‘วศินบุรี’ ผู้เปลี่ยนความมืดจากความเศร้าเป็นแสงสว่างกลางใจคนไทยทุกคน

The Guest
20 Oct 2017
เรื่องโดย:

แม้ว่าก่อนเริ่มสัมภาษณ์ ‘ติ้ว’ – วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร (สาขาการออกแบบ) ประจำปี พ.ศ. 2553 จะออกตัวว่า เขาเองไม่เคยสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาก่อน แต่หลังเกิดเหตุการณ์สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เขาจึงอยากจะแสดงความอาลัยถวายแด่พระองค์ท่านสักครั้ง ผ่านผลงานภาพประติมากรรมพระบรมฉายาลักษณ์สีชมพูสด ในพระอิริยาบถยืนและมีเด็กชายก้มกราบอยู่ที่ฝ่าพระบาท ซึ่งเขาร่วมสร้างสรรค์ขึ้นมากับ อังคณา ปั้นทองคำ ศิลปินสาวเจ้าของลายเส้นประติมากรรมชิ้นนี้ ซึ่งได้นำไปตั้งที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มในพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี

วศินบุรี

ในความรู้สึกของเรา ท่านไม่ได้ไปไหน ท่านยังคงสว่างกระจ่างอยู่ในใจเสมอ

01

“ผมเองไม่เคยทำงานศิลปะเกี่ยวกับท่านมาก่อน แต่พอมีโอกาสได้แสดงความอาลัย เลยคิดผลงานใหม่ชิ้นนี้ขึ้นมา ก็คิดว่าอะไรจะทำได้เร็วที่สุด งานเซรามิกคงทำไม่ได้แน่ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นภาพถ่าย แต่จะเป็นภาพถ่ายอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาคิดว่าทุกๆ คนคงอยู่ในสภาวะที่โศกเศร้า และคล้ายๆ ว่าทุกคนจะมองว่าท่านจากไปแล้ว แต่ในความรู้สึกของเรา ท่านไม่ได้ไปไหน ท่านยังคงสว่างกระจ่างอยู่ในใจเสมอ ก็เลยเลือกใช้สีชมพูสะท้อนแสงที่จะโดดเด่นที่สุดในสภาวะที่มืดมนที่สุด ในการขึ้นรูปประติมากรรม”

 

02

เมื่อได้เห็นผลงานของเขาแวบแรก เชื่อว่าหลายคนสงสัยเหมือนกับเรา ว่าทำไมเขาถึงต้องเลือกพื้นที่ตรงริมขอบอ่างเก็บน้ำภายในโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม เพื่อนำประติมากรรมไปจัดวางและถ่ายภาพ เขาจึงได้อธิบายถึงแนวคิดและความหมายที่ซ่อนอยู่ว่าเป็นเหมือนการเชื่อมโยงเรื่องราว ‘อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต’ ที่เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมทั้งให้เหตุผลว่าทำไมพระองค์ถึงเป็น ‘พระมหาราชา’ ที่สถิตอยู่ในดวงใจของประชาชนชาวไทย

 

03

“รูปนี้อธิบายว่าท่านได้ทำอะไรไว้บ้าง ตอนแรกผมไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้เลย จนเมื่อได้อ่านถึงได้รู้ว่าท่านเริ่มทำโครงการเมื่อพระชนมพรรษาเกือบจะ 60 พรรษา น่าเหลือเชื่อไหม สมัยเราเด็กๆ ‘เขาชะงุ้ม’ คือภูเขาลูกรังที่แห้งแล้งมาก มากเสียจนเรานึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่าน พื้นที่ตรงนี้จะเป็นอย่างไร เรามองว่าจุดนี้เป็นจุดที่ท่านทรงได้ฝากฝังบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ เลยอยากให้คนจดจำในสิ่งที่ท่านทำและสานต่อ สิ่งที่สำคัญเลยคือต้องสานต่อ”

 

04

วศินบุรีเล่าต่ออีกว่า สำหรับเขา ‘ความทรงจำ’ เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจดจำสิ่งต่างๆ อย่างไร เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่กับความโศกเศร้าอย่างเดียว ซึ่งคำตอบหนึ่งที่เขาค้นพบและบอกกับเราก็คือ การเปลี่ยนแปลงพลังงานความรักและความทรงจำที่มีอยู่ ให้กลายสิ่งใดสักอย่างหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคม

วศินบุรี

ทุกคนรักท่าน คิดถึงท่าน ลองเอาความรักความระลึกถึงมาเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างดู

05

“ตอนที่ถ่ายรูปนี้ ตามแนวความคิดคือการสื่อสารว่าท่านยังอยู่ แต่ว่าความรู้สึกที่ย้อนแย้งในหัวตอนทำก็คือท่านได้จากไปแล้ว และเราจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต ก็กลับมาคิดว่า สักวันหนึ่งเราก็คงอยู่กับความเสียใจได้ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐานไว้ให้เดินต่อไป ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้ เหมือนน้ำซึมบ่อทรายที่สักวันหนึ่งอาจกลายเป็นมหาสมุทร อย่างที่ผมทำ 16 ปีก่อน ใครจะคิดว่าราชบุรีจะกลายเป็นเมืองศิลปะ ตอนที่เริ่มทำก็มาจากจุดเล็กๆ ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีคนสนใจ ก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะเรากำลังทำสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองผ่านสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด เพราะฉะนั้น ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกแบบทันทีทันใด แต่ทุกคนสามารถทำสิ่งที่แตกต่างกันไป ขอแค่เป็นสิ่งที่ดี ทุกคนรักท่าน คิดถึงท่าน ลองเอาความรักความระลึกถึงมาเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างดู”

 

06

เมื่อสัมภาษณ์มาถึงจุดนี้ สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากเนื้อเสียงและเรื่องราวที่ออกมาจากแต่ละถ้อยคำ คือการยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นต้นแบบที่ยิ่งใหญ่ในการใช้ชีวิตของเขา

แรงบันดาลใจสำคัญจากในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ ‘การลงมือทำ’ ทำสิ่งที่เราถนัดและรัก

07

“ผมโตมากับภาพที่ยังไม่เห็นผลลัพธ์จากโครงการต่างๆ ที่ท่านทำ และใช้ชีวิตมากับภาพที่เห็นท่านทรงงานมาตลอด จนเกิดเป็นผลลัพธ์ แรงบันดาลใจสำคัญจากในหลวง รัชกาลที่ 9 คือ ‘การลงมือทำ’ ทำสิ่งที่เราถนัดและรักอย่างงานศิลปะ ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ท่านทำก็อาจจะเลิกทำไปแล้วก็ได้ ทุกคนสามารถทำสิ่งที่ตัวเองถนัดเพื่อท่านได้ เราอาจจะเป็นแค่จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าขาดไปก็ไม่มีทางเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ เพราะภาพที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางเท่านั้น แต่ว่าส่วนที่เล็กที่สุดของภาพหรือส่วนที่อยู่ขอบสุดของภาพก็มีความสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้เช่นกัน ชุมชน สังคม ประเทศชาติบ้านเมืองต้องการสิ่งเหล่านี้ ทุกส่วนของภาพล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น”

วศินบุรี

แบ่งปันเรื่องราวนี้: