Anton Mosimann: เชฟมิชลินระดับ 2 ดาวผู้ปฏิวัติวงการอาหารให้กลับมาเรียบง่าย และบทเรียนจากก้นครัวที่ควรค่าแก่การส่งต่อ

Branded Content
18 Oct 2019
เรื่องโดย:

adB Team

หากให้คุณลองจินตนาการภาพอาหารที่รังสรรค์โดยฝีมือเชฟมิชลินอย่างเร็วๆ คุณอาจจะนึกไปถึงอาหารหน้าตาอลังการที่จัดมาบนจานอย่างประณีต และรสชาติอันเข้มข้นที่มาจากครีมและเนย

        แต่เชฟชาวสวิสอย่าง Anton Mosimann เชฟมิชลินระดับ 2 ดาวผู้นี้กลับทำตรงข้าม อาหารของเขาเลี่ยงการใส่เนย ครีม น้ำมัน และแอลกอฮอล์ในการปรุง อาหารส่วนใหญ่ออกไปในแนวทางที่เป็นธรรมชาติ ปรุงขึ้นอย่างเรียบง่ายและจริงใจ เพื่อให้อาหารได้เผยรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบออกมา เขาขนานนามแนวทางการทำอาหารของตัวเองว่าเป็น cuisine naturelle ซึ่งให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบที่สดใหม่และใส่ใจสุขภาพของผู้รับประทาน ถ้าจะพูดให้เห็นภาพขึ้นอีกนิด จะเรียกว่าอาหารของเชฟโมซิมันเป็นอาหารในแนวชีวจิตก็ไม่ผิดนัก

        ภายใต้บุคลิกขี้เล่นทว่าสุขุม เชฟโมซิมันซ่อนความขบถไว้ในตัว เขาชอบริเริ่มแนวทางใหม่ๆ ในการทำอาหาร นอกจากจะเป็นเชฟผู้ละทิ้งแนวการทำอาหารสไตล์คลาสสิกที่เน้นครีมและเนยแล้ว เขายังเป็นผู้บุกเบิกอาหารแบบฟิวชั่นเป็นคนแรกๆ ในวงการ โดยจับเอาวัตถุดิบจากตะวันตกและตะวันออกมาผสมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความแปลกใหม่ในการทำอาหาร แล้วมันก็เวิร์กเสียด้วย! เพราะทุกวันนี้แนวทางการทำอาหารแบบฟิวชั่นมีให้เห็นแทบจะทุกร้านและพัฒนาไปไกลมาก

        เชฟรุ่นใหญ่วัย 72 ปีผู้นี้ผ่านสังเวียนการทำอาหารมาทั้งชีวิต และเดินทางไปเหยียบครัวทั่วทุกมุมโลกมาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรางวัลหรือเหรียญเกียรติยศให้มากความ เพราะเชฟรุ่นใหญ่ผู้นี้ได้เหรียญรางวัลรวมกันมากกว่าพวกอัศวินเสียอีก ถึงขนาดมีพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์เป็นของตัวเองเพื่อรำลึกถึงการทำอาหารตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ตั้งอยู่ที สถาบันศิลปะการทำอาหาร Culinary Art Academy Switzerland and César Ritz Colleges ในเมือง Le Bouveret (เลอบูเวอเรต์) สวิตเซอร์แลนด์ และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดขึ้นในช่วงที่เชฟโมซิมันยังมีชีวิตอยู่

        ภายในมีการจัดแสดงทั้งเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรต่างๆ รวมถึงภาพถ่ายร่วมกับบุคคลสำคัญระดับโลก เช่น อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน, ศิลปินดังอย่าง เอลตัน จอห์น, พระราชินีราเนียแห่งจอร์แดน, พระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ รวมถึงบรรดาผู้นำโลกและประมุขแห่งรัฐอีกมากมายที่เกินกว่าจะเอ่ยนามได้หมด พวกเขาล้วนแต่เคยลิ้มรสชาติอาหารฝีมือเชฟโมซิมันมาแล้ว

        นอกจากนี้เขายังเป็นเชฟใหญ่ในงานฉลองมงคลสมรสของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์ และเป็นเชฟในงานเปิดโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งและลอนดอนอีกด้วย ทุกวันนี้เขามีโรงเรียนสอนทำอาหารของตัวเอง เพราะตั้งใจจะถ่ายทอดทัศนคติและประสบการณ์การทำอาหารทั้งชีวิตที่ผ่านมาแก่คนรุ่นหลัง

 

Anton Mosimann

 

        เชฟโมซิมันยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของสถาบันศิลปะการทำอาหาร Culinary Arts Academy Switzerland ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Swiss Education Group ผู้นำด้านการศึกษาด้านอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการบริการชั้นนำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเชฟได้กลั่นกรองประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเพื่อร่วมออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างถูกต้องและพัฒนาไปเป็นเชฟที่มีคุณภาพ

        โดยในแต่ละเทอม เชฟโมซิมันจะมาพบปะและสอนนักเรียนด้วยตัวเอง รวมถึงสาธิตการทำอาหารในคลาสเรียนด้วย ซึ่ง Culinary Arts Academy Switzerland จะเปิดสอนหลักสูตรการทำอาหารสไตล์ยุโรป หลักสูตรช็อกโกแลต ขนมอบ และการเป็นผู้ประกอบการ

        นอกจากนี้ Swiss Education Group ยังมีโรงเรียนในเครือที่เปิดสอนอีกหลายหลักสูตรที่เกี่ยวกับธุรกิจบริการ ได้แก่

          – หลักสูตร ‘Hospitality – Tourism – Entrepreneurship’ โดย César Ritz Colleges Switzerland

          – หลักสูตร ‘Hospitality – American Business Management’ โดย Hotel Institute Montreux

          – หลักสูตร ‘Hospitality and Design Management’ โดย IHTTI School of Hotel Management

          – หลักสูตร ‘Hospitality – F&B – Events – Resort & Wellness’ โดย Swiss Hotel Management School

        มีเปิดสอนหลากหลายหลักสูตรตั้งแต่ประกาศนียบัตร (Certificate), ประกาศนียบัตรชั้นสูง (Diploma, Higher Diploma), ปริญญาตรี (Bachelor), อนุปริญญาโท (Post Graduate Diploma) และปริญญาโท (Master) ซึ่งจะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสร้างโอกาสหลายๆ ด้านในสายอาชีพ และนำความรู้ไปต่อยอดในธุรกิจของตัวเองได้

        ในโอกาสที่เชฟโมซิมันเดินทางมาเยือนประเทศไทย a day BULLETIN ได้มีโอกาสสนทนาแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับเชฟในตำนานผู้นี้ ถึงเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กที่หล่อหลอมตัวตนและทัศนคติ ไปจนถึงการพลิกแพลงการทำอาหารที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการครัวไปตลอดกาล และบทเรียนอะไรที่เขาอยากถ่ายทอดไว้ให้แก่โลกเพื่อเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง

         ถ้าพร้อมแล้ว จับช้อนส้อมของคุณให้แน่น แล้วไปล้อมวงละเลียดบทสนทนาที่แสนพิเศษมื้อนี้กันเลย

 

Anton Mosimann

บทเรียนจากก้นครัวที่พ่อแม่มอบให้ในวัยเยาว์

         “ผมเกิดและโตขึ้นมาในครัว และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย (หัวเราะ)”

         เชฟโมซิมันเริ่มเปิดบทสนทนากับเราด้วยประโยคนี้ ซึ่งทำให้วงสนทนาของเราผ่อนคลายขึ้นและหัวเราะเกรียวตามกันไป แม้เชฟรุ่นใหญ่ผู้นี้จะมีอายุปาเข้าไป 72 ปีแล้ว แต่นัยน์ตาของเขายังเป็นประกายเมื่อเราเอ่ยถามถึงแพสชันในการทำอาหาร

        เขาเล่าย้อนกลับไปในวัยเยาว์ที่ตัวเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่เปิดกิจการร้านอาหาร การเติบโตขึ้นมาในร้านอาหารนั้น ถือเป็นโชคและของขวัญล้ำค่าที่เชฟโมซิมันมักจะหันกลับไปขอบคุณช่วงชีวิตในเวลานั้นเสมอ เพราะมันได้มอบประสบการณ์เรื่องการเลือกวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ เหนือสิ่งอื่นใด คือบทเรียนเรื่องการหยิบยื่นน้ำใจและแบ่งปันความสุขออกไปให้ผู้อื่น

        “ชีวิตของผมคือการทำอาหาร ผมมุ่งมั่นเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่จำความได้ โชคดีที่ผมได้คลุกคลีกับพ่อแม่ที่เปิดร้านอาหาร ซึ่งช่วยหล่อหลอมเรื่องความรักในการทำอาหารอย่างมาก อาหารที่พ่อแม่ผมทำ ไม่ได้ซับซ้อนและตรงไปตรงมา คุณเห็นอะไรคุณก็กินอย่างนั้น

        “ตอนเด็กๆ ผมจะไปจ่ายตลาดกับพ่อ เราเลือกซื้อวัตถุดิบที่เป็นของท้องถิ่นทั้งหมด และเป็นของออร์แกนิกที่มาจากเกษตรกรโดยตรง ในตอนนั้นผมได้สัมผัสและดมกลิ่นมะเขือเทศสดๆ ได้ซื้อไก่สด ผักสดๆ และชีสจากเกษตรกร โชคดีที่ในสมัยเด็กผมเคยได้รับประสบการณ์เหล่านั้น

        “ในช่วงคริสต์มาส พ่อแม่ของผมจะเปิดร้านอาหารของครอบครัวให้คนไร้บ้านเข้ามากินฟรี เพราะช่วงคริสต์มาสเป็นเวลาที่หนักหน่วงสำหรับคนที่ไม่มีครอบครัว เพราะไปที่ไหนๆ ก็จะเจอการฉลองพร้อมหน้าของครอบครัว นั่นเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน เมื่อเราให้ออกไป เราจะได้บางสิ่งบางอย่างกลับมาเสมอแม้จะไม่ได้คาดหวังก็ตาม บางครั้งแค่การได้รับคำขอบคุณกลับมา มันก็ทำให้ผมชื่นใจและสุขใจเหลือเกิน”

        เมื่อได้ยินว่าจากปากว่าบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดซึ่งเชฟโมซิมันในวัยเยาว์ได้เรียนรู้จากพ่อแม่คือ ‘การให้’ เราจึงไม่แปลกใจที่เชฟผู้นี้จะอุทิศเวลาไปกับงานการกุศล เช่น การจัดเลี้ยงอาหารเพื่อช่วยระดมทุนแก่องค์กรหรือมูลนิธิต่างๆ มากมาย และประสบการณ์ในครัวเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารักการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และมุ่งมั่นที่จะเดินทางสายนี้ในเวลาต่อมา

 

body_Swiss4

เปลี่ยนบรรยากาศงานครัวที่ตึงเครียดเป็นพื้นที่แห่งการเคารพและสร้างสรรค์

        เชฟโมซิมันเล่าให้เราฟังถึงวัฒนธรรมงานครัวในอดีตว่า หัวหน้าเชฟจะมีหน้าที่สั่งและบัญชาลูกน้องคนอื่นๆ ด้วยการตะโกนและตะคอก ในครัวจึงเต็มไปด้วยความเครียดและกดดัน ซึ่งนั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เชฟโมซิมันในวัย 17 ปี ซึ่งยังเป็นแค่เด็กฝึกงานในครัว ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า หากวันหนึ่งเขาก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าเชฟแล้ว จะไม่มีการตะโกนหรือตะคอกใดๆ กับลูกน้อง

        “ผมไปฝึกงานเป็นเชฟตอนอายุ 17 ปี ผมสังเกตว่าหัวหน้าเชฟบางคนเอาแต่ตะโกนไม่หยุดหย่อน ผมเลยปฏิญาณกับตัวเองตั้งแต่นั้นว่าถ้าผมได้เป็นหัวหน้าเชฟ จะไม่มีการตะโกนในครัวอย่างเด็ดขาด หรือแม้กระทั่งงานเลี้ยงที่มีแขกเหรื่อเป็นพันคน แม้ในครัวจะกดดันและต้องทำอาหารแข่งกับเวลามากแค่ไหน ผมจะไม่ตะโกน และก็ทำอย่างนั้นมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานเป็นเชฟ เพราะเชื่อว่าการให้ความเคารพกันสำคัญมาก ถ้าทำผิดก็แค่ขอโทษ แต่จะไม่มีการด่าว่าหรือตะคอกใส่กัน

        “ผมเชื่อว่าถ้าคุณเข้าครัวด้วยทัศนคติที่ไม่ดี อาหารก็อาจจะออกมาไม่ดี ทุกครั้งผมจะเข้าครัว ผมจะก้าวเข้าไปด้วยความรู้สึกถึงพลังบวก และผมจะนึกเสมอว่าลูกค้าของเรานั้นมาเฝ้ารอชิมอาหารด้วยความตื่นเต้น มันทำให้ผมมีความสุข”

        ความตั้งใจของเชฟโมซิมันคือเปลี่ยนวัฒนธรรมงานครัวที่ตึงเครียดด้วยเสียงก่นด่าให้มีบรรยากาศที่ดีขึ้น เพื่อให้ทุกคนจะได้ทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และรังสรรค์อาหารออกมาอย่างดีเยี่ยมที่สุด ทุกวันนี้ เขาก็ยังยึดถือปรัชญาการทำงานนี้อยู่ คือทำงานร่วมกันในครัวด้วยความสงบ ด้วยความยิ้มแย้ม ถือได้ว่าเชฟโมซิมันได้ทำลายภาพจำเดิมๆ ของเชฟ ที่จะต้องเล่นบทโหดในครัวตลอดเวลา

คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้รับประทานให้มากพอๆ กับความอร่อยลิ้น

        เชฟโมซิมันเล่าว่าสไตล์การทำอาหารในอดีตนั้น จะเน้นครีมหนักๆ และใช้เนยเป็นส่วนประกอบ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่ดี จนกระทั่งเขาได้ไปเยือนญี่ปุ่นและสัมผัสวัฒนธรรมการกินอาหารแบบชาวตะวันออก จึงได้เปลี่ยนมายด์เซตการทำอาหารและพลิกโฉมหน้าอาหารของตัวเองไปเป็นแนวทางที่เป็นธรรมชาติและเรียบง่าย

        “อาหารญี่ปุ่นทั้งหมดไม่มีการใช้ครีมหรือเนย มันเป็นการทำอาหารที่แตกต่างออกไปจากที่ผมเคยรู้จัก ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งเรื่องอาหาร ผู้คน วัฒนธรรม ทัศนคติ และหน้าตาของอาหาร ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อสไตล์การทำอาหารของผมอย่างมากในช่วงเวลาถัดมา

        “ตอนที่ผมเริ่มลองทำอาหารฟิวชั่น ผมลองผิดลองถูกและพยายามกะปริมาณให้ทุกอย่างสมดุล เพราะบางครั้งอาหารฟิวชั่นก็ซับซ้อน จานหนึ่งอาจจะมีสักเจ็ดรสชาติ แต่ผมพยายามทำให้เรียบง่ายกว่านั้น เต็มที่คือมีไม่เกินสามหรือสี่รสชาติ พยายามรักษารสชาติอาหารอย่างที่มันเป็นให้ได้มากที่สุด เช่น เมนูปลานึ่งราดซอสถั่วดำผสมขิงเล็กน้อย มีวัตถุดิบสามอย่าง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่วัตถุดิบเป็นสิบอย่างเพื่อทำอาหารฟิวชั่น หลายคนอาจจะพลาดที่ใส่ทุกอย่างลงไปจนทำให้วัตถุดิบหลักสูญเสียรสชาติ

        “สำหรับผมแล้วอาหารที่ดีคืออาหารที่เรียบง่าย จริงใจ ให้ปลาได้มีรสชาติของปลา ให้ไก่ได้มีรสชาติของไก่ ให้วัตถุดิบแต่ละอย่างเผยรสชาติที่แท้จริงของมันออกมา”

        จุดเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เชฟปรับวิถีการทำอาหารของตัวเองมาเป็นแนวทางแบบธรรมชาติ เพราะเขาไปอ่านเจอรายงานเกี่ยวกับคนที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพราะไขมันอุดตัน

        “ผมในฐานะเชฟจึงมาครุ่นคิดว่าเราจะทำยังไงเพื่อช่วยเหลือผู้คนในอนาคตได้ ผมมองว่าการทำอาหารโดยการไม่ใช้ครีม ไม่ใช้เนย ไม่ใช้น้ำมัน เพื่อลดไขมันน่าจะเป็นคำตอบ คนก็หาว่าผมบ้า เพราะไม่ว่าตำราหนังสือเล่มไหนๆ ก็มักจะมีส่วนผสมของเนย ครีม ไม่ก็น้ำมันในสูตรอาหารทั้งนั้น และมันค่อนข้างท้าทายสำหรับวิชาชีพของผม ที่เป็นเชฟมิชลิน 2 ดาว แต่จะทำอาหารในแนวทางที่เป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ใช้ครีมและเนย

         “ผมเลยตัดสินใจตั้งแต่นั้นว่าจะทำอาหารในแนวทางที่เป็นธรรมชาติ โดยใช้วัตถุดิบสดใหม่ ใช้ของออร์แกนิก และปรุงอย่างเรียบง่าย ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่อินเทรนด์ในตอนนี้ ที่ผู้คนหันมาใส่ใจกินอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เวลาลูกค้าชิมแล้วก็หายสงสัยว่าไม่ใช่เนยใช้ครีมก็อร่อยได้ หัวใจคือพยายามรักษาความเรียบง่ายของการทำอาหารและรสชาติของวัตถุดิบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด”

 

Anton Mosimann

บทเรียนที่อยากส่งต่อในฐานะครูของลูกศิษย์

        เชฟโมซิมันเล่าว่าสาเหตุที่เขาทำพิพิธภัณฑ์ของตัวเองเพื่อจัดแสดงเกียรติประวัติ แสดงภาพถ่ายร่วมกับบุคคลสำคัญ และเหรียญรางวัลที่ได้รับตลอดระยะเวลาการทำงานเป็นเชฟ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่ออวดโอ้ตัวเอง แต่ทำเพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ลูกศิษย์ของเขาต่างหาก

        “เวลาลูกศิษย์มาดูแล้ว พวกเขาจะได้แรงบันดาลใจกลับไปว่าตัวเองก็สามารถเป็นเชฟที่ทั่วโลกให้การยอมรับได้เหมือนกัน เมสเสจของการทำพิพิธภัณฑ์คือการกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เดินทางตามฝันของตัวเอง แม้เส้นทางการเป็นเชฟจะหนักและเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าคุณรักและสนุกไปกับมัน คุณก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต ซึ่งนั่นสำคัญมาก มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งคุณจะต้องเจอปัญหาและอุปสรรคด้วย แต่นั่นแหละชีวิต อาชีพควรเป็นสิ่งที่คุณรักและมุ่งมั่นที่จะทำมัน”

        นอกจากนี้เชฟโมซิมันยังสร้างห้องสมุดเพื่อรวบรวมตำรับตำราการทำอาหารไว้กว่า 6,000 เล่ม เพื่อให้เป็นแหล่งส่งต่อข้อมูลความรู้สำหรับนักเรียนและผู้สนใจ

        “ในห้องสมุดของผมมีหนังสือทำอาหารราวๆ 6,000 เล่ม บางเล่มพาเราย้อนกลับไปดูการทำอาหารในทศวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นหนังสือของเชฟที่ทำอาหารถวายพระสันตะปาปา มันเป็นโอกาสดีที่นักเรียนจะได้มาเรียนรู้และศึกษา ห้องสมุดจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับให้นักเรียนมาศึกษาค้นคว้า ถ้าคุณรู้วิธีการนึ่ง การย่าง การราดเคลือบ ถ้าคุณรู้เรื่องพื้นฐานพวกนี้ คุณก็แทบจะทำอาหารได้หมด แต่เรื่องพื้นฐานนี่แหละสำคัญที่สุด

        “สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลังคือเรื่องพื้นฐานของการทำอาหาร และที่สำคัญคือเรื่องการสร้างทัศนคติที่ดี และการปลุกขวัญกำลังใจให้แก่สตาฟฟ์ที่ทำครัวร่วมกัน ผมเชื่อว่าการสอนที่ดีคือการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมก็จะทำให้นักเรียนดูก่อน

        “ในชั้นเรียนผมจะสาธิตการทำอาหารให้พวกเขาดูและพูดคุยกับพวกเขาถึงประสบการณ์การเป็นเชฟของผม เพราะคนรุ่นใหม่คืออนาคต ยิ่งผมได้สอนนักเรียนของผมมากและได้ร่วมทำอาหารไปด้วยกัน จะเป็นการสร้างกำลังใจและเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี เพราะงานในครัวเป็นงานหนัก ต้องอยู่กับมันหลายชั่วโมง”

        นอกเหนือจากการเป็นครูผู้เติมเต็มความรู้แก่ลูกศิษย์แล้ว เชฟโมซิมันยังมีหลายเรื่องที่อยากทำ เช่น งานด้านการกุศลต่างๆ และการเติมเต็มความสุขในทุกๆ วันแก่ตัวเอง

        “ในชีวิตผม มันไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการได้เห็นลูกค้ากินอาหารอย่างมีความสุขด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพราะได้ลิ้มรสอาหารยอดเยี่ยมและได้รับบริการที่ดี อาชีพของผมคือการทำให้คนอื่นมีความสุข ความท้าทายคือการทำให้ตัวเองมีความสุข แต่โชคดีที่ผมเป็นคนใจเย็นและเอนจอยชีวิตอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสผมอยากทำงานการกุศลอีกเยอะๆ เพราะผมรักการให้ มันเป็นการเติมเต็มในชีวิตที่มากกว่าเงินทอง

        “และสิ่งที่ผมอยากฝากทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง คือเรื่องราวประวัติศาสตร์การทำอาหารที่เกิดขึ้นในคนรุ่นผมนี่แหละ ถ้าผมได้อยู่สอนและกระตุ้นลูกศิษย์อยู่เรื่อยๆ งานเชฟจะอยู่รอดต่อไปได้ในแง่ที่เป็นบวกด้วย” เชฟโมซิมันทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 


Swiss Education Group

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่