Viewfinder | ความลับของเมืองลึก ‘เยนันชอง’ เมืองเล็กในพม่าที่ถูกลืม

ในมุมหนึ่งของโลกสีครามที่กว้างใหญ่ อุดมไปด้วยทรัพยากรต่างๆ มากมาย มีเมืองเล็กๆ อย่าง เยนันชอง (Yenangyaung) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำอิรวดีทางตอนกลางของประเทศ ห่างจากย่างกุ้งไปทางทิศเหนือประมาณ 584 กิโลเมตร ที่แห่งนั้นอุดมไปด้วยน้ำมันดิบที่มีมูลค่ามหาศาล รวมไปถึงบ่อก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของเมียนมา

     ว่ากันว่า มีน้ำมันดิบจำนวนมากถึงขั้นสามารถตักน้ำมันออกจากผิวดินได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น หมู่บ้านเล็กๆ นี้จึงถูกเก็บเงียบไว้เป็นความลับมาเนิ่นนาน จนชาวอังกฤษได้เข้ามาสัมปทานขุดบ่อน้ำมันดิบ และในปี ค.ศ. 1797 มีการจดบันทึกคาดการณ์ไว้ว่า มีการผลิตน้ำมันมากกว่าล้านแกลลอน หรือ 3,800,000 ลิตรต่อวัน

     และด้วยความรุ่มรวยทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้เป็นที่ต้องการของญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากญี่ปุ่นยึดย่างกุ้งได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นต้องการยึดครองเมืองแห่งน้ำมัน จึงเข้าโจมตี และแล้วการต่อสู้เพื่อปกป้องบ่อน้ำมันระหว่างกองกำลังพม่า ทหารอังกฤษ กองทัพจีน และทหารญี่ปุ่น ก็ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 10-19 เมษายนในปีเดียวกัน

     ท้ายสุดเยนันชองถูกทิ้งระเบิด ทำให้เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายทั้งหมด บางส่วนถูกทิ้งร้าง ส่วนทหารญี่ปุ่นก็ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ท้ายสุดก็ต้องล่าถอยและถอนกำลังออกจากเยนันชอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เศษซากแท่นขุดเจาะของอังกฤษยังคงถูกทิ้งร้างไว้เช่นเดิม เพียงแต่ว่าไม่มีใครย่างกรายเข้าไปยังพื้นที่โซนนั้นได้เลย เช่นเดียวกับที่ ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับภาพยนตร์และสารคดีเกี่ยวกับประเทศเมียนมา ได้พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ว่า

     “จุดที่เป็นแท่นน้ำมัน เป็นพื้นที่ที่ใครก็เข้าไปไม่ได้เลย ไม่รู้ว่ามีความลับอะไรขนาดนั้น”

     นั่นน่ะสิ ที่แห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า?

 

เยนันชอง

Secret of Yenangyaung

     “เรารู้จักเมืองลับนี้เพราะมีโอกาสได้ไปทำสารคดีเกี่ยวกับโครงการแม่ฟ้าหลวงในพม่า เมื่อถามคนส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยมีใครคุ้นชื่อ น้อยคนที่จะรู้จักเมืองนี้ คนภายนอกไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าไปเท่าไหร่นัก เพราะที่นี่มีขุมทรัพย์ อุดมไปด้วยบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซใหญ่ของพม่า แต่ถึงแม้จะมีขุมทรัพย์ แต่เรากลับไปทำสารคดีเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนให้กับชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้นมากที่สุดในพม่า

     “โดยมีภาพจำคือชาวบ้านขุดดินเพื่อให้น้ำซึมขึ้นมาแล้วค่อยตักน้ำดื่มในหน้าแล้ง มันเป็นขั้วตรงข้ามทางความรู้สึกของเรา ในขณะที่ผืนดินคือขุมทรัพย์ แต่ชาวบ้านที่อยู่บนผืนดินนั้นกลับไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรจากที่ดินตรงนั้นเลย

     “และเมื่อทำสารคดีชุดนี้เสร็จ เราก็รู้สึกสนใจในเมืองและพื้นที่บริเวณนี้ จึงเลือกโลเกชันนี้เป็นจุดที่ถ่ายหนังเรื่อง มาร-ดา เราทำการเก็บข้อมูลของสถานที่และเสาะหาความน่าสนใจของเมืองนี้ ก็พบเรื่องราวที่ถูกซ่อนอยู่ แต่ไม่เป็นความลับเท่าไหร่นักว่าในอดีตเมืองเยนันชองน่าจะมีสายเลือดอยุธยาเข้าไปปกครอง เพราะมีบันทึกว่าให้ส่งทหารเข้าไปยึดครองเมืองต่างๆ ของพื้นที่โซนนี้ในช่วงหนึ่ง ตอนนั้นเยนันชองน่าจะยังเป็นบ้านป่าเมืองถิ่นอยู่ และมีระบอบการปกครองโดยครอบครัวชนชั้นสูงที่เรียกว่า ตูเก้า ซึ่งแปลว่า ผู้ดี แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

 

เยนันชอง

Post and Telegraphs

     “ตอนที่ไปเก็บข้อมูลเพื่อทำสารคดี เราก็ได้เข้าไปชมบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นของครอบครัวเก่าแก่ และเจอกับรูปถ่ายใบนี้ติดอยู่บนผนังบ้าน เราเลยขออนุญาตเจ้าของบ้านถ่ายเอาไว้ จุดที่น่าสนใจคือ ที่แห่งนี้น่าจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์และโทรเลข โดยลักษณะบ้านไม้ยกสูงทรงโคโลเนียล ออกแบบเพื่อให้รับกับสภาพอากาศ บริเวณผนังบ้านด้านล่างจะฉลุลายเพื่อให้ลมเข้าออกได้ ส่วนสีดำบนตัวบ้านได้มาจากยางมะตอยซึ่งทาเคลือบไว้เพื่อรักษาเนื้อไม้ ทำให้อยู่ได้ถึง 100 ปี แต่หลังนี้ของจริงพังไปแล้ว ส่วนบรรยากาศภายในรูป เราคิดว่าน่าจะกำลังจัดงานปีใหม่ที่มีวงดนตรีแบบฝรั่ง แต่เครื่องบูชาด้านหลังยังเป็นแบบพม่า รวมทั้งเครื่องแต่งกายแบบพม่าครบเซต นั่นทำให้สันนิษฐานได้ว่า รูปนี้ถ่ายตอนที่อังกฤษยังอยู่ในเยนันชองราวๆ สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง”

 

เยนันชอง

เยนันชอง

Irrawaddy River and Dry Zone

     “ในหลายๆ พื้นที่ของพม่ารวมทั้งเมืองนี้ ยังมีปัญหาเรื่องระบบการจัดการน้ำ เพราะรัฐบาลพม่าไม่ค่อยลงทุนกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่นัก หากย้อนกลับไปในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นช่วงเดียวกับที่พม่าปิดประเทศและอยู่ในยุคแห่งสังคมนิยม ตอนนั้นพม่าปิดรับความช่วยเหลือใดๆ จากทั่วโลก เพราะเขาคิดว่าจะฟื้นเองได้ ก็เลยทำให้การลงทุนต่างๆ ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อน้ำมาที ที่นี่ก็ท่วมจนมิด กลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำอิรวดีอันกว้างใหญ่ และเมื่อน้ำลดและหายไป พื้นที่ที่เหลือก็จะกลายเป็น dry zone ผืนดินกึ่งทะเลทราย ที่บางช่วงรถราผ่านได้ ปลูกพืชได้บ้าง ในขณะที่บางช่วงกลายเป็นทะเลทรายไกลสุดลูกหูลูกตา

     “เมื่อมีทะเลทราย ก็ต้องมีงู พวกมันจะอาศัยอยู่ในโพรง ทำให้ระหว่างการถ่ายทำต้องระมัดระวัง เพราะวัคซีนมีไม่พอ หากโดนฉกแล้วต่อให้ไปโรงพยาบาลทันก็ไม่มีวัคซีนให้ฉีด ตายสถานเดียว”

 

เยนันชอง

Old Cart Track

     “ร่องรอยแห่งอดีตที่ไม่จางหายไปแม้ในปัจจุบัน พื้นที่ส่วนนี้อังกฤษได้เข้ามาขุดน้ำมันกันนานเป็นศตวรรษ สังเกตได้จากจุดที่เหมือนร่องเขา แท้ที่จริงแล้วคือรอยเกวียนบรรทุกถังน้ำมันลากด้วยล่อ หนึ่งเกวียนหนึ่งล่อหนึ่งถัง ล้อเกวียนบดขยี้ผืนดินกึ่งทรายทุกวันเป็นเวลานานกว่า 100 ปี ทำให้ผืนดินนั้นค่อยๆ จมลงไป จนพื้นดินข้างๆ สูงขึ้นและกลายเป็นร่องเขาอย่างที่ปรากฏให้เห็นในฉากหนึ่งของหนังเรื่อง มาร-ดา

 

เยนันชอง

Revenue Stamps

     “นี่คือแสตมป์ที่ใช้เพื่อเซ็นสัญญายกที่ดินเพื่อการขุดเจาะน้ำมันดิบในเมืองเยนันชอง บนแสตมป์มีภาษาพม่า มีนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศพม่า มีสิงห์ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของพม่า มีขนาดความกว้างเท่ากระดาษ A4 ระบุมูลค่า 10 รูปี ที่ใช้เงินรูปีก็เพราะตอนนั้นอังกฤษปกครองพม่าโดยให้เป็นจังหวัดหนึ่งของอินเดีย และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลึกๆ แล้วชาวพม่าไม่ค่อยชอบแขก”

 

เยนันชอง

เยนันชอง

45 Kyats

     “การเปลี่ยนแปลงของธนบัตรในยุคสมัยของผู้นำเผด็จการ นายพล อู เน วิน เมื่อเดือนกันยายนปี ค.ศ. 1987 เขาได้ทำลายธนบัตร 25, 35 และ 70 จ๊าด แล้วให้ใช้ธนบัตร 45 และ 90 จ๊าดแทน เพราะเขาทำตามความเชื่อว่าธนบัตรจะต้องหารเก้าลงตัว นั่นจะทำให้เขามีอายุถึง 90 ปี และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเขาเสียชีวิตลงเมื่อปี ค.ศ. 2002 อายุ 92 ปี

     “แต่ความน่าสนใจของธนบัตร 45 จ๊าดคือ ด้านหนึ่งเป็นรูปของ Po Hla Gyi วีรบุรุษชนชั้นแรงงานที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของพม่า เขาเป็นคนแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาสู้กับอังกฤษ ประท้วงเรื่องการขุดบ่อน้ำมันที่อังกฤษ ต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติพม่า ที่ปลดแอกพม่าออกจากอังกฤษได้ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ รูปแรงงานขุดน้ำมันดิบ”

 

เยนันชอง

เยนันชอง

The Nat Ka-daw and Butterfly

     “นี่คือ นัตกะด่อ (เมียของนัต หรือร่างทรงของนัต) ตัวจริงชื่อ อู ลา เอ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของหนังเรื่องนี้ นัตกะด่อมีความสำคัญต่อความเชื่อของชาวเมียนมามาก เพราะตัวนัตเองก็นับถือพุทธศาสนา และต้องการไปนิพพานเช่นกัน อย่างรูปใบนี้ก็ไปถ่ายที่บ้านของนัตกะด่อจริงๆ

     “ที่เยนันชองเองก็มีนัตองค์หนึ่งที่เกิดในเมืองนี้เหมือนกัน มีชื่อว่า อะเหม่จัม แปลว่า แม่ดุ และมีตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาว่า ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอเป็นผู้หญิงดุ เป็นผู้นำผัวหัวขโมยที่คล้ายโรบินฮูด คือไปขโมยจากคนรวยมาเล่นการพนันและแจกคนอื่นๆ แต่แล้ววันหนึ่งกษัตริย์เดินผ่านหน้าบ้านของเธอ เธอดันเอาน้ำมาราดเพื่อล้างหน้าบ้าน ทำให้กษัตริย์ไม่พอใจ เหมือนไม่ให้ความเคารพ จึงนำตัวไปขังคุก และในระหว่างทางเธอก็หิวน้ำ จึงขอน้ำจากชาวบ้าน แต่ด้วยความที่เธอชอบกินน้ำตาลเมา ตัวเธอจึงมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ คนก็รังเกียจและไม่ให้น้ำ ทำให้เธอสาปแช่งว่า ขอให้ดินแดนแถบนี้ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านก็ปาหินจนเธอตายในที่สุด อาจเป็นความเชื่อที่เป็นที่มาของคำถามว่า ทำไมพื้นดินแห่งนี้จึงกลายเป็น dry zone

     “อีกเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังคือเรื่องของโลกหลังความตาย อย่างเรื่องการตาย หากร่างกายสลายไปแล้ว วิญญาณที่ออกจากร่างก็คือ วินยา (วิญญาณ) แต่หากเป็นเจ้าหญิงนิทรา ร่างกายยังมีชีวิตอยู่ วิญญาณที่ออกจากร่างจะกลายเป็นผีเสื้อ เรียกว่า เลย์เพีย นั่นทำให้เรานำมาตั้งชื่อหนังในภาษาพม่าว่า เลย์เพีย ซานเอน แปลว่า บ้านของผีเสื้อ นั่นเอง”

 

เยนันชอง

 

     ปัจจุบัน เยนันชองไม่ใช่เมืองลับอีกต่อไป เมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าไปให้การช่วยเหลือ พลิกฟื้นพื้นที่ที่กึ่งทะเลทรายให้เป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงแพะ มีธนาคารแพะให้ชาวบ้านมายืมแพะจากธนาคารไปเลี้ยง เมื่อมีรายได้แล้วก็นำกลับมาคืน และที่สำคัญ มีอ่างเก็บน้ำเป็นของตัวเองแล้ว

 


เรื่องและภาพ: ชาติชาย เกษนัส, ทีมถ่ายภาพภาพยนตร์เรื่อง มาร-ดา

Share Post
Like 4 View 3130

Author

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่