ปันปัน นาคประเสริฐ | ชีวิตคือศิลปะและทุกคนมีอิสระแห่งการเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

The Conversation
19 Apr 2018
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร, พัทธมน วงษ์รัตนะ

“ฟังคนอื่นทำไม เพื่ออะไร”

‘ปันปัน’ – แพนแพน นาคประเสริฐ พูดเสียงแข็ง เพียงต้องการบอกว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่า จะเป็นใคร แต่งตัวอย่างไร รวมถึงเป็น ‘เพศ’ ไหน เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา Pangina Heals เลือกที่จะใช้ร่างกายของตัวเองเพื่อแสดงถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผ่านศิลปะการแต่ง Drag และการแสดงบนเวที ที่เราเชื่อว่าถ้าคุณได้รับชม คุณก็จะเข้าใจและรู้สึกได้ถึงวินาทีที่ไร้ซึ่งกรอบเกณฑ์ของสังคมเช่นเดียวกัน

ในโลกของ LGBT ขณะที่หลายๆ คนยังพยายามตามหาที่สุดปลายทางของสายรุ้ง แต่ดูเหมือนว่าปันปันค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่แสนธรรมดาของการมีชีวิตอยู่ บางสิ่งที่ผลักดันให้เธอมุ่งมั่นและยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพียงเพราะเธอรู้ตัวดีว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร แล้วทั้งหมดนี้คือการทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในแบบฉบับของเธอเอง

ปันปัน

 

อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของคุณให้มากขึ้น ช่วยเล่าย้อนไปโมเมนต์ตอน come out ให้ฟังหน่อยได้ไหม

     น่าจะอายุ 12-13 คือรู้ตัวว่าไม่ชอบผู้หญิง แล้วก็เลยไปบอกแม่ก่อน แล้วแม่ก็ดันไปบอกพ่อ คือเรายังไม่ได้บอกพ่อเลย แต่แม่ ‘เสือก’ ไปบอกพ่อเอง ต้องใช้คำนี้เลยนะ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของแม่ที่จะต้องไปบอกพ่อ แล้วก็บอกในวันที่เรากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่เลิกกับแฟน เรียกได้ว่าเป็นวันที่เราแย่ที่สุดในชีวิต สามเรื่องประดังเข้ามาพร้อมกัน เป็นหนึ่งอาทิตย์ที่เราออกจากห้องไม่ได้เลย ประสาทจะแตก

     เรารู้สึกว่าการที่คนคนหนึ่งจะบอกว่าเขาเป็นเกย์หรือเป็นอะไร เราต้องให้ตัวเขาบอกเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบอกความลับของเขา แต่ในที่สุดเราก็โอเคแหละที่แม่บอกพ่อ ซึ่งอีกแง่หนึ่งก็… อย่าดีกว่า เพราะพ่อไม่จำเป็นต้องรู้ในวันนั้น จำได้ว่าวันนั้นพ่อร้องไห้จนพูดอะไรไม่ได้เลย ตอนแรกก็นึกว่าพ่อเสียใจมาก แต่จริงๆ พ่อมาบอกทีหลังว่าเขาไม่ได้เสียใจที่เราเป็นเกย์นะ เขาแค่รู้สึกผิดที่ตอนเด็กๆ เขาชอบล้อเราว่าเป็นตุ๊ด เขาบอกว่า ถ้ารู้พ่อจะไม่ล้อลูกแบบนี้ พ่อน่ารักที่สุดในโลก และแม่ก็น่ารักด้วย

 

ตอนเด็กๆ ถูกล้อแค่ไหน ประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้งหรือถูกคุกคามในช่วงวัยเด็กมันเศร้าแค่ไหน

     ปันว่าแค่คำที่ง่ายที่สุดอย่างคำว่า ‘ตุ๊ด’ หรือ ‘อีตุ๊ด’ แค่นี้แหละ คำพื้นฐานที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคำด่า ‘อีตุ๊ดเหี้ย’ อย่างงี้ไม่จำเป็น แค่ตุ๊ดเฉยๆ ก็จบแล้ว ปันจะจับว่าเขาพูดอย่างไร และใครเป็นคนพูด ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้วเรียกเราว่า ‘อีตุ๊ด’ แบบนี้ก็ขำดิ แต่ถ้าเป็นคนไม่รู้จักกันมาพูด เหมือนเขาด่าเพื่อทำร้ายเรา ซึ่งจริงๆ แล้วในหมู่เด็กที่กลั่นแกล้งกัน เด็กวัยรุ่น LGBT ฆ่าตัวตายเยอะมาก เพราะคำพูดของคนอื่น ปันจึงอยากให้ทุกคนแคร์คำพูดของตัวเอง เพราะคำพูดของเราอาจไปทำร้ายจิตใจคนอื่นได้

     อย่างปันเองตอนเด็กๆ เคยอ้วน แล้วโดนแกล้งเยอะมาก ปันบอกเลยว่าคำพูดของคนหนึ่งที่ด่าอีกคนหนึ่งมันติดไปตลอดชีวิต แล้วปันรู้สึกว่าเราต้องระวังคำพูดของเราในสังคมมากกว่านี้ การที่เราเป็นเด็ก เราก็สามารถทำร้ายใครบางคนได้ตลอดชีวิตจริงๆ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง คำพูดพวกนี้แหละที่ทำให้ปันเป็น drag queen ในทุกวันนี้ได้ ขอบคุณนะคะอีสัส อีพวกที่เคยแกล้งกูเยอะๆ ตอนเด็กๆ เนี่ย แล้วปันก็ไม่มีความจำเป็นที่อยากจะคุยกับมันด้วย ยกโทษให้นะ แต่จะไม่ลืมค่ะ

 

จริงๆ แล้วคำว่า ‘ตุ๊ด’ ‘กะเทย’ ‘เกย์’ มันละเอียดอ่อนขนาดนั้นเลยเหรอ

     แล้วแต่บริบทด้วย คือถ้าเป็นเพื่อนกัน เราคงไม่พูดว่าฉันมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวเพศทางเลือกอะไรแบบนี้ใช่ไหม อีดอก ยาวมาก บอกว่าเป็นกะเทยก็จบ

     จริงๆ มันก็แล้วแต่ว่าจะเรียกอะไร มีครั้งหนึ่งที่เราประทับใจมาก เราไปเดนมาร์กแล้วมีคนมาถามว่าเรามีแฟนไหม เราก็บอกว่ามีแฟนเป็นผู้ชาย เขาก็อ๋อ แล้วก็ถามต่อทันทีว่าทำงานอะไร แบบไม่มีกระตุก ไม่มีตกใจเลย เพราะที่นั่นการแต่งงานเพศเดียวกันมันถูกกฎหมาย เขาเปิดมาก เพราะฉะนั้น เวลาถาม เขาจะไม่ถามว่าคุณมีแฟนหญิงหรือชาย เขาจะถามว่าตอนนี้คุณคบใครไหม (Are you seeing anyone?) หรือ Do you have a boyfriend or girlfriend? ทุกครั้งที่เขาถามเราแบบนี้ เรารู้สึกเป็นเกียรติมาก เพราะครอบคลุมทั้งหมด

เขาไม่คิดเอาเองว่าเราเป็นเกย์หรือเป็นผู้ชาย แต่เขาให้เสรีภาพกับเรา เราสามารถเลือกตอบในสิ่งที่เราเป็น

     ชอบมาก เป็นคำถามที่ทำให้รู้สึกว่าที่นั่นเป็นประเทศเลิศมาก แต่ถ้าในประเทศไทย ถ้าเขามาถาม Do you have a boyfriend or girlfriend? ก็อาจคิดว่า อ้าว อีดอก มึงมาหาว่ากูเป็นตุ๊ดเหรอ ไม่ใช่เลยค่ะ นี่เขากำลังให้ทางเลือกคุณอยู่นะ เป็นการให้เกียรติคุณมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้ารู้ว่าเป็นเกย์แล้วมาถามว่า คุณชอบผู้หญิงแบบไหน อ้าว จะตอบยังไงดีวะ ตอบว่า อ๋อ ผมชอบผู้หญิงแบบมีค-ยครับ แบบนี้เหรอ?

 

ดูเหมือนว่าเรื่องเสรีภาพและความสามารถในการเลือกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ

     ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับตอนที่ไปเรียนที่ ULCA เพราะเพื่อนปันเป็นตุ๊ดแบบซูเปอร์ตุ๊ด ไม่ใช่ตุ๊ดธรรมดานะ ตุ๊ดแบบโกนขนขา ทำจมูกตั้งแต่อายุ 15 อยากใส่ส้นสูงก็ใส่ กูไม่แคร์ ชอบมาก เราได้เรียนรู้ว่ามึงบ้าดีว่ะ คือมันจะเป็นแบบนี้และมันไม่สน ความมั่นหน้าของผู้คนที่นั่นสูงกว่าที่นี่เยอะมาก แล้วเราก็ชอบการที่เขาไม่ขอโทษในการที่เขาเป็นตัวของตัวเอง เราก็ได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเขาเหมือนกันว่าสังคมอเมริกันมีจุดเลิศตรงที่เราไม่ต้องแคร์ใครที่จะเป็นตัวของตัวเอง

 

วินาทีที่คุณได้เรียนรู้ถึงเรื่องเสรีภาพแบบนี้ คุณรู้สึกอย่างไร

     มันปลดปล่อย เหมือนได้ข้ามไปอีกจุดหนึ่งว่าแบบนี้เราสามารถทำอะไรก็ได้สิ แล้วสำหรับ drag คือเราได้สร้างศิลปะขึ้นมาในโลกที่คนจับต้องได้ เหมือนสวมหัวโขน คนที่เขาเห็นก็รู้สึกว่าเป็นการเอนเตอร์เทนด้วย เขาลืมปัญหาของเขาไป ปันรู้สึกว่าจุดนี้เป็นจุดที่ดีที่เราสามารถทำได้ เป็นศิลปะที่จับต้องได้

     ปันเกลียดศิลปะที่จับต้องไม่ได้ ปันเกลียดศิลปะที่เราต้องมานั่งอ่าน 30 หน้า ว่าทำไมอีนี่เพนต์จุดนี้ ว่าทำไมมันเลิกกับสามีมัน หรือทำไมพอเมียมันตาย ทำให้มันเศร้ามากถึงเขียนรูปเป็นสีดำแทนที่จะเป็นสีฟ้า ปันไม่ชอบ ศิลปะควรทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าการรู้ข้อมูลเบื้องหลังและเชิงลึกมันก็ดี แต่ถ้าหมกมุ่นมากเกินไปก็รู้สึกว่าเหนื่อย

     ปันจึงชอบ drag มาก มันเร็ว ง่าย คนเข้าใจ เมื่อแสดงเสร็จเราก็แค่ลบออก วันใหม่ก็เป็นศิลปะชิ้นใหม่ ศิลปะทุกอย่างดีหมดนะ ร่างกายเราคือกระดาษ หรือ canvas คุณลองคิดดูนะคะ การแต่งหน้าคือการวาดรูปเป็น 2 มิติ การทำผมคือประติมากรรม การทำชุดคือแฟชั่น การแสดงคือ performance art เรารวมศิลปะทุกๆ อย่างที่สามารถคิดได้มาอยู่ในร่างกายเรา แล้วเอามันมาเดินอยู่ในโลกของความเป็นจริง

 

ปันปัน

 

แบบนี้พูดได้ไหม ว่าทั้งชีวิตของคุณก็คือศิลปะแห่งเสรีภาพ

     ถูกต้องค่ะ ปันคิดว่าชีวิตนี้เราทุกคนกำหนดได้เองว่าเราอยากเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ หรือเรื่องจุดยืนในสังคม ความคิด มุมมอง

ชีวิตสั้นฉิบหาย แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ตายแล้ว เราต้องหาให้ได้ว่าเราต้องการใช้ชีวิตยังไง กับใคร และทำไม มันสั้นมาก แป๊บเดียว จบแล้ว

     เพราะฉะนั้น เราควรมีความสุข และทำในสิ่งที่เรารักมากที่สุด อุ๊ยๆ พูดเองแล้ว inspired ตัวเองจังเลย (หัวเราะ)

     จริงๆ ปันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ปันแค่ inspired ตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่าเราอยากทำให้ตัวเองดีขึ้นในการแต่งหญิง ในการใช้ชีวิต เรารู้สึกว่าเราไม่ต้องกลัว แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่ปันรู้สึกขึ้นมา แบบว่าเราก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเหมือนกัน ยังมีเด็กต่างจังหวัดบางคนส่งอินบอกซ์มาหาปันว่า ครอบครัวหนูรับไม่ได้เลย หนูเห็นพี่แล้วหนูรู้สึกว่าหนูมีเพื่อน หนูไม่ได้อยู่คนเดียว อันนี้ปันรู้สึกว่าเป็นเมสเสจที่ทรงพลังมากสำหรับตัวเอง ทำให้รู้สึกว่าหยุดทำงานนี้ไม่ได้นะ

 

อย่างตอนแต่งหน้าคุณเปิดเพลง Creep คุณคิดว่าเราจะหาสิ่งที่ belong กับเราอย่างไร เพื่อแสดงความเป็นตัวเราออกมา

     หาคนที่รักเรา สนับสนุนเรา ไม่ว่าเราจะเกิดมาจากไหน ถ้าครอบครัวรักเรา นั่นคือความโชคดีที่สุดแล้ว แต่สำหรับบางคนที่ครอบครัวไม่ได้รักในสิ่งที่เราเป็น เราต้องหาเพื่อน หาสังคมที่รักในสิ่งที่เราเป็น และชอบในสิ่งที่เราอยากจะเป็น

 

เราจะหาความรักได้เหรอ ความรักมีจริงไหม ขนาดเรื่องเพศยังไม่มีอยู่จริงเลย

     ถูกต้องค่ะ เพศไม่มีจริง และความรักก็ขึ้นอยู่กับคนสองคนค่ะ หรือสามคนก็ได้แล้วแต่ว่าชอบกี่คน แต่มันขึ้นอยู่กับคนที่คุยกัน ความรักอะหายากจังเลย นกตลอด เบื่อจัง ปันเชื่อเรื่องนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะ Kinsey Scale1 เราเชื่อว่าคนสามารถเป็นเกย์หรือชอบเพศเดียวกันได้ มันอยู่ในยีนเลย มันมีคนที่พยายามนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเกย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปันว่ามันไร้สาระ

 

สำหรับคุณเพศนั้นลื่นไหลได้จริงๆ ใช่ไหม

     ลื่นไหลเหมือนการสอดใส่ค่ะ (หัวเราะ) แล้วมันเกิดขึ้นแล้ว ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เราไม่ได้ชอบผู้ชายอย่างเดียว ก็สลับไปสลับมา มันขึ้นอยู่กับคนด้วย กะเทยปันก็เคยชอบมาแล้ว เรารู้สึกว่าการชอบคนคนหนึ่งเพราะเขาเป็นคนนั้นน่าดึงดูดกว่าการชอบคนคนหนึ่งเพราะมึงมีค-ย และมีรูตูดที่เราเย็-ได้ ถ้าคนคนนั้นเขาเป็นคนดี แล้วเขามีอะไรบางอย่างที่เราคุยแล้วมันใช่ เป็นคนที่ทำให้เรามีความสุข ทำให้เราหัวเราะ มองโลกในแง่ดี อยู่ด้วยแล้วสนุก เอนจอย ไม่เครียด ฟังดูกว้างนะ แต่จริงๆ หายาก

 

เคยเจอคนนั้นหรือยัง

     เจอแล้ว แต่ก็เลิกกันไปหมดแล้ว

 

คิดว่าเพราะอะไรถึงไม่เวิร์ก

     ไม่รู้เหมือนกัน เราก็ถามคำถามนั้นมาตลอดเหมือนกัน ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน เพราะฉะนั้นพยายามอย่าเสือกค่ะ นี่ไม่ได้ด่านะ บอกความเป็นจริง คนไทยเรามีนิสัยชอบเสือก เพราะปันเองก็เป็น

 

ปันปัน

 

อย่างนั้นเชื่อไหมว่าสุดท้ายไม่มีใคร belong กับใครไปตลอด

     ไม่มีหรอก ยกเว้นพ่อกับแม่เรา ทุกอย่างมีเข้ามาก็มีวันจบไปทั้งนั้น คนชอบบอกว่าในโลกของกะเทยไม่ค่อยมีความรัก ยิ่งคนกลางคืนยิ่งไม่ค่อยมีความรัก งั้นเราขอถามกลับไปว่าชีวิตธรรมดาของผู้หญิงธรรมดา ผู้ชายธรรมดา ส่วนมากเขาโสดหรือมีแฟนกันคะ? เขาโสดค่ะ ดังนั้น ความรักไม่ว่าจะเกี่ยวกับเพศอะไร ในตอนนี้มันหายากหมด ลองคิดดู แค่จะหาคนที่รูปร่างหน้าตาแบบที่เราชอบแล้วยังต้องคุยกันรู้เรื่อง ต้องมีศีลธรรมในแบบที่เราโอเค อีดอก (เน้นเสียงหนัก) แค่สามอย่างนี้กว่าจะหาได้ มันมีซะที่ไหนล่ะ ปันอยากจะโคลนตัวเองแล้วก็เย็-ตัวเอง บอกเลยว่าชีวิตนี้คงจะง่ายขึ้นมาก อยากไปบอกนักวิทยาศาสตร์ให้ทำแบบนี้ได้จัง

 

ทุกวันนี้อะไรคือกำไรของชีวิตสำหรับคุณ

     ปันมีความสุข เวลาคนบอกว่าชอบการแสดง แต่ว่าการที่มีคำชมก็มีคำด่าเหมือนกัน เราต้องยอมรับทั้งสองอย่าง ปันโดนด่าเยอะว่าเสียงดัง โวยวาย ใช่ เวลาปันกินกาแฟเยอะก็จะเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้เป็น ถามเรื่องกำไรชีวิตหรอ ปันมีความสุขเมื่อเห็นคนยิ้ม หัวเราะ ขำ ได้เงินเอามาซื้อวิก ใส่ชุดสวยๆ ได้ส้นสูง กินกาแฟ ได้คุยกับเด็กที่ยังยอมรับตัวเองไม่ได้ แล้วเขาก็มาขอบคุณเรา

 

คิดว่าตัวเองต้องต่อสู้กับอะไรอีกไหม

     ต่อสู้กับคนเมาค่ะ บ่อย สนุก มาสิ ต่อสู้กับคนเกลียดชัง ซึ่งเขาอาจจะไม่โอเคกับสิ่งที่เราเป็น แต่ปันไม่ค่อยได้ฟังหรอก คนที่เขาบ้าก็ให้เขาบ้าต่อไป เราก็บ้าของเรา จริงๆ ปันโอเคนะกับคนที่เขาไม่เข้าใจว่าอะไรคือ drag คนเขาอาจไม่ได้ชอบ แต่จุดแรกของการทำให้คนอื่นชอบ คือต้องทำให้เขาสนใจว่ามันคืออะไร ไม่ได้ต้องการการยอมรับ เพราะชีวิตเรา ชีวิตเขา เราพอใจที่จะเป็นแบบนี้

     หลายคนต้องการการยอมรับจากสังคม ต้องการเท่าเทียม แต่ปันไม่ ปันรู้สึกว่าโอเค ในหลายๆ แง่ ปันว่าปันดีกว่าหลายๆ คนด้วย ไม่ได้หมายถึงเป็น drag queen แล้วดีกว่านะ หมายถึงเราได้ปลดปล่อย ได้แสดงอออก เราสนุกของเรา บางคนพูดว่า เขาทำงานออฟฟิศแล้วไม่สามารถทำอะไรบ้าๆ ได้ แหม มันก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว เขาอาจจะได้อย่าง เราก็ได้อีกอย่าง มันก็โอเคไง ก็เท่านั้นแหละ แต่หวังว่าเกย์ในประเทศไทยควรจะแต่งงานได้แล้ว สาวประเภทสองควรมีทางเลือกว่าจะใช้นายหรือนางสาว ควรจะนานแล้ว อย่าล้าหลังนะคะประเทศไทย ทุกคนไม่ได้เกิดมาเลือกได้ ดังนั้นให้เขาเลือกที่จะเป็นใครได้ดีกว่านะคะ

 

คุณบอกว่าชีวิตเรามีอิสระในการเลือกทุกอย่าง ถ้าถามถึงการแต่งตัว วิกที่เลือกใส่ คาแร็กเตอร์ที่เลือกเป็น สิ่งเหล่านี้เราเลือกเองหรือเพราะเสียงปรบมือในไนต์คลับ

     ทั้งสองอย่างค่ะ วันไหนปันขี้เกียจ ปันก็เล่นเพลงที่รู้ว่าจะได้เงินเยอะๆ แต่วันไหนที่เราคัน ก็จะแต่งแปลกๆ อย่างที่อยาก

 

แต่ถ้าวันหนึ่งมันไม่มีเสียงปรบมือนั้นแล้ว คุณจะทำอย่างไร

     คงกลับบ้านค่ะ คือเราก็ต้องฟังคนดูด้วย มีหลายโชว์มากที่อยากทำ อย่างเพลง The Man That Got Away ของ จูดี้ การ์แลนด์ เป็นเพลงยุค 60s ไม่มีใครรู้จัก แต่เราอยากเล่นมาก ก็ต้องคิดแล้วว่าเล่นได้ไหม คนจะโอเคไหม ไม่ใช่สนองความต้องการตัวเองอย่างเดียว ไม่ใช่มาโชว์เพลงที่ไม่มีใครรู้จักเลยแล้วเขาจะเข้าใจได้อย่างไร นอกจากคุณต้องเก่งจริงๆ สุดท้ายเราก็ต้องหาจุดกึ่งกลางระหว่างความต้องการของตัวเองและความต้องการของคนอื่นเหมือนกัน

 

สุดท้ายแล้วอะไรคือคุณค่าของชีวิต

     ความสุขค่ะ การเป็นตัวของตัวเอง การทำให้ผู้อื่นมีความสุข แค่สามอย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว
 

… … 

1Kinsey Scale:  มาตรวัดคินซีย์ ใช้เพื่อวัดและระบุรสนิยมทางเพศ (Heterosexual–Homosexual Rating Scale) ก่อกำเนิดโดย Alfred Kinsey ในปี 1948

 


Model: Pan Pan Nakprasert Photographer: Tom Potisit Stylist: Vorapol Suporn [BrasBas] Make Up Effect: Pompam Papang  Headpiece: Vin Laa Photographer Assistants: Nanew Thanapong, JITJER, Jukkapan Piaraksa Lighting Powered by Profoto by Focus to One

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี