ชาติ กอบจิตติ | ความหลังเมื่อครั้งยังเป็นฮิปปี้แบบในนิยาย ‘พันธุ์หมาบ้า’

“ใครจะว่าอย่างไร กูก็จะว่าอีกอย่าง” ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนสองรางวัลซีไรต์ เล่าความหลังเมื่อครั้งที่ยังเป็นฮิปปี้แบบในนิยาย พันธุ์หมาบ้า ราวกับมันเป็นภารกิจร่วมกันของคนหนุ่มสาวทุกยุคทุกสมัยที่จะต้องขบถ โดยไม่มีเหตุผลใดๆ ไม่มีสาเหตุอะไรทั้งนั้น เมื่อถนนแห่งชีวิตพาเราออกเดินมาจนถึงจุดหนึ่ง ในวัยวันซึ่งเราจะเริ่มตั้งคำถามกับความคิดความเชื่อของคนกลุ่มใหญ่ แสดงอาการดื้อดึงต่อต้าน แหวกว่ายทวนกระแส และผละหนีจากเส้นทางปกติ

ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ ชาวฮิปปี้ตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยกว่าๆ ร่วมกันออกเดินทางแสวงหาความหมายของชีวิตในแบบของพวกเขา ผ่านทั้งช่วงเวลาดีและร้าย ผ่านสงคราม โรคระบาด เศรษฐกิจพองฟูแล้วก็แตกสลาย กระแสโลกหมุนวนมารวมเข้าด้วยกัน แล้วก็ระเบิดกระจัดกระจาย มาถึงยุควิกฤตของอัตถิภาวะที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่วนหนึ่งล้มหายตายจากไป ส่วนคนที่ยังอยู่ล่ะ พวกเขายังอยู่บนหนทางเดิมหรือเปล่า? เราสงสัย

ชาติ กอบจิตติ

 

คนหนุ่มสาวสมัยนี้มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่มีอะไรให้ต่อต้าน อยากรู้ว่าหนุ่มสาวหรือฮิปปี้สมัยน้า เขาคิดอะไรกัน เขาต่อต้านอะไรกัน

     วัยรุ่นในช่วงปี พ.ศ. 2510 กว่าๆ สมัยนั้นเขามองหาอะไรกันอยู่เหรอ? พวกที่สนใจการเมืองการปกครองก็มี และอีกพวกก็เป็นแบบไม่สนใจใคร อย่างพวกฮิปปี้ ซึ่งเอารูปแบบมาจากต่างประเทศ อย่างในคอนเสิร์ต Woodstock ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ส่วนทุกวันนี้ก็ดูเหมือนๆ เดิม มีกลุ่มคนที่สนใจการเมืองการปกครอง และก็มีคนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เน้นสนุก เน้นมันกันอย่างเดียว คนมันก็เหมือนเดิม เพียงแต่ว่ารูปแบบภายนอกแตกต่างกันไป เช่น การแต่งตัว บริบทของสภาพสังคม ถามว่าอย่างอื่นเปลี่ยนไปมั้ย ในแง่ของเนื้อหาผมว่าไม่เปลี่ยน

 

แสดงว่าคนเราพอเข้าวัยหนุ่มสาว จะมีรูปแบบเหมือนกันทุกยุคทุกสมัย

     ก็ธรรมดา มันคล้ายกันนั่นแหละ อย่างตอนเราเป็นนักศึกษา ก็จะรู้ตัวแล้วว่าไม่เหมือนชาวบ้านเขา คิดอะไรก็ไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตขึ้นมาก็จะเห็นว่าพวกนักศึกษาก็เป็นอย่างนี้นี่หว่า เราเองก็เคยผ่านมาแล้ว เราก็รู้

     สมัยนั้นเราเป็นคนรักเพื่อน เป็นคนสนุกๆ ชอบอยู่กับเพื่อน ชอบของมึนเมา มันเอื้อกับเรา แต่ในชีวิตตอนนั้นก็ต้องมีกฎใช่ไหม เราตั้งคำถามบ่อยๆ ทำไมจะต้องลงรถเมล์ทางประตู? เราก็เลยลงรถเมล์ทางหน้าต่าง เพราะเดินลงทางประตูทุกวันมันเบื่อ อย่าถามหาเหตุผลนะ ไม่มี!

     หลายคนก็จะบอกว่า เอ้ย มึงบ้าหรือเปล่า ทะลึ่งแล้ว แต่ตอนเป็นเด็กเราก็คิดว่า แล้วจะทำไมล่ะ? เราเคยชอบเดินถอยหลังอยู่เป็นเดือนๆ เพราะคิดว่าทำไมคนเราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยวะ จนทีหลังจึงรู้แล้วว่า อ๋อ! คนต้องเดินหน้าก็เพราะตาอยู่ข้างหน้า เวลาเดินถอยหลังเราต้องคอยหันไปดู แล้วพอรู้สึกว่าเมื่อยคอ ก็ไม่เดินถอยหลังแล้ว

 

คือ Rebel Without a Cause

     ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น อะไรก็ได้ที่พวกมึงทำ กูจะไม่ทำ อะไรที่มึงนิสัยเยอะๆ กูก็จะไม่เอา เพราะกูไม่เชื่อมึง พวกกฎทั้งหลายที่ผู้ใหญ่ห้ามน่ะ มาๆ ลองดูกัน ประเด็นคือเด็กมันต้องอยากลองใช่ไหม แต่ทีนี้เด็กบางคนแรงต้านทานเขาไม่พอ วุฒิภาวะไม่ถึง ไปลองในสิ่งที่ไม่เข้าเรื่อง พวกนี้ก็เสียชีวิตไป เพราะผู้ใหญ่ห้ามแล้วช่วยไม่ได้ อันนั้นมึงไปโทษใครไม่ได้ เพราะเขาห้ามแล้ว เตือนแล้ว บอกแล้ว แต่ไม่ฟัง เด็กวัยรุ่นน่ะนะ มันต้องเถียงพ่อแม่อยู่แล้ว เพราะวัยรุ่นมีลักษณะปฏิเสธเป็นพื้นฐาน เราทำไปด้วยความสงสัย

อย่างตอนเด็กๆ มีคนมาสอนเรื่องสวรรค์นรก เราก็มักจะบอกว่าไม่มีจริงหรอก เพราะไม่เคยเห็น แต่พอแก่ๆ กันมาปูนนี้ กูก็เห็นมึงเข้าวัดแล้วนี่หว่า (หัวเราะ) มึงไม่แน่จริงนี่หว่า แน่แค่ตอนเด็ก หากมึงจะแน่ก็ต้องแน่ทั้งชีวิตสิ

     คนเรามันก็เปลี่ยนน่ะ พอดีว่ามีทางหนึ่งที่ช่วยเราไว้ คือเราเป็นคนอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ไม่อย่างนั้นเราคงเตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้ว เวลาอยู่กับเพื่อน กินเหล้าเมายากัน เราก็พร้อมเสมอ แต่เรามีภูมิต้านทานจากการอ่านหนังสือด้วย ทำให้เรามีความคิดอ่าน

 

ชาติ กอบจิตติ

 

ถือได้ว่าการทำงานเขียนหนังสืออย่างมีวินัยตอนหนุ่มๆ ก็ช่วยให้ชีวิตไม่เตลิดเปิดเปิงไปใช่ไหม

     เอางี้ดีกว่า ทั้งชีวิตนี้ถึงไม่เขียนหนังสือเลย เราก็อยู่ได้ด้วยอาชีพอื่นที่มีรายได้เยอะกว่าเขียนหนังสืออีก แต่บางคนที่มีอาชีพนักเขียนที่ต้องทำทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน ถ้าเขาไม่เขียน เขาก็ไม่อะไรกิน ตอนเขียน พันธุ์หมาบ้า ลงนิตยสาร ลลนา เรื่องของเรื่องคือความซน เมื่อตอนสมัยนั้นเขาจะแบ่งกลุ่มกัน เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิต หรือเป็นนิยายน้ำเน่า เขาแบ่งทางกันไป แล้วให้ทางฝ่ายผมเขียนเรื่องออกมา พิมพ์กันแค่พันสองพันเล่ม แล้วก็เชียร์กันเอง ถ้าอย่างนั้นกูจะเขียนให้ดู เขียนเป็นตอนๆ ซึ่งยังทำไม่เป็น เขียนส่งไปแบบฉบับต่อฉบับเลย จนในที่สุดก็เขียนได้ แล้วก็เขียนจบด้วย มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ที่เราเขียนอย่างนั้นก็เพียงเพื่อจะบอกว่าเราทำเป็น ทำได้ อย่ามาดูถูกดูแคลนกัน

     พันธุ์หมาบ้า มาเขียนตอนที่พวกเราแยกย้ายกันไป ตอนนั้นก็สามสิบกว่ากันไปแล้ว ตกผลึกแล้ว ส่วนช่วงชีวิตที่ใช้ไปตอนสมัยยี่สิบต้นๆ เราก็คิดว่าเรื่องของเพื่อนๆ อาจจะไม่มีใครเห็น หรืออาจจะมีคนเห็นแต่ไม่มีใครรู้ว่าฮิปปี้ที่เห็นๆ กันอยู่ตอนนั้นมันเป็นยังไง เราก็เอาอันนั้นมาเขียน

 

วรรณกรรมยุค Beatnik เล่าถึงชีวิตของคนหนุ่มสาวเมาๆ สูบกัญชา มั่วเซ็กซ์ และท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ดูเหมือนไม่มีความหมายอะไรเลย

     พวกมันก็คงเบื่อแหละ ยิ่งทุนนิยมตะวันตกแบบนั้นด้วย พอถึงเวลา คนก็ต้องการที่แหวกออกไป ต้องการปลดปล่อยตัวเอง แต่หนังสือไม่ได้เขียนออกมาให้คนไปประพฤติตนอย่างนั้น สิ่งที่เราจะบอกใน พันธุ์หมาบ้า คือความเป็นเพื่อนคืออะไร เพื่อนรักกันมันเป็นยังไง

 

ฮิปปิ้ในยุคน้ารู้สึกอกหักกันไหม ที่โลกทุนนิยมทุกวันนี้ มันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

     เอาง่ายๆ เปรียบเทียบให้ฟัง พระสึกออกมาก็ไม่สามารถบิณฑบาตได้แล้ว ก็ต้องไปหางานทำ เข้าใจที่พูดมั้ย เมื่อมึงเลิกเป็นฮิปปี้ ก็ต้องไปหางานทำได้แล้ว มึงจะมาเล่นดนตรีเปิดหมวก แล้วลูกเมียมึงจะกินอะไร พวกเพื่อนบางคนก็เป็นนักเขียน นักดนตรี แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มันคือชีวิตคน ไม่ทำนี่ก็ต้องทำนั่น ไม่งั้นก็ตายห่า แต่ความคิดของฮิปปี้ยังคงอยู่ ยังมีคนแบบนี้อยู่ เพียงแค่ไม่ได้แต่งตัวเหมือนเรา หรือเหมือนอย่างฮิปปี้ในอดีต

ไอ้ความฮิปปี้เนี่ยมันอยู่ข้างใน ไม่ได้มีเอกลักษณ์บ่งบอกชัดเจน ไม่ไช่ว่าต้องไว้หนวด ไว้เครา ไว้ผมยาว แล้วกินยาคูลท์ ไม่ใช่! นั่นก็ไม่ใช่ฮิปปิ้ (หัวเราะ) มันอยู่ที่ข้างใน ว่าคุณเข้าใจชีวิตยังไง มองโลกยังไง เราจะอยู่กับมันอย่างไง ไม่ได้หมายความว่าเป็นฮิปปิ้ต้องมีเครื่องแบบ

ชาติ กอบจิตติ

 

อยากรู้ว่าฮิปปี้ในยุคพันธุ์หมาบ้า ได้สร้างอะไรไว้ให้กับคนรุ่นหลังอย่างพวกเรา

     ผมไม่ได้มองว่ามันช่วยสร้างอะไร แต่ถ้ามันจะช่วยบ้างก็คงเป็นการเปลี่ยนวงการศิลปะ วงการเพลง ในแง่ของวรรณกรรม แต่ถ้าเป็นการสร้างอะไรอย่างอื่น ผมว่ามันไม่น่าจะชัดเจน ไม่น่าจะมองเห็นแบบนั้น เพราะการใช้ชีวิตมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง อย่างน้อยวงการเพลงก็เปลี่ยนแปลงไป วงการศิลปะ เพลงไซคีเดลิกก็เกิดจากยุคนี้นะ มันเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน มีวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่การใชัชีวิตอย่างเดียว

โลกเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ ไม่เปลี่ยนนี่สิประหลาด

     เราออกจากบ้านยังเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวันเลย เขาอาจจะตีโพยตีพายว่าไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเก่าแล้ว มันไม่ใช่ยุคแห่งความสุขเหมือนที่เราเคยมี ยุคนี้มันก็เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ซึ่งการมองโลกแบบนั้นเป็นเรื่องที่ผิดนะ เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ผมเพิ่งเขียนลงเฟซบุ๊กเกี่ยวกับนิทานเวตาลเก่าๆ เอามาเล่าใหม่ เวลาผ่านมาเกือบพันปี การเป็นอยู่ของผู้คนพัฒนาขึ้นมาเยอะ เดี๋ยวนี้เราสะดวกสบาย คนเปลี่ยนแปลงไปตรงนี้ คือเราปฏิเสธรากเหง้าของบรรพบุรุษโดยเด็ดขาด ไม่สามารถไปใช้ชีวิตแบบคนโบราณได้อีกแล้ว แต่สิ่งที่คนไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือกิเลสตัณหา อยู่อย่างไงก็อยู่อย่างนั้น

     ในนิทานเวตาลก็มีเรื่องคบชู้สู่ชาย ทุกวันนี้ก็มีอยู่ นั่นแปลว่ามึงไม่ได้พัฒนาเลยสิ ใช่มั้ย? แล้วมึงจะเปลี่ยนแปลงไปไหนในเมื่อมึงไม่ได้พัฒนา เขาไม่ให้ ก็เอาระเบิดไปทิ้งเขา โกงหมา โกงวัคซีน โกงห่าอะไรก็กิเลสทั้งนั้น แล้วบอกว่าเปลี่ยนไป ไม่จริง คุณอย่ามาโกหกผม เดี๋ยวนี้ให้รถขับเองได้แล้ว แต่คุณก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัยอยู่ดี

 

น้าไม่ได้เชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ดีงาม มีแสงสว่างในตัวเอง

     (ส่ายหัว) ก็มันมาตั้งแต่กี่ปีแล้ว มีศาสดาไปแล้วกี่องค์ที่ช่วยกันสอน แล้วมันดีขึ้นมามั้ย นี่ขนาดตั้งหลายองค์นะ

 

เมื่อน้าเขียนหนังสือ คำพิพากษา ออกมา มันไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลยหรอ อย่างน้อยเราก็มีวรรณกรรมที่ดี ให้อ่าน มีศิลปะที่งดงามให้ดู มีเพลงเพราะๆ ฟัง

     คุณใช้คำว่า ‘เรา’ ในที่นี้คือกี่คน (หัวเราะ) คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาดู ไม่ได้มากล่อมเกลา ยิ่งเห็นใครรวย ขายครีมอะไรอย่างนั้น มันก็เอาแต่จะได้อย่างเดียว ไม่สนใจคนอื่น โอเคว่าคนอย่างนี้มันไม่ใช่พวกเรา แต่ก็มีเยอะนะ เราก็คิดอยู่ตอนเขียนงาน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เหมือนว่าเราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไอ้สิ่งที่จะเกิดเป็นสิ่งที่บางทีเราคาดหวังกับมันมากไปก็ไม่ได้ แต่เพียงว่าเราตั้งใจ อย่างเรื่อง คำพิพากษา ก็บอกว่าอย่าตัดสินอะไรง่ายๆ นะ แต่คนส่วนใหญ่เขาจะฟังเราหรือเปล่าล่ะ มีคนฟังแล้วมาพูดกับเรา เราก็ชื่นใจ แต่คนพวกนี้ ไม่ต้องไปบอกเขาเขาก็คิดได้อยู่แล้ว เขาฉลาดพอแล้ว

 

สภาวะสังคมสมัยนั้นมันผ่อนคลาย สบายๆ พวกน้าก็เลยดิ้นรนเอาตัวรอดกันมาได้

     ก็เป็นไปได้ในส่วนหนึ่ง สมัยนั้นชีวิตมันง่าย เราเคยไปขึ้นรถทัวร์แล้วไม่มีตังค์ เวลาไปจุดพักรถ คนขับก็ไปกินข้าวโต๊ะหนึ่ง เราก็ยกมือไหว้ขอกินด้วยได้ไหม ผมหิว เขามาก็บอกว่า มาๆ คือชีวิตมันง่ายกว่า ไม่รู้สิ อย่างตอนไปภูกระดึง พวกที่กำลังจะกลับลงมาก็ทิ้งข้าวของไว้ให้ เพราะข้างบนภูสมัยนั้นไม่มีร้านค้า ก็ต้องหิ้วของขึ้นไป พอจะลงก็ทิ้งไว้กับเราเพราะเราอยู่นานกว่า เราอยู่เป็น 10-20 วัน กินอาหารเหลือๆ ที่เขาทิ้งไว้ให้ อยู่กันแบบนั้น เราก็ไม่รู้หรอกว่า ตั้งใจให้หรือขี้เกียจหิ้วกลับ ไอ้เราก็คิดว่า เออๆ คนสมัยนั้นใจดีวุ้ย!

 

ชาติ กอบจิตติ

 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแบบนั้นแล้ว โลกสมัยนี้น่าจะคร่ำเคร่ง จะมามัวเอ้อระเหยแบบพันธุ์หมาบ้าไม่ได้แล้ว

     เพราะมันถูกวางระบบไว้ว่าทุกคนจะต้องเอา จ้องจะเอา เสร็จแล้วไม่คิดจะให้ คือจะต้องเรียนให้สูงขึ้น ทำงานให้มากขึ้น เพื่อจะเอาได้เยอะขึ้น ก็เลยไม่มีเวลาจะมารื่นรมย์ คุณคิดดู วันทำงานตื่นตีสี่ ออกไปส่งลูก กินข้าวในรถ กลับบ้านสามสี่ทุ่ม ไหนวะความสุขของชีวิต แล้วนี่เกิดมาทำไม เกิดมาใช้กรรมน่ะสิอย่างนั้น ไม่ได้เกิดมารื่นรมย์

 

ก็สมัยนี้ เราถูกบีบบังคับด้วยเงิน

     ก็ใช่ แน่นอน ก็โดนบีบแบบนี้ทุกคน แต่คำถามคือเรารู้ใช่ป่ะ? แล้วจะทำยังไงให้มันพอดีกับชีวิตของเรา เราวิ่งตามเขาไป แม่งก็เหนื่อย บางทีคนเราปอดไม่เท่ากัน คนปอดใหญ่ก็วิ่งได้ไกล แต่ไอ้เราปอดก็เล็ก ขาก็สั้นอีก อย่าว่าแต่จะวิ่งให้ทันแม่งเลย อย่างนั้นไม่ตายห่ากันพอดีหรอ คนสมัยนี้ไม่ได้ไปนอนริมทะเล กินเหล้า เราก็ไปนอนรีสอร์ตอะไรอย่างนี้ แต่ต้องหาตังค์ก่อน ก่อนที่จะไปมันเหนื่อยมาก แต่อย่างตอนสมัยของเรา เราก็แค่ทักกันว่า เฮ้ย! ไปกันป่ะ! แล้วก็ใส่รองเท้าแตะไปเลย

 

แล้วเราจะหาสมดุลและความหมายของชีวิตได้จากอะไร ในยุคที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตให้รอด

     ก็ต้องรู้ทัน อย่างเด็กสมัยนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนพอค่ำ พ่อแม่ก็จะปิดประตูหน้าต่างกันไม่ให้ลูกสาวออกและไม่ให้ผู้ชายอื่นเข้ามาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ได้หรอ มันก็กดสมาร์ตโฟน แชตอะไรไปเรื่อย สุดท้ายชีวิตเสียหายเพราะเทคโนโลยี ถามว่าทำยังไง เราว่าชีวิตนี้จะมีห้องอยู่ห้องหนึ่งที่เรียกว่าห้องเชื้อโรค ลูกของเราต้องได้เข้าไปอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะไม่ได้เข้า ไม่ให้เข้าก็ไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือฉีควัคซีนป้องกัน วัคซีนก็คือความรัก ความรู้ดี รู้ชั่ว ให้มันอ่านหนังสือเยอะๆ

 

ด้วยทัศนคติต่อโลกแบบนี้ ทำให้น้าไม่อยากมีลูกใช่ไหม

     ก็เราไม่ค่อยเชื่อมั่นในมนุษย์ เราเคยเขียนคำสุนทรพจน์ตอนที่ญี่ปุ่นเชิญมา เราเขียนว่า …ถ้าโลกต้องถึงกาลอวสาน สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องขึ้นเรือโนอาห์ ครั้งนี้โปรดอย่าเอามนุษย์ไปด้วย เอาสิงสาราสัตว์ไปให้เต็มลำเลยเถอะ แต่อย่าเอาคนไป ขอร้องล่ะ!

     ดูดิมันรบราฆ่าฟันกันมากี่ยุค กี่สมัย มันไม่เคยสำนึก ไม่เคยสำเนียก ใช่ไหม? ทรัพยากรก็กินมากกว่าสัตว์ที่อื่นอีก ขุดโน่นนี่ แล้วเดี๋ยวจะไปอยู่บนดาวอังคารอีกแล้ว แต่เหี้ยนี่ยังอยู่ ต่อให้ไปดาวอังคารก็ทำฉิบหายอีก

 

ถ้าขบวนการฮิปปี้ยุคนั้นชนะ โลกทุกวันนี้อาจจะดีกว่านี้

     มันไม่มีทางชนะอยู่แล้ว เพราะหากคนเป็นฮิปปี้หมด แล้วกลุ่มทุนมันอยู่ยังไง แค่ปัญหาปืน มันยังไม่ทำเลย กลุ่มทุนมันอยู่ตรงนั้น มีเรื่องผลประโยชน์ มันบอกคนว่าอย่าไปคิดเลย เอาตังค์ไปใช้ แค่นี้

Share Post
Like 9 View 6420

Author

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

นักขีดๆ เขียนๆ เริ่มเขียนแบบไดอารี่จริงจังก็ตอนอยู่ม.2 ด้วยเหตุผลเดียวคือกลัวตัวเองสมองเสื่อมกะทันหัน จนทำงานเขียนมากว่า 10 ปี ปัจจุบันเรื่องตัวเองไม่เขียนแล้ว เพราะคิดว่าไม่ลืมชัวร์ แล้วหันมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับคนอื่นแทน!