สู่ขวัญ บูลกุล | มุมมองของความสุขในชีวิตที่เงินซื้อไม่ได้

The Conversation
3 Apr 2018
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

“ไม่มีความสุขใดในโลกที่เกิดขึ้นเพราะคนอื่นหรือจากสิ่งอื่น ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาจากมุมมองของตัวเราเองทั้งนั้น”

‘ขวัญ’ – สู่ขวัญ บูลกุล คือโรลโมเดลของการผ่อนคลายและเข้าถึงตัวเองอย่างแท้จริง ด้วยวิธีการเอ่ยวาจาที่น่าฟัง การวางท่วงท่าที่ถูกกาลเทศะ และทัศนคติเชิงบวกที่สะท้อนจากภายในออกมาสู่ภายนอก จนทำให้ใครต่อใครต่างอยากอยู่ใกล้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดี และมีความสุขอย่างที่ควรเป็นมาโดยตลอด นี่คือบทสนทนาที่สบายๆ อุดมไปด้วยสาระสำคัญของชีวิตที่หญิงสาววัยสี่สิบกว่าๆ มานั่งอธิบายให้กับสาวๆ วัยยี่สิบอย่างเราในเรื่องที่เงินนั้นไม่สามารถซื้อได้

สู่ขวัญ

สำหรับเรา คุณคือโรลโมเดลของชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากๆ อยากให้คุณแชร์เรื่องราวด้านลบหรือความทุกข์ของคุณให้เราฟังบ้าง

     ไม่ค่อยมีนะ พี่มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต จึงไม่ได้มองว่าสิ่งที่ผ่านมาผ่านไป สิ่งไหนคือความทุกข์แสนสาหัส พี่รับรู้ว่าบางช่วงของชีวิตมีอุปสรรค และแม้จะยากลำบาก แต่นั่นก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตได้ดีขึ้น ดีออกนะ… ที่เกิดมาแล้วได้เข้าใจอะไรๆ จนสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และยังรู้ถึงศักยภาพของตัวเองด้วยไง

 

หากเป็นเราเจอเรื่องแย่ๆ การงาน ความรัก เราจะรู้สึกแย่กับตัวเอง ทำไมเราถึงไม่ได้เป็นแบบคุณบ้าง 

     เพราะมุมมองต่อชีวิตของเราไม่เหมือนกัน พี่มองว่าเรื่องแย่ๆ เป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิต มันมีจริงๆ เหรอคนที่เป็นโรลโมเดล คนที่ชีวิตสมบูรณ์แบบอย่างที่น้องว่า คนที่เกิดมาแล้วมีแต่ความสุข พี่ว่ามันขึ้นอยู่กับมุมที่น้องจะเลือกมองมากกว่า คนสองคนเจอเหตุการณ์เดียวกัน คนหนึ่งเห็นว่า โอเค เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วลุกขึ้นมาใหม่ กับอีกคนที่รู้สึกสิ้นหวัง อยากจะฆ่าตัวตาย โดยส่วนตัวพี่จึงมองมันด้วยความเป็นธรรมดา สุข ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย สูญเสีย ผิดหวัง สมหวัง หรือการไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ มันก็เป็นธรรมดา

     บางครั้งสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต หากเรารับมือกับมันได้ไม่ดีพอ อย่างเรื่องชื่อเสียงเงินทอง การยอมรับทางสังคม ความรัก ทุกอย่างนั่นแหละ ถ้าเราจัดการไม่ดี มันคือความทุกข์อย่างหนึ่งในอนาคต พี่ขวัญจำคำกล่าวหนึ่งได้ดี แต่ขอโทษที่จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนกล่าว เขาเปรียบชีวิตว่าสุขหรือทุกข์ก็คืองูตัวเดียวกัน ถ้าสุขคือจับงูที่หัว ทุกข์คือจับงูที่หาง ตอนแรกเราก็คิดว่าผิวของงูคงลื่นๆ เย็นๆ แต่หากจับนานไปมันก็แว้งมาฉกเราได้เหมือนกัน ไม่ต่างกันจากตอนที่เรามีความสุข โอ้โฮ รู้สึกสุขจังเลย แล้วยึดมั่นถือมั่นว่าความสุขนี้ต้องเป็นของฉัน และจะต้องอยู่ตลอดไป ในที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็กลายมาเป็นความทุกข์ได้เหมือนกัน จริงไหมล่ะ

     จริงๆ พี่ก็ไม่ได้มองแค่เรื่องสุขหรือทุกข์เท่านั้น แค่รู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้ดี บทเรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ผ่านจากเรื่องราวชีวิตของตัวเอง หลายๆ อย่างก็เกิดจากการได้เห็นประสบการณ์ของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก ผู้คนมากมายที่เจอ ยิ่งทำให้รู้ว่าชีวิตคนเราก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ

สุขหนึ่งวินาทีเท่ากับทุกข์หนึ่งวินาที เข้ามาได้ก็จากไปได้ คงมีเพียงใจของตัวเองเท่านั้นที่จะยึดเกาะเอาไว้ ยิ่งมัวไปจมอยู่กับความรู้สึกนั้นจนปล่อยไม่ได้ นั่นก็ยิ่งผลักออกไปได้ยาก และใช้เวลานานกว่าจะเอาออกไปจากชีวิตได้ ทั้งหมดเราทั้งนั้นที่เป็นคนทำตัวเอง

     สำหรับพี่นะ ทุกครั้งที่รู้สึกทุกข์ เชื่อเถอะว่าจะมีหนทางให้ผ่านไปได้ หากวันหนึ่งเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นก็ไม่ต้องตกใจ ลองมองใหม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คงไม่ต่างจากอากาศ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวฟ้าผ่า แต่สักพักอากาศก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม ท้องฟ้าแจ่มใสเหมือนเดิม เอาจริงๆ มันก็คือวิธีคิดที่ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่จนกว่าจะมีประสบการณ์ วันนั้นถึงจะเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่เคยพูดเอาไว้

 

สู่ขวัญ

 

สำหรับวัยหนุ่มสาวอย่างเรา เราจะทำใจแบบคุณได้อย่างไร

     ย้อนกลับไปตอนที่พี่เป็นวัยรุ่นก็แล้วกัน ตอนนั้นไม่ได้โฟกัสกับคำว่าสุขหรือทุกข์ แน่นอนว่าในชีวิตเราเคยอกหัก ร้องไห้ อยากได้นั่น อยากได้นี่ และก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ ตอนเรียนหนังสือก็มุ่งมั่นและคิดเสมอว่าอยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากทำอาชีพอะไร พอเรียบจบได้ทำงาน งานที่ทำก็ทั้งยุ่ง ทั้งหนัก ไม่มีเวลาเพ้อเจ้อ ไม่มีเวลาแม้จะเงยหน้าขึ้นมาแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าด้วยซ้ำ

     คำถามว่า ‘ทำไม?’ อะไรต่างๆ นานา ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าสิ่งที่อยู่ในมือเรา เราต้องทำให้ได้และทำให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ แม้จะรู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยจนน้ำตาไหลเลยก็ตาม แต่มันก็คืองาน เราต้องทำงานและเลี้ยงตัวเองให้ได้ ต้องรอด เราจึงทำงานให้เหนื่อยมากๆ ทำงานที่หนักและยากมาก พอมารู้ตัวอีกทีวันเวลาก็ผ่านไปจนถึงวันนี้แล้ว

 

ความทุกข์และความเครียดในวัยหนุ่มสาว คือราคาค่างวดที่เราจ่ายไปเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

     ใช่ ตลอดชีวิตของเราทุกคนนะ ตั้งแต่เกิดจนถึง ณ วันนี้ เราทุกคนเต็มที่กับทุกสิ่งทุกอย่าง

เราทุกคนไม่ได้เกิดมาเป็นคนเก่งและเพียบพร้อมในทุกอย่าง จึงพยายามทำทุกอย่างให้ดีและเต็มที่ที่สุด เมื่อทำเต็มที่แล้ว สิ่งที่เคยทุ่มเทลงไปทั้งหมดจึงตอบแทนเราด้วยการให้อิสระที่จะเลือกใช้ชีวิตยังไงก็ได้ตามใจ

     และเราก็กำลังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ อยากทำอะไรก็ได้ทำ และไม่อยากทำอะไร ฉันก็จะไม่ทำแล้วนะ มาจนถึงตอนนี้พี่รู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงของเราไม่ใช่การหลงใหลไปกับชื่อเสียง หรือการเป็นจุดสนใจ พี่ขวัญรู้สึกว่าทั้งสองอย่างนั้นไม่ใช่หนทางที่ก่อเกิดความสุข ในทางตรงกันข้ามเลยนะ ความสุขของเราคือบั้นปลายชีวิตที่เต็มไปด้วยความสงบ ถึงตอนนั้นก็หวังว่าตัวเองจะสุขภาพดี แข็งแรง อยู่ในกลุ่มคนที่รักและรู้สึกผูกพันกันมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต่อจากนี้อะไรจะเข้ามาเพิ่มเติมในชีวิต เราก็เลือกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น อย่างเราก็เลือกที่จะเอ็นจอยไปกับการอยู่บ้าน กินกาแฟ นอนดูหนัง หรือสั่งอาหารมากินที่บ้าน

 

สู่ขวัญ

 

พอแก่ๆ ไปแล้วเราก็จะมีความสุขได้ง่ายๆ

     (หัวเราะ) ก็เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข มันคือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว มองเห็นอะไรๆ ก็น่ารัก ทำนองนี้ไง อย่างตอนที่พี่วิ่งอยู่ในฟาร์มท่ามกลางอากาศดีๆ บรรยากาศสวยๆ พี่ก็รู้สึกว่ามีความสุข และพูดกับตัวเองบ่อยๆ ว่านี่มันสวรรค์หรือเปล่าเนี่ย เมื่อความสุขเกิดขึ้นจากของที่หาได้ง่าย ชีวิตเลยดูเหมือนมีความสุขอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา และความสุขอีกอย่าง พี่ขวัญรู้สึกว่า ตลอดการเดินทางของชีวิต ตัวเองโชคดีมาโดยตลอด เราโชคดีเรื่องคน ได้เจอคนที่ดีและน่ารักเสมอ เรามีเพื่อนที่ดี ในทุกครั้งที่ทำงาน เราก็จะเจอเพื่อนร่วมงานที่ดี มีบ้างที่เจอคนที่ไม่น่ารัก แต่เราก็เลือกได้นี่ว่าจะสนิทหรือออกห่าง เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ไหนได้นี่นา

 

นอกเหนือไปจากความสุข ล่าสุดช่วงนี้ที่คุณกำลังได้รับคำชื่นชมจากการถ่ายทำรายการ Celebblog ทางโซเชียลมีเดีย คุณได้พบเจออะไรใหม่ๆ อีกบ้าง

     พี่ขวัญชอบประโยคหนึ่งของไอน์สไตน์ที่บอกว่า ‘ให้เวลาตัวเองได้อยู่ตามลำพังบ้าง เพื่อที่จะมีเวลาใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทบทวนตัวเอง’

     หลายคนอยู่กับโทรศัพท์ตลอดเวลา และพี่เองก็มักจะเป็นแบบนั้น ยังชอบดูไอจีและชอบซื้อของออนไลน์บ่อยๆ สักพักต้องหันกลับมาเตือนตัวเองด้วยการลองปิดทุกอย่าง ลองปิดโทรศัพท์ ลองปิดเพลงที่ชอบเปิดเสมอๆ และนั่นทำให้ค้นพบว่าพอเราใช้ชีวิตซ้ำๆ เมื่อวันที่เราลองปิดทุกอย่างลง และนั่งอยู่เฉยๆ กลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่าได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ได้ตั้งคำถามกับตัวเอง อาจจะเป็นคำถามง่ายๆ เหมือนที่เคยถามตัวเองตอนเด็กๆ ว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งเหล่านี้ดีจริงๆ ทำให้ได้หันกลับไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมาว่า มันไปในทิศทางที่เราไม่ได้ต้องการบ้างหรือเปล่า หรือทุกวันนี้ใช่ทางที่เราจะเดินหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่ขวัญทำอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

สู่ขวัญ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ