เรื่องเล่าจากปลายด้ามขวาน ‘เมืองยะลา’: โดยชายหนุ่มกลุ่มสายบุรี ลุคเกอร์

Viewfinder
17 Nov 2019
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่ดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงร้องอันเจ็บปวดของผู้ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความรุนแรงที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แท้ที่จริงแล้วภายใต้เสียงของการสูญเสียนั้น เราจะได้ยินเสียงเรียกของธรรมชาติจากผืนน้ำและผืนป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ ตามด้วยเสียงบทสนทนาที่เป็นมิตรของคนในชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา เสียงนี้ดังมาจากจังหวัดยะลา ซึ่งยืนยันว่าเป็นเสียงจริงที่ไร้การปรุงแต่งจาก ‘กลุ่มสายบุรี ลุคเกอร์’ แห่งเมืองปัตตานีอย่าง ‘นัส’- อานัส พงค์ประเสริฐ นักกิจกรรมขับเคลื่อน ผู้ที่ปรารถนาให้สามจังหวัดชายแดนใต้กลับมางดงามและเป็นมิตรกับทุกคนดังเดิม

 

ยะลา

ยะลา

เรื่องเล่าของเมืองยะลา

        ตั้งแต่ปี 2561 ยะลากำลังปรับโฉมของเมืองใหม่ให้มีความสวยงาม เป็นระเบียบ และเต็มไปด้วยความปลอดภัย โดยมี พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครยะลา ผู้ที่ผลักดันเรื่องสมาร์ตซิตีในเมืองยะลาให้เกิดขึ้น โครงการแรกที่ดำเนินการคือโครงการปรับปรุงระบบสายไฟฟ้าให้เป็นเคเบิลใต้ดิน หรือการย้ายลงดินนั่นเอง

        “ทุกวันนี้ยะลามีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีมาก ถือว่าเป็นภาพบวกที่เมืองยะลากำลังทำกันอยู่ ในขณะที่กลุ่มคนอีกมากมายช่วยกันฟื้นเมืองยะลา ทำให้ในปัจจุบันตัวเลขการท่องเที่ยวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่ได้ฟู่ฟ่าเท่ากับจังหวัดอื่นๆ แต่การขยับขึ้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และยังแสดงให้เห็นว่าคนในพื้นที่เองก็เที่ยวในพื้นที่ และอาจจะช่วยดึงคนข้างนอกให้มาเที่ยวต่อได้”

        นัสอธิบายถึงโครงการสำคัญของเมืองยะลา ก่อนจะเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า เมืองยะลา หรือในภาษามลายูออกเสียงยะลอ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองที่แยกมาจากเมืองปัตตานี จากนั้นเมื่อมีทางรถไฟเข้ามา ก็เริ่มมีคนจากหลากหลายพื้นที่เข้ามา มีทั้งคนจีน คนพัทลุง คนจากนครศรีธรรมราช ต่างมาตั้งรกรากกันที่นี่ ทำให้เกิดชุมชนและวัฒนธรรมที่หลากหลายตามมา

        “แต่ก่อนความหลากหลายคือจุดแข็ง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ความหลากหลายก็ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกง่ายขึ้นเหมือนกัน นี่คือจุดสำคัญ ที่เราพยายามหลอมรวมคนเหล่านี้ให้อยู่รวมกัน แต่ไม่ใช่เรากลุ่มเดียวที่พยายามทำ ยังมีชาวบ้านในชุมชนตลาดเก่าที่มีชาวพุทธและมุสลิมทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ด้วยการจัดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเราเห็นว่า ทุกคนกำลังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของกันและกัน ก่อนส่งความเชื่อมั่นนี้ให้ภายนอก”

        นอกจากนี้ นัสยังเล่าให้ฟังว่า ยะลามีต้นทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เช่น ในอำเภอรามัน เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรื่องราวของมลายู ซึ่งปัจจุบันก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

        “เรามองว่า จุดเด่นที่สุดของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภายใต้คือประตูสู่อารยธรรมที่น้อยคนนักจะเคยรู้จัก ‘อารยธรรมมลายู’ ที่มีร่องรอยและเรื่องราวอยู่ในประเทศไทย และยังเป็นการเริ่มต้นที่จะศึกษาวัฒนธรรมมลายูจากที่นี่ เรื่อยไปถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย ยาวไปจนถึงบรูไน สิงคโปร์”

 

ยะลา

‘เบตง’ เมืองแห่งสายหมอก

        “หากชอบธรรมชาติ เราอยากให้มาเที่ยวเบตง” นัสเชิญชวน “ที่เบตง อากาศเย็นตลอดทั้งปี มีทะเลหมอกให้ชมบ่อยๆ เพราะเป็นเมืองเล็กที่มีผืนป่าฮาลา-บาลาโอบล้อมเอาไว้”

        เขาพาย้อนร้อยประวัติศาสตร์กันหน่อย เบตงก่อตั้งโดยกลุ่มกองโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) เมื่อปี 2469 ทางกองทัพภาคที่ 4 ใช้เวลานานถึง 45 ปีเพื่อกำจัด จคม. จนท้ายสุดพวกเขาก็ยอมมอบตัว เปลี่ยนจากโจรเป็นชาวบ้าน อยู่รวมกันเป็นชุมชนจีน ปัจจุบันที่นี่ได้เปลี่ยนเป็นหมู่บ้านให้นักท่องเที่ยวเข้าชม กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาและเรียนรู้จากสถานที่จริง เช่น จุดที่เป็นฐานหรือถ้ำซ่อนตัวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ หรือหมู่บ้านถัดไปอย่างหมู่บ้านปิยมิตรวนคาม 1 ตำบลตาเนาะแมเราะ ก่อนจะถึงตัวเมืองเบตงประมาณ 12 กิโลเมตร

        “เราเห็นความหวังจากอดีต ที่ครั้งหนึ่งจุดนี้เคยเต็มไปด้วยคนถือปืน ยิงกัน เวลาผ่านไป กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ช้าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น แต่อาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่านานแค่ไหน”

 

ยะลา

ยะลา

แคมปิ้งในป่าพื้นที่สีแดง 

        ระหว่างการพูดคุยกันอยู่ นัสก็เอ่ยขึ้นมาว่า “จำได้ว่าทีม a day BULLETIN เคยลงมาที่ปัตตานี มาเจอกับเราตอนนั้น พูดคุยถึงเรื่องของการเล่นดนตรีสดกลางป่าและการแคมปิ้งท่ามกลางสถานการณ์รุนแรง เวลาผ่านไปจนถึงทุกวันนี้ เชื่อไหมว่าสิ่งที่เราได้สร้างไว้กลับกลายมาเป็นที่สนใจในหมู่วัยรุ่นนักศึกษาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาต่างพากันออกไปตั้งแคมป์ในป่า ริมลำธาร เต็มไปหมด ซึ่งมันย้อนแย้งกับกระแสเหตุการณ์ที่คนอื่นบอกว่าไม่ปลอดภัย”

        เราเองก็แปลกใจไม่น้อย จึงถามไปด้วยความสงสัยว่า “พวกเขาไม่กลัวเหรอ”

        นัสตอบว่า “ไม่กลัว แถมพวกเขายังตั้งหน้าตั้งตาหาพื้นที่ตั้งแคมป์จุดใหม่ๆ เพื่อเช็กอินและถ่ายรูปอัพลงโซเซียลก่อนใครเสียอีก”

 

ยะลา

ยะลา

ยะลา

 

        จุดใหม่ๆ ที่กล่าวมานั้น รวมไปถึงเทือกเขาบูโด โดยจุดที่ตั้งแคมป์นั้น เคยเป็นฐานที่มั่นของขบวนการติดอาวุธพูโด ตั้งอยู่ในอำเภอบาเจาะ เรียกได้ว่าอยู่ในเขต red zone แต่ปัจจุบันปลอดภัยแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่จะเข้าพื้นที่ตั้งแคมป์ จะต้องทำจดหมายแจ้งผู้ใหญ่บ้าน เพื่อยืนยันวัตถุประสงค์การเข้าพื้นที่ และเพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทราบจำนวนคนที่เข้าป่า ป้องกันการหลงป่า หรือหากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทัน

        นอกจากนี้นัสยังบอกอีกหนึ่งพิกัดคือเขื่อนบางลาง จุดสตาร์ทที่จะเข้าไปยังจุดกางเต็นท์ในป่าฮาลา-บาลา แต่จุดนี้ต้องล่องเรือเข้าไป หรือหากไม่อยากตั้งแคมป์ ก็สามารถล่องแพชมทัศนียภาพก็เต็มอิ่มกับความงดงามได้เช่นกัน

 

ยะลา

ยะลา

‘ฮาลา-บาลา’ ผืนป่าที่เคยถูกแช่แข็ง

        เส้นทางระหว่างทางจากอำเภอเมืองยะลาสู่สุดเขตประเทศไทยที่อำเภอเบตง ระหว่างทางคือ ฮาลา-บาลา ป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ ติดอันดับต้นๆ ของโลกที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก

        “ตั้งแต่มีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่กินเวลาเรื้อรังมานาน จากข้อเสียกลับกลายเป็นข้อดีให้กับผืนป่า เหมือนป่าถูกแช่แข็ง แล้วค่อยๆ รักษาตัวเองจนฟื้นขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ” นัสบอกกับเราอย่างนั้น และไม่นานแสงแดดแห่งความหวังก็ค่อยๆ ละลายน้ำแข็ง เผยให้เห็นป่าที่สวยงามเบื้องหน้า เสมือนเป็นการเปิดประตูสู่ป่าอีกครั้ง

        “เวลาผ่านไป คนในพื้นที่เริ่มเข้ามาเดินป่า ชมธรรมชาติ หลายคนเป็นนักสำรวจป่า หลายคนเป็นนักส่องสัตว์ โดยเฉพาะนกเงือก ที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ พวกมันจะบินมาเป็นฝูงใหญ่ ราวเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกไทรสุก

        “รวมทั้งเซียมัง หรือชะนีดำยักษ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ชะนีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เวลาที่พวกมันส่งเสียงร้อง คอจะพอง ทำให้คล้ายเสียงคนหัวเราะดังๆ แต่การจะเห็นเซียมังใกล้ๆ ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เราเองเคยได้ยินแต่เสียงและเห็นตัวมันอยู่ลิบๆ พวกมันอาศัยอยู่ในป่าลึก บริเวณที่เผ่าซาไกอาศัยอยู่

        “ชาวซาไกเองก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึก พูดคุยด้วยภาษามลายูที่กลืนไปกับภาษาถิ่น มีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านนอกป่าบ้าง เช่น ทำงานเพื่อแลกเสื้อผ้าและอาหาร แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้วิถีซาไกเหมือนเดิม”

        นับว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้าย ทำให้ป่าถูกปิดตายมาเนิ่นนาน ไม่อย่างนั้น เราก็คงนึกภาพไม่ออกว่า ป่าแห่งนี้จะมีสิ่งแปลกปลอมใดๆ เล็ดลอดเข้าไปเหมือนป่าที่อื่นๆ บ้าง ซึ่งนัสให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า 

        “ถ้าที่ผ่านมา สามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ป่านนี้ป่าฮาลา-บาลา คงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ และอาจจะพังไปนานแล้ว นั่นทำให้ตอนนี้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ภาครัฐยังมีเวลาที่จะเตรียมตัว และตั้งรับนักท่องเที่ยว พร้อมที่จะทำแผนอนุรักษ์ ชะลอการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทันเวลา เพื่อให้ป่าแห่งนี้ยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยของสัตว์น้อยใหญ่สืบต่อไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน”

 


ภาพ: กลุ่ม Saiburi Looker และเพื่อนๆ 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ