เมื่อครั้งยังเด็กฉันอ่าน… สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

Uncategorized
9 Aug 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หนังสือการ์ตูนที่อ่านส่วนใหญ่ตอนเด็กมักจะเป็นการ์ตูนแนวต่อสู้ พลังมิตรภาพ การผจญภัยต่างๆ ตามเรื่องตามราวของเด็กผู้ชายทั่วไป นานๆ ก็จะมีแหวกแนวมาบ้างเช่น ถนนสายนี้เปรี้ยว (Kimagure Orange Road) หรือ ไมเคิล แมวแก่แดด (What’s Michael) เพราะสมัยนั้นหนังสือการ์ตูนในไทยจะมีการแบ่งกลุ่มคนอ่านค่อนข้างชัดเจน ฝั่งผู้หญิงก็จะไปทางการ์ตูนผู้หญิงตาหวานอย่าง นักรักโลกมายา หรือ คำสาปฟาโรห์ โดยประมาณ จะมีบางเรื่องที่อ่านร่วมกันได้ก็จะเป็นหนังสือการ์ตูนของอาจารย์ ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ (โดราเอมอน ปาร์แมน ฯลฯ) หรือรวมเรื่องสยองขวัญเช่น ขวัญผวา ที่มักมีงานของ อาจารย์จุนจิ อิโต ลงเป็นประจำ แต่การ์ตูนเหล่านั้นกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็ว่าด้วยเรื่องของพลังเหนือธรรมชาติหรือความแฟนตาซีที่เสริมให้เนื้อเรื่องสนุกขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งหนังสือการ์ตูนรายเดือนน้องใหม่อย่าง TV Magazine ได้เกิดขึ้นมาบนแผง และพาเราไปรู้จักกับ สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

 

สุสานหิ่งห้อย

 

        Grave of the Fireflies มีชื่อไทยมาตั้งแต่ตอนนั้นว่า สุสานหิ่งห้อย ซึ่งเป็นแอนิเมชันจากสตูดิโอจิบลิ ออกฉายในปี 1988 พร้อมกับ โทโทโร่เพื่อนรัก (My Neighbor Totoro) จากค่ายเดียวกัน ประมาณว่าถ้าไม่อยากดูเรื่องนี้ก็ตีตั๋วไปดูอีกเรื่องแทน คงเพราะ สุสานหิ่งห้อย นั้นบีบคั้นจนเกินที่เด็กๆ หรือผู้ใหญ่จะทนดูไหวในตอนนั้นก็ได้ 

        สุสานหิ่งห้อย ไม่ได้เข้ามาฉายที่ประเทศไทย แต่มาในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนภาพ (ใช้รูปจากในแอนิเมชันมาวางแล้วใส่ตัวหนังสือลงไปเป็นบทสนทนา) โดยแถมมากับ ทีวีแมกกาซีน นิตยสารการ์ตูนน้องใหม่ที่เกิดขึ้นบนแผงหนังสือ เป็นเล่มแยกออกมาต่างหาก 6 เล่ม ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่า ทีวีแมกกาซีน จะออกเป็นรายเดือน ทำให้เราติดตามเอาใจช่วยสองพี่น้องเซตะและเซซึโกะผู้เป็นน้องสาวกันอยู่ถึงครึ่งปี เพราะคิดว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งตามขนบของการ์ตูนในตอนนั้น 

 

สุสานหิ่งห้อย
ที่มา: https://images.app.goo.gl/rCna7hGm5mA8rZ8U8

 

        จนกระทั่งวันที่ได้เล่มจบมาอ่าน ตอนนั้นจำได้ว่าเพื่อนๆ ในชั้นเรียนต่างพากันอึ้งกับบทสรุปของเนื้อเรื่องที่ไม่ได้เป็นไปตามคาด โดยเฉพาะฉากที่เซซึโกะเอาก้อนหินมาอมแทนลูกอม Sakuma Drops (ลูกอมรสผลไม้ในกระป๋อง) ที่หมดไปก็ว่าสะเทือนใจมากแล้ว เนื้อเรื่องก็ขยี้ซ้ำด้วยฉากที่พี่ชายป้อนแตงโมให้น้องสาว ก่อนที่จะปลีกตัวไปทำอาหารเย็นมากินด้วยกัน แล้วก็…

        บทสรุปที่แสนเศร้าของ สุสานหิ่งห้อย ติดอยู่ในใจเรามาตลอด จนกระทั่งได้รู้จักกับสตูดิโอจิบลิ ในฐานะผู้ทำแอนิเมชันเรื่อง Spirited Away (2001) และเราก็เริ่มหาหนังของจิบลิเรื่องอื่นๆ มาดู จนพบว่าเป็นคนที่ทำ สุสานหิ่งห้อย ที่เคยได้อ่านเมื่อครั้งยังเด็ก 

        ส่วนลูกอม Sakuma Drops ผลิตโดย Sakuma Confectionary Company ซึ่งจริงๆ แล้ว บริษัทผลิตลูกอมนี้ขึ้นมาในปี 1949 นั่นคือหลังสงครามโลก แต่เมื่อ สุสานหิ่งห้อย ออกฉาย ยอดขายของ ลูกอม Sakuma Drops ก็เพิ่มขึ้นสูงมาก และมีการออกลาย Limited Edition มามากมาย เช่น ลายภูเขาไฟฟูจิ หรือลายนายสถานีแมวทามะ ของจังหวัดวะกะยะมะ เป็นต้น แม้หลายคนจะบอกว่าลูกอมก็รสชาติธรรมดา แต่ส่วนตัวเราว่าอร่อย (อาจเพราะว่าอยากลองชิมมาตั้งแต่ตอนเด็กที่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว)

 

สุสานหิ่งห้อย

 

        ลูกอมกล่องนี้เป็นสิ่งเดียวที่อยู่ติดตัวเซซึโกะมาตลอด เพราะคุณแม่ของเธอเป็นคนซื้อให้ มันจึงเป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวให้กับใจของเธอมาเสมอ ถึงความหวังว่าสักวันเธอและพี่ชายจะได้กลับไปเจอครอบครัวและอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง  

        เราซื้อดีวีดีเรื่องนี้มาพร้อมกับหนังการ์ตูนของจิบลิเรื่องอื่นๆ แต่ก็พบว่าแม้จะผ่านมากี่ปีแล้วก็ตาม สุสานหิ่งห้อย กลับเป็นเรื่องเดียวที่เราไม่เคยหยิบมาเปิดดูเลยสักครั้ง เพราะความเศร้าที่ได้รับรู้ในตอนเด็กยังคงอยู่ และก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนดูเรื่องนี้ในวันที่โตขึ้นขนาดนี้ได้ไหวไหม 

        คนญี่ปุ่นเองก็บอกกันว่า Grave of the Fireflies เป็นแอนิเมชันที่เศร้าที่สุดและไม่ควรดูซ้ำ แม้แต่ตัวผู้กำกับ (Isao Takahata) เองก็ได้เคยบอกไว้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้ไม่แนะนำให้เด็กๆ ดู และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำออกมาให้เศร้าขนาดนี้ แต่รับรองว่าถ้าผู้ใหญ่ดูรอบสองจะสนุกขึ้นแน่นอน (ไม่เชื่อหรอกลุงวางกับดักไว้แน่ๆ)

        เนื้อเรื่องของ สุสานหิ่งห้อย นำเค้าโครงมาจากเรื่องสั้นของ Akiyuki Nosaka ศิลปินชาวญี่ปุ่น ในปี 1967 โดยสมมุติให้เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองโกเบ (เมืองที่มีหุ่นยนต์หมายเลข 28 (Tetsujin 28-go) เป็นสัญลักษณ์ของเมือง) โดยเล่าถึงญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสองพี่น้องได้พลัดหลงกับแม่ของตัวเองระหว่างเดินทางไปยังหลุมหลบภัย เนื่องจากทหารอเมริกันกำลังจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงในเมือง 

        จากนั้นทั้งสองไม่สามารถทนอยู่กับป้าของตัวเองที่ใจร้ายได้ จึงพากันหนีไปอาศัยอยู่ในเหมืองเก่าแห่งหนึ่ง พร้อมเสบียงเล็กน้อย โดยพี่ชายได้จับหิ่งห้อยมาปล่อยในเหมืองเพื่อให้แสงสว่างเพราะตัวน้องสาวนั้นกลัวความมืด แม้ตอนต้นจะดูเหมือนทุกอย่างราบรื่น แต่ชีวิตจริงของเด็กสองคนที่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยสงคราม และเสบียงที่ค่อยๆ ร่อยหรอลงไป ความหวัง ความฝัน ทุกอย่างที่พี่ชายเคยสัญญากับน้องสาวก็ค่อยๆ ริบหรี่ไปทุกที

        เหมือนกับแสงของหิ่งห้อยที่ค่อยๆ ดับลง หลังจากเกิดมาดูโลกได้แค่ไม่กี่วัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon