‘เบิร์ด’ – ธงไชย แมคอินไตย์ | เปรียบชีวิตคือมาราธอน

The Conversation
25 Feb 2018
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, ภาสกร ธวัชธาตรี

“พี่ไม่ได้แค่อยากวิ่ง ไม่ได้แค่อยากออกอัลบั้มใหม่ พี่เป็นคนที่ชอบร้องเพลง และร้องเพลงมาตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น คำว่ามาราธอนสำหรับพี่จึงไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่คือการมีชีวิตอยู่อย่างมาราธอน ทำงานอย่างมาราธอน พยายามต่อไปอย่างมาราธอน และรักแบบมาราธอนด้วย”

ในวันแถลงข่าวเปิดตัวอัลบั้ม BIRD MINI MARATHON ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน มีแฟนคลับของธงไชย แมคอินไตย์ มารอพบซูเปอร์สตาร์ของเขากันตั้งแต่เช้า ทั้งคุณป้า คุณลุง วัยรุ่น ไปจนถึงฝรั่งต่างชาติ แต่ที่น่าทึ่งคือ เราพบเด็กชายตัวเล็กๆ อายุไม่น่าเกินหกขวบมายืนรอพบพี่เบิร์ดของเขากับคุณพ่อด้วย นักข่าวหนึ่งถามหนูน้อยว่า รู้จักพี่เบิร์ดด้วยเหรอ น้องเขาก็พยักหน้า และตอบว่าเขาชอบเพลง นางนวล ของพี่เบิร์ดมาก

ธงไชย แมคอินไตย์
     ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะครองใจผู้คนได้ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเด็กอย่างเราที่เข้าสู่วัยทำงานหาเลี้ยงชีพแบบเต็มตัว เมื่อย้อนกลับไปนึกให้ดีๆ เราก็เติบโตมากับเพลงของ ธงไชย แมคอินไตย์ เคยเก็บเงินไปซื้อกล้องฟูจิ เบิร์ด มาใช้ ถึงแม้จะกระอักกระอ่วนใจแค่ไหน ก็ยังมีคอลเล็กชันเสื้อผ้าของ Body Glove ในวันที่อัลบั้ม พริกขี้หนู ถูกปล่อยออกมา ส่วนคนอีกนับหมื่นก็มีโอกาสได้สนุก และร้องไห้ไปกับคอนเสิร์ตแบบเบิร์ด เบิร์ด ที่จัดกันหลายสิบรอบ เต็มไปด้วยความสุข ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด ที่เป็นอย่างนี้ได้ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จนกระทั่งมีโอกาสได้นั่งคุยกับเขาอย่างใกล้ชิด ทุกอย่างก็กระจ่างออกมา

     ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นนักร้องที่เสียงดี ไม่ใช่แค่เขาเป็นนักเอนเตอร์เทนแฟนเพลงที่เก่งกาจ แต่เขาคือ ‘พี่เบิร์ด’ คนที่ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อตอบแทนความรักที่แฟนๆ มอบให้ ตลอดเวลา และใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างของชีวิต คนที่ไม่ยอมแพ้กับตัวเลข 60 ซึ่งเป็นอายุของตัวเองในปีนี้ และพร้อมที่จะหลอมตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพลงทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย นั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่า…

     “ทำไมพี่ชายคนนี้สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของใครต่อใครได้จนถึงทุกวันนี้”

ธงไชย แมคอินไตย์

เห็นชื่ออัลบั้มใหม่ว่า เบิร์ด มินิ มาราธอน อยากรู้ว่าทำไมในวัยใกล้ 60 ปี พี่เบิร์ดถึงยังต้องวิ่งต่อไป

     พี่ไม่ได้แค่อยากวิ่ง ไม่ได้แค่อยากออกอัลบั้มใหม่ พี่เป็นคนที่ชอบร้องเพลง และร้องเพลงมาตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น คำว่ามาราธอนสำหรับพี่จึงไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่คือการมีชีวิตอยู่อย่างมาราธอน ทำงานอย่างมาราธอน พยายามต่อไปอย่างมาราธอน และรักแบบมาราธอนด้วย (หัวเราะ) ตอนนี้พี่ได้รับความรักจากน้องๆ ทุกคนในโปรเจ็กต์มินิมาราธอน ก็เลยได้เข้าสู่โหมดของความสนุกสนานตื่นเต้นแบบมาราธอน การจะออกอัลบั้มใหม่แต่ละครั้งๆ อยู่ที่ว่าเราจะวางคอนเซ็ปต์ยังไง ครั้งนี้พี่เบิร์ดอยากรู้ว่ารุ่นน้องๆ ตอนนี้ทำอะไรกันอยู่ ซึ่งเอาจริงๆ นะ เคยทำมาหมด ทั้งสักวา เห่เรือ ลำตัด R&B เพลงแร็ป เคยร้องมาหมดแล้ว

     แต่ครั้งนี้พิเศษกว่า ตรงที่ตัวพี่จะได้รู้ว่าพวกน้องๆ คิดอย่างไรกับพี่เบิร์ด เมื่อน้องคิดถึงพี่ มองเห็นอะไรในตัวพี่ พี่เบิร์ดในสายตาของพวกเขาเป็นใคร ไหนๆ บอกมาหน่อยสิ สำหรับตัวเอง พี่ไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นซูเปอร์สตาร์หรืออะไรทำนองนั้นเลย พี่ดีใจที่พวกเขาบอกว่าเราเป็นพี่ชาย เขามีความภูมิใจในตัวเรา ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปยังไง เทรนด์ศิลปินต่างชาติอะไรจะเข้ามา แต่ในใจเขาก็มีพี่อยู่เสมอ เอ็กเซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้คือ อ๊อฟ Big Ass (พูนศักดิ์ จตุระบุล) เขาพูดขึ้นมาว่า “อยากทำเพลงดีๆ ให้พี่เบิร์ดร้อง” พี่ก็ตอบไปว่า มาๆ มาลองทำกันหน่อยสิ
 
โลกเปลี่ยนไปหมดแล้วนะ ตอนนี้ชาวบ้านเขาทำเพลง ขายเพลง ฟังเพลง กันทีละซิงเกิล ไม่มีใครทำอัลบั้มเต็มแบบนี้แล้ว

     ก็เป็นชาวบ้านเหมือนกับคนอื่นๆ เลยอยากทำเพลงออกมาเยอะๆ ไง เพื่อให้ทุกคนได้มีสิทธิ์เลือก ในบ้านหลังหนึ่ง พ่อแม่อาจจะชอบเพลงนี้ ลูกๆ อาจจะชอบอีกเพลง ดังนั้น เราหลับตานึกภาพว่าลูกได้ขี่คอคุณพ่อแล้วร้องตามไปด้วยกัน จะให้ร้องอยู่คนเดียว มีแต่เพลงรักอกหักอย่างเดียวก็ไม่ไหว อย่างเมื่อกี้น้องก็บอกว่าชอบเพลง พริบตา ใช่ไหม น้องลองไปถามเพื่อนๆ บ้างสิ ว่าชอบเพลงเดียวกับน้องหรือเปล่า อาจจะไม่ก็ได้ เขาอาจบอกว่าชอบเพลง ชีวิตเดี่ยว เห็นไหมว่าความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้ยกศิลปินมาทั้งตึกแกรมมี่ก็ไม่พอสำหรับพี่ พี่เองเคยออกอัลบั้ม ร้อยเพลงรักไม่รู้จบ ร้องวันละ 10 เพลง ยังว่ามันไม่พอเลย (หัวเราะลั่น) เป็นพวกหิวกระหายในการทำงาน เห็นไมโครโฟนแล้วน้ำลายสอตลอดเวลา ก็บอกแล้วว่าพี่เป็นคนมีความสุขในการร้องเพลง
 
เวลาร่วมงานกับคนอื่น พี่เบิร์ดต้องใส่ตัวเองเข้าไปแค่ไหน อย่างเพลง พริบตา ของสแตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) ต้องทำอย่างไรให้มีตัวเราเข้าไปด้วย

     ไม่เลย ไม่เคยจินตนาการอะไรแบบนั้น พวกน้องๆ ว่าไงก็ว่ากัน น้องพูดอะไรมา พี่ก็พูดตาม น้องเขียนน้องคิดอะไร พี่สนับสนุนเขาทั้งหมด แค่คิดในใจว่ามีนางเอกของพี่อยู่ในเพลงนี้ และเผอิญว่าเพลงนี้ก็ตรงกับตัวพี่เบิร์ดมากๆ เพราะเวลาที่อยู่บนเวที จะชอบอธิษฐานตลอดว่า “ไฟอย่าดับนะ” “ขอให้คนดูมีความสุข” “ขอให้คนดูสนุก” “ขอให้เพลงนี้พี่เต้นไม่ผิด” พี่เป็นคนชอบอธิษฐานมากๆ ขนาดตอนหนุ่มๆ นั่งเครื่องบิน กัปตันประกาศว่าให้มองไปทางซ้ายจะเห็นดาวหางฮัลเลย์ ก็มัวแต่หลับตาอธิษฐาน พอลืมตาขึ้นมาไม่เห็นอะไรเลย (หัวเราะ)

พอเด็กหลายคนรวมตัวกันเป็นวงอย่าง getsunova พี่เข้ากับพวกเขาได้อย่างไร

     ต้องมองใหม่หมดเลย เพราะกลุ่มนี้เขาเนียนกันมาก มีความเนี้ยบกันทุกคน (หัวเราะ) พี่ก็จะอยู่เงียบๆ รับฟังเขาคุยกัน แล้วค่อยๆ กลืนตัวเองเข้าไปอยู่กับพวกเขา เนม (ปราการ ไรวา) เขาตื่นเต้นมากเวลาที่พี่มองหน้าเขา เนมจะเหงื่อแตกเต็มหน้าเลย ถึงขนาดต้องดมยาดม (หัวเราะ) พี่จ้องตาเขาเมื่อไรลืมเนื้อทันที แต่นั่นคือความรู้สึกดีที่พวกเขามีให้ เป็นคุณค่าที่มากกว่าเงินทองที่ได้รับ เพราะเดี๋ยวนี้แต่ละวันๆ พี่ไม่ค่อยได้เจอใครนักหรอก เวลาได้ออกจากบ้านมาเจอผู้คน จึงรู้สึกชื่นชมคนที่อยู่ตรงหน้า คุยกัน มองตากัน แบบที่เราคุยกันตรงนี้ นี่เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ของการได้มาทำงาน
 
สงสัยว่าการพบเจอคนอื่น ให้พลังกับเราได้อย่างไร เพราะเวลาออกจากบ้านไปทำงานแต่ละที รู้สึกเหนื่อยมากเลย อยากอยู่เงียบๆ คนเดียวมากกว่า

     (หัวเราะ) น้องๆ ทำให้พี่สดชื่นขึ้นจริงๆ ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความรู้สึกนี้แล้ว แน่นอนว่าตัวเนื้องานที่ทำต้องพยายามให้ออกมาดี เพราะพี่รักงานนี้ แต่สิ่งที่เหนือขึ้นไปกว่านั้น คือความสุขกับการได้สัมผัสความรู้สึกของน้องๆ เวลาที่มองตากันแล้วพูดว่าผมอยากทำเพลงกับพี่ แต่ผมไม่อยากเห็นพี่ร้องเพลงเศร้า อย่างวง Polycat บอกว่าพี่เบิร์ดเป็นไอดอล ทุกเพลงที่พวกผมทำ จะคิดว่ามีพี่คอยฟังอยู่เสมอ โอ้โห เรื่องนี้ใครจะรู้ พี่ก็ถามไปว่าทำไมคิดแบบนี้ล่ะ Polycat บอกว่า แม่ผมรักพี่เบิร์ด ผมก็รักพี่เบิร์ด เวลามีปัญหาอะไรที่ผมคิดไม่ออก ผมจะคิดว่าถ้าเป็นพี่เบิร์ดจะคิดยังไง พี่เบิร์ดจะร้องยังไง จะตอบยังไง แม้แต่ กบ Big Ass (ขจรเดช พรมรักษา) ก็บอกว่าตอนฟังเพลง เธอผู้ไม่แพ้ ช่วยทำให้เขาไม่คิดอะไรแย่ๆ ทั้งที่ชีวิตของเขาตอนนั้นมันแย่มาก และอยากตอบแทนพี่ด้วยการทำเพลงให้ แต่ละคนมีเรื่องราวดีๆ กับพี่ทั้งนั้น
 
อย่างวง boom boom cash เด็กเจนวายพวกนี้เขาเห็นพี่เป็นอย่างไร

     เขามองว่าเท่าๆ กับพวกเขาเลย (หัวเราะ) มองว่าเป็นเพื่อนกันเลยล่ะ พี่ชอบพวกเขามาก (ลากเสียงยาว) วันแรกที่เจอกัน ก็เข้ามาเล่นมุกเลย พี่ก็เล่นมุกกลับ โอ้โห้ (ปรบมือ) เราต่อกันติดแล้ว สบายแล้วแน่ๆ แปลกดีที่น้องๆ กลุ่มนี้ไม่มีอาการตื่นเต้น พี่สามารถลุยงานกันได้เลย แต่พออยู่กันไปเรื่อยๆ สังเกตว่าพวกเขาก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแฮะ เริ่มกลัว พี่ก็แปลกใจว่าทำไม พวกเขาบอกว่าพอมาเห็นการทำงานของพี่ เฮ้ย ทำไมอึดจังวะ ทำไมสู้ตลอดเวลา หรืออย่าง Labanoon พวกเขาก็น่ารัก พี่ก็กลืนไปกับเพลงของพวกเขา เพราะพี่แหลงใต้ได้ด้วย (พูดสำเนียงเสียงคนใต้) มีเชื้อมุสลิมด้วยนะ (หัวเราะ)

ธงไชย แมคอินไตย์

ผมชอบเวลาพี่หัวเราะมากๆ ดูผ่อนคลายและเข้ากับทุกคนได้ดีมากจริงๆ แตกต่างจากคนแก่เบบี้บูมเมอร์ที่เราเจอที่ออฟฟิศ

     (หัวเราะ) นี่คือสิ่งที่พี่กลัว กลัวมาตลอดว่าตัวเองจะเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ถึงต้องคอยพิจารณาตัวเองอยู่ตลอด และรู้อยู่ในใจว่าไม่ใช่แน่ๆ ฉันไม่ใช่ไดโนเสาร์แน่ๆ แต่โลกหมุนไปเร็วมากเลยนะ จะวิ่งตามทันหรือไม่ทันก็ไม่รู้หรอก ซึ่งถ้าเป็นเรื่องงานนี่ยอมกันไม่ได้เด็ดขาด หากทำไม่ได้พี่เอาคุณตายแน่ๆ จิกไม่ปล่อยด้วย เพราะงานไม่ใช่แค่เรื่องของพี่คนเดียว ยังมีคนรอฟังเพลงอยู่ข้างนอกนั่น พวกเขาอยากดู อยากเห็น อยากฟัง แล้วทำไมถึงไม่ทำให้ดีที่สุดล่ะ แบบนี้ดีที่สุดแล้วหรือยัง ตอนร้องเพลง กว่าจักรวาล ของ อะตอม ชนกันต์ ในห้องอัดและอะตอมขอมาคุมร้อง จะบอกว่าน้องเขาคงตื่นเต้นและเกรงใจมาก เพราะเขาพูดขึ้นมาคำหนึ่ง ว่า “พอใช้ได้แล้วครับ” พี่ก็บอกว่า “ไม่เอา พอใช้ไม่เอา จะเอาให้ดีที่สุด” อะตอมอึ้งไปเลย แล้วถึงตอบกลับมาว่า “ได้ครับ” พอร้องใหม่ อะตอมก็บอกอีกว่า ผมว่าคราวนี้ได้แล้วนะพี่ เราก็บอกเขาอีกว่า “ไม่เอา ได้แล้วก็ไม่เอา ต้องดีที่สุดสิ” แล้วก็ร้องใหม่อีกรอบ
 
แต่แหม! คนระดับธงไชย แมคอินไตย์ ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นตามนั้น ทุกวันนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่พี่คิดนั้นดีจริงๆ และคนอื่นชื่นชมพี่จริงๆ ไม่ใช่ว่าเขาเกรงใจ

     ข้อเสียของพี่มีเยอะมากนะ อืม แต่ก็จริงแหละ ใครเขาจะกล้าพูดกับพี่ตรงๆ มีแต่ตัวเองที่ต้องคอยด่าตัวเอง ทุกวันนี้คนที่ด่าเราก็คือตัวเราเองนี่แหละ ด่าแบบปากจัดด้วยนะ (หัวเราะลั่น) พี่คิดว่าเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อการพัฒนาขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องพึ่งพากัน อย่างเมื่อกี้ตอนที่เราถ่ายรูปกัน จะมีช่วง 3-4 รูปสุดท้าย ที่ทีมงานทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่าชอบอันนี้จังเลย ฟิลลิ่งมันได้ วินาทีนั้นคือความรู้สึกที่เรา Breathe the same air คือมีลมหายใจตรงกัน ทำงานกันไปจนเข้าใจกัน
 
การมีคนอื่นมาเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของเรา น่าจะดีกว่าเราตรวจสอบตัวเองนะ

     แน่นอน และพี่เชื่อในเรื่องนี้มากๆ เพราะตัวเองไม่สามารถบอกตัวเองว่าเราเป็นใครได้อยู่แล้ว แต่พี่มีวิธีการของพี่ ซึ่งอาจจะต่างจากคนอื่นนิดหน่อย คือพี่เป็นคนที่ชอบเขียนชีวิตของตัวเราไว้บนกระดานดำ เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าพี่กำลังทำอะไร แล้วหลังจากนั้นใครจะหยิบเอาสิ่งที่พี่ทำไปนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ธงไชย แมคอินไตย์

ถามตรงๆ การขึ้นมาถึงระดับสูงสุดแบบนี้ ยังต้องการการยอมรับจากคนอื่น ยังต้องแคร์ความคิดของคนอื่นอีกเหรอ

     บอกตรงๆ ว่าไม่เคยพอเลย เพราะพี่เป็นคนหิวกระหายสิ่งนี้ ไม่ต้องดูเรื่องไหนไกล เอาง่ายๆ อย่างเรื่องความรักก็ได้ สมมติว่าเรารักคนๆ หนึ่ง เรารักกันมานานมากแล้ว พอวันหนึ่งเราก็บอกเขาว่าพอแล้วกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ ถามตรงๆ แบบนี้แฟร์สำหรับเขาไหม ที่เขาเองก็รักเรามาตลอด เปรียบกับการร้องเพลงก็เช่นกัน พี่ทำให้แฟนเพลงรักมากขนาดนี้ พวกเขาทำให้ได้เติบโตขึ้นมาเป็นพี่เบิร์ดแบบทุกวันนี้ ทำให้ได้มีทุกอย่าง จู่ๆ พี่จะมาบอก เฮ้ย เบื่อแล้วดีกว่า ไม่แคร์แล้ว เลิกร้องเพลงแล้ว พี่จะทิ้งเขาไปอย่างนั้นหรือ และพวกเขาที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงแฟนเพลงที่มาอยู่ในคอนเสิร์ตพี่ทั้ง 3 ชั้นเท่านั้น แต่คือทุกๆ คนที่เห็นหน้าพี่ แล้วเรียกชื่อถูก เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการรับรู้จากเราด้วย อยู่ดีๆ จะให้เลิกไปเฉยๆ มันไม่แฟร์ ถ้ารักกันแล้วก็ต้องรักกันไปเรื่อยๆ พี่ก็ต้องอยู่ไปเรื่อยๆ กับพวกเขาจนแก่จนเฒ่า

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN