Ask ศศิน เฉลิมลาภ | อนาคตของผืนป่าไทยจะเป็นอย่างไรในวันที่การบุกรุกทำลายอยู่เหนือกฎหมาย

มองไปไกลๆ ให้เกินไปกว่าความเศร้าโศกและโกรธแค้นต่อข่าวการล่าเสือดำ หันมาเอาใจใส่กับผืนป่าตะวันตกของไทย อันประกอบด้วยทุ่งใหญ่ตะวันตก-ตะวันออก ห้วยขาแข้ง และผืนป่าที่อยู่ติดกันใกล้เคียง ว่าจะยังคงดำรงรักษาความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร สถานการณ์ปัญหาล่าสุดนั้นคืออะไรกันแน่ และเราทุกคนจะมีส่วนร่วมในการผลักดันและเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร

นอกจากปัญหาการบุกรุกทำลาย เราคลำทางไปพบกับเงื่อนงำสำคัญในระดับนโยบาย กฎหมาย และภาคปฏิบัติของข้าราชการกับชาวบ้านในพื้่นที่ว่า ถ้าได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เราจะรักษาทรัพยากรของประเทศ และมรดกโลกชิ้นสำคัญนี้ไว้ได้

ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถามทีม a day BULLETIN ว่าพวกคุณมีเวลาไหมล่ะ? ถ้ามีเวลาก็มานั่งกินกาแฟกับผม แล้วผมจะเล่าให้คุณฟัง

ศศิิน

 

อยากให้คุณเล่าถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในป่าตะวันตกของไทยที่ทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง และบริเวณใกล้เคียง

     สัตว์ป่ากับการการล่าเป็นของคู่กันมาตลอด เพราะสัตว์ป่าเป็นของมีราคา ตั้งแต่เป็นกับข้าว ไปจนถึงเป็นระดับขุมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหัวกระทิง หนังเสือโคร่ง วัวแดง ควายป่า นกยูง ทุกอย่างมีราคา เพราะเป็นของหายากระดับโลก และโทษตามกฎหมายเมื่อเทียบกับอาชญากรรมด้วยกันแล้วยังต่ำมาก ผู้ค้ายาเสพติดถูกโทษประหาร แต่คนล่าสัตว์ป่าถูกปรับไม่กี่หมื่นและติดคุก 5 ปี

     ดังนั้น ถ้าบางคนมีความสามารถพิเศษที่จะเข้าป่า ก็มีโอกาสคุกคาม มีคนมาล่าสัตว์ มีคนมาแอบตัดไม้มีค่า เราจึงต้องมีหน่วยงานที่ทำงานอนุรักษ์ไว้ นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญของป่าตะวันตก

     อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจริงๆ ผมว่าคือระดับนโยบายมากกว่า เราต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการชุมชน ผมไม่ได้บอกว่าชุมชนเป็นภัยคุกคามนะ ผมบอกว่าภัยคุกคามคือนโยบายที่ไม่ชัดเจน ว่าจะทำให้เขาอยู่อย่างปกติสุขร่วมกันอย่างไร เพราะว่าตอนนี้ในป่าตะวันตก ไม่ใช่แค่เฉพาะทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง พื้นที่คุ้มครอง ทั้งอุทยาน เขตรักษาพันธุ์ 18 พื้นที่ เรามีชุมชนอยู่กันนับร้อยชุมชน ทุกชุมชนมีแนวเขตที่มูลนิธิสืบฯ เข้าไปทำกับอุทยานบ้างแล้ว แต่ในระดับนโยบาย เรายังไม่นำไปใช้ขยายผล ปล่อยให้ชุมชนอยู่อย่างผิดกฎหมาย แล้วใช้งานป้องปรามรัฐศาสตร์เข้าไป พอเปลี่ยนหัวหน้าที ก็มาทะเลาะกันใหม่ที อันนี้แหละคือภัยคุกคาม

     ในเมื่อมันยังไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อชุมชนมีประชากรเพิ่มขึ้น ชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เขาก็จำเป็นต้องขยายพื้นที่ ถนนหนทางไม่มี เขาออกมาทำมาหากินยาก ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตสูง คนก็เลยล่าสัตว์ แต่ถ้าเรามีนโยบายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างดี ภัยคุกคามแบบนี้ก็จะลดลงไป ภัยคุกคามแบบนายทุนเข้าไปตัดไม้ ไถที่หมดภูเขาไปครึ่งลูก แบบนี้จะมีให้เห็นน้อยลง แต่มันจะเป็นภัยคุกคามจากรัฐเอง ทั้งเรื่องการตัดถนน สร้างเขื่อน นโยบายท่องเที่ยวที่ล้นเกิน

 

มีคนพูดถึงการอยู่ร่วมกันมานาน แต่ทำไมไม่มีนโยบายออกมาและนำมาปฏิบัติกันอย่างชัดเจนเสียที

     รัฐบาลไม่สนใจปัญหานี้ สนใจแค่ผิวเผิน ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลยุคสมัยนี้ แต่เป็นแบบนี้ทุกๆ รัฐบาล ตั้งแต่ก่อนสมัยคุณสืบด้วยซ้ำ จนกระทั่งระยะหลัง เริ่มมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งนั่นก็ 20 ปีมาแล้ว ก็ไม่เห็นมีการทำตามมตินั้น ปล่อยเวลามันล่วงเลยมานานมากจนใช้การไม่ได้แล้ว เพราะว่าไม่มีกระบวนการจัดการที่ดีพอ อีกทั้งมันก็ไม่ถูกต้องที่จะไปไล่ชาวบ้านที่อยู่กันมาก่อนออกไป มติ ครม. ไม่ได้ผล ทำงานกันไม่ครบถ้วนกระบวนการ จนตอนนี้ก็สายเกินไป

     แล้วรัฐบาลนี้ก็มีนโยบายใหม่เข้ามา เรื่องชุมชนในป่า การทวงคืนผืนป่าโดยที่ไม่ให้กระทบคนจน มันคือกฎหมายการจัดการชุมชนที่อยู่ในป่า ซึ่งจะช่วยจบปัญหาของการทำลายป่าได้ 80-90% แต่การที่จะไม่ให้กระทบชุมชน รัฐก็ต้องไปทำงานกับเขา แต่พอสั่งไปแล้ว ข้าราชการเองก็ไม่เข้าใจ ในขณะที่ฝ่ายนโยบายก็ไม่ทำเวิร์กช็อป ไม่ทำกระบวนการ ไม่เตรียมคน ทำงานอย่างมีเป็นระบบไม่เป็น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะไปได้ครบกระบวนการหรือไม่ เพราะว่ามันมีปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติของตัวราชการเอง ถ้าทำอะไรที่มันยาก ทำอะไรที่มันเกินกว่างานประจำที่เคยทำมา เขาก็จะไม่ทำ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของระบบราชการ

     มันไม่เกี่ยวกับว่าชาวบ้านเป็นคนดีหรือไม่ดี มันเกี่ยวกับว่ามีการจัดการหรือไม่ ก็เหมือนกับเราจัดการว่าทำไมบ้านต้องมีประตูปิด ต้องมีกฎหมาย ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่มีกฎควบคุม ก็จะไม่มีคนเคารพกติกากฎหมาย คนหนึ่งทำได้ คนอื่นก็ทำต่อ แล้วก็ขยายไป มันเป็นเรื่องของข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน ตั้งกติกาขึ้นมา และมีคนดูแลกติกาอย่างมีส่วนร่วม

     บางทีผมก็เบื่อๆ เวลาได้ยินคนพูดว่าชาวเขาเผ่านั้นดี เผ่านี้ไม่ดี เพราะตัวเราเองก็เปลี่ยน ทำไมเขาจะเปลี่ยนไม่ได้ เราดูทีวีช่องเดียวกัน ใช้สมาร์ตโฟนรุ่นเดียวกัน แล้วทำไมเขาจะไม่เปลี่ยน ดังนั้น เมื่อความสมัยใหม่เข้ามา การจัดการก็ต้องเป็นสมัยใหม่ สมัยใหม่ก็คือการมีกรรมการร่วม การมีข้อตกลง ใช้กติกาใหม่ที่เป็นข้อตกลงกันแบบใหม่ ถ้าคุณยังอยู่ในโลกเก่า คุณยังจัดการอะไรไม่ได้หรอก

     จริงๆ ก็คงไม่ใช่เฉพาะในป่า รวมถึงตัวเราทุกด้วย ที่ไม่มีข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน เวลาจะจอดรถ จะขับรถ ไม่เห็นมีใครยอมกันเลย เพราะว่าคุณไม่มาเปิดกติการ่วมกัน ทำไมผมต้องเอาขวานไปทุบรถ ทำไมผมต้องเอาขี้เถ้าไปราดรถ ทำไมเราไม่มีระบบหรือกลไกการอยู่ร่วมกันของชุมชนในซอยนี้ว่าเป็นอย่างไร เราทุกคนรู้และเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วม เรามีทัศนะคติที่ต้องมีส่วนร่วม แต่ How to ล่ะ มันไม่มี

     เหมือนกับที่พวกเราเป็น NGO แล้วตะโกนว่าต้องมีส่วนร่วมนะ แต่ถ้าเอากระดาษมาแผ่นหนึ่ง ถามว่าการมีส่วนร่วมคืออะไร ต้องทำอย่างไร อะไรคือตัวชี้วัด กลายเป็นเรื่องของแผนการบนกระดาษ ซึ่งยากมาก เหมือนกับว่าเราทุกพูดถึงการมีส่วนร่วมกันเป็นปกติ แต่เราไม่มี How to ในการลงมือทำจริงๆ

 

มูลนิธิสืบฯ พอจะมีต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และเราสามารถเรียนรู้จากตรงนั้นได้บ้างไหม

     ก็มีหลายแหล่ง อย่างงานในป่าตะวันตกที่มูลนิธิสืบฯ ทำอยู่ แทบจะร้อยชุมชนก็เริ่มต้นอย่างถูกวิธี คือมีการพูดคุยกัน มีการปรึกษาหารือ มีการวางกติการ่วม และมีการปฎิบัติตามตลอดช่วงเวลาโครงการที่เราเข้าไป การมีส่วนร่วมกับการจัดการความขัดแย้ง สองเรื่องนี้ต้องมาด้วยกัน ถ้าจะชักชวนให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ คุณก็ต้องเข้าไปจัดการความขัดแย้งก่อน และในขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมพอเกิดขึ้นปุ๊บ มันก็ช่วยลดความขัดแย้งต่อไปได้อีก มันจะเป็นวัฏจักรที่แยกกันไม่ออก

     งานของมูลนิธิสืบฯ เราก็พยายามเข้าไปทำแบบนั้นได้ในระดับหนึ่ง แต่พอหมดโครงการแล้วเราก็ไม่มีอำนาจที่จะไปจัดการมัน เราก็ได้แต่ส่งผล output outcome ไปให้ภาครัฐพิจารณา แต่ไม่เห็นมีใครที่จะพอมีเวลาที่จะอ่านมัน หรือถ้ามีเวลามานั่งกินกาแฟกับผม แล้วผมจะเล่าให้คุณฟัง

     พวกเรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จทั้งร้อยชุมชนในป่าตะวันตกนะ ทุกชุมชนดีมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนเขาเหล็ก ที่เฉลิมรัตนโกสินทร์ เราเคยมีกติกา เคยรักใคร่หัวหน้า ตอนนี้ชุมชนก็ยังเป็นชุมชนเดิม ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นคนเดิม แต่พอไม่มีโครงการเราเข้าไป ก็ได้ข่าวว่าไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆ แล้วกรมก็ควรจะบริหารจัดการต่อเองได้ เพราะว่าเวลามูลนิธิสืบฯ เข้าไปทำ เราเองก็ถูกชาวบ้านนินทาว่าเป็นพวกป่าไม้ ส่วนทางป่าไม้เองก็หาว่าเราเอาแต่ชาวบ้าน ตัวเราเองก็มีเงินทุนทำงานในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไปคลุกอยู่ในชุมชน ไปฝังตัวอยู่แบบนั้น ตัวเจ้าหน้าที่ของเราก็มีเวลาชีวิตจำกัดเหมือนกัน

 

ศศิน

 

เวลามาประชุมชาวบ้านและภาครัฐมาประชุมร่วมกัน บรรยากาศเดือดแค่ไหน

     มันก็คือฝ่ายเขา-ฝ่ายเรานั่นแหละ ผมถึงบอกว่าเราไม่ค่อยมี  How to ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างผู้คน น้องๆ บางคนที่เรียนจบวนศาสตร์ เขาบอกว่าเลือกเรียนวนศาสตร์ เพราะไม่ชอบพูดกับคน เลยเลือกเข้าป่า ซึ่งอันนี้มันก็ไปผิดตั้งแต่หลักสูตรเลยด้วย ในวันนี้ การจัดการป่าคือการจัดการกับคน ชุมชน นักท่องเที่ยว ข้าราชการ

     ผมว่าถ้าข้อเรียกร้องของชาวบ้านไม่มีลิมิต ก็ไม่มีใครยอมรับได้หรอก แต่ผมว่าชาวบ้านเขาไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้ารัฐเองเข้มงวดไป ก็ใช้อำนาจเผด็จการบังคับเขา ปรากฎว่าทำไม่ได้ เพราะมีคนอยู่ในป่าประมาณ 6 ล้านไร่ อุทยานมีข้าราชการอยู่ 3 คน นอกนั้นก็มีพิทักษ์ป่าอีกนิดหน่อย พื้นที่ประมาณ 80 ล้านไร่ ถือเป็น 25% ของพื้นที่ประเทศไทย เราจะไปจัดการได้ยังไง มีชุมชนอยู่ประมาณ 3,000 ชุมชน แต่ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน หรืออะไรที่จัดตั้งมาเรื่องนี้เลย

     มูลนิธิสืบทำงานกับชุมชนในป่ามานาน นานจนพอจะเห็นหน้าเห็นหลังออกมาบ้าง อย่างในปัจจุบัน ผมได้ความรู้จากการปลูกกาแฟที่อุ้มผาง จึงเข้าใจเลยว่าทำไมโครงการของรัฐที่เข้าไปสนับสนุนชุมชนถึงไม่สำเร็จ ก็เพราะคุณไปด่าเขาว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำลายหน้าดิน ใช้สารเคมี ทำไมถึงไม่ปลูกผักกินเอง เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่กินเอง ก็เพราะเขาไม่ได้ต้องการอาหาร เขาต้องการเงินเพื่อเอาไปซื้อของมาดำรงชีพ

     ผมเห็นโครงการของรัฐมาส่งเสริมให้ปลูกนั่นปลูกนี่ เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู ตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2504 ซึ่งก็ไม่สำเร็จ ในขณะที่บรรษัทยักษ์ใหญ่เข้าไปหาชาวบ้าน บอกให้มาปลูกข้าวโพดเหมือนกันหมด แป๊ปเดียวมันก็พรึ่บเลย เพราะมันเป็นอะไรที่เจ๋งมาก ไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ชาวบ้านกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เอง แต่จะส่งผลอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมนั่นอีกเรื่องหนึ่ง เขาไม่สน

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าไปด้วยความเข้าใจความต้องการของพวกเขาจริงๆ คือความต้องการอาชีพและรายได้ที่แน่นอน

     ใช่ แล้วกาแฟก็เป็นงานที่พวกเขาอยากลองทำ เราก็ไปหาพันธุ์กาแฟให้เขาปลูก หลังจากวันนั้นก็น่าจะ 8 ปีแล้ว จนวันนี้ก็ได้ประมาณ 30 ครอบครัวจากทั้งหมด 500 ครอบครัว เขาแบ่งพื้นที่บางส่วนมาทดลองปลูกกาแฟ อดทนขาดรายได้อยู่ตั้ง 3 ปี กว่าจะได้กาแฟเพียงแค่ 1 กิโลกรัม แล้วนำมาคั่ว คั่วแล้วก็เสียไปทั้งหมด แล้วก็ต้องเฝ้ารอผลผลิตปีต่อไป

     มูลนิธิสืบฯ ตั้งโรงรับซื้อกาแฟมา 8 ปี ตอนนี้ได้กาแฟเกิน 200 กิโลกรัม เราตั้งเป้าว่าจะได้ครึ่งตัน ผมก็เอามาคั่วขาย ขายในงานมูลนิธิสืบก็หมดแล้ว ถ้าจะไปดีลกับร้านที่มีสาขามากๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีเม็ดกาแฟมากพอ ต้องใช้เวลาทำงานนี้ต่อไปอีกหลายปี ดังนั้นจะมีราชการไหนที่ทำอะไรต่อเนื่องแบบนี้ได้

 

ตอนแรกเรานึกว่าชาวบ้านควรมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงและทำเกษตรผสมผสาน แต่จริงๆ แล้วเขาอยากได้งานที่ช่วยเลี้ยงชีวิตเขาได้

     ผมว่ามันเป็นอัลเทอร์เนทีฟ ผมเข้าใจเพราะว่าผมเป็นคนฟังเพลงอัลเทอร์เนทีฟ เพลงอินดี้ การทำงานของเราจะไม่มีทางที่จะถูกใจทุกคน ไม่มีทางที่คนอย่างเราจะเป็นเพลงป๊อบ

     เพลงอัลเทอร์เนทีฟ ถ้ามันดีจริง มันก็จะแทรกเข้าไป ขยายออกไปได้ แต่มันก็ต้องค้นหาร่วมกัน กาแฟเป็นแค่ตัวอย่างพื้นฐานที่เหมาะกับพื้นที่หนึ่ง แต่ว่า How to ต่างหากที่สำคัญ How to ที่ได้มาคือ การที่เรารู้ว่ามันไม่ต้องเป็นกาแฟก็ได้ จะปลูกอะไรก็ได้ แต่ว่าต้องมีเจ้าหน้าที่สักคนที่เข้าไปทำงานอย่างเข้มข้นและมีการขยายผล

 

ศศิน

 

หลายคนเชื่อว่าเราต้องปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าให้รุนแรง แต่จริงๆ แล้วกฎหมายและนโยบายอะไรที่เกี่ยวกับชุมชน ก็มีความสำคัญไม่น้อย

     ใช่ คือเรื่องบทลงโทษก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่สาระสำคัญขนาดนั้น ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่ทำให้คนเกรงกลัว ป่าอุทยานใหญ่เท่ากรุงเทพฯ มีข้าราชการ 3 คน มีผู้พิทักษ์ป่า 100 คน เทียบกับกรุงเทพฯ ใช้ตำรวจรักษาความสงบกี่คน ดังนั้นคุณทำอย่างไรจะนำคนผิดมาลงโทษให้ได้เสียก่อนที่จะคิดเพิ่มโทษ ถึงเพิ่มโทษมาก แต่คุณไม่มีปัญญาไปจับเขา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

     สิ่งที่คุณต้องทำก็คือคุณต้องมีเพื่อนเป็นชุมชนโดยรอบ ใครเข้าป่า เขาก็จะมาช่วยแจ้งคุณ เพราะว่าพวกเขาก็ไม่อยากให้หมู่บ้านของเขาเสียชื่อเสียง ถ้านายกอยากจะรักษาป่า พอรู้เรื่องนี้แล้วก็สั่งเป็นระบบลงมา แล้วทุกภาคส่วนก็พร้อมใจกัน อย่าลืมว่านี่คือ 25% ของประเทศ และอย่าลืมว่านี่คือทรัพยากรที่มันต้องยั่งยืนยาวนาน

 

ถ้ามีการเลือกตั้ง เราได้รัฐบาลที่มาจากประชาชนจริงๆ เขาจะสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่านี้ไหม แล้วจะทำงานร่วมกับชุมชนได้ดีกว่ารัฐบาลเผด็จการหรือไม่

     ไม่เห็นมีใครต่างกันเลย คนที่ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีก็ไม่รู้เรื่องพอกัน ผมไม่ได้ชูเผด็จการนะ แต่ผมก็สงสัยว่าทำไมไม่เอาคนที่รู้มาเป็นคนบริหาร ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าถ้าจะหารัฐมนตรีกระทรวงการคลัง แต่คุณเอาคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินมาทำงาน แบบนี้เป็นได้ไหม ก็ไม่ได้ ไม่มีใครยอม แต่พอเปรียบเทียบกับกระทรวงทรัพยากรฯ พวกเขาดูเหมือนว่านี่เป็นกระทรวงที่ไม่ต้องมีพื้นฐานก็ได้ ถ้าวันนี้เรียกป่าไม้ก็จะพาไปปลูกป่า ทั้งที่การอนุรักษ์จริงๆ เรารู้ว่ามันคือการไม่ปลูกป่า รัฐมนตรีไปที่ไหน ก็จะพาไปปลูกป่า จนเขาหัวเราะว่าเดี๋ยวต้องพาไปปลูกป่าอีกแน่นอน

 

คนที่อยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อมคนไหนที่น่าจะเดินเข้าสู่เวทีการเมืองได้

     ก็เป็นแบบทางเลือกอย่างคุณพงศา ชูแนม เคยประกาศว่าจะตั้งพรรคกรีน ผมยังไม่เห็นตั้งเลย แต่ผมจะลงคะแนนให้พรรคกรีนของเขาแน่นอน พูดกันตรงๆ ผมไม่ได้เห็นด้วยกับคุณพงศาทุกเรื่อง แต่ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ใหญ่ ถ้ามีพรรคกรีนของประเทศไทย ผมก็จะลงคะแนนให้ แต่พรรคกรีนจะได้มาเป็นรัฐมนตรีไหม ผมว่าก็อาจจะยังไม่ได้เป็นหรอก ที่ผมพูดมาทั้งหมดคืออยากให้ใครที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ ผ่านการเลือกกันหน่อย ประกวดกันเหมือนรัฐมนตรีกระทรวงอื่น ผมไม่ได้ยึดตัวบุคคลแต่ผมว่าที่บรรทัดฐานทางการเมือง ว่าเราควรให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

 

คนส่วนใหญ่เวลาลงคะแนน คงมองเรื่องปากท้องมาก่อนเรื่องการอนุรักษ์

     ผมว่าเราเริ่มคิดเรื่องป่าเพิ่มขึ้น นี่ยังไม่ได้คุยกันเรื่องทะเลเลยนะ ทะเลที่เป็นอุทยานแห่งชาติก็มีอีกเยอะ ถ้าคุณนับพื้นที่จริงๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมมันใหญ่มาก ดังนั้นเราจึงอยากได้ความใส่ใจมาดูแล แต่ปกติแล้วการเลือกตั้งกระทรวงทรัพยากรจะเป็นรัฐมนตรีเกรดสุดท้ายที่เข้ามาจัดการ สำหรับผมที่เป็นนักอนุรักษ์ฟังแล้วก็รู้สึกไม่มีความหวัง การเมืองมันสะท้องสังคม ถ้าสังคมดีการเมืองก็ดี นักการเมืองก็มาจากพวกเรานี่แหละ

     ผมว่ามันเป็นเรื่องของการที่ประเทศเราไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างสังคมใหม่ โลกเราเปลี่ยนด้วยแรงบันดาลใจนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งฝรั่งเศสจะมีประธานาธิบดีแบบ เอมมานูเอล มาครง ซึ่งก็ยังไม่รู้หรอกว่าเขาจะดีหรือไม่ดี แต่มันคือแรงบันดาลใจ ผมว่าแรงบันดาลใจที่มาจากผู้นำจะมีผลมาก

 

ศศิน

 

หลายปีก่อน ความตายของคุณสืบ นาคะเสถียร เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งประเทศ แล้วความตายของเสือดำในคราวนี้ เป็นแรงบันดาลใจได้ไหม

     ผมว่ามันจะสะสม ทุกคนจะจำเรื่องเสือดำได้ ทุกคนจะจำเรื่องอารมณ์นี้ได้ ความโกรธแค้นนี้มันเกิดจากความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม และมันเป็นโอกาสที่อย่างน้อยเราได้ด่าทอได้ ความตายของเสือดำเป็นแค่เครื่องมือที่นำพาสังคมเราไปสู่จุดนั้น พวกเราต้องใช้พลังและแรงบันดาลใจตรงนี้แหละ ถือเป็นเรื่องดีที่การอนุรักษ์ธรรมชาติตอนนี้ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับ

 

แต่พอผ่านไปสักพัก เรื่องเสือดำก็ถูกโยงเข้าสู่ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายทางการเมือง มีคนแซะคุณเยอะเลย คุณรู้สึกอย่างไร

     เซ็ง มันบั่นทอน แต่ว่าผลก็มาจากเหตุ เหตุที่ตัวตนของผมก็ไม่ได้ศรัทธาในวิถีของการแซะ ถ้าผมเป็นพวกเดียวกับเขา เขาก็คงไม่มาแซะผม บังเอิญผมไม่ได้เป็น ผมบอกว่าไม่ได้เป็น เขาก็หาว่าผมเป็นพวกกลางๆ หรือค่อนไปทางสลิ่ม ผมเลยได้สังกัดสลิ่ม

 

ทุกอย่างมันเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่คุณเดินเพื่อต่อต้านเขื่อนแม่วงศ์

     (หัวเราะ) เหตุการณ์นั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ผมเคยโพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภาหรือลาออก ซึ่งก็คงไม่ถูกจริตกับคนที่เลือกคุณยิ่งลักษณ์เข้ามา ผมโพสต์ออกไป จากนั้นมาผมก็เลยเป็นสลิ่มไปเลย และผมก็ไม่ปฏิเสธว่าผมเคยไปสังเกตการณ์ที่ม็อบ กปปส. แต่ผมไม่ได้ไปขึ้นเวทีนะ ผมไปดูสักครั้งสองครั้ง

 

ย้อนกลับมาเรื่องป่าและชุมชน คุณคิดว่าจิตวิญญาณแบบพวกลิเบอรัลหรือพวกคอนเซอร์เวทีฟ ที่จะทำงานกับชุมชนได้ดีกว่ากัน

     ไม่เกี่ยวเลย ทั้งสองฝ่ายมีข้อดีที่จะทำงานกับชุมชนได้ทั้งนั้น ผมว่ามันเป็นเรื่องฝักฝ่ายทางการเมือง มันไม่ต้องใช้ความคิดของฝั่งไหนมาทำงาน แต่ใช้ความรู้ ความจริง ความตั้งใจแน่วแน่ ความจริงคือเราต้องเข้าใจปัญหาทุกมิติ แล้วก็มีความรู้จากที่อื่นๆ ไม่ใช่ว่ามีความเข้าใจแต่ทำไม่เป็น ถ้าทำไม่เป็นก็ไปหาหนังสือมาอ่าน ว่าคนอื่นเขาทำกันอย่างไร ถ้าเล่มเดียวแล้วยังไม่รู้ ก็ต้องอ่านอีกสัก 10 เล่ม แล้วก็สร้างเครื่องมือขึ้นมาทำงาน ฝึกอบรมคนที่มีความรู้แบบนี้มาทำงาน มีปัญหาก็ตั้งใจจะแก้ไขมัน และมีความอดทนที่มากกว่ามนุษย์ปกติ

 

จริงๆ แล้วเราควรจะมีระบบที่ดี มากกว่าจะมาพึ่งความมุ่งมั่นของปัจเจกบุคคล หรือ NGO อะไรแบบนี้ไหม

     คุณต้องรู้จัก NGO อย่างพวกเรา เรายืนหยัดทำงานมาตลอด (หัวเราะ) เรามีส่วนช่วยเคลื่อนประเทศ เคลื่อนโลกด้วยพลังเล็กๆ ของผู้คนที่เป็นอัลเทอร์เนทีฟ

     ทุกคนมักจะรังเกียจ NGO เพราะเราพูดไม่เข้าหู พูดในสิ่งที่ทุกคนไม่อยากฟัง แล้วทุกคนก็ตั้งป้อมไว้ว่าพวกนี้คือคนประหลาด แต่คุณรู้ไหม ว่าโลกเคลื่อนด้วย NGO โลกดีอยู่ได้ด้วย NGO เพราะมันคือคนประหลาดๆ ที่ไม่ต้องมีค่าตอบแทนให้มากนัก แต่มันมีความอดทนมากกว่าคนอื่นหลายเท่า นโยบายที่ดีอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็เคลื่อนมากจาก NGO สายสุขภาพ นโยบายประกันสุขภาพ สิทธิผู้ป่วยเอดส์ ผู้หญิง เด็ก ก็มาจากการทำงาน NGO มันคือการทำงานแบบอัลเทอร์เนทีฟ เราช่วยถ่วงดุลสังคมให้เป็นธรรม

     ดังนั้น เราต้องการรัฐบาลไหม แน่นอนว่าเราต้องการรัฐบาลที่ดี คุณก็ทำงานของคุณไปในแบบของคุณ ฝั่งพวกเราเป็นอัลเทอร์เนทีฟ ก็มีความเชื่อและทำงานเคลื่อนเรื่องใหญ่ไปพร้อมกัน ฉะนั้น ผมสนใจว่าเรามีองค์กรที่อดทน ทำงาน ยืนหยัด ถามว่าผลงานของเราดีทั้งหมดไหม ก็ไม่หรอกครับ แต่ว่าโลกเราต้องมีดุลยภาพ เรามีความฝัน ความหวัง แรงบันดาลใจ พวกคุณมีแค่ความอยาก ไม่มีความรัก ไม่มีความจริงใจ คุณจะสู้พวกเราได้ยังไง ถ้าวันนี้ผมแพ้ไป แต่ก็ยังมีคนอื่นมาสู้กับคุณต่อไปอีก

Share Post
Like 2 View 2063

Author

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

นักขีดๆ เขียนๆ เริ่มเขียนแบบไดอารี่จริงจังก็ตอนอยู่ม.2 ด้วยเหตุผลเดียวคือกลัวตัวเองสมองเสื่อมกะทันหัน จนทำงานเขียนมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเรื่องตัวเองไม่เขียนแล้ว เพราะคิดว่าไม่ลืมชัวร์ แล้วหันมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนอื่นแทน!