From Russia with Love | หนาวกายแต่อุ่นใจภายใต้ความโหดสัสของรัสเซีย

Out There
19 Jan 2018
เรื่องโดย:

ศศิกาญจน์ ตั้งบุญเติม, ศักดิ์สิทธิ์ ไม้ลำดวน, อุไรภรณ์ ทองนอก

รัสเซีย ประเทศที่บางคนได้ยินครั้งแรกก็อาจจะนึกถึงไปในเชิงขบขันด้วยวลี ‘โหดสัสรัสเซีย’  เพราะเคยเป็นประเทศมหาอำนาจฝั่งสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น ที่เรืองอำนาจในช่วงของ Joseph Stalin เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งมวลสหภาพ ที่พารัสเซียไปสู่ความยิ่งใหญ่ทำให้เกิดอาคารสไตล์สตาลินิสต์ (Stalinist Architecture) เกิดขึ้นอยู่หลายแห่งทั้งในมอสโกและรอบๆ แถวชานเมือง

     หรือหากจะนึกให้เห็นภาพกว่านี้อีกนิด หลายคนก็นึกถึง ‘วิหารหัวหอม’ สีสันสดใสใจกลางกรุงมอสโก ที่เป็นภาพประกอบในเกมเตตริส เกมแปดบิตที่เด็กยุค 80s-90s นิยมเล่นกัน (แล้วก็ถูกทำลายย่อยยับใน Mission: Impossible – Ghost Protocol) ถ้าเป็นคนที่ชอบช้อปปิ้ง ของฝากชิ้นแรกๆ ที่จะนึกถึงกันคือตุ๊กตาแม่ลูกดก ตุ๊กตาไม้ที่ซ่อนตุ๊กตาตัวเล็กซ้อนกันเป็นชั้นๆ เล็กลงไปเรื่อยๆ หรือบางคนอาจจะนึกไปถึงประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เกือบทั้งประเทศเป็นทุ่งน้ำแข็งหนาวเหน็บ

     แต่ไม่ว่าคุณจะมีมุมมองต่อรัสเซียอย่างไร เราก็ขออยากให้คุณลองไปเยือนดูสักครั้ง เพราะในความโหดสัสนั้น มีเรื่องราวสนุกๆ และทำให้เราอยากกลับไปอีกหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะประสบการณ์เหวอๆ ที่กลายเป็นเรื่องเล่าชั้นดีไปยันลูกยันหลานกันเลย

russia

Easy Transportation

     จากสนามบินเข้ามาในกรุงมอสโกนั้นมีให้เลือกหลากหลายวิธี หากเน้นสะดวกสบายและมากัน 2-3 คน แท็กซี่หรืออูเบอร์ก็สะดวกและค่าโดยสารก็ไม่แพงจนเกินไป (ประมาณ 1300 รูเบิล หรือ 750 บาท) แถมยังส่งถึงที่หมาย แต่ถ้าคุณมาคนเดียว การนั่งรถไฟด่วน (Aeroexpress) เป็นทางเลือกที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด เพราะรถออกทุกครึ่งชั่วโม’ ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์

     ในกรุงมอสโก ยานพาหนะที่นักท่องเที่ยวและชาวรัสเซียนิยมมากที่สุดนั่นคือรถไฟใต้ดิน เพราะกำหนดเวลาเดินทางที่แน่นอนได้ (การจราจรในกรุงมอสโกค่อนข้างวายป่วงติดอันดับต้นๆ ของยุโรป) ขบวนรถที่มาถี่มาก (ทุก 1 นาทีครึ่ง!) ครอบคลุมโยงใยทั่วเมืองด้วยเส้นทางนับสิบสาย ยังไม่นับถึงสถาปัตยกรรมสวยงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานีที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาชม แต่ป้ายประกาศบนขบวนรถไฟและในสถานีรถไฟใต้ดินนั้นเกือบทั้งหมดเป็นภาษารัสเซีย ซึ่งอาจจะยากต่อการทำความเข้าใจในครั้งแรก

     นอกจากนี้ป้ายบอกทิศทางขบวนรถตรงชานชาลาจะไม่แจ้งปลายทางอย่างเดียว แต่จะบอกว่าชานชาลานี้ รถสายนี้จะผ่านสถานีอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะสะดวกต่อเจ้าถิ่นหรือคนอ่านภาษารัสเซียออก แต่ไม่สะดวกสำหรับคนไทยที่ชินกับป้ายบอกทิศทางขบวนรถบนชานชาลาที่แจ้งแค่ปลายทาง ซึ่งบัตรโดยสารรถไฟใต้ดินนั้น เราสามารถจ่ายค่าโดยสารให้คนอื่นได้ ดังนั้น ถ้ามากันหลายคนก็ไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรทุกคน สามารถใช้บัตรใบเดียวแตะที่ประตูกั้นให้เพื่อนเดินเข้าไปได้เลย (มาสามคนก็แตะบัตรสามครั้ง) ส่วนในฝั่งขาออกนั้นไม่ต้องแตะบัตรเพื่อเดินออก เพราะค่าโดยสารเป็นอัตราแบบเหมาอยู่แล้วไม่ว่าไปลงสถานีไหนก็ 55 รูเบิล (ประมาณ 30 บาท)

Russia

Russia

     ส่วนการเดินทางในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้น รถไฟใต้ดินมีเส้นทางที่ซับซ้อนน้อยกว่ามอสโก เข้าใจง่าย เพราะมีป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษ ตู้ออกตั๋วเพื่อซื้อตั๋วเที่ยวเดียวหรือตั๋วแบบเหมาเที่ยวก็มีภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ การเดินทางด้วยรถรางและรถเมล์ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะซอกแซกในตัวเมืองได้มากกว่า (การจราจรในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไม่โหดร้ายเท่ามอสโก) ค่าโดยสารก็ถูกกว่า แถมรถรางและรถเมล์ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็มีเสน่ห์ตรงที่ยังใช้พนักงานเก็บค่าโดยสาร ถึงแม้พนักงานไม่มีกระบอกสเตนเลสเก็บเงินแบบบ้านเราก็ตาม

     หากคุณต้องการเดินทางระหว่างเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและกรุงมอสโก รถไฟก็ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรถนอนที่เดินทางแบบข้ามคืน ซึ่งรถนอนของการรถไฟรัสเซียนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายมาก ทั้งแบบตู้ธรรมดา ห้องแยก และห้องส่วนตัวที่หรูหราสุดๆ เหมาะสำหรับนักเดินทางที่เดินทางเที่ยวระหว่างเมืองและอยากจะประหยัดค่าที่พัก หรือถ้าไม่อยากอยู่บนรถไฟนานๆ รถไฟความเร็วสูงก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะใช้เวลาเดินทางเพียงสามชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เร็วกว่าเดินทางด้วยรถนอนถึงสองเท่า แถมยังนั่งสบาย มีตู้เสบียงให้เดินไปจิบกาแฟชิมขนมด้วย

Russia

Land of Never Smile?

     ก่อนเดินทางไปรัสเซีย เราได้ยินมาแต่ไหนแต่ไรว่าคนรัสเซียไม่ค่อยยิ้ม และไม่ชอบยิ้ม เพราะคนรัสเซียมีค่านิยมและความเชื่อว่า คนที่ยิ้มคือคนที่ดูไม่ฉลาดสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่จริงไปเสียหมด เพราะจากการสังเกตผู้คนที่นี่ เวลาที่พวกเขาคุยกับญาติสนิทมิตรสหายก็เฮฮาร่าเริงกันตามปกติ เราจึงคิดเอาเองว่าเขาคงไม่ชอบยิ้มให้กับคนแปลกหน้ามากกว่า สังเกตตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินของแอโรฟลอต

     จากสุวรรณภูมิมาลงมอสโกแล้ว พนักงานต้อนรับไม่มีคนไหนยิ้มเลย หน้านิ่งๆ บริการนิ่งๆ แต่แข็งขัน เห็นยิ้มบ้างตอนคุยกับเพื่อนพนักงานด้วยกัน ซึ่งเรามามอสโกก็ยังเจออะไรแบบนี้ ไม่ว่าจะตอนติดต่อซื้อบัตรรถไฟใต้ดิน สั่งอาหาร เช็กอินที่โรงแรม ฯลฯ ทุกคนหน้านิ่งหมด ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มี service mind เลย แต่ก็ยังติดต่อและบริการให้เราปกติ ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งงันนั้น บางครั้งพวกเขาก็ยังมีน้ำใจให้คนแปลกหน้า (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอย่างเรา)

     มีครั้งหนึ่งที่เรายืนงงๆ อ่านป้ายบนชานชาลารถไฟใต้ดินแทบไม่ออกเลย ต้องค่อยๆ แกะทีละตัว อยู่ๆ คุณป้าเจ้าถิ่นก็เดินมาคุยกับเราเป็นภาษารัสเซีย และชี้ๆ ไปตรงทางออก แล้วก็เดินจากไป ถึงแม้เราจะไม่ได้ออกจากสถานี แต่เราก็เห็นในน้ำใจและความพยายามของคุณป้าเป็นอย่างดี หรืออีกครั้งที่เราแบกกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดในสถานีรถไฟใต้ดิน อยู่ๆ พี่ผู้ชายวัยกลางคนก็ยื่นมือมาช่วยพยุงกระเป๋าให้ พอถึงทางราบก็วางกระเป๋าแล้วก็เดินจากไป… ด้วยใบหน้านิ่งๆ อีกเช่นกัน แน่นอนว่าเราไม่ลืมขอบคุณเขาเป็นภาษารัสเซีย

Russia

     แม้คนทั่วไปบางคนจะหวังดีมีน้ำใจ แต่บางคนที่หวังดีประสงค์ร้าย (และประสงค์ทรัพย์) ก็มี เราขอให้คุณระวังคนที่ยืนมองหาคนตามหน้าประตูสถานีรถไฟหรือประตูสนามบิน และพยายามจะช่วยเหลือคุณ ไม่ว่าจะช่วยยกกระเป๋า บอกทาง พาไปซื้อตั๋ว หรือไปส่งที่ป้ายรถเมล์ เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะพูดกับเราหลังช่วยเหลือเสร็จเป็นภาษาอังกฤษชัดเจนว่า ‘Five hundred ruble please’ เมื่อเจอกับบุคคลที่ (แสร้งว่า) มีจิตอาสามาช่วยเหลือเหล่านี้ จงปฏิเสธแล้วรีบเดินออกมาให้เร็วที่สุด

     นอกจากนี้ โจรล้วงกระเป๋าที่มอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็ยังชุกชุม หากไม่จำเป็นอย่าสะพายกล้อง หรือโชว์ของมีค่า ให้แยกพาสปอร์ต เอกสารประจำตัว และเงินสดไว้ในซอกกระเป๋าลึกๆ แยกไว้หลายๆ กระเป๋า เหตุล้วงกระเป๋ามีกันให้เห็นทุกวัน ขอให้นักเดินทางระวังทรัพทย์สินของตัวเองไว้ด้วย (เราโดนมาแล้ว)

     นอกจากเรื่องไม่ยิ้มแต่มีน้ำใจแล้ว ชาติพันธุ์ของคนรัสเซียก็ยังมีความหลากหลาย เนื่องด้วยรัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอาณาเขตและพรมแดนทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย คุณจะพบเจอคนสัญชาติรัสเซียที่มีใบหน้าหลากหลายมาก ฝรั่งหน้าคมๆ จมูกโด่งๆ อาจจะเป็นภาพชินตา (ลองนึกใบหน้าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน) แต่เรายังพบเห็นคนใบหน้าละม้ายคนเอเชียตะวันออกฝั่งทางมองโกล แต่เป็นคนท้องถิ่น พูดรัสเซียคล่องปร๋อ บางครั้งก็เจอคนรัสเซียที่หน้าตาออกแขกนิดๆ เพราะรัสเซียมีชายแดนอยู่ใกล้กับตุรกีนั่นเอง

russia

A Beautiful Place

     รัสเซียน่ามาเที่ยวที่สุดคือฤดูร้อน (ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน) เพราะเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป และมีช่วงเวลากลางวันที่ยาวนาน (ช่วงพีกๆ พระอาทิตย์เพิ่งตกตอนสี่ทุ่ม!) เราไม่ค่อยแนะนำช่วงฤดูหนาวเท่าใดนักเพราะอากาศจะหนาวจัด และมีช่วงเวลากลางวันที่สั้นมาก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะขึ้นไปทางตอนบนของประเทศเพื่อรอชมแสงเหนือ แต่ที่แน่ๆ ในกรุงมอสโกนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิหารหัวหอม หรือมหาวิหารเซนต์เบซิล ที่เราไปเห็นครั้งแรกด้วยตาก็ตื่นตะลึงในความสวยงามและสีสันฉูดฉาดสะดุดตา

     พระราชวังเครมลิน อดีตที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย ตลาดอิสมาลอฟสกี้ ตลาดนัดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แหล่งรวมของมือสอง ของใช้และของฝาก ใครอยากได้ตุ๊กตาแม่ลูกดกก็มาเลือกซื้อกันที่นี่ได้เลย จัตุรัสแดง สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในยุคปฏิวัติอันรุ่งโรจน์เมื่อกว่า 100 ปีก่อน ที่ตอนนี้เป็นลานอเนกประสงค์ที่ใช้จัดงานเฟสติวัลและคอนเสิร์ตดังๆ ระดับโลก

russia

russia

     อีกเมืองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อดีตเมืองหลวงของรัสเซีย เมืองที่ความโรแมนติกกับความเหงาห่างกันเพียงเส้นกั้นบางๆ หลายคนหลงรักเมืองนี้เพราะความเงียบสงบท่ามกลางความอลังการแห่งสิ่งปลูกสร้างอันอุดมไปด้วยประวัติศาสตร์ และที่มาของเรื่องราวมากมาย (เป็นเมืองมรดกโลกขององค์การยูเนสโกด้วย) สถานที่แรกๆ ที่คนจะนึกถึงคือพระราชวังฤดูหนาวหรือพิพิธภัณฑ์แอร์มิทาจ (Hermitage Museum) ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมผลงานศิลปะกว่าสามล้านชิ้น นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บผลงานศิลปะไว้มากที่สุดในโลก

     หากคุณเป็นคนที่ชอบชมงานศิลปะ ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง แต่หากจะใช้เวลาดูให้ครบทุกชิ้นแบบตั้งใจ เรามั่นใจมากว่าต้องตีตั๋วมาดูไม่ต่ำกว่าสิบรอบแน่ๆ  วิหารหยดเลือด อนุสรณ์สถานของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ถนนเนฟสกี้ เส้นทางที่เรียงรายด้วยสถาปัตยกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18-20 ซึ่งเรายกให้เป็นถนนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในรัสเซีย และบนถนนเส้นนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารคาซาน สถานที่สำคัญทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือถัดไปนอกเมืองยังมีพระราชวังฤดูร้อน หรือปีเตอร์ฮอฟ พระราชวังอีกแห่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล

russia

Enjoy Eating

     ค่าครองชีพที่รัสเซียราคาจะสูงกว่าบ้านเราประมาณ 20-30% แต่ในความรู้สึกก็ไม่ได้ห่างกันมากสักเท่าไหร่ อาหารการกินที่นี่ก็หาซื้อได้ง่าย ถึงแม้จะเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป (ซึ่งส่วนใหญ่ร้านรวงจะเปิดกันไม่ดึก) แต่รัสเซียก็ดึงเอาความเป็นเอเชียมาค่อนข้างมาก ถือได้ว่าเป็นเมืองที่แทบจะไม่หลับใหลจริงๆ หิวกลางดึกก็ยังมีซูเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่ร้านอาหารบางร้านที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เราประทับใจร้านอาหารจานด่วนตราผู้พันหนวดขาวที่ตั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้าหรือย่านสำคัญของเมือง เพราะราคาแฮมเบอร์เกอร์ไก่ของที่นี่ ชิ้นละ 99 รูเบิล หรือ 57 บาทไทย เรียกว่าอิ่มสะดวก สั่งกินง่าย ในราคาไม่ต่างจากกรุงเทพฯ

     เมนูเฉพาะที่มีเอกลักษณ์และอร่อยเด็ดของรัสเซียก็คือสเต๊กสโตรกานอฟ (Stroganoff) เป็นชื่อเมนูสเต๊กที่ปรุงโดยนำเนื้อวัวมาย่าง ราดด้วยซอสเห็ดปรุงรสที่ผัดกับซาวครีม พริกไทย และเครื่องเทศฝรั่งต่างๆ ราดบนเส้นพาสต้า รสชาติดีทีเดียว สำหรับใครที่ไม่ทานเนื้อวัวก็จะมีอีกเมนูคล้ายๆ กันที่มีส่วนประกอบเหมือนกันทุกอย่างแต่ไม่ใส่เนื้อวัว กินกับสลัดรัสเซียที่นำมันฝรั่งต้ม ผักหลากชนิดตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และถั่วประเภทต่างๆ มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับไก่และไข่ต้ม

russia

     เกี๊ยวรัสเซีย (Pelmeni) โดยไส้ของเกี๊ยวจะมีหลากหลายทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ หรือเห็ด ที่คลุกเคล้าให้เข้ากันกับสมุนไพรหรือชีส ลองชิมดูแล้วก็คล้ายๆ กับราวิโอลีของอิตาลี อาหารที่รัสเซียจะติดรสเค็ม และถึงแม้จะเป็นอาหารยุโรปแต่ตลอดการเดินทางเราไม่ได้รู้สึกเลี่ยนหรือเบื่ออาหารรัสเซียเลย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศศิกาญจน์ ตั้งบุญเติม

#นิวพี่มิว ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และสร้างสรรค์การตลาดแห่งเดย์โพเอทส์ และสาวกความอิคิไกของ บก. วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ผู้อยากรู้อยากเห็น รักการท่องเที่ยว บูชาอาหาร และสนใจการออกกำลังกาย
เรื่องโดย

ศักดิ์สิทธิ์ ไม้ลำดวน

คนไทย เชื้อจีน ปนลาว

เรื่องโดย

อุไรภรณ์ ทองนอก

ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และสร้างสรรค์การตลาดแห่งเดย์โพเอทส์ ครีเอทีฟผู้ไม่กินกระเทียม