เมื่อครั้งยังเด็กฉันฟัง… เพลงผ่านเทปคาสเซ็ต

When I Was Young
12 Jul 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

“ทำไมถึงยังอัดเพลงลงในเทปอยู่อีก” หญิงสาวถามแฟนหนุ่มที่เป็นนักดนตรีมือใหม่ด้วยความสนใจ เพราะหลังปี 2010 เป็นตันมา เทปคาสเซ็ตแทบจะกลายเป็นสิ่งที่คนฟังเพลงทิ้งหรือเก็บลงกล่อง แล้วหันไปฟังเพลงผ่านสื่อดิจิตอลอย่างซีดีหรือไฟล์เพลงกันหมดแล้ว

        “เพราะเสียงจากเทปอบอุ่นและสว่างกว่า” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมกับหลับตาพริ้มฟังเพลงจากเครื่องเล่นเทปพกพาในมือ 

        ประโยคนี้มาจากหนังเรื่อง Our 30-minutes sessions (เทปลับ สลับร่างมารัก) ที่เราเพิ่งดูในโรงมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และบทสนทนาสั้นๆ นี้เองที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนตอนนี้ถึงหันกลับมาตามหาเทปเพลงเก่าๆ กันอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะว่าเทปอาจจะบันทึกอารมณ์ของยุคสมัยเหล่านั้นเอาไว้นอกจากเสียงเพลง

        ตั้งแต่จำความได้ที่บ้านจะมีเครื่องเล่นเทปพกพาที่เรียกว่าซาวด์อะเบาต์ (Soundabout) เป็นของยี่ห้อ Sanyo ทรงสี่เหลี่ยมที่ทั้งใหญ่และหนา ซึ่งอยู่มาเป็นสิบๆ ปี อย่างทนทาน เพราะหยิบขึ้นมาใช้เมื่อไหร่ก็ยังเปิดฟังได้ตามปกติ แต่ด้วยการที่มันใช้พลังงานจากถ่าน AA จำนวนสี่ก้อน และฟังต่อเนื่องได้ราวๆ สองถึงสามชั่วโมง ในยุคที่ถ่านชาร์จได้ยังราคาแพงมากๆ และถ่านแบบใช้แล้วทิ้งก็ราคาราวๆ สามสิบบาทต่อแผง เมื่อเทียบกับราคาข้าวราดแกงสามอย่างในโรงอาหารโรงเรียนแค่สิบห้าบาท การที่เราจะพกซาวด์อะเบาท์ติดตัวไปฟังที่โรงเรียนนั้นก็ต้องมาจากวาระพิเศษจริงๆ 

 

เทปคาสเซ็ต

 

        แต่สิ่งที่เป็นปัญหากว่าการซื้อถ่านใส่ซาวด์อะเบาต์ คือการซื้อเทปเพลงสักม้วนของเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ทั้งในปัจจัยที่ว่าด้วยฐานะของทางบ้าน ความที่ยังเด็กพ่อแม่ก็อาจจะมองว่าซื้อไปทำไมตัวศิลปินเองก็ร้องเพลงไม่เห็นเพราะเลย โดยเฉพาะกับอัลบั้มเพลงร็อกที่เขามักจะมองว่าเสียงดังหนวกหู เพลงอะไร (วะ) แม้เราจะบอกว่านี่เป็นวงดนตรีที่ดังมากๆ ทั้ง 7 สีคอนเสิร์ตหรือโลกดนตรีเวลาพวกเขาไปเล่น คนดูนี่ล้นออกมาถึงนอกรั้วเลยนะ แม้จะยืนยันด้วยภาพของคนหนุ่มสาวที่พากันชูมือขวาอย่างพร้อมเพรียงจากการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตในโทรทัศน์ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถโน้มน้าวผู้ถือครองเงินของบ้านให้ใจอ่อนลงได้ 

        ยกเว้นแต่เพลงของ ‘พี่เบิร์ด’ หรือ ‘พี่แจ้’ ที่พอจะโน้มน้าวใจพ่อแม่เราได้ แต่ก็อย่างว่าเด็กกำลังโต กำลังเป็นวัยรุ่นขาร็อก เราก็อยากได้เทปที่เป็นไอดอลของคนหนุ่มสาวที่ทั้งเท่และเร่าร้อนมากกว่าอยู่แล้ว 

        ทางออกเดียวที่ทำได้คือเอาเทปเพลงเก่าๆ ของพ่อที่ (ดิดเองว่า) เขาไม่ฟังแล้ว มาอัดทับเสียเลย และการอัดทับนั้นก็มาจากการบันทึกจากรายการวิทยุที่เรารอจังหวะหมุนหน้าปัดหรือรอฟังจากคลื่นประจำเปิดเพลงนั้นให้ฟังแล้วรีบกดอัดทันที (ขอบคุณที่ใส่ฟังก์ชันบันทึกเทปมาให้ในวิทยุบ้านไว้ ณ ที่นี้) 

        แต่การรวมเพลงฮิตนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะเราต้องลุ้นว่าคลื่นที่เปิดฟังอยู่นั้นเล่นเพลงนี้ไปหรือยัง บางทีเปิดวิทยุขึ้นมาเพลงที่อยากได้ก็เล่นไปแล้วครึ่งเพลง ถ้าจะให้ดีเจเปิดอีกรอบก็ต้องรอจนหมดช่วงของดีเจคนนั้น และเปลี่ยนเป็นดีเจท่านต่อไป แต่หลายครั้งที่ดีเจคนใหม่เข้ามาก็ดันเปิดเพลงของศิลปินคนนั้นแต่ไม่ใช่เพลงที่เราอยากได้ก็มี (แต่เรื่องนี้ถือว่าไม่เจ็บปวดมากเพราะในยุคนั้นเพลงของศิลปินมักจะเพราะทุกเพลง) พอยังไม่ได้เพลงที่ต้องการก็ไล่หมุนหน้าปัดไปเรื่อยๆ เพื่อสุ่มคลื่นที่เปิดเพลงที่เราอยากได้ บางทีก็ได้เพลงอื่นแถมมาด้วยความบังเอิญ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ดีเจพูดแทรกระหว่างเพลงขึ้นมาก็ถือว่าภารกิจล้มเหลว 

        กว่าจะได้ Mix Tape ของตัวเองจนครบทั้งม้วนจึงใช้เวลานับเดือน แต่เทปม้วนนั้นก็เต็มไปด้วยคุณค่าที่มาจากความพยายามทำให้เราเปิดฟังกลับไปกลับมาอย่างไม่เบื่อ และงอก Mix Tape Vol.2 3 4 ต่อมาอีกเรื่อยๆ 

 

เทปคาสเซ็ต

 

        นั่นจึงเป็นที่มาของอาการติดฟังวิทยุสำหรับเรา แม้ว่าเมื่อเติบโตขึ้น ได้ค่าขนมไปโรงเรียนมากขึ้น รวมถึงเงินพิเศษต่างๆ เช่น การไปอ้อนขอญาติๆ มาเก็บเล็กผสมน้อย จนสามารถซื้อเทปของศิลปินที่ชื่นชอบได้ (รวมถึงการซื้อถ่านเพื่อใช้ฟังซาวด์อะเบาต์ด้วย) แต่การฟังรายการวิทยุก็ยังคงอยู่ รวมถึงการทำ Mix Tape ในยุคต่อมาของตัวเอง

        ทั้งยังเป็นยุคของการได้พบกับดีเจที่เปิดเพลงสากลเพราะๆ อย่าง พี่อลิศรา ศิริชุมแสง ที่มักจะชอบหยิบเพลงเก๋ๆ มาเปิดและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับเพลงและไม่เกี่ยวมาขับกล่อมเราเสมอ เพลงที่เราอัดลงไปในเทปส่วนใหญ่ก็จะมาจากรายการของพี่อลิศรา และเรายังชักชวนเพื่อนผู้หญิงในห้องคนหนึ่งให้ลองฟังรายการของเธอด้วย จนกลายเป็นว่าเราติดการจัดรายการของพี่อริศรากันงอมแงม และทุกวันจะต้องเอาสิ่งที่พี่เขาเล่าในรายการมาพูดคุยกันในช่วงพักเที่ยง 

        จนกระทั่งวันหนึ่งเหมือนจู่ๆ โดนฟ้าผ่า เมื่อพี่อริศราประกาศว่าเธอจะจัดรายการวันนี้วันสุดท้ายเพราะจะต้องไปเตรียมตัวศึกษาต่อที่ต่างประเทศ คืนนั้นใจของเราสลาย มือคว้าเทปขึ้นมาแล้วกดกรอไปยังต้นม้วนและกดอัดช่วงเวลาสุดท้ายในการจัดรายการวิทยุของเธอเก็บไว้
เป็นเวลาราวสองชั่วโมงที่เนิ่นนาน น้ำเสียงของพี่อริศราก็เต็มไปด้วยความเศร้า จนกระทั่งเธอบอกลาครั้งสุดท้ายด้วยเพลง I Will Remember You ของ Amy Grant ที่เธอมักเปิดเป็นประจำ แต่ความตลกคือเราไม่เคยสนใจเพลงนี้เลยจนกระทั่งในคืนนั้น เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่เราจำได้ไม่ลืม และเช้าวันต่อมาเรื่องนี้ก็กลายเป้นหัวข้อสนทนาที่เศร้าๆ หน่อย ระหว่างเรากับเพื่อนร่วมห้องคนเดียวที่ฟังรายการนี้กับเรา 

 

 

        เมื่อมีโอกาสได้มาทำงานที่ a day BULLETIN โชคชะตาก็พาให้เราได้พบกับพี่อริศราอีกครั้ง แม้จะไม่ได้มีโอกาสคุยกันได้นาน แต่เราก็ได้เป็นเฟรนด์กันทางเฟซบุ๊กและก้มีคอมเมนต์คุยกันบ้างนานๆ ที รวมถึงนักจัดรายการท่านอื่นๆ ที่เราตามฟังมาตลอดอย่างป้าวาส (วาสนา วีระชาติพลี) พี่เอ (วีระ พักตร์วัฒนการ)  พี่แพท บุญสินสุข หรือแม้กระทั่งแชมป์ (ศุภวัฒน์ พีรานนท์) ที่เราติดงอมแงมในช่วงหลังปี 2010 

        ขอแสดงความเสียใจในการจากไปของแชมป์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

เทปคาสเซ็ต

แอนาล็อก = การค้นพบอดีต 

        แม้ว่าเทปเพลง (รวมถึงเทปวิดีโอ) จะสามารถบันทึกซ้ำไปซ้ำมาได้ แต่ด้วยลักษณะทางกายภาพของมันที่เป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เมื่องานเยอะ หรือมีความขัดข้องในการะบวนการอัด ไม่ว่าจะมาจากวิทยุเองหรือตัวม้วนเทปก็ตาม ทำให้หลายครั้งเราจะพบว่าเพลงล่าสุดที่เปิดฟังมีเสียงแทรกแบบบางๆ ของเพลงก่อนหน้านั้นลอยออกมาให้พอได้ยิน 

        ซึ่งใน Our 30-minutes sessions ก็มีตัวละครคุณลุงคนหนึ่งพูดเหมือนกันว่า แม้เทปจะถูกอัดทับไปแล้วก็ตาม แต่เสียงที่อยู่ก่อนหน้านั้นจะกลายเป็นสัญญาณแบบเบาบางที่ซ้อนทับไปมาถึงแม้เราอาจจะไม่ได้ยิน แต่ภายในใจเราก็รับรู้ว่าเสียงเหล่านั้นยังคงอยู่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เลือนหายไป แต่มันจะกลายเป็นความอบอุ่นที่รอวันให้เราได้ค้นพบ 

        เหมือนกับการที่เรากลับไปรื้อลังที่ถูกซุกเอาไว้อยู่ในห้องใต้บันได และพบเจอความทรงจำในวัยเด็กผ่านเทปเพลงที่นอนสงบนิ่งอยู่ในกล่อง แม้ว่าเทปที่เป็นอัลบั้ม Mix Tape นั้นแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว แต่บรรดาเทปม้วนอื่นทั้งหลายก็ช่วยกันทำหน้าที่ดึงความทรงจำในวัยเด็กของเรากลับมาอีกครั้งแบบแม่นยำ 

 

เทปคาสเซ็ต

 

        “เสียงจากเทปอบอุ่นและมีมวลของความรู้สึกบางอย่างจริง” เรารู้สึกเช่นนั้นหลังจากที่เอามันใส่ในเครื่องเล่นเทปและกดปุ่มเพลย์ เสียงดนตรีที่แผดก้อง ปนเสียงครึกๆ ของเครื่องเล่นเทปคลอเบาๆ อาจจะฟังแล้วไม่ใสกิ๊งเหมือนเสียงจากซีดีหรือจาก Spotify แต่เสียงที่ไม่สมบูรณ์นี้กลับสะกดเราให้นั่งฟังจนจบม้วน พร้อมกับภาพต่างๆ ในอดีตที่มีต่อเพลงและเทปม้วนนั้นลอบขึ้นมาเป็นฉากๆ

        ทั้งภาพของโรงอาหารตอนบ่ายที่เราแอบโดดเรียนมานั่งฟังเพลงนี้กับเพื่อนด้วยหูฟังคนละข้าง การใช้ปากกายี่ห้อแลนเซอร์กรอบเทปเพื่อประหยัดถ่าน หรือแม้แต่การที่เทปกลายเป็นสิ่งที่เข้าไปแย่งพื้นที่ของช่องวางไข่ เพราะเชื่อว่าการเอาเทปไปแช่เย็นจะช่วยให้เทปไม่ยืด หายยืด ป้องกันการยืด และช่วยเยียวยาเทปที่ยับยู่ยี่จากการโดนวิทยุกินเทปให้กลับมาเป็นปกติได้ 

        แล้วคุณล่ะ เคยเอาเทปแช่ตู้เย็นบ้างไหม…

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon