วัลลภ ตรีฤกษ์งาม: ผู้บริหารที่เชื่อว่าคนเราขับเคลื่อนความฝัน ด้วยการกล้าที่จะฝัน

Branded Content
28 Nov 2019
เรื่องโดย:

a day BULLETIN Team

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม พนักงานรหัส 004 ของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เป็นทีมงานรุ่นบุกเบิก และเป็นพนักงานคนไทยคนแรกตั้งแต่วันที่แบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่นรายนี้ได้เข้ามาบุกตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ภายใต้การลงทุนจากสำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น

        เขาอยู่กับทุกช่วงการเติบโตของบริษัทฯ ในวันที่พื้นที่โรงงานยังเป็นดินแดงที่นิคมเหมราช พาบริษัทฯ ผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ หลังการชะลอตัว การซื้อจากโครงการรถยนต์คันแรก ที่ทำเอายอดขายของบริษัทและผู้จำหน่ายหดหายไปหลายปี ชายผู้นี้เป็นคนที่มีส่วนร่วมในการสรรค์สร้างทุกอย่างขึ้นมา ผ่านความท้าทายและทำลายกำแพงความเชื่อเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์รถยนต์หน้าใหม่ จนกลายมาเป็นผู้นำรถยนต์อีโคคาร์และมินิทรักส์ในเมืองไทยได้สำเร็จ และในวันนี้กับตำแหน่งกรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

        เราได้พูดคุยกับเขาหลายเรื่อง ทั้งการโฆษณาของรถยนต์ ‘ALL NEW SUZUKI CARRY’ ที่นำอินฟลูเอนเซอร์ระดับแม่เหล็กบนโลกออนไลน์อย่าง ‘บังฮาซัน’ มาเป็นพรีเซนเตอร์รถยนต์ ซึ่งถือว่าแหวกวัฒนธรรมของรถยนต์ค่ายใหญ่ที่มักเลือกใช้นักแสดงหรือนักร้องเท่านั้น คุณวัลลภบอกกับเราว่าสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายและความกล้าครั้งใหญ่ของบริษัทฯ ซึ่งเขาพอใจกับผลตอบรับของมันอย่างมาก และเชื่อว่า ‘ALL NEW SUZUKI CARRY’ จะเป็นหนึ่งในตัวช่วยขับเคลื่อนความฝันของคนยุคใหม่ที่อยากมีกิจการของตัวเอง

        นอกจากนี้ คุณวัลลภยังมีอีกหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งรูปแบบวิธีคิด การบริหารคนให้มีความสุข การใช้ชีวิต รวมทั้งการที่เขาเป็นสเกาเซอร์พันธุ์แท้ที่ทุ่มเททั้งใจให้กับทีมหงส์แดง ซึ่งบทเรียนในการเชียร์ลิเวอร์พูลมาโดยตลอด เขาก็นำมาปรับใช้กับชีวิตและการทำงานอยู่เสมอ

        “ผมเหมือน เจอร์เกน คลอปป์ ที่มีอารมณ์ร่วมกับการทำงานของทีม ผมอาจจะไม่ได้เป็นผู้เล่นที่ลงไปทำประตูเอง แต่ว่ามีหน้าที่ออกแบบทิศทางการใช้ชีวิตของทีมว่าจะเป็นไปอย่างไร รวมถึงการเลือกผู้เล่น ดุผู้เล่น และดรอปผู้เล่น เพราะจะมีผลเสียต่อทีม”

        พลังในการขับเคลื่อนความฝันและทำให้มันเป็นจริงของผู้ชายคนนี้เป็นอย่างไร โปรดติดตาม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพลังในการขับเคลื่อนความฝันของคุณเอง

 

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม

การทำธุรกิจรถยนต์ เราต้องมองเป็น Long Life นะ เราไม่ได้ทำธุรกิจครั้งเดียวแล้วหยุด การดูแลลูกค้าหลายๆ คนที่ซื้อรถเราเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

คุณเริ่มต้นงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ได้อย่างไร

        จุดหักเหของชีวิตผม ย้อนไปช่วง 10 กว่าปีก่อนหน้านี้ ผมเคยทำงานในสถาบันการเงินของอเมริกามาก่อน ผมยังเคยพูดกับภรรยาทุกวันเลยว่า ถ้าวันนั้นบริษัทเดิมที่ผมเคยทำอยู่ไม่ได้ปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมคงไม่ได้มาจุดนี้ ตอนนั้นบริษัทการเงินจากอเมริกาส่วนใหญ่ปิดตัวลงซึ่งผมคือหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ สถาบันการเงินที่ผมทำงานอยู่ในตอนนั้นมีทางเลือกให้สองทางคือ หนึ่ง ให้แพ็กเกจเป็นเงินจ้างออก หรืออีกทางคือโอนตำแหน่ง ย้ายไปทำงานกับสถาบันการเงินอีกแห่งที่มาเทกโอเวอร์บริษัทไป ซึ่งถ้าย้ายก็จะได้สวัสดิการดีกว่าเดิมด้วย เพื่อน 80-90% เฮโลไปทางเซฟโซนกันหมด เลือกทางที่สวัสดิการดี ธนาคารที่ทำก็ใหญ่ขึ้น แต่ตอนนั้นผมอายุประมาณ 33-34 ก็คิดในใจว่าทำงานในสายงานนี้มา 10 ปีแล้ว เป็นช่วงที่น่าจะหาอะไรแปลกใหม่นะ และผมเป็นคนแรกๆ ที่เลือกไม่ไป

ตอนนั้นคุณคิดอะไรอยู่

        คิดว่าเราอยากได้งานใหม่ อยากเจอความท้าทายใหม่ๆ สองสามเดือนหลังจากนั้นผมวางแผนเที่ยวอย่างเดียวเลย จนกระทั่งมีโทรศัพท์เข้ามาว่ากำลังมองหาคนไปทำงาน บอกว่ามีบริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งอยากเข้ามาทำตลาดรถยนต์อีโคคาร์ (Eco Car) แล้วผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีโคคาร์คืออะไร เพราะในประเทศไทยตอนนั้นคนใช้แต่รถกระบะ รถเก๋ง

        แต่ผมบอกกับตัวเองว่ายังมีไฟ ไม่อยากนั่งอยู่กับโต๊ะ หากได้ทำงานที่ซูซูกิ ผมเชื่อว่าด้วยคาแรกเตอร์ของตัวเอง รวมถึงฝันที่มีจะสามารถพัฒนาบริษัทแห่งนี้ได้

ช่วงเริ่มต้นกับซูซูกิเป็นอย่างไร

        ผมเป็นพนักงานรหัส 004 ของที่นี่ ซึ่งรหัสก่อนหน้านี้คือประธานคนแรกจากญี่ปุ่นที่เข้ามาเซ็นสัญญากับรัฐบาล พร้อมลูกทีมอีก 2 คน ผมเป็นคนไทยคนแรกที่ต้องรับผิดชอบแทบทุกอย่างในบริษัท ตั้งแต่ออกแบบโครงสร้างองค์กร จัดหาผู้จำหน่าย จัดหาพนักงาน ดีลงานกับนักข่าว ดีลงานกับภาครัฐ รวมทั้งเรื่องของวัฒนธรรมการดูแลลูกค้า ดูพื้นที่และจัดตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งบริษัทไม่มีคนไทย และมีพนักงานน้อยมาก กระทั่งถึงวันนี้ที่เรามีพนักงานพันกว่าคน จนเป็นโรงงานอย่างทุกวันนี้ เรียกว่าทำทุกอย่างจริงๆ

การทำการตลาดกับแบรนด์รถยนต์หน้าใหม่ แถมยังเป็นประเภทรถที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในยุคนั้น ช่วงแรกยากแค่ไหน

        ผมเริ่มต้นด้วยการเจอกับคำถากถางจากคนรอบข้างก่อน คำพูดจากคนรู้จัก บางทียังจำชื่อบริษัทผิด นี่เป็นเรื่องตลกพื้นฐานมาก บริษัทอะไร ขายมอเตอร์ไซค์เหรอ คือมันต้องอธิบายสร้างความเข้าใจกับคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา อันนี้คือเฉพาะภายในของเรา แต่ภายนอกภาพของซูซูกิคนรู้จักแต่มอเตอร์ไซค์และมินิทรักส์อย่าง SUZUKI CARRY ซึ่ง CARRY ทำยอดขายได้เยอะมาก เพราะช่วงนั้นมีวิกฤตน้ำมันจากการที่อิรักบุกคูเวต (ยุค 90’s) รถบรรทุกขนาดเล็กก็จะขายดี เพราะราคาน้ำมันโดดไป 120 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ชื่อของซูซูกิก็เริ่มเป็นที่รู้จักตอนนั้น

        แต่ปัญหาในช่วงเริ่มก่อตั้งคือไม่มีใครรู้จักอีโคคาร์มาก่อน เราต้องทำการตลาด ก่อนที่โรงงานของเราจะตั้งเสร็จและสามารถผลิต SUZUKI SWIFT ออกมาในปี 2012 ย้อนไปตอนปี 2010 เราทำการตลาดก่อนด้วยการนำรถยนต์ SUZUKI SWIFT 1,500 ซีซี ซึ่งยังไม่ใช่อีโคคาร์เข้ามาจากอินโดนีเซีย ตอนที่นำเข้ามาก็ยังเสี่ยงว่าคนไทยจะยอมรับหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ซึ่งพอปูพื้นมาแบบนั้นก็ทำให้มีความมั่นใจ เริ่มมีผู้จำหน่ายสนใจอยากจะลงทุนเปิดโชว์รูมมากขึ้น แล้วสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จที่สุดคือตอนเปิดตัวโมเดลอีโคคาร์รุ่นแรก SUZUKI SWIFT ในปี 2012 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีนโยบายรถคันแรกของรัฐบาล จึงทำให้คนสนใจในสินค้าของเราเยอะมากขึ้น และทำให้รถอีโคคาร์เป็นที่รู้จักในที่สุด

ดูเหมือนว่าจังหวะเวลาที่ดีจะมีส่วนสำคัญในธุรกิจ

        ผมเชื่อว่าจังหวะและช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ ต่อเราให้ผลิตสินค้าดีแค่ไหนก็ตาม เราต้องดูช่วงเวลาดีๆ อันนี้สำคัญมากๆ

ตั้งแต่เริ่มต้นบริษัทซูซูกิ มีบทเรียนไหนบ้างที่คุณรู้สึกว่าได้เรียนรู้มากที่สุด

        หลังโครงการรถคันแรก เราเหมือนบริษัทน้องใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แล้วอยู่ดีๆ เจอวิกฤตตลาดรถยนต์ทันที เนื่องจากในช่วงโครงการรถคันแรกได้ดึงกำลังซื้อในตลาดรถยนต์ไปล่วงหน้า 3-4 ปี ตอนนั้นมีคนใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรกหนึ่งล้านสองแสนคัน นั่นเท่ากับว่ากำลังซื้อที่ควรจะมีในหลายปีต่อมาแทบจะหมดแล้ว และเราผู้ซึ่งผลิตแต่รถยนต์อีโคคาร์ที่เพิ่งเปิดตัวโมเดลรถคันแรกแรกในปีนั้นก็เจอวิกฤตทันที

        แต่สิ่งที่ทำให้เราผ่านช่วงนั้นมาได้เป็นเพราะความสัมพันธ์อันดีระหว่างซูซูกิซึ่งเป็นบริษัทแม่กับผู้จำหน่าย เรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมาก ในช่วงที่อุตสาหกรรมแย่ ผู้จำหน่ายหลายๆ รายคิดเหมือนกันว่าจะเปลี่ยนไปทำอะไรที่ได้กำไรเร็วกว่า มั่นคงกว่า แต่สิ่งที่เข้ามาช่วยยึดเหนี่ยวกันไว้คือความใกล้ชิดที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่วันแรกๆ

        สำหรับผม การทำธุรกิจรถยนต์เหมือนกับการมีชีวิตคู่ ผมเจอกับผู้จำหน่ายรายแรกๆ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เขายังเป็นร้านขายอะไหล่มือสอง จนมาเปิดโชว์รูมซูซูกิ และตอนนี้เขาขยายสาขาเป็นสาขาที่สามแล้ว เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจของเราเหมือนกับการที่ผู้ชายเดินเข้าไปจีบผู้หญิง ตั้งแต่วันที่เขาเริ่มสร้างโชว์รูมก็เหมือนเรามีลูกด้วยกัน การที่โชว์รูมประสบความสำเร็จก็เหมือนลูกคนนี้จบปริญญาตรี แล้วการที่เขาเปิดสาขาสองก็เหมือนกับว่าเรามีลูกคนที่สองคนที่สามตามมา พอเรารู้จักและมีความสัมพันธ์ที่ดีแบบนี้ เมื่อถึงวันที่ลำบาก สุดท้ายก็จะเข้าใจกัน เพราะต่างรู้ว่าวันที่จีบกันลำบากแค่ไหน คุณไม่มีอะไร ผมก็ไม่มีอะไร จนเราต่างมามีวันนี้ได้

 

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม

ทำไมถึงเปรียบเทียบธุรกิจรถยนต์กับชีวิตคู่

        เพราะการทำธุรกิจรถยนต์ เราต้องมองระยะยาว เราไม่ได้ทำธุรกิจครั้งเดียวแล้วหยุด การดูแลลูกค้าหลายๆ คนที่ซื้อรถเราเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เมื่อสองปีที่แล้วผมไปเยี่ยมลูกค้ารายหนึ่งที่โคราช บ้านเขาใช้รถซูซูกิมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ JIMNY รุ่นแรกๆ, VITARA แล้วเขาก็มาซื้อ CIAZ มาซื้อ SWIFT ยังไม่นับมอเตอร์ไซค์อีก ซึ่งผมเดินทางไปเยี่ยมเขาด้วยตัวเองเพื่อทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญของเรา ธุรกิจรถยนต์เหมือนการสร้างสัมพันธ์ของคู่ชีวิต เพราะลูกค้าอยู่กับเราแทบทั้งชีวิต ถ้าเขามีลูก ลูกเขาก็อาจจะมาซื้อรถกับเราในโมเดลอื่นๆ ต่อไปก็ได้

ตอนคุณจีบภรรยา ดูแลอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า

        (หัวเราะ) จริงๆ ไม่มีอะไรมาก ผมเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ตั้งแต่วันที่จีบกันผมก็ดูแลไปรับไปส่ง ทุกวันนี้ก็ยังไปรับไปส่ง แต่สิ่งสำคัญคือเขาจะรู้ว่าหน้าที่เขา หน้าที่เราคืออะไร เช่นเดียวกันกับที่เราดูแลความสัมพันธ์กับผู้จำหน่ายซูซูกิ ว่าหน้าที่เขา หน้าที่เราคืออะไร ถ้าเกิดปัญหาเราติดต่อกันได้ สื่อสารกันได้ตลอดทันที แล้วข้อดีของบริษัทเราคือการที่ใกล้ชิดกันและไม่มีโครงสร้างซับซ้อน ระยะของการติดต่อสื่อสารมันจะง่ายมาก จะไม่มีเหตุการณ์ว่าขอโทษนะครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะส่งเรื่องเข้าที่ประชุม ที่นี่ไม่มีการให้น้ำหนักมากองอยู่ที่บอร์ดบริหารอย่างเดียว เพราะเราใกล้ชิดกันมาก และผู้บริหารทุกคนก็มีวิธีการทำงานเหมือนกัน คือมีอะไรสามารถปรึกษากันได้ทันที ไม่ต้องรอเข้าประชุม นี่คือความง่ายในการทำงานแบบซูซูกิ เรื่องอุปสรรคไม่ต้องพูดเพราะว่าเป็นเรื่องที่ทุกบริษัทต้องเจอ

การบริหารคนคือทำอย่างไรให้เขามีความความสุข ถ้าทำได้แล้วจบเลย จะให้เขาทำงานอะไรเขายินดีเต็มที่

คุณมีแนวคิดในการทำงานอย่างไร

        สิ่งที่ผมเชื่อก็คือทำทุกอย่างให้เกินเงินเดือนไปก่อน ทำเกินเงินเดือนคืออะไร ผมจำได้เลยว่าผมมาเริ่มทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงเดือน แล้วภรรยาคลอดลูก ก่อนหน้านั้นผมต้องประชุมกับผู้จำหน่าย เดินทางกับท่านประธานไปแต่ละจังหวัด แต่ผมขออนุญาตเขาหยุด 4 วันก่อนภรรยาลาคลอด เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ ในช่วงแรกที่ผมเลือกทำงานที่นี่ ผมต้องลดเงินเดือนลง เพราะว่าบริษัทญี่ปุ่นจะไม่จ่ายแพงในเบื้องต้นเพราะเขาไม่รู้จักคุณ วันที่คุณยังไม่ทำอะไรอย่าเพิ่งเรียกร้อง พอคุยกับเพื่อน เขาจะบอกว่าต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ! ถ้าผมมีแอตติจูดลบ คิดว่าไปหาที่สบายๆ กว่านี้ไม่ดีหรือ บางคนอาจจะคิดแบบนี้ แต่ผมคิดตรงกันข้าม ผมเชื่อเรื่องการทำงานหนักและทำสิ่งที่มากกว่าเงินเดือนมาตลอด

อะไรคือคุณค่าของงานในสายตาของคุณ

        ผมให้ค่ากับคำชื่นชมของคนรอบข้างมากกว่าถ้าเราทำได้ดีกว่าเนื้องานที่ควรจะเป็น พอมีคนมาเห็นสิ่งที่เราทำ เราก็มีความสุขแล้ว เพราะความสุขมันขึ้นอยู่กับคนรอบข้างที่มอบให้เรา ถ้าย้อนกลับไปถึงวันที่เปิดตัว SUZUKI SWIFT ในปี 2012 แล้วการประสบความสำเร็จก็มีองค์ประกอบหลายอย่างจากทีมงาน และทุกอย่างออกมาดีจนหลายคนไม่คิดว่าซูซูกิในวันนั้นจะยืนหยัดมาได้เป็นสิบกว่าปีแบบนี้ จนมีหลายคนยอมมาลงทุน ยอมเปิดใจซื้อรถของเรา ทั้งที่ตลอดทั้งชีวิตเขาใช้ยี่ห้ออื่นมาตลอด ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในคนไทย ความยากคือต้องทลายความเชื่อตรงนั้นให้ได้

        สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จของเราคือความสุขของคนรอบข้าง ความสุขคืออะไร ถ้าคนที่มาลงทุนกับเรามีความสุข คนที่ซื้อรถเราไปมีความสุข พนักงานของเรามีความสุข อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่วันแรก หลายๆ คนบอกว่าถ้าไม่มีซูซูกิวันนั้น ชีวิตเขาไม่ได้เป็นแบบนี้แน่นอน ซึ่งมีผู้จำหน่ายหลายๆ คนที่ขยายสาขาเพิ่ม และส่งต่อให้ทายาทรุ่นใหม่ๆ ดูแล เพราะรุ่นพ่อแม่เขาวางใจว่าการทำธุรกิจกับซูซูกิมั่นคง ทำให้เราดีใจว่าเราดูแลมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อเขาจนวันนี้เรามาดูแลรุ่นลูกเขา เป็นความสุขที่ดูแลเขาทั้งชีวิตจริงๆ จากรุ่นต่อรุ่น

คุณถ่ายทอดทัศนคติในการดูแลลูกค้าให้กับลูกน้องอย่างไร

        การจะถ่ายทอดทัศนคติแบบนี้เราต้องทำให้เห็นด้วยตัวเอง ผมทำให้เขาเห็นด้วยการไปแจกโบรชัวร์ให้ลูกค้าเอง ลงมือรีบแก้ไขปัญหาที่ลูกค้าร้องเรียนเอง นี่เป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดและทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เวลามีปัญหาเรื่องร้องเรียนผมจะเป็นคนส่งอีเมลติดตามเรื่องเองเลย ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะมีตำแหน่งเฉพาะมาดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ผมมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ถ้าลูกค้ามีเรื่องร้องเรียนมา อย่าพูดว่ารับทราบแล้วดำเนินการอยู่ เราตอบอย่างนั้นไม่ได้

ผู้นำที่ดีต้องมีหลักในการบริหารคนอย่างไร

        ผมชอบบอกเสมอว่า การบริหารคนคือทำอย่างไรให้เขามีความสุข ถ้าทำได้แล้วจบเลย จะให้เขาทำงานอะไรเขายินดีเต็มที่ แม้กระทั่งแม่บ้านผมก็คิดเหมือนกันว่าดูแลอย่างไรให้เขามีความสุข หรือลูกน้องบางคนเป็นเซลส์ ซึ่งในอดีตเราไม่มีรถประจำตำแหน่งให้ ผมก็พยายามทำจนสำเร็จ เขาก็มีความสุขขึ้นมาระดับหนึ่งและเต็มที่กับงานมากขึ้น แต่ละวันจะมีปัญหาเข้ามา และผมเป็นเหมือนศูนย์กลางที่พร้อมเสมอในการช่วยแก้ปัญหา ขอให้เขาบอก ผมมักจะตำหนิลูกน้องถ้ามีปัญหาแล้วไม่บอก แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งเขามาบอกว่าไม่สบายใจ ผมจะไม่โอเค

        บริษัทเราใช้ระบบหนึ่งชื่อว่า โฮ-เรน-โซ (Ho-Ren-So) คือการรีพอร์ต การปรึกษาหารือ และการสื่อสาร สามคำนี้ในภาษาญี่ปุ่นเป็นคำที่เข้าใจง่ายและมีประสิทธิภาพ คุณต้องสื่อสารทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียวคือคุณไปเข้าห้องน้ำไม่ต้องบอก (หัวเราะ) การที่ผมทำงานอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผมเรียนรู้วิธีนี้จนถึงขนาดว่าผมนึกอะไรได้จะบอกทีมงานและผู้บริหารคนอื่นไปก่อนเลย ถ้าในอนาคตผมลืม อย่างน้อยคนอื่นๆ ก็ได้รับรู้แล้ว นี่เป็นวิธีการทำงานที่ทำให้ไม่เครียด วันๆ หนึ่งคุณไม่ต้องแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว เราทำแบบนี้จนพนักงานหลายๆ คนเปลี่ยนไปด้วยตัวเอง

คุณมองว่าคนแบบไหนที่เหมาะกับการทำธุรกิจรถยนต์

      หัวใจของธุรกิจรถยนต์คือการขายและให้บริการ หลังขายแล้วคนที่ไม่มีหัวใจของการบริการจริงๆ คุณเสแสร้งขึ้นมาไม่ได้ คุณจะเอาคนที่มีนิสัยแข็งๆ มาทำอาชีพบริการก็ไม่ได้ เปรียบเทียบกับพนักงานในร้านสะดวกซื้อ เราสั่งให้เขาท่องได้แบบ—รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหม แต่คุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างว่าคนที่มีใจบริการเป็นยังไง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างอยู่เรื่อยๆ พนักงานของเราก็เช่นกัน แม้กระทั่งการประชุมผู้จำหน่าย สิ่งที่ผมสอนพนักงานเลยคือ หนึ่ง ห้ามกินก่อน สอง ถ้าพนักงานมาเสิร์ฟแล้วเราต้องให้เสิร์ฟลูกค้าก่อน เวลามีงานปาร์ตี้เราต้องเป็นคนรินเครื่องดื่มให้ ไม่ใช่เราทำตัวใหญ่กว่าลูกค้า ซูซูกิมีวัฒนธรรมแบบนี้ตลอดว่าลูกค้าต้องมาก่อน

จากคนที่เคยทำงานในบริษัทอเมริกัน ย้ายมาอยู่ในองค์กรญี่ปุ่น วัฒนธรรมเหล่านี้เปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปมากน้อยแค่ไหน

        เปลี่ยนจนถึงขนาดว่าถ้าไปอยู่ในวัฒนธรรมอื่นผมจะอยู่ได้หรือเปล่า เพราะฝรั่งเขาอาจจะไม่ชอบก็ได้ที่อยู่ดีๆ คุณจะไปรายงานอะไรเขาตลอดเวลา วัฒนธรรมการทำงานแบบฝรั่งไม่เหมือนครอบครัว การทำงานบริษัทญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี สิ่งที่ผมได้คือความเป็นครอบครัว ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกัน

        วัฒนธรรมที่ดีอีกอย่างหนึ่งของที่นี่คือเรื่องความตรงเวลาและความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา สิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดคือเราต้องมาทำงานก่อนเจ้านายให้ได้ เจ้านายมาเจ็ดโมงครึ่ง ผมจะมาให้ได้เจ็ดโมงห้านาที แต่แน่นอนว่าก็ต้องบาลานซ์ชีวิตให้ได้ เพราะว่าเจ้านายมาจากญี่ปุ่น เขาไม่ได้พาครอบครัวมาด้วย แต่เราอยู่เมืองไทยมีครอบครัวอยู่ที่นี่ ห้าโมงเย็นควรต้องออกจากออฟฟิศ ที่ทำแบบนั้นเพราะอะไร เพราะถ้าเราไม่ออก ลูกน้องคนอื่นๆ จะไม่กล้ากลับบ้านเหมือนกัน ถ้าเรานั่งอยู่ เขาก็จะต้องทำตัวเล็กๆ ค่อยๆ มุดหนีออกไป ไม่ต้องทำแบบนั้น เราออกก่อนเลย และทำให้เขาเห็นว่าทำงานที่นี่ คุณทำงานในเวลาให้เต็มที่ แต่หลังจากหมดเวลางาน คุณจงไปใช้ชีวิตของคุณ คือการเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ เพราะการอยู่ล่วงเวลาทำโอทีมันไม่ได้แปลว่าคุณมีประสิทธิภาพในการทำงาน

แล้วอะไรที่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงาน

        คือการมีทีมที่ดี ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องจบจากสถาบันการศึกษามีชื่อเสียงอะไรนะ แต่ทีมที่ดีหมายถึงทีมที่เป็นผู้ตามที่ดี เพราะวันที่เขายังไม่สามารถเป็นผู้บริหารได้ เขาต้องเป็นผู้ตามที่ดีให้ได้ก่อน ถ้าคุณเป็นผู้ตามที่ดี วันหนึ่งคุณจะเป็นผู้นำที่ดีได้

 

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม

ความฝันมันเริ่มจากความคิดต่าง ลองคิดต่างดูหน่อย อะไรที่ใครเคยทำอย่าทำ อะไรที่คนเคยทำแล้วไม่สำเร็จ ลองมาคิดดูหน่อยว่าทำอย่างไรให้มันสำเร็จ

ในโฆษณาของ ‘ALL NEW SUZUKI CARRY’ ผู้ชมส่วนใหญ่แปลกใจเหมือนกันที่เห็นคุณเลือกออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์อย่าง ‘บังฮาซัน’ มาเป็นพรีเซนเตอร์รถยนต์

        ตอนแรกมีหลายๆ ทิศทางที่วางไว้ ถามว่าลังเลไหม ก็ลังเลเหมือนกันนะ หลายคนถามว่าแบรนด์รถยนต์ทำไมถึงเอาอินฟลูเลนเซอร์ในโลกออนไลน์แบบนี้มาเป็นพรีเซนเตอร์ คือผิดกับภาพพรีเซนเตอร์ของแบรนด์รถยนต์อื่นๆ ที่เขาอาจจะใช้ดาราดังๆ นักร้อง นักแสดง จนกลายเป็นเหมือนวัฒนธรรมไปแล้ว

        ถ้าคนมองวัฒนธรรมของ SUZUKI จากภายนอก จะมองเราว่าเป็นบริษัทที่ในแง่ของการตลาดความหวือหวานี่ไม่มีแน่นอน เราก็น่าจะทำแบบเดิมๆ เหมือนที่เขาเคยเห็นสิ แต่ผมพยายามวางกรอบใหม่ให้เราทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่ผิดนโยบายบริษัท คุณจะหวือหวาหรือไม่แล้วแต่คุณเลย มู้ดแอนด์โทนในเนื้องานเรากำหนดได้หมด การที่เรากล้าเลือกใช้ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์มาเป็นพรีเซนเตอร์ พนักงานบางคน ทีมงานที่โรงงาน หรือแม้กระทั่งผู้จำหน่าย ก็มีบางคนที่ไม่เข้าใจว่าเลือกแบบนี้ทำไม

         ​แต่ผมมองนอกกรอบเลยนะ เพราะเรารู้ว่าหน้าตาลูกค้าเราเป็นยังไง พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ เราเห็นคนรุ่นใหม่มีความฝันหลายๆ อย่าง และเอารถ SUZUKI CARRY ไปใช้เพื่อขับเคลื่อนความฝันของเขา ไม่ใช่แค่ไปทำเป็นรถฟู้ดทรักอย่างเดียวด้วยนะ มีคนเอารถของเราไปทำร้านตัดผมเคลื่อนที่ เห็นคนเอารถเราไปทำร้านขายเสื้อผ้า ขายอุปกรณ์ไอที ผมมองว่า SUZUKI CARRY ไม่ได้มีแค่ภาพของฟู้ดทรักอย่างเดียวแล้ว แต่มันเป็น Goods Truck มากกว่าในวันนี้ 

คุณคิดว่าความฝันของคนยุคใหม่กับยุคคุณมีความแตกต่างกันอย่างไร

        ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เรื่องของการรับข้อมูลข่าวสารจะต่างกันโดยสิ้นเชิง การที่บ้านใครมีทีวีสมัยก่อนเป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้น 40 ปีที่แล้วกับวันนี้ต่างกันตรงที่ว่า วันนี้เราจะเห็นคนมีความฝันเต็มไปหมด และเขากล้าพูดกล้าทำกับความฝันของเขา สมัยก่อนใครจะกล้าฝันและกล้าพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา คุณต้องเข้มแข็งระดับหนึ่ง ต้องกล้าระดับหนึ่ง เพราะคุณจะโดนคนอื่นตอบว่าบ้า กล้าพูดออกมาได้ยังไง

        เด็กสมัยผมจะโดนกรอบของความคิดบอกว่า อย่าเพ้อเจ้อ เรียนหนังสือทำให้มันจบๆ ไป เรียนประถม 6 ปี เรียนมัธยม 6 ปี เรียนมหาวิทยาลัยอีก 4 ปี จบมาจะสอบเป็นข้าราชการก็ดี พ่อแม่จะได้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล อันนั้นคือความฝันของคนสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้ผมเห็นตัวอย่างของคนที่มีความฝันและทำฝันนั้นให้เป็นจริงเยอะมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้ผ่านตำราหรือว่าห้องเรียนอย่างเดียว แต่ความฝันมันเริ่มจากความคิดต่าง ลองคิดต่างดูหน่อย อะไรที่ใครเคยทำอย่าทำ อะไรที่คนเคยทำแล้วไม่สำเร็จ ลองมาคิดดูหน่อยว่าทำอย่างไรให้มันสำเร็จ

ตัวคุณโดนกรอบทางความคิดแบบนั้นด้วยหรือเปล่า

        ผมเป็นคนที่คิดอะไรมากกว่าคนอื่นและมีทิศทางมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนประถม ผมชอบคิดแล้วว่าทำไมตัวเองชอบคิดอะไรบ้าๆ ตอน ป.1 จะมีการเลือกหัวหน้าห้อง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครรู้จักกัน ครูก็ไม่รู้จักใครสักคน แล้วผมเรียนอยู่ห้องคิง ซึ่งจะรวมเด็กเก่งมาไว้ด้วยกัน ครูก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรามาเลือกหัวหน้าห้องกัน เขาบอกว่าใครอยากเป็นหัวหน้าห้องให้ออกมา ก็มีคนออกมาประมาณสี่ห้าคน บางคนก็โดนผลักออกมา แล้วครูก็ให้แต่ละคนพูดคนละห้านาที พอทุกคนพูดจบ ผมก็ได้พูดต่อ แล้วพอตอนจบผมพูดว่าถ้าคุณเลือกผม และวันหนึ่งถ้าผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะไม่ลืมทุกคน (หัวเราะ) ทุกคนก็เฮแล้วขำแบบเด็กๆ กัน เป็นคนที่กล้าพูดสิ่งที่คิดมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

แล้วคุณคิดว่าวิธีการจัดการกับความฝันของเด็กยุคคุณกับเด็กยุคนี้ยากง่ายต่างกันอย่างไร

        ต่างกันตรงที่เด็กสมัยนี้เขาสามารถเริ่มทำตามความฝันได้ตั้งแต่ก่อนจบการศึกษา แต่คนยุคผมทำแบบนั้นไม่ได้นะ คุณอยากทำอะไรพ่อแม่จะบอกว่าให้เรียนจบก่อน คุณถึงจะเริ่มทำอะไรก็ได้ ช่วงเวลาในการเริ่มต้นความฝันของคนสองยุคจะต่างกัน และปัจจัยที่จะทำความฝันให้สำเร็จก็ต่างกันอีก

        แต่ปัจจัยในการจัดการความฝันของเด็กยุคนี้คือสิ่งแวดล้อม ว่าจะทำให้เขาฝันต่อหรือล้มเลิกความฝันนั้นไปเลยก็ได้ แต่ในเรื่องของความกล้าที่จะฝันต่างกันมาก เมื่อก่อนถ้าพูดว่าฝันอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ถ้าเด็กคนหนึ่งบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นสตาร์ทอัพ อยากจะสร้างแอพพลิเคชันที่ทำให้คนสะดวกสบายมากขึ้น อันนี้คือความฝันสมัยใหม่ที่เด็กยุคนี้ทำได้

อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนที่ทำความฝันให้เป็นจริงได้กับคนที่ไม่สามารถ

        ผมว่ามันรวมหลายๆ อย่าง เป็นเรื่องบุคลิกของแต่ละคน เป็นเรื่องของความมุ่งมั่น หลายคนทิ้งความฝัน เพราะพอเจอขวากหนามก็บอกเป็นไปไม่ได้ ความเป็นไปได้กับไม่ได้มันเป็นเส้นบางๆ

คุณเชื่อว่าชีวิตมนุษย์ขับเคลื่อนด้วยความฝันไหม

        ผมเองก็เคยโดนดูถูกว่าซูซูกิจะมีพื้นที่ยืนบนตลาดรถยนต์นั่งได้อย่างไร แต่เราก็มาดูว่าทำไมบางแบรนด์เขาขายแค่กระบะอย่างเดียวเขายังยืนอยู่บนแถวหน้าได้ ในวันที่ความฝันหรือสิ่งที่ทำยังไม่เป็นจริง สำหรับผม มันแสดงให้เห็นว่าต้นไม้นั้นยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีก โดยที่ตัวเราก็ต้องรดน้ำพรวนดินไปเรื่อยๆ ผมยังเชื่อเรื่องการหล่อเลี้ยงทีมงานและผู้จำหน่ายของเราให้ไปด้วยกันตลอดเวลา สิ่งที่วันนี้เรายังต้องทำอยู่คือการรักษาความรู้สึกของกันและกัน ถึงแม้วันนี้มีปัญหามากมายเต็มไปหมด เศรษฐกิจก็เป็นแบบนี้ เรื่องของสถาบันการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ถ้าเราไม่คุยและสร้างความเชื่อมั่นให้กันและกันบ่อยๆ ความฝันของเขาจะหยุดทันที ถ้าเขาหยุดเราก็ยุ่งเลยนะ

ความฝันส่วนตัวในการผลักดันชีวิตของคุณคืออะไร

        ผมว่าผมโชคดีที่ได้รับโอกาสในการทำงานที่นี่ แล้วเนื้องานกับความไว้วางใจที่ผู้บริหารให้ บวกกับวิถีชีวิตที่เราออกแบบได้เองหมด มันตรงกับสิ่งที่เราต้องการคือการเดินทาง ผมเดินทางเยอะมาก มันเหมือนว่าชีวิตผมได้เดินทางไปทั่วโลกและทั่วประเทศไทย งานของผมมันเหมือนของขวัญแบบหนึ่งที่ทำให้ไปเห็นอะไรใหม่ๆ ในโลกตลอดเวลา

 

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม

ในวันที่ความฝันหรือสิ่งที่ทำยังไม่เป็นจริง สำหรับผมมันแสดงให้เห็นว่าต้นไม้นั้นยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีก โดยที่ตัวเราก็ต้องรดน้ำพรวนดินไปเรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้ในงาน The Legend Tour John Barnes Presented by Suzuki Swift มีการเชิญ จอห์น บานส์ ปีกทีมลิเวอร์พูลมาเมืองไทย แสดงว่าคุณต้องชอบดูบอลแน่ๆ

        แน่นอน ผมเชียร์ลิเวอร์พูล (หัวเราะ) ถ้าพูดถึงเรื่องไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต คนที่อยู่ใกล้ผมจะรู้เลยว่า สำหรับผม เรื่องงานคืองาน แต่กับงานอดิเรกส่วนตัวผมเต็มที่มากกับฟุตบอล ถ้าเทียบว่าบ้างานหรือบ้าฟุตบอลมากกว่า ผมว่าคงพอๆ กัน ผมเป็นคนสุดขั้ว ถ้าอะไรไม่ชอบก็จะไม่เอาเลย แต่ฟุตบอลเป็นสิ่งที่หลงรักตั้งแต่เด็ก

เขาบอกว่าคนที่เชียร์ลิเวอร์พูลมีอยู่สองแบบคือคนที่มีความอดทน กับคนที่ชื่นชอบความเจ็บปวด

        (หัวเราะ) ก็คล้ายๆ กับว่าทำไมรักภรรยาได้นานขนาดนี้ เกือบ 30 ปีแล้วนะที่ลิเวอร์พูลไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก แม้ว่าปีที่แล้วเป็นปีที่พิเศษใกล้เคียงความจริงมากที่สุด แต่ก็ยังแค่ใกล้เคียง

คุณได้บทเรียนอะไรบ้างกับการติดตามเชียร์ทีมลิเวอร์พูลมาตลอด

        ผมว่าถ้าเราไม่ถอดใจ วันหนึ่งจะสำเร็จได้แบบนี้ ปรัชญาของทีมลิเวอร์พูลคือ Never Give Up ซึ่งลิเวอร์พูลเป็นแบบนั้นจริงๆ นะ เพราะถ้าถอดใจไปแล้ว คุณก็รอความตายอย่างเดียว ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งจริงๆ ฟุตบอลก็เหมือนการทำงานแบบหนึ่ง เป็นการทำงานเป็นทีม สังเกตว่าวัฒนธรรมของทีมฟุตบอลกับวัฒนธรรมของการทำบริษัทคล้ายๆ กัน ถ้าบริษัทไหนมีวัฒนธรรมที่ทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รวมถึงกองเชียร์ด้วย บริษัทนั้นจะเดินไปได้ไกล

        กองเชียร์ลิเวอร์พูลเป็นกองเชียร์ที่ไม่เคยหยุดส่งเสียงเลยนะ แต่กับบางสนามใหญ่ๆ ในยุโรปกองเชียร์นี่แทบจะหลับกันเลย นั่งดูไปเล่นมือถือไป จะเฮก็เฉพาะตอนยิงประตู แต่ของลิเวอร์พูลโดยเฉพาะสแตนด์ของฝั่งเจ้าบ้านแทบไม่ได้นั่งเลย เพราะฉะนั้น การที่คนมาซัพพอร์ตยังไม่นั่ง นักเตะของเราจะหยุดวิ่งได้ไหม เหมือนกัน ถ้าผู้จำหน่ายของเราทำงานเต็มที่ แต่กำลังเจอปัญหากับลูกค้าเพราะลูกค้ามาร้องเรียน คุณจะนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ช่วยเขาได้หรือ

ถ้าเปรียบเทียบในทีมฟุตบอล คุณเป็นตำแหน่งไหน

        ผมเหมือน เจอร์เกน คลอปป์ ที่มีอารมณ์ร่วมกับการทำงานของทีม ผมอาจจะไม่ได้เป็นผู้เล่นที่ลงไปทำประตูเอง แต่ว่ามีหน้าที่ออกแบบทิศทางการใช้ชีวิตของทีมว่าจะไปอย่างไร รวมถึงการเลือกผู้เล่น ดุผู้เล่น และดรอปผู้เล่น ใครที่เกเรไม่ทำตามแผนต้องถอดออก เพราะจะมีผลเสียต่อทีม รวมถึงเป็นคนต้องต่อรองกับเจ้าของสโมสร เพราะบางสโมสรเจ้าของจะเข้ามาก้าวก่ายชีวิตการทำงานของผู้จัดการทีม คุณต้องอย่างนี้ ต้องเพลย์เซฟ แต่ไม่มีวัฒนธรรม Never Give Up ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลต้องการ คุณอยู่ได้หรือถ้าไม่มีแฟนบอล ในทางกลับกัน ผู้จำหน่ายก็เหมือนกับแฟนบอลที่คอยซัพพอร์ตเรา เขาบอกว่า ต้องลุกสิ ต้องลุย เราบอกว่า ไม่เอา เปลืองเงิน ไม่เอา ทำไม่ได้ เขาก็จะค่อยๆ รู้สึกแย่ไปเรื่อยๆ

แล้วเป้าหมายปีนี้ ซูซูกิปีนี้อยากเป็นแชมป์ในด้านไหน

        สำหรับซูซูกิ เราอยากเป็นแชมป์อีโคคาร์นี่แหละ เพราะภาพของเราเป็นอีโคคาร์ ส่วนมินิทรักส์เราเป็นแชมป์อยู่แล้ว ไม่มีเจ้าไหนในตลาดมาชนกับเรา นี่คือเป้าหมายระยะยาวที่เราต้องเดินไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่