Cofertility | สตาร์ทอัพที่ช่วยสานฝันคู่รักที่มีบุตรยาก ช่วยแก้ปัญหาของระบบการบริจาคไข่

        คริสติน (Kristen) หญิงสาววัย 26 ปี ที่ชีวิตกำลังไปได้สวย หน้าที่การงานถือว่ามั่นคงและมีอีกหลายอย่างในชีวิตที่เธอต้องการทำ ก่อนจะตัดสินใจแต่งงานและสร้างครอบครัวของตัวเอง แม้เธอไม่มีแผนที่จะมีบุตรในเร็ววันนี้ แต่หวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคต หลังจากที่ทำงานไปถึงจุดหนึ่ง เจอคนที่ใช่ก็จะลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวและมีลูกน้อย ๆ เช่นกัน

        เธอเป็นตัวแทนของผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีความฝันและเลือกที่จะทำงานก่อน จนเมื่อพร้อมถึงจะตัดสินใจแต่งงาน  สถิติล่าสุดในปี 2021 บอกว่าอายุเฉลี่ยที่ผู้หญิงจะตัดสินใจแต่งงาน อยู่ที่ราว ๆ 29 ปี ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนนั้น จะอยู่ที่ราว ๆ 25 ปี ถือว่าเป็นเทรนด์ที่เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงแต่งงานช้าลงกว่าเดิม (ซึ่งรวมถึงผู้ชายด้วย) เพราะมีทางเลือกในชีวิตที่เปิดกว้างทั้งในหน้าที่การงานและเรื่องการหาคู่สมรส ครอบครัวส่วนใหญ่ก็เข้าใจและไม่ได้กดดันให้ผู้หญิงต้องออกเรือนแล้วรีบแต่งงานอีกต่อไป

        ขณะเดียวกัน คริสตินก็ประสบกับความย้อนแย้งในตนเองระหว่างที่ได้ยินเรื่องภาวะการมีบุตรยากเมื่ออายุเยอะขึ้น ทั้งจากเพื่อนร่วมงานและคนที่รู้จัก แน่นอนว่าว่าสาเหตุมีหลากหลาย แต่หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ปัญหาทางร่างกายของผู้หญิง’ ซึ่งมีตั้งแต่ความเครียดจนก่อให้เกิดภาวะไข่ไม่ตก ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ท่อรังไข่อุดตัน มีเนื้องอก มีประจำเดือนไม่ปกติ ฯลฯ และเมื่อถึงตอนนั้นแม้อยากสร้างครอบครัวมีลูกก็อาจสายเกินไป

        จากสถิติแล้ว “คู่รักประมาณ 1 ใน 6 มีปัญหาในการมีบุตรยาก และรู้สึกว่าตนเองล้มเหลวจากกระบวนการทั้งหมดที่จะทำให้มีบุตร”

        คริสตินจึงมองหาทางเลือกในการแช่แข็งไข่ของตนเอง ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเก็บรักษาไข่ไว้ในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -195 องศาเซลเซียส เซลล์ทุกเซลล์หยุดการทำงาน คงประสิทธิภาพของเซลล์ไข่ไว้ในสภาพเดิม เสมือนการหยุดเวลาไว้ตอนที่ไข่ยังสมบูรณ์ดีอยู่ แต่ประเด็นที่ต้องคิดก็คือเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะการแช่แข็งไข่นั้นมีกระบวนการค่อนข้างซับซ้อน ตั้งแต่การเตรียมตัว การเร่งไข่ การเก็บไข่และการดูแลรักษาต่อไปอีกหลายปี เฉลี่ยเป็นเงินไทยก็ตกราว ๆ 500,000 – 750,000 บาทเลยทีเดียว

        และนั่นคือตอนที่เธอไปเจอ Cofertility สตาร์ทอัพที่เสนอทางเลือกใหม่ให้กับคนที่ต้องการแช่แข็งไข่ของตัวเองในราคาที่ถูกลงหรือบางกรณีก็ฟรี โดยผ่านการบริจาคไข่ให้กับครอบครัวที่ไม่สามารถมีบุตรได้หรือประสบปัญหามีบุตรยากนั่นเอง เพราะส่วนใหญ่แล้วไข่ที่แช่แข็งจะไม่ได้ถูกใช้งานและทิ้งไปในอนาคต ถ้าใช้บริการของ Cofertility คริสตินไม่เพียงจะสามารถแช่แข็งไข่ตัวเองเท่านั้น ยังสามารถช่วยครอบครัวอื่นที่อยากมีบุตรด้วยในเวลาเดียวกัน เธอบอกว่า

        “การแช่แข็งไข่ไม่ได้เป็นกระบวนการที่ทำแล้วจบ ไม่ได้หมายความว่าคนทั้ง 100% จะมีลูกในอนาคต การไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินสำหรับเรื่องนี้ก็ช่วยบรรเทาความกดดันลงได้ และคุณก็มีโอกาสที่ดีในการบริจาคไข่ให้กับคนที่ต้องการจริง ๆ”

        Cofertility ถูกก่อตั้งขึ้นมาโดย ลอว์เรน มาเคลอร์ (Lauren Makler) ผู้ทำหน้าที่ซีอีโอและอดีตผู้ก่อตั้ง Uber Health กับ แอเรียล สปีเกิล (Arielle Spiegel) และ ฮัลเล เทกโก (Halle Tecco) โดยทั้งสามคนล้วนเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตามเส้นทางสายอาชีพของตัวเอง แต่ก็ต่างเผชิญกับความท้าทายในการมีบุตรด้วยกันทั้งสิ้น มันจึงกลายเป็นจุดที่ทำให้พวกเธอเชื่อว่ากระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่แช่แข็งไข่ การบริจาค หรือการรับบริจาคของครอบครัวที่มีบุตรยากควรเป็นกระบวนการที่โปร่งใสและไม่ซับซ้อนเหมือนตอนนี้

        มาเคลอร์อธิบายให้ฟังว่าตอนนี้ครอบครัวไหนก็ตามที่ต้องการได้รับบริจาคไข่ต้องไปสมัครผ่านเอเจนซี่ที่จะให้เลือกแบบสุ่ม ๆ โดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่าไข่มาจากใคร ส่วนคนที่บริจาคไข่ก็ได้รับเงินไป ซึ่งกระบวนการนี้เหมือนเป็นตลาดมืดที่ไม่มีใครรู้เลยว่าอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง แถมยังทำให้ทุกฝ่าย ทั้งคนที่บริจาค ครอบครัวที่รับบริจาค (และเด็กที่เกิดมา) รู้สึกถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ลง เหมือนเป็นการเลือกซื้อของตามซุปเปอร์มาเก็ตเพียงเท่านั้น เหมือนเป็นตราบาปให้กับคนที่บริจาคด้วยเพราะเหมือนเอาไข่ไปขายเพื่อให้ได้เงิน ซึ่ง Cofertility เลือกจะไม่ทำแบบนั้น มาเคลอร์บอกว่า

        “เรานำกระบวนการแช่แข็งไข่และการบริจาคไข่มาไว้ด้วยกัน เพราะคุณไม่สามารถทำอย่างหนึ่งโดยไม่มีอีกอย่างหนึ่งได้ ตราบาป [ของการบริจาคไข่] นี้เป็นปัญหาในหลายด้านเลย มันทำให้ผู้หญิงไม่อยากมาบริจาค ทั้ง ๆ ที่พวกเธออาจจะอยากช่วยครอบครัวอื่น มันทำให้ครอบครัวที่อยากมีบุตรมีตัวเลือกน้อย และยิ่งเป็นครอบครัว LGBTQ ที่ต้องพึ่งพาการบริจาคไข่เพื่อสร้างครอบครัวอีก”

        สำหรับกระบวนการของ Cofertility นั้น คนที่ต้องการแช่แข็งไข่มีทางเลือกสองทางคือ ‘Split’ ซึ่งจะแบ่งไข่ครึ่งหนึ่งให้กับครอบครัวที่เข้ามารับบริจาค โดยเงินที่ครอบครัวที่รับไข่ไปจะถูกนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแช่แข็งไข่อีกครึ่งหนึ่งของคนที่บริจาคเป็นระยะเวลา 10 ปี หรือจะ ‘Keep’ ซึ่งจะเป็นการแช่แข็งไข่แบบปกติแต่ราคาจะถูกกว่าที่อื่น ส่วนครอบครัวที่อยากได้รับการบริจาคไข่ก็ต้องผ่านการคัดเลือกและทำแบบสอบถามมากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเหมาะกับสิ่งที่บริษัทมอบให้

        หลังจากที่บริษัททำการ ‘match’ ทั้งคนที่บริจาคและครอบครัวที่ต้องการรับบริจาคแล้วก็จะเอาทั้งสองฝ่ายมาเจอกัน นั่งคุย ทำความรู้จัก เพื่อให้เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง แสดงความเห็นอกเห็นใจ ขอบคุณซึ่งกันและกัน เป็นกระบวนการที่ทำให้คนที่บริจาครู้สึกว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ดี ได้ช่วยเหลือคู่รักที่ต้องการสร้างครอบครัว สำหรับฝ่ายครอบครัวก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นว่าไข่ที่ได้รับมานั้นมาจากใครจริง ๆ

        ส่วนบริษัทก็จะสร้างรายได้จากการเป็นผู้ประสานงานและดำเนินการ แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ก็ได้รับเงินลงทุนไปแล้วกว่า 5 ล้านเหรียญ มีผู้หญิงหลายพันคนที่สมัครเข้ามาเพื่อเป็นผู้บริจาคไข่ ตอนนี้ได้รับเข้ามาแล้ว 50 คน เพราะต้องผ่านการตรวจสอบทางสุขภาพและขั้นตอนหลายอย่าง ส่วนครอบครัวที่ต้องการรับบริจาคก็มีสมัครเข้ามาเรื่อย ๆ

        การทำลายข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการแช่แข็งไข่และการรับเงินจากการบริจาคไข่ ทำให้กลุ่มผู้ก่อตั้งเชื่อว่าจะช่วยให้คนที่อยากบริจาคมีจำนวนมากยิ่งขึ้น หลายคนอาจไม่เคยคิดบริจาค แต่ถ้าได้แช่แข็งไข่ของตัวเองด้วยอย่างคริสติน ก็น่าจะมีคนที่อยากทำเช่นกัน ส่วนคนที่ต้องการรับบริจาคนอกจากจะได้เจอกับคนที่บริจาคแล้วยังได้รับการสนับสนุนเรื่องความรู้ มีกลุ่มที่คอยช่วยเหลือด้านความพร้อมในการมีครอบครัวต่าง ๆ เรื่องนี้ ซีอีโออย่าง มาเคลอร์เล่าว่า

       

 

 

 

 

 

 

 

 

        “สิ่งที่เราได้ยินจากคนอื่น ๆ คือพวกเขารู้สึกว่าไม่เจอสิ่งที่ใช่ [ก่อนมาเจอ Cofertility] ฉันคิดว่าเพราะพวกเราผ่านมันมาก่อนและพร้อมที่จะเล่าเรื่องราวของเราและอยู่ตรงนั้นกับพวกเขา ชวนเข้ามาอยู่ในกลุ่มของเรา พวกเขาจึงรู้สึกได้รับการสนับสนุนนั่นเอง”

        เรียกว่า Cofertility ไม่ใช่เพียงธุรกิจที่พาคู่รักที่อยากสร้างครอบครัวมาเจอคนบริจาคที่เหมาะสมเท่านั้น ยังสร้างโอกาสและสานฝันให้กับทั้งสองฝั่งไปในเวลาเดียวกันด้วย คนที่บริจาคได้ช่วยเหลือและแช่แข็งไข่ตัวเองโดยไม่ถูกกดดันเรื่องของค่าใช้จ่าย สามารถมีครอบครัวได้เมื่อพร้อม ส่วนคู่รักที่รับบริจาคก็มีโอกาสได้สร้างครอบครัวที่ตนเองใฝ่ฝันในที่สุด

 


ที่มา:  – 

https://www.fastcompany.com/90795078/this-startup-wants-to-reimagine-egg-donation

https://www.cofertility.com/

https://www.statista.com/statistics/371933/median-age-of-us-americans-at-their-first-wedding/

https://www.cofertility.com/cofertility-blog-posts/introducing-cofertility-a-new-human-centered-fertility-ecosystem

https://www.businessinsider.com/halle-tecco-cofertility-new-fertility-startup-natalist-rock-health-2022-10

 


เรื่อง: โสภณ ศุภมั่งมี