The List | 10 หนังสือแปลน่าจับตาอ่าน คัดสรรจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47

เริ่มต้นปีใหม่มาคุณอ่านหนังสือไปกี่เล่มแล้ว? มากน้อยไม่ว่ากัน แต่จะเป็นไรไปถ้าเพิ่มอีก 10 เล่มนี้ เพราะนี่คือรายชื่อหนังสือแปลน่าจับตาอ่าน ที่คัดสรรจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 ด้วยความตั้งใจอยากให้ทุกคนได้สำรวจตั้งแต่ภายในของตัวเองไปจนถึงความเป็นไปของโลกที่เราอยู่ เพื่อการเรียนรู้ครั้งใหม่ เข้าใจ และเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงรอบตัว

หนังสือแปล

21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 (21 Lessons For the 21st Century)

ผู้เขียน: Yuval Noah Harari ผู้แปล: ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ และ ธิดา จงนิรามัยสถิต

สำนักพิมพ์: ยิปซี พิกัด: L16 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 468 หน้า ราคาปก: 495 บาท (ปกอ่อน)

     ธรรมชาติสร้างมนุษย์ มนุษย์สร้างเรื่องเล่าปรัมปราเพื่อรวมสปีชีส์ของตนให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วตอบแทนผู้สร้างด้วยความพยายามกำราบธรรมชาติเพื่อแย่งชิงอำนาจที่ไม่เคยมี จากนั้นมนุษย์ต่างเร่งเร้าแสวงหาชีวิตใหม่จากสิ่งนอกกายที่ริเริ่มคิดและออกแบบเพื่อหวังเติมเต็มอะไรบางอย่าง แต่มนุษย์เข้าใจตัวเองดีแค่ไหน หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ตรากตรำสร้างกันขึ้นมาจะแบ่งแยกและกีดกันให้สปีชีส์ของตนไม่ข้องเกี่ยวกันอีกต่อไป อาจถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะแพ้ภัยตัวเอง

     21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 เปิดพื้นที่บนหน้ากระดาษให้ทุกคนมาสำรวจปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ของมนุษย์ โดยพยายามครอบคลุมไว้ทุกหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของชีวิต ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาคิดไม่ตก และชวนให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเราหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของโลกที่ไม่อาจหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงได้

     สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คืออะไร? สิ่งที่เป็นความท้าทายที่สุดในเวลานี้คืออะไร? ทางเลือกที่เราควรให้ความสนใจคืออะไร? และเราจะเดินไปในทิศทางใด? หนังสือเล่มนี้โยนคำถามให้คนทั้งโลกขบคิดผ่านบทเรียนคัดสรรทั้ง 21 บทเรียน เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนยอมรับความจริงที่ว่านี่คือยุคสมัยแห่งปัญหา นอกเหนือจากคิดหาวิธีแก้คือการคิดหาวิธีอยู่ร่วมกับมันอย่างเข้าใจ ด้วยความหวังลึกๆ ว่ามนุษย์จะนำพาโลกไปสู่หนทางที่ดีกว่าเคย

 

หนังสือแปล

จิตวิทยาเด็ก: ความรู้ฉบับพกพา (Child Psychology: A Very Short Introduction)

ผู้เขียน: Usha Goswami ผู้แปล: สุภลัคน์ ลวดลาย และ วรัญญู กองชัยมงคล

สำนักพิมพ์: bookscape พิกัด: E08 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 232 หน้า ราคาปก: 285 บาท (ปกอ่อน)

     จิตวิทยาเด็ก: ความรู้ฉบับพกพา คือหนึ่งในหนังสือชุด A Very Short Introduction จากสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งทำหน้าที่เป็นคู่มือฉบับกะทัดรัดสำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่ต้องการเข้าใจและเข้าถึงความเป็นเด็ก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถประคองเด็กๆ ให้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งพัฒนาการได้อย่างมั่นคงและเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มศักยภาพในทุกๆ ด้าน ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย การเรียนรู้และสติปัญญา รวมถึงพฤติกรรมทางสังคม

     ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงชีวิตวัยเด็กมาแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่หันหลังกลับไปมองตัวเองในอดีต และหวนคืนสู่โลกแห่งจินตนาการที่กว้างใหญ่และไร้ขอบเขต หนังสือเล่มนี้คือกุญแจนำทางที่จะพาผู้ใหญ่กลับไปสู่ดินแดนที่ตนจากมานานแสนนานอีกครั้งหนึ่ง และมอบโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้ค้นหาปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวเด็ก โดยมีจิตวิทยาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญซึ่งจะคอยบอกใบ้คำตอบตลอดการออกเดินทาง

     สมองของทารกเรียนรู้ภาษาได้อย่างไร? คำถามแบบใดที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กจดจำได้แม่นยำขึ้น? เหตุใดเด็ก 6 ขวบจึงแก้ปัญหาบางอย่างได้ดีกว่าผู้ใหญ่? ระดับความมั่นคงของความผูกพันส่งผลอย่างไรต่อพัฒนาการ? และคำถามอีกมากมายที่รอให้ผู้ใหญ่เข้ามาหาคำตอบด้วยตัวเอง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจทางจิตวิทยา และนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ

 

หนังสือแปล

โลกแบน เรื่องรักหลากมิติ (Flatland: A Romance of Many Dimensions)

ผู้เขียน: Edwin Abbott Abbott ผู้แปล: อิศรา โฉมนิทัศน์

สำนักพิมพ์: สมมติ พิกัด: R52 โซน C ชั้น 2

จำนวนหน้า: 180 หน้า ราคาปก: 200 บาท (ปกอ่อน)

     ในบรรดาวรรณกรรมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ Flatland: A Romance of Many Dimensions คือผลงานหนึ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่ปี 1884 เพราะเป็นวรรณกรรมที่แวดวงผู้ปราดเปรื่องคณิตศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญหลักฟิสิกส์ และผู้ศึกษาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นิยมอ่านกันอย่างมาก นอกจากนี้ยังคอยทำหน้าที่เป็นวรรณกรรมเสียดสีและวิพากษ์สังคมวิกตอเรียนภายใต้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้อย่างแยบคาย

     วันเวลาผ่านไป หนังสือเล่มนี้กลับมาโด่งดังอีกครั้งเมื่อไอน์สไตน์เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ด้วยเหตุผลที่ว่า มีเนื้อหาหลักกล่าวถึงการสำรวจและการพินิจถึงความเป็นไปได้ของมิติทางคณิตศาสตร์ รวมถึงแนวคิดเรื่องเวลาในฐานะมิติที่สี่ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ สมกับที่เป็นวรรณกรรมในความสนใจของนักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมนี้จึงเป็นเสมือนบทเกริ่นนำทางคณิตศาสตร์ที่จะพาผู้อ่านเข้าไปในโลกของเรขาคณิตที่มีหลากหลายมิติ

     สำหรับคนที่ได้อ่านทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพและ Flatland จะค้นพบเหมือนกันว่า ความรู้สึกตื่นตะลึงเมื่ออ่านเจอแนวคิดเรื่องมิติที่สี่ในงานของไอน์สไตน์ ช่างไม่ต่างจากความรู้สึกแรกตอนได้รู้จักกับ A Square ตัวละครหลักในเรื่องเลยแม้แต่น้อย

 

หนังสือแปล

คินสึงิ ความงามของบาดแผลแห่งชีวิต (Kintsugi)

ผู้เขียน: Tomás Navarro ผู้แปล: วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

สำนักพิมพ์: Move Publishing พิกัด: B12 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 456 หน้า ราคาปก: 359 บาท (ปกอ่อน)

     คินสึงิ (Kintsugi) คือหนึ่งในภูมิปัญญาล้ำค่าของชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวิธีซ่อมแซมภาชนะที่แตกเสียหายอย่างประณีตด้วยรักทอง ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้วยชามที่แตกหักไม่ควรนำไปทิ้งขว้าง แต่ควรนำมาซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมและใช้งานได้อีกครั้ง หลักคิดสำคัญของคินสึงินี้เอง จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ซ่อมแซมแผลในใจที่หนักหนาสาหัสและค้างคาเพราะไม่เคยถูกเยียวยา เพื่อที่ว่าในภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องทนเจ็บปวดกับบาดแผลนี้อีก พร้อมกับก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิตของเราได้อย่างเข้มแข็ง

     บาดแผลคือร่องรอยของการมีชีวิต และหลายครั้งที่ใครหลายคนต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ แม้จะมีแผลที่ลึกยาว จนอาจทำให้เกิดความทุกข์ครั้งแล้วครั้งเล่า และเข้าตรงทำร้ายใจให้เป็นแผลเรื้อรัง ดังนั้น หนังสือเล่มนี้นอกจากจะนำเสนอหลักคิดในการเยียวยารักษาใจแล้ว ผู้อ่านยังจะได้เรียนรู้จากเคสตัวอย่างของคนที่ถูกทำลายจิตใจจนแตกหักแทบไม่เหลือชิ้นดี ซึ่งผู้เขียนเป็นจิตแพทย์ชาวสเปนที่มีประสบการณ์รักษาผู้บาดเจ็บทางใจมายาวนานหลายสิบปี โดยใช้การรักษาด้วยวิถีคินสึงิจนทำให้ผู้เคยบาดเจ็บมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นทั้งแรงบันดาลใจและตัวอย่างให้ผู้อ่านได้ทำตาม

 

หนังสือแปล

วิชาจิ๋ว (Micromastery: Learn Small, Learn Fast and Find the Hidden Path to Happiness)

ผู้เขียน: Robert Twigger ผู้แปล: กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์

สำนักพิมพ์: openbooks พิกัด: E12 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 368 หน้า ราคาปก: 450 บาท (ปกอ่อน) / 550 บาท (ปกแข็ง)

     พลังความรู้ อาจารย์ผู้รู้รอบมากสรรพวิชา หรือความยิ่งใหญ่อื่นใด ล้วนก่อเกิดและเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เสมอ ความเชี่ยวชาญในเรื่องเล็กๆ ธรรมดานี่เองเรียกว่า ‘วิชาจิ๋ว’ หรือ Micromastery ซึ่งจะทำหน้าที่ให้มือเชื่อมกับใจ ให้ใจเชื่อมกับสมอง จนเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ต่างจากการเรียนวิชาการทั่วไป เพราะเป็นทักษะใหม่ที่มนุษย์จำเป็นต้องฝึกฝนไว้เพื่อพัฒนาตนเองขึ้นมาใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

     วิชาจิ๋วเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญกับชีวิตในอนาคต ถ้าตัวเราไม่ฝึกฝนตัวเอง วันหนึ่งวันใดเราอาจไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะวันข้างหน้ามีแต่ความผันผวนและการแปรเปลี่ยนไม่จบสิ้น หนังสือเล่มนี้นำเสนอไอเดียใหญ่ (Big Idea) ที่ซ่อนไว้ในเทคนิคเล็กๆ ของการเรียนรู้บนเส้นทางสายสั้นที่จะพาทุกคนเดินทางตรงเข้าสู่หัวใจของการศึกษาและการค้นหาความสุข

     วิชาจิ๋ว คือคำตอบและจุดเริ่มต้นที่คนธรรมดาทุกคนสามารถใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อฝึกฝนตนเองอย่างเรียบง่าย เป็นวิธีที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างองอาจกล้าหาญ ด้วยการเริ่มต้นทักษะใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่หนทางที่ทอดยาวไปถึงเขตแดนที่ทุกคนไม่เคยก้าวเดินไปถึงมาก่อน และนี่คือหนังสือที่จะบอกเล่าเรื่องราวธรรมดา แต่กลับเป็นวิชาที่ล้ำค่าแห่งยุคสมัย

 

หนังสือแปล

5 จุดบอดที่ทำให้คนในทีมคุณทำงานด้วยกันไม่ได้ (The Five Dysfunctions of a Team)

ผู้เขียน: Patrick Lencioni ผู้แปล: พรเลิศ อิฐฐ์ และ ปฏิพล ตั้งจักรวรานนท์

สำนักพิมพ์: วีเลิร์น พิกัด: F15 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 258 หน้า ราคาปก: 240 บาท (ปกอ่อน)

     เมื่อต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม การร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวคือเคล็ดลับสำคัญที่จะนำพาทุกคนในทีมให้ประสบความสำเร็จ แต่ในความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่มองไม่เห็น อาจซ่อนเร้นอยู่ภายในทีมซึ่งจะค่อยๆ บั่นทอนและทำลายความเป็นทีมลง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายเสียแล้ว

     5 จุดบอดที่ทำให้คนในทีมคุณทำงานด้วยกันไม่ได้ คือหนังสือบอกเล่าหลักสูตรการสร้างทีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเล่มหนึ่งโลก เป็นหนังสือขายดีจนกลายเป็นตำราที่อาจารย์ผู้สอนมักจะเลือกให้นักศึกษาสาขาบริหารธุรกิจได้อ่าน รวมทั้งเป็นคู่มือประจำโต๊ะทำงานของผู้จัดการในบริษัทชั้นนำทั่วโลกอีกด้วย

     จากประสบการณ์และการทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ทำให้ผู้เขียนค้นพบว่าปัญหาน่าปวดหัวของทีมล้วนมีต้นตอมาจากปัจจัยแค่ 5 อย่างนี้เท่านั้น ขอเพียงแค่รู้และเข้าใจก็จะแก้ไขปัญหาภายในทีมได้อย่างง่ายดาย และทำให้คนในทีมทำงานร่วมกันได้อย่างน่าทึ่ง แต่น่าเสียดายที่ทีมส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็น และปล่อยให้มันกลายเป็นจุดบอดในมุมมืด ซึ่งจะคอยกัดกินประสิทธิภาพของคนในทีมโดยไม่รู้ตัว

 

หนังสือแปล

อ่านสยามตามแอนนา: การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ (The English Governess at the Siamese Court)

ผู้เขียน: Anna Harriette Leonowens ผู้แปล: สุภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ

สำนักพิมพ์: มติชน พิกัด: V04 โซน Plaza

จำนวนหน้า: 448 หน้า ราคาปก: 360 บาท (ปกอ่อน)

     The King and I คือภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ และเป็นละครบรอดเวย์ที่ได้รับรางวัลละครเพลงยอดเยี่ยมจากเวทีโทนี่อะวอร์ด ซึ่งเป็นผลงานที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ The English Governess at the Siamese Court อีกทีหนึ่ง แต่ความสำเร็จอย่างท่วมท้นเหล่านี้กลับเดินทางมาไม่ถึงประเทศไทย ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่เหมาะสม และความไม่ถูกต้องของข้อมูล

     เรื่องราวฝ่ายในของทุกราชสำนักนั้นถูกเก็บซ่อนและปกปิดไว้ภายในอาณาเขตเฉพาะ ซึ่งยากเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าถึง หากมิได้ถูกแพร่งพรายออกมาจากคนวงใน อ่านสยามตามแอนนา: การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ จึงทำหน้าที่เป็น Recollections (ร่องรอยแห่งความทรงจำ) ของ Anna Harriette Leonowens หรือแหม่มแอนนาซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะพระอาจารย์ฝรั่งในราชสำนัก ชาวต่างชาติคนเดียวในยุคนั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงราชสำนักฝ่ายในของคิงมงกุฎนานกว่า 5 ปี

     สาระสำคัญในข้อเขียนและตะกอนความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการอ่านย่อมนำไปสู่การตั้งคำถามต่างๆ ไม่สิ้นสุด ทั้งความน่าเชื่อถือ เจตนาเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ปริมาณความจริงและความเท็จ รวมถึงทัศนคติและประสบการณ์ของเธอเอง ไม่ว่าใครจะเชียร์หรือจะชังแหม่มแอนนา แต่อย่างน้อยที่สุดบันทึกความทรงจำในยุคล่าอาณานิคมเล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักสยามผ่านสายตาและคำบอกเล่าของเธอแบบเดียวกับที่คนทั่วโลกรู้จัก เช่นเดียวกันกับ The King and I

 

ยามสายฝนโปรยปราย (言の葉の庭 Kotonoha no Niwa)

ผู้เขียน: Makoto Shinkai ผู้แปล: ธีรัตต์ ธีรพิริยะ

สำนักพิมพ์: Animag พิกัด: M09 โซน C ชั้น 1 

จำนวนหน้า: 341 หน้า ราคาปก: 320 บาท (ปกอ่อน)

     เช้าวันธรรมดาวันหนึ่งของฤดูฝน ทาคาโอะ อากิซุกิ เด็กนักเรียนมัธยมปลายผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นช่างทํารองเท้า โดดเรียนมานั่งวาดรูปรองเท้าคนเดียวที่ศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานอันเงียบสงบอย่างที่เขาเคยทำเสมอมา เพียงแต่วันนี้ต่างจากวันก่อนๆ ณ ที่ตรงนั้น การมาของฝนทำให้เขาได้พบกับสาววัยทำงานคนหนึ่ง เธอเข้ามานั่งหลบฝนในศาลา เขาคุ้นหน้าเธอมาก เหมือนเคยเจอกันมาก่อนแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก

     ถ้าฝนตก… บางทีเราอาจจะได้พบกันอีกก็ได้

     ในทุกๆ เช้าของวันฝนตก ท่ามกลางความเขียวชะอุ่มของแมกไม้ที่คอยกรองแสงแดดอ่อนๆ และบรรยากาศเยียบเย็นจากละอองฝนที่โปรยปรายลงมาจากเมฆสู่ผืนดินที่อุ่นชุ่ม ทั้งคู่จะมาพบกันที่ศาลาแห่งนี้ ก่อนร่วมก้าวเดินไปข้างหน้าบนเส้นทางที่เรียกว่า ‘สัญญาใจ’ ยิ่งนานวันเข้า ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทว่า ปลายทางเดินนี้จะสิ้นสุดลงที่ใดกัน?

     ยามสายฝนโปรยปราย คือผลงานเขียนรูปแบบนิยายจากภาพยนตร์แอนิเมชันในชื่อเดียวกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดย อ. ชินไค มาโคโตะ ลงมือเขียนนิยายเล่มนี้ด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งเพิ่มเติมเรื่องราวใหม่และตัวละครใหม่ เพื่อทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึกที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์แอนิเมชัน รวมถึงทำให้เข้าใจแง่งามของความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดและดำเนินไปไม่ต่างจากละอองน้ำในฤดูฝนและหยาดหยดของน้ำตา

 

หนังสือแปล

จริยเศรษฐศาสตร์ (On Ethics and Economics)

ผู้เขียน: Amartya Sen ผู้แปล: สฤณี อาชวานันทกุล

สำนักพิมพ์: Salt พิกัด: A10, E08, F10, F14, H12, L12 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 184 หน้า ราคาปก: 260 บาท (ปกอ่อน)

     พูดถึงเศรษฐศาสตร์ทีไร ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ หลายคนรู้สึกว่า ‘เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เลือดเย็นและเห็นแก่ตัว’ เรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะความเชื่อหลักที่หยั่งรากลึกของเศรษฐศาสตร์จนถึงทุกวันนี้มักจะไม่พ้นไปไกลกว่ามีเพียงการบรรลุประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม หรือมีเพียงการยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งเท่านั้นที่เป็นพฤติกรรมที่มีเหตุมีผล

     แต่ อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและนักปรัชญาชาวอินเดีย กลับตั้งคำถามต่อความเชื่อเหล่านี้ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันเน้นแต่มิติทางวิศวกรรมศาสตร์ แต่ไม่มีพื้นที่ให้กับจริยศาสตร์ ทั้งที่ครั้งหนึ่งก็เป็นต้นกำเนิดของเศรษฐศาสตร์เช่นกัน เขาไม่ปฏิเสธการเน้นกลไกเชิงวิศวกรรมศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ แต่เขาเชื่อว่าหากพาจริยศาสตร์กลับมารวมไว้ในเศรษฐศาสตร์ได้ จะทำให้สามารถอธิบายและพยากรณ์พฤติกรรมที่แท้จริงของมนุษย์ได้แม่นยำมากขึ้น หมายความว่าเศรษฐศาสตร์จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

หนังสือแปล

สู่หนไหน: ต้นฉบับม้วนกระดาษพิมพ์ดีด (On the Road: the Original Scroll)

ผู้เขียน: Jack Kerouac ผู้แปล: ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์

สำนักพิมพ์: Lighthouse พิกัด: H12, H18, F05, F14, L26 โซน Plenary Hall

จำนวนหน้า: 456 หน้า ราคาปก: 467 บาท (ปกอ่อน)

     สู่หนไหน คือวรรณกรรมอเมริกันในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดย แจ็ค เครูแอ็ก นักเขียนอเมริกันร่วมสมัยที่หัวขบถที่สุดคนหนึ่ง ขณะที่สังคมอเมริกันกำลังฝันถึงภาพในอุดมคติด้วยการผลักดันประเทศไปสู่ความเป็นมหาอำนาจ แต่เขากลับสวนทางไปหาสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่มองว่าเป็นความเสื่อมถอย ความไร้สาระ มุ่งแสวงหาความสุขผ่านการเดินทางไปทั่วอเมริกา เป็นชีวิตที่ไร้จุดมุ่งหมายอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาของคนที่ต้องการก้าวเขย่งและปีนไต่ขึ้นไปสู่ที่จุดสูงสุดของชีวิตเท่าที่ความพยายามจะพาไปถึง

     เขากลายเป็นผู้นำทางให้กับคนหนุ่มสาวเสรีชนที่ต้องการแสวงหาตัวตน จนเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางวรรณกรรมของคนกลุ่มบีต (Beat Generation Literary Movement) ที่ย้อนทวนกระแสสังคมอเมริกันซึ่งในขณะนั้นมุ่งเน้นแต่ด้านวัตถุจนละเลยมิติของจิตวิญญาณ

     สู่หนไหน เล่าเรื่องผ่านการเดินทางร่อนเร่ การร่วมเพศ ดนตรีแจ๊ซ การเสพยา และการยึดหลักสุขนิยมอย่างสุดโต่งของตัวละคร ทุกอย่างไร้กรอบ ไร้กฎ ไร้แบบแผน ไม่เว้นแม้แต่ภาษาเขียน ไม่สนว่าจะหยาบคายแค่ไหน ไม่สนว่าจะเขียนผิดเขียนถูกอย่างไร แม้กระทั่งสร้างคำขึ้นมาใหม่ ก็เพื่อเหตุผลเดียวคือเย้ยหยันสังคมอเมริกันที่เชิดชูความก้าวหน้าและเกียรติภูมิไว้เบื้องหน้า แต่กลับซุกซ่อนปัญหาและความรุนแรงเอาไว้เบื้องหลัง นี่จึงเป็นวรรณกรรมที่ยืนยันถึงการขบถต่อมาตรฐานของสังคมอย่างถึงที่สุด

     อ่านบทสัมภาษณ์ ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ | ผู้แปล On The Road นิยายที่พูดถึงสันดานของสังคม และปัจเจกชนผู้โดนซ้ำกระหน่ำ

Share Post
Like 3 View 6031

Author

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา