Skan & Go ระบบโดยทีมแพทย์ศิริราชที่จะช่วยยับยั้งการกลับมาของ COVID-19 ระลอกสอง

Branded Content
2 Jul 2020
เรื่องโดย:

adB Team

‘สงครามนี้ยังอีกยาวนาน’ น่าจะเป็นถ้อยคำที่นิยามถึงสถานการณ์การต่อกรระหว่างมนุษย์กับไวรัสโคโรนา 2019 ได้เป็นอย่างดี จริงอยู่ที่บรรยากาศโดยภาพรวมของประเทศไทยจะอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะเราไม่มีผู้ติดโรค COVID-19 ที่เป็นเคสภายในประเทศมาได้ราวเดือนกว่าแล้ว แต่ในอีกทางหนึ่งก็จะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ในโลกยังคงต้องเผชิญกับไวรัสในระดับหน้าสิ่วหน้าขวาน รวมถึงการกลับมาระบาดในระลอกสองที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศ

        COVID-19 จึงมีโอกาสกลับมาระบาดในบ้านเราอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ สิ่งที่ทำได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งจึงเป็นการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท และตั้งการ์ดไว้ให้มั่น นอกจากนี้เรายังต้องเตรียมการรับมือกับการระบาดระลองสองไว้ให้ดี

        adB สนทนากับ รศ.นพ. วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และ รศ.นพ. นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยอยากรู้ว่าโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลชื่อดังอันดับต้นๆ ไทยเตรียมรับมือสถานการณ์ COVID-19 ทั้งในเชิงรับและเชิงรุกอย่างไร รวมถึงระบบที่ถือกำเนิดด้วยความตั้งใจของทีมแพทย์ศิริราชอย่าง Skan & Go จะยับยั้งป้องกันการกลับมาของ COVID-19 ในมิติไหนบ้าง

 

Skan & Go

ที่มาของระบบ Skan & Go

        รศ.นพ. วิศิษฎ์: “โรงพยาบาลศิริราชให้ความสำคัญกับทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงรับ กล่าวคือในมิติเชิงรุกหรือการหาตัวผู้ที่มีความเสี่ยง ถ้าหากเราสามารถนำคนที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อมาดูแลตั้งแต่ระยะต้นๆ รวมถึงให้การรักษาได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้เรายับยั้งการระบาดไม่ให้ลุกลามไปไกล ซึ่งในการควบคุมสถานการณ์การระบาดระลอกที่สองที่ดีจะต้องมีระบบ Track and Trace โดยเฉพาะกับพื้นที่ในโรงพยาบาลซึ่งเป็นพื้นที่ที่หนาแน่นและเปราะบางมากกว่าพื้นที่ทั่วไป เราจำกัดจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลได้ยาก และที่สำคัญคือคนที่เข้ามาโรงพยาบาลก็มักจะเป็นคนที่ป่วยหรือร่างกายอ่อนแอ เรียกได้ว่าต้องมีเหตุถึงจะมา นั่นย่อมแปลว่าผู้ที่เดินเข้าโรงพยาบาลมีโอกาสติดเชื้อมาด้วย

        “ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องมีระบบอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะ Track และ Trace ไปถึงคนที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ จึงเป็นที่มาของระบบ Skan & Go ที่เป็นโปรแกรมเก็บบันทึกการเดินทางของประชาชนในสถานที่ต่างๆ ในช่วง 14 วัน โดยเราออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย เพียงเปิดกล้องถ่ายภาพในโทรศัพท์มือถือแล้วสแกนไปยังคิวอาร์โค้ดที่อยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วโรงพยาบาล ระบบจะเก็บข้อมูลการเดินทางของเราไว้

        “นอกจากนี้เมื่อคุณสแกนคิวอาร์โค้ด ระบบจะแสดงสถานะของสถานที่นั้นๆ ให้รู้ทันที โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สีเขียว หมายถึงปลอดภัย ส่วนสีส้มหรือสีแดง หมายถึงเคยมีผู้ติดเชื้อมาในบริเวณนี้ ถ้ามีความเสี่ยง คุณก็ยังไม่ต้องเข้าไปในพื้นที่นั้น รอให้ทำการฆ่าเชื้อจนเสร็จเรียบร้อยก่อน เมื่อสถานะของสถานที่เปลี่ยนกลับมาเป็นสีเขียว จึงแปลว่าปลอดภัยต่อการเข้าไปใช้บริการ นอกจากนี้เรายังสามารถเช็กประวัติของตัวเองได้ด้วยว่าไปที่ไหนมาบ้าง”

ระบุพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องที่แม่นยำมากขึ้น

        รศ.นพ. วิศิษฎ์: “Skan & Go เปิดใช้งานมาเกือบ 2 เดือนแล้ว ปัจจุบันมีจุดติดตั้งอยู่ราว 1,000 จุด ซึ่งภายในพื้นที่ของโรงพยาบาลศิริราชมีอยู่ทั้งหมด 700 จุด สำหรับเคสที่น่าสนใจที่เราเจอมาก็คือ มีคนไข้เดิมที่เคยเป็น COVID-19 เขากลับมาติดตามอาการที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก วันนั้นเขาไปตรวจที่คลินิกแล้วก็ไปเข้าร้านกาแฟต่อ ปรากฏว่าผลตรวจของเขาเป็นโพสิทีฟ ซึ่งระบบนี้ทำให้เห็นว่ามีคนไข้ที่เข้ามาคลินิกทั้งหมด 12 คน และมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้นจำนวน 48 คน ถ้าหากคนไข้รายที่ว่านี้ยังมีเชื้อไวรัสอยู่จริงๆ คนเหล่านี้จะได้รับการเตือนและบอกให้กลับมาตรวจเชื้อทันที แต่พอตรวจคนไข้รายนั้นเพื่อยืนยันผลอีกครั้ง ปรากฏว่าเป็น false positive หรือ negative นั่นเอง”

        รศ.นพ. นริศ: “ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะไม่รู้เลยว่าใครเข้ามาในคลินิกบ้าง ก็อาจจะตามตัวคนกลับมาได้ไม่ครบ หรืออาจจะต้องปิดพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง เพราะเราไม่รู้ว่าผู้ติดเชื้อเดินไปที่จุดไหนของโรงพยาบาลมาบ้าง แต่พอเขาได้สแกนในระบบ Skan & Go ก็ช่วยให้เราระบุพื้นที่และจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องได้แคบลงและแม่นยำมากขึ้น”

 

Skan & Go

มาตรการเชิงรับที่ยืนยันว่า ‘การ์ดของเรายังไม่ตก’

        รศ.นพ. วิศิษฎ์: “ถ้าจะพูดในเรื่องของมาตรการเชิงรับ ต้องบอกว่าเรายังการ์ดไม่ตกแน่นอน หรือเรียกได้ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมาด้วย ซึ่งสิ่งที่ทางศิริราชเตรียมการไว้มี ดังนี้

        “หนึ่ง—ถ้าคนไข้มีประวัติเสี่ยง เช่น มาจากพื้นที่เสี่ยง มีญาติที่ป่วยเป็น COVID-19 มีไข้หรือมีอาการร่วมอื่นๆ เราจะแยกไปไว้ที่จุดคัดกรอง ซึ่งเราเตรียมไว้เพื่อให้มั่นใจได้เลยว่าจะไม่เกิดการแพร่ระบาดไปสู่คนอื่นๆ

        “สอง—ความสามารถในการตรวจคัดกรองของเราอยู่ในระดับที่เต็มที่เหมือนเดิม แถมยังเพิ่มเติมขึ้นในเรื่องของห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เราสามารถตรวจได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิมเยอะ

        “สาม—พื้นที่ที่จะรองรับคนไข้อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิมและมั่นใจได้ว่าเพียงพอ สองเดือนที่ผ่านมาเราได้จัดเตรียมห้องแล็บแบบโมดิฟายด์ และมีห้องตรวจเชื้อที่จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ ถ้าจะพูดในแง่ของทรัพยากร ทั้งอาคารสถานที่ หรืออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ของเราอยู่ในระดับที่พร้อมมากขึ้น

        “สี่—บุคลากรของเรามีความสามารถและมีขวัญกำลังใจที่ดี เราเคยผ่านช่วงที่มีคนไข้เยอะมากๆ มาแล้ว ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาศิริราชได้รักษาคนไข้ไปทั้งสิ้น 115 คน ในจำนวนนี้มีคนไข้หนักที่ต้องเข้าไอซียูประมาณสิบกว่าราย ซึ่งเราก็สามารถรักษาได้โดยไม่มีผู้เสียชีวิต ในแง่ของการรักษา ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่าการรักษาแบบไหนที่เหมาะสมในช่วงวิกฤต รวมถึงการรักษาแบบไหนที่มีความเสี่ยง”

เมื่อ COVID-19 ระลอกสองอาจเกิดขึ้น

        รศ.นพ. วิศิษฎ์: “ประเด็นสำคัญของการแพร่ระบาดของโรคนี้ไม่ใช่ว่าเดินผ่านแล้วติดต่อกันทันที แต่จะต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร ‘สัมผัสใกล้ชิด’ หมายความว่าใกล้ชิดแบบไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันเลย ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ประเทศเราควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วในระลอกแรก เพราะประชาชนของเราใส่หน้ากากกันแทบทุกคน โอกาสในการติดเชื้อจึงต่ำมาก อย่างไรก็ตาม มาตรการการใส่หน้ากากอนามัยก็ยังควรต้องคงไว้ต่อไปเพื่อความไม่ประมาท และให้ระบบ Skan & Go ของเราเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมในกรณีที่หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ เราจะได้ตามตัวมาตรวจรักษาได้ทันการ

         “วินัยของการสวมใส่หน้ากากอนามัยของคนในบ้านเราทำให้การแพร่กระจายของเชื้อลดลงอย่างสม่ำเสมอ นี่ก็นับเป็นเวลาร่วมเดือนแล้วที่ไม่มีผู้ติดเชื้อที่เป็นเคสในประเทศไทย แต่ที่ยังต้องระแวดระวังต่อไปคือเมื่อไทยเริ่มเปิดประเทศให้คนต่างชาติเข้ามา ผมคาดการณ์ว่าช่วงนั้นมีโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะเดินทางเข้ามาได้ ซึ่งระบบ Track and Trace เช่น Skan & Go นี่เองที่จะทำให้เราสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสไว้ได้ทัน” 

 

เป้าหมายคือโรงพยาบาลทั่วประเทศ

        รศ.นพ. นริศ: “ในระยะใกล้เราพยายามจะขยับขยายการใช้งานออกไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ที่อยู่ในหมวดพื้นที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อก่อน โดยเราได้เริ่มต้นหารือเพื่อสร้างความร่วมมือร่วมกับหลายๆ โรงพยาบาลแล้ว ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็เริ่มให้ความสนใจระบบของเรา เพราะใช้งานง่าย ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย เพียงเข้าเว็บไซต์ เขาก็สามารถผลิตคิวอาร์โค้ดเพื่อนำไปใช้งานที่ร้านของเขาด้วยตัวเอง”

        รศ.นพ. วิศิษฎ์: “ถึงเราจะทำขึ้นมาเพื่อการใช้งานในทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลศิริราชเป็นหลัก แต่เรารู้สึกว่าผลกระทบของมันสามารถต่อไปจนถึงระดับชาติได้ เพราะ Skan & Go ครอบคลุมกว่าเมื่อเทียบกับระบบที่คนส่วนใหญ่ใช้งานอยู่ ทั้งนี้เพราะเราได้เรียนรู้และต่อยอดเอาสิ่งที่ดีของแอพพลิเคชันอื่นๆ มาปรับใช้ ทั้งในเรื่องของการระบุสถานะและการเก็บข้อมูล และปรับปรุงระบบให้ตอบโจทย์การรับมือกับโรคระบาดได้อย่างทันท่วงที ร้านค้าก็ได้ประโยชน์ นี่เรายังมองไปถึงช่วงที่โรงเรียนต่างๆ จะเริ่มกลับเปิดเทอม Skan & Go จะช่วยให้ทางโรงเรียนสามารถ Track and Trace นักเรียนที่ติดเชื้อและพาไปดูแลได้อย่างทันท่วงที”

นโยบายเรื่องความปลอดภัยที่มุ่งปกป้องคนไข้

        รศ.นพ. นริศ: “ถ้าพูดถึงเรื่องความปลอดภัย คงต้องย้อนกลับไปดูว่าวัตถุประสงค์ของระบบ Skan & Go ออกแบบมาเพื่ออะไร หนึ่ง—เพื่อผู้ใช้งานหรือผู้รับบริการในสถานพยาบาลทุกคน สอง—เพื่อสถานพยาบาลเอง ด้วยความที่โรงพยาบาลศิริราชเป็น non-profit เราไม่นำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในเชิงการค้า เรามีทั้งหน่วยไอทีที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และระบบนี้ดึงข้อมูลจากเบอร์โทรศัพท์มือถือเท่านั้น เพื่อที่จะติดต่อกลับได้ง่ายหากพบความผิดปกติ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ Track ไปตลอด 24 ชั่วโมง และที่สำคัญคือเรามี Data Governance ที่ประยุกต์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลมาจากเรื่องสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งจะต้องเก็บความลับของผู้ใช้บริการอยู่แล้ว

        “ในการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลในระบบ Skan & Go ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ อาทิ ผู้อำนวยการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นไปเพื่อให้สะดวกต่อการมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะดำเนินการควบคุมสถานการณ์ได้ทัน” 

 

Skan & Go

บทเรียนจากวิกฤตโควิด

        รศ.นพ. วิศิษฎ์: “วิกฤตนี้ถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่ทั้งพีกและแตกต่างจากวิกฤตใหญ่อื่นๆ ที่เคยเผชิญมาอย่างเช่น น้ำท่วม ที่จะซัดเข้ามาทีเดียวแล้วจบ จากนั้นก็ถึงเวลาฟื้นฟู แต่วิกฤตการระบาดของไวรัสมีความยืดเยื้อยาวนานมากกว่า สำหรับผม COVID-19 สอนให้รู้ว่าเราต้องมีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณของโรคระบาดก็ต้องรีบตะครุบให้ทัน อีกเรื่องหนึ่งที่วิกฤตครั้งใหญ่นี้สอนเราก็คือ ในสถานการณ์วิกฤตหรือในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด จะเกิดนวัตกรรมขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

        “คนที่จะมีมายด์เซ็ตของการสร้างนวัตกรรมคือคนที่เปิดกว้างยอมรับฟังไอเดีย เพื่อนำมาพิสูจน์ถูกผิดและพัฒนาต่อยอดต่อไป เขาต้องมีความกล้าที่จะลองด้วย ดังนั้น ทีมผู้บริการจะต้องมองเห็นสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะนำมาปรับใช้และพาทุกคนรอดพ้นจากวิกฤตให้ได้ COVID-19 ทำให้เห็นว่าวิกฤตทำให้เราต้องปรับตัวอย่างหนัก แต่ในจังหวะที่มีวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ และแน่นอนว่าทุกวิกฤตย่อมต้องมีวันสิ้นสุด เมื่อสิ้นสุดแล้วเรายังอยู่รอด เราจะแข็งแรงกว่าเดิม นี่คือนิวนอมอล”

 


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Skan and Go ที่ www.si.mahidol.ac.th และ www.si.mahidol.ac.th/th/news_covid19.asp?tid=1

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่