อธิศ รุจิรวัฒน์: หนทางสู่การเป็นแฟนบอย STAR WARS ของแบงเกอร์สุดเฉียบ ที่เลือก ‘ให้แพสชันนำทาง’

Branded Content
26 Nov 2019
เรื่องโดย:

adB Team

Highlights

เขาคือผู้ที่หลงใหลคลั่งไคล้ใน STAR WARS นับตั้งแต่ได้ดูหนังครั้งแรก เป็นนักสะสมสิ่งของจากภาพยนตร์และสั่งสมเกร็ดความรู้ในเรื่องนี้ไว้อย่างมากมาย จนเอาชนะแฟนบอยชาวไทยคนอื่นๆ และได้ตำแหน่งสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ STAR WARS ในปี 2544 มาครอง

        ‘อาร์ต’ – อธิศ รุจิรวัฒน์ ปรากฏตัวในมาดของผู้บริหารที่สุขุม ใจเย็น ให้เกียรติ และเป็นกันเองกับทีมงานทุกคน ถ้าหากวัดจากบุคลิกภายนอกของเขาแล้วเราคงคิดไม่ถึงว่าคนคนนี้คือแฟนตัวยงที่จำบทภาพยนตร์ของ STAR WARS ไตรภาคแรกได้แบบคำต่อคำ เขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแปลซับไตเติลของ STAR WARS หลายๆ ตอนที่เข้าฉายในบ้านเรา และกวาดของสะสมจากภาพยนตร์มาร่วมหมื่นรายการ

        เมื่อภาพยนตร์ STAR WARS: Episode IX – The Rise of Skywalker กำลังจะเข้าโรงให้บรรดาแฟนๆ ที่จดจ่อรอคอยมาทั้งชีวิตได้สัมผัสกับการเติบโตเปลี่ยนแปลงของตัวละครที่พวกเขารัก รวมถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ผู้สร้างภาพยนตร์อยากชักชวนให้ไปสำรวจ แต่ก่อนจะตีตั๋วไปดูหนัง เราอยากชวนคุณมาค้นลึกถึงความเป็น Geek ที่แฝงอยู่ในตัวของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ เชื่อว่าจะทำให้คุณรู้จัก STAR WARS ในมิติอื่นๆ ที่แตกต่างและพิเศษกว่าที่เคยรู้ 

        a day BULLETIN ได้ชวนเขาย้อนความหลังกลับไป ณ ความรู้สึกเมื่อเริ่มก้าวเข้ามาสู่จักรวาลของ STAR WARS ด้วยอยากรู้ว่าเหตุผลอันใดที่ทำให้เขาตกหลุมรัก และอยากสะท้อนให้เห็นว่าแพสชันส่วนตัวนั้นจะต่อยอดส่งเสริมการทำงานได้อย่างไร 

        เขาขอเวลาเพื่อทำการแฟลชแบ็กกลับไปในวันวานชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วเริ่มเล่าถึงเส้นทางของชีวิตและการทำงาน ที่ต่างได้รับการส่งเสริมเกื้อหนุนจากความรักใน STAR WARS ให้ฟังอย่างตั้งใจ 

 

อธิศ รุจิรวัฒน์

หนทางสู่การเป็นแฟนบอย

        อธิศอาจแตกต่างจากแฟนบอยส่วนใหญ่ตรงที่เขาไม่ได้เริ่มต้นชอบ STAR WARS จากการชมภาพยนตร์ แต่เป็นเพราะการได้อ่านจากหนังสือการ์ตูน

        “ผมเกิดในครอบครัวสายวิชาการ คุณพ่อชอบอ่านหนังสือและเข้าร้านหนังสือเป็นประจำ วันหนึ่งตอนผมอายุราว 7-8 ขวบ ก็ได้ติดตามคุณพ่อไปร้านหนังสือดวงกมลที่สยาม วันนั้นจึงเป็นโอกาสแรกที่เราเห็นการ์ตูน STAR WARS แล้วพอดีช่วงนั้น STAR WARS กำลังฮิต ดังมาก ทำให้นึกขึ้นได้ว่า อ๋อ นี่ไงที่คนเขาพูดถึงกันอยู่ ก็เลยขอพ่อซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับมาอ่าน และมีโอกาสได้ดูในเวอร์ชันภาพยนตร์ครั้งแรกที่บ้านของน้า

        “ด้วยความที่เป็นเด็ก เราเองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมาก แค่เห็นว่ามียิงกัน มีปืนเลเซอร์ มียานอวกาศ เราก็ชอบ เป็นความประทับใจแบบเด็กที่เพิ่งเคยดูหนังไซ-ไฟ พอหุ่นยนต์ออกมาก็ตื่นเต้น (หัวเราะ) นั่นคือประสบการณ์ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก จนกระทั่งต่อมา คุณพ่อคุณแม่เดินทางไปทำงานที่อเมริกา ก็พาเราไปอยู่ด้วย ซึ่งช่วงนั้นเองที่ผมได้ดูผ่านช่อง HBO ที่เอามารีรันตลอดทั้งเดือน ตื่นตี 3 ขึ้นมาดูก็เคยทำมาแล้ว” 

        ส่วนของสะสมจาก STAR WARS ก็เริ่มต้นระหว่างเติบโตที่อเมริกาเช่นกัน “ช่วงแรกที่ย้ายไป คุณพ่อคงเห็นว่าเรายังดูตื่นๆ กับการต้องปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย จึงพาไปเดินเล่นในห้างเพื่อผ่อนคลาย จนกระทั่งไปเจอแผงในร้านขายของเล่นที่เต็มไปด้วยฟิกเกอร์เกี่ยวกับ STAR WARS เจอตัวละครที่อยู่ในหนังเต็มไปหมด สุดท้ายก็ขอคุณพ่อซื้อ และพอดีกับจังหวะที่ดูหนังบ่อยครั้งเข้า จึงกลายเป็นความชอบที่ชัดเจนขึ้นมา” 

ให้แพสชันนำทาง 

        ความเป็นแฟนบอย STAR WARS นำสิ่งดีๆ มากมายมาสู่ชีวิต มอบโอกาสและการเติบโตในโลกของการทำงาน และทำใหัอธิศมาถึงทุกวันนี้ 

        “พอเรามีแพสชันเรื่องใดก็ตาม เรามักจะเอาแพสชันที่มีมาเป็นแรงบันดาลใจต่อการใช้ชีวิต ผมมีพ่อแม่ที่อยากให้เรียนสายวิทยาศาสตร์ ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะไม่ได้อยู่ในความสนใจของเราสักเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ร่ำเรียนไปตามที่พวกเขาชี้แนะ ผมจึงใช้ชีวิตแบบนักศึกษาสายวิทย์ควบคู่ไปกับแพสชันที่มีต่อ STAR WARS และค่อยๆ สะสมรสนิยมในการดูหนัง” 

        จริงอยู่ที่เขาสามารถทำตามความฝันของพ่อแม่ได้โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตไร้ความสุข แต่เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ความฝันในใจเขาเกิดชัดเจนขึ้นมาว่าอยากจะเรียนต่อด้านธุรกิจและทำงานในสายเอนเตอร์เทนเมนต์ 

        “สมัยนั้นการเปลี่ยนสายงานไม่ใช่เรื่องง่าย โอกาสมีน้อยยิ่งกว่าทุกวันนี้ พอพ่อแม่รู้ว่าเราไม่ได้อยากเดินต่อในสายวิชาการจึงแนะนำว่าลองออกมาหางานทำดูก่อนดีไหม อย่าเพิ่งเรียนต่อเลย เพราะเขาเองก็ยังไม่ได้เชื่อมั่นในความชอบของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมจึงกลับมาประเมินตัวเองดูว่ามีอะไรที่เรารู้มากกว่าชาวบ้านเขาบ้าง อ๋อ เราชอบดูหนังและเสพซีรีส์เยอะ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการดูทีวี สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดแข็งที่เรานำไปใช้บอกกับบริษัทเคเบิลทีวีในวันที่เข้าไปสมัครงานจนได้งานแรกเป็นคนคอยจัดโปรแกรมรายการ คัดสรรรายการให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา เช่น ซีรีส์ดังฉายช่วงไพรม์ไทม์ หนังที่เข้มข้นมากๆ ให้จัดไว้ในช่วงที่เด็กเข้านอนแล้ว เป็นต้น” 

        ในหลายๆ ครั้งเขายังคอยแนะนำหนังดีๆ ให้กับคนที่ทำหน้าที่ซื้อหนังเข้ามาฉายด้วย จากรสนิยมและคอมมอนเซนส์ที่เขาใช้เป็นแนวทางของการทำงานในช่วงแรก จึงค่อยๆ ตกผลึกกลายเป็นหลักการทางการตลาดในเวลาต่อมา 

 

อธิศ รุจิรวัฒน์

แพสชันสอนให้เรียนรู้และลองทำสิ่งใหม่ๆ

        “ช่วงนั้นอยากหารายได้พิเศษควบคู่ไปกับรายได้หลักจากการทำงานประจำ และพอดีว่าเวลาเข้างานที่ออฟฟิศในทุกๆ วันจะต้องเดินผ่านห้องแปลซับไตเติล เริ่มคิดว่าเราเองก็น่าจะทำได้ เพราะทักษะทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษของเราค่อนข้างแข็งแรง ผมก็เข้าไปบอกเขาเลยว่าอยากแปลบทหนังเป็นงานเสริม พอดีกับที่ทางฝั่งของเขามีบทหนังที่ยังไม่มีคนแปลอยู่พอดี จึงได้รับโอกาสให้ลองแปลซับไตเติลเป็นครั้งแรก”

        พอได้รับคำชมว่าทำงานแปลได้ดี อธิศยิ่งมั่นใจมากขึ้นและเริ่มอยากแปลบทหนังสำหรับฉายทางจอเงิน จากคนแปลซับไตเติลสำหรับหนังที่ฉายในเคเบิลทีวี เขาเริ่มมีความฝันว่าอยากเห็นชื่อตัวเองอยู่ในเครดิตท้ายเรื่องกับเขาบ้าง 

        “เมื่อเลขาของหัวหน้ารู้ว่าเรามีความใฝ่ฝันอยากแปลบทหนังใหญ่ที่ฉายในโรง จึงแนะนำให้ไปสมัครงานกับค่ายหนัง Warner Brothers F.E / 20th CENTURY FOX (THAILAND) ผมก็ส่งจดหมายเข้าไปขอแปลบทหนังใหญ่ และโชคชะตาก็เข้าข้างเราอีกครั้ง เพราะช่วงนั้นคนที่แปลบทหนังประจำเกิดไม่สบาย โอกาสจึงเป็นของเรา” 

        การแปลบทหนังเป็นทักษะที่มากกว่าแค่การแปลภาษา คนแปลต้องเข้าใจคำแสลง รู้จักจังหวะ และเข้าใจภาษาหนัง อีกทั้งยังต้องคำนวณให้จำนวนของคำสมดุลกับการเคลื่อนไหวของปากด้วย ถ้าแปลโดยขาดความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้จะทำให้เสียอรรถรสในการชม 

        “วันที่เห็นชื่อตัวเองบนจอภาพยนตร์มันทำให้ผมได้กลับมานึกขอบคุณ STAR WARS เพราะมันทำให้เรากลายเป็นคนชอบดูหนังมาตลอดชีวิต รวมถึงทักษะทางภาษาอังกฤษก็ได้มาจาก STAR WARS เช่นเดียวกัน ผมแปลบทหนังไปได้สัก 5-6 เรื่อง จู่ๆ หัวหน้าก็บอกว่าตอนนี้เขามี STAR WARS เอพิโสด 4-6 เวอร์ชันรีเมก อยากให้ลองแปลดูเพราะเห็นว่าเราชอบหนังเรื่องนี้ เราดีใจมากและรับมาแปลอย่างประณีตบรรจงที่สุด แล้วระดับความหลงใหลในสิ่งนี้ก็สูงขึ้นไปด้วย” 

 

อธิศ รุจิรวัฒน์

ระหว่างความฝันกับปัจจุบัน 

        หลังทำงานสายเอนเตอร์เทนเมนต์และรับแปลหนังไปได้ราว 4 ปีกว่า อธิศได้ตัดสินใจกลับไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน MBA เพื่อเสริมสร้างความรู้ในเชิงธุรกิจตามที่ตัวเองเคยตั้งใจไว้ 

         “แต่ปรากฏว่าหลังจากเรียนจบกลับมา ค่ายหนังยังไม่มีตำแหน่งว่างที่เหมาะสมกับเรา โชคดีที่ผมรู้ข่าวว่าบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งที่เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า เขากำลังจะเปิดไลน์สินค้าประเภทของเล่น ซึ่ง STAR WARS คือไลน์แรกที่จะเปิดตัว ผมวอล์กอินเข้าไปคุยกับผู้จัดการด้านการตลาดของเขาทันที ไปเล่าให้เขาฟังว่าผมรู้เรื่องของเล่นพวกนี้เยอะมากเพราะเราเองก็เป็นนักสะสมด้วย ซึ่งเขาสนใจแต่ตอนนั้นบริษัทก็ไม่มีตำแหน่งว่างเช่นกัน อย่างไรก็ตามเขาเห็นแววของเราและชักชวนให้ทำงานในระยะสั้นไปก่อน

        “ทำอยู่อย่างนั้นไปได้สัก 6-7 เดือน กำลังจะต่อสัญญาอีกครั้ง พ่อแม่ก็ทักขึ้นมาว่าแม้เขารู้ว่าเรารักงานนี้ ทำได้ดี และมีความสุข แต่งานนี้ยังดูไม่มีความมั่นคง อยากให้หางานอื่นที่มั่นคงกว่านี้ ผมจึงไปเปิดหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หน้าหางาน จนเจอว่าธนาคารเอเชียเปิดรับสมัครตำแหน่ง Assistant Marketing Manager Debit Card ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่า Debit Card คืออะไร แต่เลือกไปสมัครเพราะชื่อตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ซึ่งฟังดูดี และอีกเหตุผลหนึ่งก็คืองานนี้น่าจะไม่ใช่งานธนาคารเพียวๆ แต่ดูเป็นงานที่ใช้ทักษะทางการตลาดเข้ามาจับด้วย ดูเหมาะกับเรามากกว่าตำแหน่งอื่นๆ”

        เขาผ่านการคัดเลือกโดยทราบเหตุผลในภายหลังว่า ‘ไอ้เด็กคนนี้มันแปลกดี’ คิดเห็นอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่นๆ มีมุมมองที่ไม่ค่อยเหมือนนักการตลาดทั่วไป และยิ่งแตกต่างจากคนทำงานธนาคารอย่างเห็นได้ชัด

        “ส่วนตัวผมเองก็ตั้งใจแล้วว่าจะทำงานนี้สักสองปี รอจนค่ายหนังเรียกแล้วเราจะกลับไป ปรากฏว่าทำไปทำมา เราได้รับโอกาสมากมาย และสิ่งสำคัญที่สุดคือผมค้นพบอีกแพสชันในการทำงาน จนในที่สุดก็เติบโตในเส้นทางการเงินมาจนถึงปัจจุบัน” 

        ระหว่างนั้นไม่คิดถึงงานในค่ายหนังอีกเลยเหรอ? เราถาม “มีอยู่เหมือนกัน ตอนทำงานที่ธนาคารเอเชียไปได้สักปีครึ่ง พี่ที่ค่ายหนังโทรกลับมาหาผม บอกว่าตอนนี้มีตำแหน่งว่างแล้วและคิดถึงเราเป็นคนแรกเลย อยากให้เราเข้าไปทำตำแหน่ง Marketing Manager แทนคนที่ลาออกไป ซึ่งข้อเสนอนั้นเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมากทีเดียว เพราะเราต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแพสชันเรื่องหนังที่ฝังอยู่ในใจ และในขณะเดียวกันงานปัจจุบันกำลังไปได้สวย เราเริ่มหลงรักในการทำการตลาดและผลิตภัณฑ์บัตรแล้วด้วย”

กำเนิดแฟนพันธุ์แท้ STAR WARS 

        แม้สุดท้ายจะเลือกที่จะเติบโตต่อไปในสายงานธนาคาร แต่ STAR WARS ก็ไม่เคยห่างหายไปจากชีวิต ระหว่างทาง อธิศได้โอกาสในการเป็นคอลัมนิสต์เขียนเกี่ยวกับของสะสมและสารพัดเกร็ดความรู้ในจักรวาลของ STAR WARS ซึ่งผลงานเหล่านี้ได้ก่อร่างสร้างให้เขากลายเป็นที่รู้จักและได้รับมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในสิ่งเดียวกัน

        “สมัยที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ยังไม่เกิดสังคมของการพูดคุยแบ่งปันในเว็บบอร์ด ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับ STAR WARS ให้นิตยสาร Hobby & Toys แต่เราก็สงสัยมาตลอดว่าจะมีคนที่อยากอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องราวพวกนี้จริงๆ เหรอ จนเกือบจะถอดใจเลิกเขียนไปหลายครั้งหลายหน อยู่ดีๆ มีคนติดต่อมาจากรายการ แฟนพันธุ์แท้ อยากชวนเราไปแข่งในหัวข้อ STAR WARS เขาบอกว่านิตยสารที่เราเขียนให้แนะนำให้มาหาเรา ครั้งนั้นผมปฏิเสธ บอกเขาว่าอย่าเลย ผมทำงานธนาคาร แล้วผมก็ไม่ชอบออกทีวีด้วย จนเขายอมวางโทรศัพท์ไป” 

        แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลจากปลายสายอีกครั้ง สุดท้ายเขาก็ตอบตกลง “เขาโทรกลับมาอีกและเล่าให้ฟังว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง คือเมื่อเราปฏิเสธ เขาก็โทรไปหาค่ายหนังและแหล่งข้อมูลที่อื่นๆ ซึ่งทุกรายต่างก็แนะนำชื่อของเรากลับไปเหมือนเดิม ‘ถ้าอยากหาคนที่รู้เรื่อง STAR WARS แบบเจาะลึก ต้องเป็นคุณอธิศเท่านั้น’ พอเขาว่ามาแบบนี้เราจึงตอบตกลงไปในที่สุด ด้วยความรู้สึกว่าถ้าชนะก็ดี หรือถ้าไม่ชนะก็ไม่ซีเรียส และก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะอยู่แล้ว”  

        แม้ไม่คาดหวังว่าจะชนะ และไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ แต่ในที่สุดเขาก็ชนะและได้ตำแหน่งสุดยอดแฟนพันธุ์ STAR WARS มาครอบครองจนได้ 

 

อธิศ รุจิรวัฒน์

ชุมชนของผู้คนที่หลงใหลคลั่งไคล้ 

        การได้แจ้งเกิดในฐานะสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ STAR WARS และการเกิดชุมชนออนไลน์รวมทั้งโซเชียลมีเดีย เปิดโลกและเปลี่ยนความคิดของอธิศ มันทำให้เขาได้รู้ว่าในบ้านเรามีคนที่เป็นแฟนบอยของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว 

        “เราไม่รู้มาก่อนว่าจะมีคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกันอยู่มากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ผมมักจะคิดว่าคงมีแต่เราที่บ้าเก็บของสะสมพวกนี้ ซึ่งการตัดสินใจไปแข่ง แฟนพันธุ์แท้ นำพามิตรภาพกลับมามากมาย และในยุคแรกที่มีเว็บบอร์ดเกิดขึ้นมา พวกเราจึงได้มาพูดคุยทำความรู้จักกันและเกิดเป็นกลุ่มก้อนที่แน่นแฟ้นแถมยังขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียเรายิ่งเห็นแฟนบอย STAR WARS เต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้มันกลับมาตอบความสงสัยของเราที่มีต่อการเขียนบทความในนิตยสารว่า จริงๆ แล้วมีคนที่อ่านและติดตามอยู่เยอะ มีคนรุ่นใหม่ๆ เคยเข้ามาพิมพ์บอกว่า ผมอ่านบทความของพี่เป็นประจำและสิ่งที่เราเขียนยังไปอินสไปร์เขาอีกด้วย” 

        จากการสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง ทำให้เขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่หลงใหลใน STAR WARS จะหลงรักจากเวอร์ชันที่เขาคนนั้นได้ดูตอนเป็นเด็ก 

        “การดูหนังเรื่องนี้ตอนเป็นเด็กจะตราตรึงหัวใจที่สุด เพราะวัยเด็กคือวัยที่เราตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้มากที่สุดแล้ว แต่พอคุณเติบโตขึ้น เห็นอะไรมาเยอะขึ้น ไอ้สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันหวือหวาจะเริ่มลดลง อย่างเราเองดูหนังเยอะมากจนรู้สึกว่าหนังราวๆ 9 ใน 10 เรื่องที่ผ่านตาเราไปไม่ได้ทำให้เราตื่นเต้นอีกแล้ว เราจะรู้สึกเฉยๆ คาดเดาได้ หรือรู้สึกว่าหนังพวกนี้ไม่ค่อยเวิร์กเลย นั่นก็เป็นเพราะว่ามีหนังผ่านตาเรามาเยอะมาก” 

มอง STAR WARS ผ่านแง่มุมทางการตลาด

        เราสงสัยว่าถ้าย้อนกลับมาดูหนังเรื่องที่เดิมที่เคยทำให้เราตื่นเต้นตอนเป็นเด็ก ในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คุณค่าของหนังจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า 

        “ถ้าให้ยกตัวอย่างหนังเรื่อง STAR WARS แน่นอนว่าในวัยเด็กเราก็ตื่นเต้นไปตามประสาคนที่เห็นอะไรมาน้อย แต่พอเป็นผู้ใหญ่เรากลับทึ่งและชื่นชมในกลยุทธ์ทางการตลาดของเขา โดยเฉพาะตัวผู้สร้างอย่าง จอร์จ ลูคัส ซึ่งเขาเป็นคนที่ทำให้เกิดการทำการตลาดแบบไทอินกับหนัง (movie tie-in promotion) หรือการทำ licensing ที่เป็นการขายลิขสิทธิ์ตัวละครต่างๆ ในภาพยนตร์ก็เริ่มมาจาก STAR WARS และ จอร์จ ลูคัส แบบไม่ได้ตั้งใจทั้งสิ้น

        “อีกเรื่องที่น่าชื่นชมก็คือลูคัสรักหนังของตัวเองมาก สะท้อนผ่านการที่เขาเลือกที่จะเก็บลิขสิทธิ์ของ STAR WARS ไว้กับตัวเอง ด้วยความคิดที่ว่าถ้า STAR WARS ภาคอื่นๆ ไม่ได้ทำยอดถล่มทลายเท่าเดิม สตูดิโอจะไม่สามารถลดบัดเจตในการทำประชาสัมพันธ์หนังของเขา และเขาจะมีสิทธิในการผลิตโปสเตอร์หรือทำโฆษณาได้อย่างเต็มที่” 

        นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ STAR WARS เปิดตัวให้โลกรู้จัก มีฐานของแฟนบอยอยู่ทั่วโลก จนเหลือเวลาอีกไม่นานพวกเราก็จะได้ชม STAR WARS: Episode IX – The Rise of Skywalker พร้อมกันแล้ว ในฐานะคนที่หลงใหลคลั่งไคล้ใน STAR WARS ตลอดมา เขาเผยว่ากำลังจะมีแคมเปญ Central The 1 Credit Card Save the Galaxy ที่รู้สึกภาคภูมิใจมาก เพราะเขาได้นำแพสชันที่มีมาใช้กับการทำงานในปัจจุบันได้อย่างลงตัว 

        “เท่าที่ผมจำได้ ไม่เคยมีบัตรเครดิตที่จับมือร่วมกันทำโปรโมชันกับ STAR WARS มาก่อน ผมจึงดีใจมากที่ทีมงานของเราทุกคนช่วยกันผลักดันให้บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ได้เป็น Official Partner กับ STAR WARS ในปีนี้ ดังนั้น เราจึงเป็นบัตรเครดิตรายเดียวที่มีลิขสิทธิ์ในการใช้สื่อ STAR WARS สร้างสรรค์ไอเดียสนุกๆ หรือทำโปรโมชันพิเศษตอบแทนกลุ่มลูกค้าของเรา ในฐานะแฟนบอยคนหนึ่ง จึงดีใจที่จะได้เห็นผลงานที่มาจากแพสชันของเรา ในช่วงเวลาที่ STAR WARS เอพิโสดสุดท้าย ปิดตำนานมหากาพย์กำลังจะเริ่ม”

 

 

        รับถุงผ้าลดโลกร้อน STAR WARS Limited Edition มูลค่า 490 บาท เมื่อสมาชิกมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน สะสมครบ 10,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 – 31 มกราคม 2563 ที่ร้านค้าในเครือ Central Group ที่ร่วมรายการ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://bit.ly/2s7vpbt

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่