะช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อได้ในวันพรุ่งนี้ ทำยังไงจะช่วยระดมทุนได้ อันนี้ผมว่าเป็นวิธีคิดที่ดีกว่า”

 

a human

 

เรียนรู้ความเป็นมนุษย์เพื่อเป็นมนุษย์

     น่าสนใจว่าทำไมศิลปินหนุ่มคนหนึ่งที่ดูมีทั้งโอกาสและต้นทุนในชีวิต ถึงไม่อยากเป็นศิลปินวาดภาพอยู่ในสตูดิโอสวยๆ ใช้ชีวิตสบายๆ กลับออกเดินทางไปบันทึกภาพจริงความหวังบนผืนผ้าใบแบบนี้

     “ผมก็ยังเป็นคน ยังมีความผิดหวังท้อแท้ ยังเหนื่อยเหมือนกัน แต่เวลาเหนื่อยเราไปนอน ไปพักผ่อน ไปเดินสวน ไปวิ่ง กลับมานอนก็หาย สิ่งที่ผมทำคือทำในสิ่งที่ทำได้ เราเป็นคนวาดรูป เราก็อยากทำอะไรมอบให้กับสังคมด้วย ไม่ใช่แค่วาดรูปอย่างเดียว ผมเข้าไปค่ายโรฮีนจา เห็นคนขาขาด เห็นคนมีแผลไฟไหม้ ผมคิดว่าจะเก็บความรู้สึกนี้ออกมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เอาความรู้สึกที่เราเห็นข้างในมาให้คนข้างนอกได้เห็น ผมช่วยได้อย่างนี้ และทุกคนสามารถช่วยได้ อาจจะไม่ใช่การซื้อรูป แต่อาจจะเป็นการช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

     น้ำเสียง แววตา และสิ่งที่ลงมือทำ ช่วยให้เราเข้าใจว่าความหมายในชีวิตของเขาคืออะไร

     “สิ่งที่ผมเรียนรู้มาตั้งแต่โปรเจ็กต์วาดรูปคนไร้บ้านในหลายๆ ประเทศ มาจนถึงค่ายโรฮีนจา เราเห็นความเป็นมนุษย์มากขึ้น เห็นว่าชีวิตเรามีโอกาสเยอะ อยากกินอะไรก็กินได้ อยากไปไหนมาไหนก็ไปได้ เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น ทำให้มองโลกหลายมิติ ความจริงที่ไปเจอมามันดึงเรากลับมาให้เห็นความเป็นคนมากขึ้น ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ได้มองว่าคนอเมริกันหรือว่าคนโรฮีนจาดีกว่ากัน เราว่าคนทั้งโลกน่าจะมาช่วยกัน แบ่งปันกัน”

 

a human

 

A Human

     จัดแสดงที่ La Lanta Fine Art ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2562 โดยรายได้หลังการขายภาพจะบริจาคให้กับองค์กร Asian Resource Foundation เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจาต่อไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://bit.ly/2MWpi3H

Share Post
Like 0 View 987

Author

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”