นิรุตติ์ ศิริจรรยา | คุณค่าของชีวิต และความเป็นไทย จากละครบุพเพสันนิวาส ในสายตาของอาหนิง

The Conversation
26 Mar 2018
เรื่องโดย:

ณัชชา พาทพุทธิพงศ์, พิมพ์อร นทกุล, รชัสกมล สมบูรณ์, รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

“ผมดีใจที่ละครเรื่องนี้ทำให้คนกลับไปสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้น อันนี้เป็นข้อสำคัญมากกว่ากระแสการชมของละครที่ดูกันเพื่อความบันเทิงด้วยซ้ำ”

ทัศนะของ นิรุตติ์ ศิริจรรยา ที่มีต่อละครอิงประวัติศาสตร์อย่าง บุพเพสันนิวาส ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ชีวิตนักแสดงวัย 71 ปีในบทบาทออกญาโหราธิบดี ช่วยให้เขาตั้งคำถามสำคัญ พร้อมให้เราได้ฉุดคิดถึงคุณค่าบางอย่างที่กำลังจะหายไปจากสังคมไทย

นิรุตติ์ ศิริจรรยา

 

พักนี้คุณเล่นโซเชียลมีเดียบ้างหรือเปล่า

     มีแต่คนอื่นทำเฟซบุ๊กให้ผมนะ มีคนถามว่าผมมีเฟซบุ๊กไหม ผมมีแต่แฟนเพจโดยคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมก็ขอบคุณเขาอยู่เป็นประจำทุกวันจันทร์ เวลาที่ผมพูดในรายการวิทยุ 96.5 เมกะเฮิรตซ์ บางครั้งเขาก็เดินมาแนะนำตัวว่าเขาเป็นคนทำเฟซบุ๊กแฟนเพจให้กับผม แต่ผมก็ยังเล่นไม่เป็นจนถึงวินาทีนี้นะ ผมมีแค่โทร.เข้าโทร.ออกติดต่องานกัน ซึ่งเมื่อตอนสองสามปีที่ผ่านมา ช่างแต่งหน้าบอกผมเชย โบราณ ไม่รู้จักไลน์ ผมก็เลยบอกว่าผมไม่รู้ เขาเลยมาตั้งไลน์ให้กับผม ก็ใช้ผิดๆ ถูกๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ผมมีแค่นี้ก็คิดว่าวิเศษที่สุดแล้วที่เล่นไลน์เป็น (หัวเราะ)

 

แล้วแบบนี้คุณรู้ไหมว่าช่วงนี้กระแสของละคร บุพเพสันนิวาส แรงมาก

     จริงๆ นะ ไม่ได้กระแดะนะ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีแต่คนมาพูดให้ฟัง มีไลน์ที่เพื่อนส่งมาให้บ้าง แล้วก่อนหน้านี้ไปหาเพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนมาด้วยกัน ปกติถ้าผมจะกลับบ้านมันจะต้องดึงให้อยู่คุยกันต่อ แต่พอมาเดือนนี้ ยังไม่สองทุ่มเลย มันก็ไล่ผมกลับบ้านแล้ว มันบอกว่าละครจะมาแล้ว มันจะดูละคร ผมทราบเพียงเท่านี้จริงๆ แต่ว่าทั้งหมดก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวผม ความดีความชอบคงจะเป็นเรื่องของคนหนุ่มคนสาวมากกว่า คือทั้งพระเอกนางเอก หรือบทประพันธ์ นักแสดง เสื้อผ้า บริษัทผู้ผลิต และทางสถานีโทรทัศน์ ผมพูดอยู่เสมอว่าผมก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของละครที่เป็นที่นิยมเท่านั้นเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่มีใครคิดหรือตอบได้ว่าละครเรื่องนี้จะมีผู้ชมติดตามกันมาก

เราเพียงแต่ทำงานของเราให้เสร็จและทำให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง ส่วนผลที่ออกมามันคือปลายเหตุแล้ว

เปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ ถ้าปลูกวันนี้ มันไม่สามารถออกผลมาให้คุณกินได้วันนี้หรอก คุณต้องเฝ้ารอไปปี สองปี หรือสามปี

 

เรามาพบคุณวันนี้ก็เพราะก็มีสาวๆ สมัยใหม่ปลื้มกับบทท่านออกญาฯ ของคุณ

     โอ๊ย สาวๆ ปลื้มผมมาก่อนที่ผมจะเป็นท่านออกญาฯ แล้ว (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนะ อย่าเอาคำนี้ไปใช้เลยครับ ไม่มีใครเขาปลื้มผมขนาดนั้นหรอก คนเกลียดผมก็เยอะ คนปลื้มก็พอมี มันเป็นธรรมดาของโลก ออกญาฯ ก็ทำหน้าที่ของออกญาฯ ไป ใครป่วยก็เป็นคนออกยาให้ (หัวเราะ) อ้าว! ไม่ใช่เหรอ

     แต่ผมดีใจที่ละครเรื่องนี้ทำให้คนกลับไปสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้น อันนี้เป็นข้อสำคัญมากกว่ากระแสการชมของละครที่ดูกันเพื่อความบันเทิงด้วยซ้ำ

 

นิรุตติ์ ศิริจรรยา

 

อยากรู้ว่าสาวๆ สมัยก่อนเขาปลื้มพระเอกหนุ่มหล่ออย่างคุณกันแบบไหน

     การแสดงออกของผู้หญิงสมัยนี้กับสมัยก่อนไม่เหมือนกัน สมัยก่อนจะไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ แต่วัฒนธรรมหรือสิ่งนำจากต่างประเทศเข้ามาครอบครองประเทศไทย ประเทศตะวันออกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกอยู่กลายๆ ทำให้การกล้าแสดงออกและกลายเป็นที่ยอมรับ ผมมองว่าเราอย่าไปโทษอะไรใครเลยดีกว่า ถ้าจะโทษกันจริงๆ เรากลับไปโทษความเจริญของโลกดีไหม เมื่อความเจริญของโลกเข้ามา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป บางบ้านบางเมืองก็เปลี่ยนแปลงสิ่งดีๆ ที่มีมาตั้งแต่อดีตโดยไม่อยากรู้ตัวตนของเราเลย แล้วเอาของใหม่มาแทนของเก่า ทุบของเก่าทิ้งแล้วเอาของใหม่มาแทน จนเราหาตัวตนของเราไม่เจอแล้ว

     คุณลองมองไปหาตัวตนของประเทศไทยตอนนี้สิ เหลืออยู่น้อยนิดเท่านั้นเอง แล้วพอใครพบอะไรใหม่ๆ ก็แห่กันเข้าไปดู ทั้งที่เรามีอยู่เต็มบ้านเมืองเลย แต่ว่าความสนใจเรามันถูกกลืนไปด้วยวัฒนธรรมต่างประเทศที่เข้ามา หรือแม้กระทั่งโลกของเอเชียใกล้ๆ เรา เมื่อก่อนนี้ตาตี่ๆ อย่างคุณนี่ไม่มีทางได้เล่นละครหรอก คุณต้องไปติดเทปตาสองชั้นก่อน แต่เดี๋ยวนี้คนมองว่าตาตี่ๆ คือสวยแบบสาวเกาหลีหรือญี่ปุ่นกันเยอะแยะ เพราะฉะนั้นแล้วมันเป็นความเปลี่ยนแปลงของคนในแต่ละยุคสมัยมากกว่า ไม่ใช่ว่าตอนนี้ผู้หญิงทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมกล้าอย่างนี้ ทำไมสมัยนั้นไม่มี ก็คงจะต้องมองถึงความเจริญทางวัตถุและทางจิตใจของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

 

ในฐานะที่อยู่มาหลายยุคหลายสมัย อยากรู้ว่ามันมีตัวตน คุณค่า หรือความเป็นไทย ในแง่มุมไหนบ้างที่คุณสัมผัสได้ว่ากำลังจะสูญหายไปจากสังคม

     ถ้าพูดง่ายๆ ก็คืออาหารการกิน เพราะว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนทำจำเจโดยไม่มีเบื่อ ตื่นมาก็ต้องกิน สิบโมงก็ต้องกิน เที่ยงก็ต้องกิน สามโมงก็ต้องกิน หกโมงก็ต้องกินอีก แต่สิ่งเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงไปเกือบทั้งหมด รวมทั้งขนมหวานก็เปลี่ยนไป ทองหยิบ ทองหยอด ขนมชั้น ข้าวเหนียวตัด คนสมัยใหม่บอกว่าหวานเกิน แล้วมาสอนคนหัวหงอกอย่างผมว่าไม่ให้กินนะ กินแล้วเป็นเบาหวาน

     จนกระทั่งเดี๋ยวนี้หากินขนมหวานอะไรไม่ได้เลย อยากจะกินทีผมต้องขับรถไปหัวหิน ไปเพชรบุรี ตอนนี้ถึงจะมีมันก็ด้อยพัฒนาไปหมด มันไม่มีการพัฒนาของเก่าขึ้นมา ยกเว้นคุณจะจัดงานขึ้นมาเมื่อไหร่ เรื่องของผ้าซิ่น ผ้าถุง พวกนั้นเราตัดไปก็แล้วกัน มันเป็นเรื่องของภายนอก แต่สิ่งที่มันอยู่ภายในของเราคือต้องกินขนมหวานอย่างที่เราเคยกินมา เราต้องกินน้ำพริกปลาทู เดี๋ยวนี้สมัยใหม่บางคนก็กระแดะมาก กะปิกินไม่ได้เลย ไม่กินพริกขี้หนูเผ็ด อาหารไทยก็เลยหายไปเรื่อยๆ ลองดูอาหารธรรมดาๆ ที่เราเคยกินเป็นประจำตอนเด็กๆ มันไม่ค่อยมีแล้วนะ

     ส่วนเรื่องเครื่องแต่งกายมันเป็นเรื่องของภายนอก เราต้องไปพบกับคนภายนอก เราก็แต่งตัวไม่ให้มันแปลกยุคไปจากเขา แต่บางประเทศเมื่อเขามีเทศกาล ผมแต่งตัวแบบนี้เขาก็ไม่ให้เข้า ต้องไปใส่ชุดประจำชาติหรือชุดพื้นเมือง แต่บ้านเราไม่มีแบบนี้ หรืออย่างเรื่องของมารยาท อยู่ในโรงเรียนก็ไม่มีสอนสมบัติผู้ดีแล้ว ศีลธรรมก็หายไป ไปเน้นกิจกรรมหรือไปเน้นภาษากันมาก สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันสูญหายไปเรื่อยๆ

     รวมไปถึงอารมณ์ของคนด้วย เมื่อก่อนคนไทยเราไม่ได้อารมณ์เป็นแบบนี้นะ เราถ้อยทีถ้อยอาศัย เดี๋ยวนี้อารมณ์คนไทยจากข่าวต่างๆ โดยเฉพาะข่าวอุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท อยู่ๆ ไม่พอใจก็หยิบปืนขึ้นมายิงกัน โลกของยุคนี้เราต้องอยู่กับวัฒนธรรมดั้งเดิมบ้าง คุณจะเปลี่ยนคุณก็เปลี่ยนแค่เสื้อผ้า แต่จิตใจอย่าเปลี่ยน เพราะคุณคือคนไทย

 

นิรุตติ์ ศิริจรรยา

 

พูดเหมือนคนสูงอายุที่ชอบโทษความเจริญว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทุกอย่าง

     จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับความเจริญ มันเกี่ยวกับว่าเราทิ้งสิ่งที่เรามี ความเจริญมันต้องมีอยู่แล้ว แต่เราต้องไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่กับมันทั้งหมด เพียงแต่รับรู้ไว้ก็น่าจะพอ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เข้ามาจากข้างนอก เราต้องทำความรู้จักมัน ผมว่าแค่นั้นก็น่าจะพอนะ เพราะพอพูดกันถึงว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรบ้างที่บอกว่าเป็นความเจริญที่เราทำเองได้ ผมยังปลูกทุเรียน ปลูกต้นหอมผักชีอยู่เลย ผมยังสร้างยางรถยนต์ไม่ได้ เราไปทึกทักไปขี้ตู่ว่าเราเอาความเจริญเข้ามา บอกว่าเราเจริญ แล้วเล่นเปลี่ยนตัวเองหมดเลย กินแบบเขา อยู่แบบเขา ใช้แบบเขา บ้านแบบเขา บางอย่างมันไม่ถูกต้องกับเรา ย้อนกลับมาสักนิด รับรู้ถึงความเจริญ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่กับมันทั้งหมด

     แต่ไม่ต้องมาบอกว่าตกลงคุณจะป่าเถื่อน จะดิบเถื่อนแบบนี้หรอ (หัวเราะ) มันไม่ใช่ เราก็รู้ว่ามันหมดยุคสมัยนั้นมานานแล้ว แต่ที่เรายังย่ำอยู่ที่เดิมเพราะเราคิดว่าเราเจริญเหมือนเขาแล้ว

เขาผลิตหุ่นยนต์ได้ เราก็แค่เสียเงินไปซื้อหุ่นยนต์ของเขาเข้ามา แล้วก็มาอยู่ในบ้านเราที่ยังไม่เจริญอยู่ดีนั่นแหละ ตรงนี้คุณยังแก้ไม่ออกเลยแล้วจะให้ประเทศไป 4.0 มันไม่ได้หรอก เราต้องรื้อระบบทั้งประเทศ ทำให้ประเทศเจริญกว่านี้

     ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม บางทีคุณยังไม่ต้องรีบให้มันเป็นอุตสาหกรรมหรอก แต่ในเมื่อมันเป็นไปแล้ว คุณแบ่งได้ไหมล่ะ สำหรับพวกตาสีตาสาอย่างผมที่ปลูกพืชปลูกผักแล้วก็ขายพอมีพอกินไปวันๆ นั่นคือเศรษฐกิจพอเพียง คุณช่วยทำให้เศรษฐกิจพอเพียงขยับขึ้นมา ให้เราอยู่ได้อย่างเพียงพอจริงๆ ก่อน ไม่ใช่คุณนำความเจริญเข้ามาสาดใส่ประเทศ มันไม่ได้เปลี่ยนทั้งประเทศ แต่เปลี่ยนแค่เมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ถ้าจะสาด คุณต้องสาดให้หมด

 

นิรุตติ์ ศิริจรรยา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ณัชชา พาทพุทธิพงศ์

เด็กฝึกงาน a day BULLETIN ผู้ชอบความโรแมนติก และไม่ชอบอยู่บ้านเฉยๆ เลยชอบเดินทางไปที่ต่างๆ พร้อมกับเพลย์ลิสต์เพลงโปรดและชาเขียวหนึ่งแก้ว
เรื่องโดย

พิมพ์อร นทกุล

คนรักหมาที่มี Sleep the Clock Around ของวง Belle and Sebastian อยู่ในลิสต์เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด
เรื่องโดย

รชัสกมล สมบูรณ์

ทาสหมาเด็ก หมาเด็กบนโลกนี้คือน้อง เคยดูวิดีโอหมาคอร์กี้แล้วร้องไห้เพราะว่าน่ารักเกินไป

เรื่องโดย

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำกอง a day BULLETIN