จากผู้รับกลับมาเป็นผู้ให้ ‘อาจัว’ – มธุรดา เลาว้าง เด็กสาวชาวม้งที่เชื่อในพลังของการให้

Branded Content
9 Dec 2019
เรื่องโดย:

adB Team

Highlights

นับเป็นเวลา 20 ปีเต็ม ที่ผ้าห่มผืนเขียวใน ‘โครงการไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ ได้ห่มคลุมและแผ่ขยาย

        ความอบอุ่นไปสู่พี่น้องประชาชนคนไทยที่ประสบภัยหนาว พร้อมกับมอบโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา กีฬา และสาธารณสุข ไปพร้อมกันมาอย่างยาวนาน ด้วยปณิธานแห่งการ ‘ให้’ ที่ก่อให้เกิดเป็นพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ขยายสู่สังคมแห่งการให้ และการแบ่งปันที่ ‘มากกว่าความอบอุ่นคือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน’

        หนึ่งในคนสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของการให้สำคัญเพียงใดคือ ‘อาจัว’ – มธุรดา เลาว้าง เด็กหญิงชาวม้งผู้เคยได้รับผ้าห่มและโอกาสจากทุนการศึกษาของไทยเบฟ ปัจจุบันเธอเติบโตขึ้นเป็นสาวน้อยวัย 20 ปี ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และยังได้รับโอกาสให้เป็นทูตของโครงการฯ จากครั้งหนึ่งที่เคยเป็นผู้รับ ในวันนี้เธอได้กลับมาเป็นผู้ให้และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่มากไปด้วยความหมายและประสบการณ์ครั้งใหม่ของการเป็นผู้ให้ที่เธอตั้งใจแบ่งปันตั้งแต่วันแรกที่ได้รับผ้าห่ม กระทั่งวันนี้ที่ไทยเบฟได้กลายเป็นเสมือนครอบครัวหนึ่งของเธอ

 

มธุรดา เลาว้าง

ช่วยเล่าประสบการณ์ในวันที่ได้รับผ้าห่มให้ฟังหน่อย

        หนูได้รับผ้าห่มตอนอายุ 5 ขวบ ตอนนั้นหนูขึ้นไปหาคุณปู่กับคุณย่าบนดอยปุย ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว ประมาณเดือนมกราคม ระหว่างที่หนูกำลังวิ่งเล่นอยู่ก็บังเอิญไปเจอพี่ๆ จากไทยเบฟกำลังแจกผ้าห่มอยู่พอดี พี่ๆ เขาก็มอบผ้าห่มให้ แต่หนูลงมาเรียนในเมืองตั้งแต่เด็กๆ พอเวลาผ่านไปจนเรียนชั้น ม.3 มีพี่ๆ ไทยเบฟพยายามขึ้นไปหาหนูที่ดอยปุย เอาภาพหนูตอนเด็กๆ ที่พี่เขาเคยถ่ายไว้ ไปถามชาวบ้านว่าเด็กในภาพอยู่บ้านหลังไหน พอพี่ๆ ได้เจอกับคุณปู่และคุณย่า เขาจึงบอกว่า หนูอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เขาเลยลงมาตามหาหนูจนได้เจอกัน ในที่สุด พี่ๆ เขาอยากให้หนูเป็นผู้ส่งต่อบ้าง เพราะตอนเด็กๆ หนูได้รับผ้าห่ม จากคนที่เคยเป็นผู้รับ ได้กลายเป็นผู้ให้

ครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับไทยเบฟเป็นอย่างไร

        ตอนนั้นหนูต้องลงมากรุงเทพฯ ไปถ่ายภาพนิ่งใช้บนป้ายไวนิลของโครงการฯ จำได้ว่าเครียดอยู่นะคะ เหมือนกับว่าเราเป็นเด็กธรรมดาทั่วไป แต่พอได้มาทำงานร่วมกับไทยเบฟเลยรู้สึกว่าต้องไปเป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่กว้างขึ้น จริงๆ แล้วหนูเป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยชอบแสดงออกกับคนที่ไม่รู้จักเท่าไหร่ ยิ่งตอนที่ต้องร่วมงานแถลงข่าว หนูก็เครียด เพราะผู้ใหญ่เยอะมาก ที่ผ่านมาหนูพูดจาปกติกับเพื่อน แต่พอเป็นผู้ใหญ่ ก็กังวลว่าคำพูดหนูอาจจะไปล่วงเกินได้ ทุกๆ ครั้งที่เสร็จงานหนูจะถามพี่ๆ เขาเสมอว่า หนูพูดโอเคไหม ซึ่งพี่เขาก็จะบอกว่า โอเคแล้วลูก (หัวเราะ)

ในโครงการ ‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 20 มีโอกาสทำอะไรบ้าง

        ปกติทุกๆ ปีหนูจะได้มาแจกผ้าห่มที่ภาคเหนือกับโครงการฯ แล้วก็จะมีภาพของหนูในทุกๆ ปีบนป้ายประชาสัมพันธ์โครงการฯ หรืออย่างเวลามีพี่ๆ ดารามา ก็ได้ทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน ได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะ หรือไม่ก็พี่ๆ ทีมพิธีกรก็จะให้หนูเข้าไปมีส่วนร่วมตลอด หนูรู้สึกดีมาก แต่ก็ตื่นเต้นด้วย เพราะไม่เคยเต้นต่อหน้าคนเยอะๆ มาก่อน แต่พอหลังๆ ได้ทำบ่อยขึ้นเลยไม่ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) ตัวหนูเองรู้สึกว่าได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย ช่วยฝึกฝนตัวเองหรืออย่างที่บอกว่าจริงๆ หนูเป็นคนขี้อาย กิจกรรมทั้งหมดนี้จึงทำให้หนูเป็นคนใหม่ที่ยิ้มสู้เสมอ

 

มธุรดา เลาว้าง

แล้วรู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ให้ในโครงการฯ

        รู้สึกดีค่ะ รู้สึกดีที่ได้เห็นว่ามีคนมองเห็นปัญหาในจุดนี้และพยายามแก้ไข พอมีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่างตัวหนูพอโตขึ้น ก็ไม่ค่อยได้กลับไปที่ดอยแล้ว เพราะเรียนค่อนข้างหนัก อีกอย่างหน้าหนาวตรงกับช่วงสอบพอดี แต่ทุกๆ ปีที่หนูได้เข้าร่วมโครงการฯ ก็จะได้เห็นภาพการช่วยเหลือ หนูดีใจที่เห็นคนได้รับผ้าห่ม เขาก็ดีใจที่ได้เห็นทุกๆ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ซึ่งหนูเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้ตั้งแต่ชั้น ม.3 จนถึงทุกวันนี้ก็หกถึงเจ็ดปีแล้ว และหนูก็หวังต่อไปว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ นี้ ไปเรื่อยๆ เพราะหนูชอบอยู่กับเด็กๆ ทุกครั้งที่ไปลงพื้นที่ ก็มักจะมีเด็กๆ มาอยู่รายล้อม หนูชอบโมเมนต์ที่ได้เป็นพี่ เหมือนกำลังดูแลพวกเขาอยู่ (ยิ้ม)

การได้ร่วมงานกับไทยเบฟผ่านโครงการฯ นี้ ส่งผลต่อความคิดหรือความฝันบ้างไหม

        มีส่วนนะคะ ตอนเด็กๆ ความฝันของหนูคืออยากเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล แต่หนูไม่เคยรู้ว่ามีอาชีพที่อยู่เบื้องหลังทีวี อาชีพที่อยู่เบื้องหลังภาพหรือการคิดค้น แต่พอได้มาร่วมงานกับไทยเบฟ โดยเฉพาะการได้ถ่ายโฆษณา ยิ่งทำให้เห็นงานเบื้องหลัง ก็ยิ่งทำให้หนูรู้สึกว่าชอบงานเบื้องหลังมาก เพราะเป็นงานที่ได้คิด ได้แก้ปัญหาในจุดต่างๆ ซึ่งท้าทายมาก

ทั้งๆ ที่บทบาทของอาจัวในโครงการฯ คืออยู่เบื้องหน้า แต่ทำไมกลับถูกใจงานเบื้องหลังมากกว่า

        หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเก่งงานเบื้องหน้าเท่าไหร่ ชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า แม้ว่าหนูจะยังไม่เคยทำงานเบื้องหลังกับไทยเบฟ แต่อย่างในชีวิตทุกวันนี้ หนูก็มีโอกาสได้ช่วยงานเบื้องหลัง ทำละครเวทีของรุ่นพี่ปีสี่ เป็น Co-Stage Manager ทำหน้าที่คิดเรื่องการเปลี่ยนฉาก ซึ่งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ด้วยความที่ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเบื้องหลังการถ่ายทำเป็นยังไง แต่พอหนูได้มาร่วมงานถ่ายโฆษณากับไทยเบฟ ทำให้เห็นเบื้องหลังแล้วรู้สึกว่าตัวเองชอบเวลาได้ออกกองฯ ได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ และชอบคิดว่าถ้าได้ทำงานเบื้องหลังส่วนนี้ หนูจะต้องทำอะไรบ้าง

 

มธุรดา เลาว้าง

พูดได้ไหมว่าการได้ร่วมงานกับไทยเบฟทำให้ได้สัมผัสโลกของการทำงานเร็วขึ้น

        ใช่ค่ะ เวลาอยู่ที่คณะ เพื่อนๆ ก็มักจะบอกว่าหนูโชคดี เพราะได้รับโอกาสและประสบการณ์ทำงานจริงๆ ที่สำคัญที่สุดคือการที่หนูได้แบ่งปันสิ่งดีๆ นี้ ในฐานะของผู้เคยได้รับ จนกลายมาเป็นผู้ ‘ให้’ ไปสู่สังคมได้อีกมากมายค่ะ

แล้วในด้านการร่วมงานกับไทยเบฟ ประทับใจอะไรบ้าง

        หนูประทับใจกับทุกประสบการณ์ที่ได้รับ เพราะการได้ร่วมงานกับไทยเบฟได้เปลี่ยนแปลงหนูไปในทางที่ดีขึ้น จากคนที่ไม่ค่อยพูดกับใคร พอต้องร่วมงานกับคนอื่น ก็ต้องค่อยๆ หาวิธีที่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย เช่น คอยช่วยให้เขาคลายเครียดและมีความสุขที่ได้อยู่กับเรา ชีวิตช่วงนี้จึงเหมือนกับการได้ออกจากคอมฟอร์ตโซนและได้ก้าวไปอีกระดับหนึ่งของการทำงาน รู้สึกว่าเราโตขึ้นและอยู่ในสังคมได้ เพราะแต่ก่อนเจอคนแปลกหน้าทีไรเป็นต้องเดินหนีทุกครั้ง ทุกวันนี้หนูจึงมีความคิดว่าอะไรก็ตามที่หนูเห็นว่าสามารถช่วยคนอื่นได้ ก็จะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่

สุดท้ายแล้วการเป็นผู้ให้สำคัญอย่างไร

        หนูคิดว่า การให้ด้วยความรู้สึกที่อยากให้ย่อมดีกว่าแค่การให้เพราะทำตามหน้าที่ จากการที่หนูเคยเป็นผู้ได้รับมาก่อน สิ่งนี้เลยจุดประกายการเป็นผู้ให้ภายในตัวหนู และรู้สึกว่าอยากส่งต่อการให้ไปยังคนอื่นๆ ในสังคม หนูคิดว่าการเป็นผู้ให้สำคัญต่อการอยู่ร่วมกัน เพราะเมื่อเราเริ่มต้นเป็นผู้ให้แล้ว การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็จะเกิดขึ้นตามมาและขยายวงกว้างในสังคมต่อไปเรื่อยๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่