อเลฮานโดร โอโซริโอ หัวเรือใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กับภารกิจสร้างสมดุลนิเวศธุรกิจยุคโควิด-19

The Conversation
31 Aug 2021
เรื่องโดย:

adB Team

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักกับ Grab แอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นบริการเรียกรถ สั่งอาหาร รับส่งสินค้า การชำระเงิน หรือแม้แต่ให้สินเชื่อ จนกลายมาเป็นสิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และใครจะไปคาดคิดว่า การวาดนิ้วกดลงไปบนหน้าจอสมาร์ตโฟนของใครหลายคนเพื่อใช้บริการ ซึ่งดูเป็นเรื่องธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้หลายชีวิตในหลายครอบครัวสามารถเลี้ยงชีพและต่อลมหายใจต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้

        เป็นโอกาสอันดีที่เราได้มาพูดคุยกับ อเลฮานโดร โอโซริโอ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ถึงแนวคิดและมุมมองในการทำธุรกิจในช่วงเวลาที่สถานการณ์หลายอย่างดูเหมือนจะไม่เป็นใจ ซึ่งเขากลับเผยให้เราได้เห็นถึงมุมมองที่น่าสนใจและโอกาสที่เกิดขึ้นในวิกฤตครั้งนี้ เพียงเราปรับเปลี่ยนวิธีคิด ให้มองว่าปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาเป็นบททดสอบความแข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะสามารถทำอะไรได้อีกเพื่อสร้างโอกาสและช่วยเหลือคนอื่นๆ ในสังคมให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้

        สามโจทย์หลักที่เขาให้ความสำคัญเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในครั้งนี้คือ หนึ่ง การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สอง การผสานความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ เพื่อฝ่าฟันและแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน และสาม การสร้างสมดุลในระบบนิเวศธุรกิจ เพื่อให้คนทุกกลุ่มที่อยู่บนแพลตฟอร์มของ Grab ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า คนขับ ผู้ใช้บริการ รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Grab เอง อยู่รอดและได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ด้วยความมุ่งมั่นที่เชื่อว่า ‘เราจะข้ามผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน’

        ในความเป็นจริง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถสรุปได้ในไม่กี่บรรทัด วันนี้ a day BULLETIN จึงอยากชวนทุกคนมาลองฟังเรื่องราวภารกิจ ของแกร็บ ประเทศไทย ในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม พร้อมสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจในยุคโควิด-19  ผ่านมุมมองของเขาไปพร้อมๆ กัน

 เริ่มต้นคงต้องถามก่อนเลยว่า ในมุมมองของคุณ Grab มีความหมายอย่างไร

        ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา Grab ก็คือแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของพวกเราในชีวิตประจำวัน เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ใช้บริการ ผู้โดยสาร คนขับ รวมถึงร้านค้านับล้านเข้าด้วยกัน สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย คำว่า ‘Grab’ กลายเป็นเหมือนคำติดปากคนไทยไปแล้ว ไม่ว่าคุณต้องการจะเรียกรถ กำลังหิวและอยากสั่งอาหาร ต้องการซื้อของจากร้านค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต อยากส่งพัสดุไปให้เพื่อนหรือคนที่ทำงาน หรือแม้แต่การชำระเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่คนมักพูดถึงก็คือ ‘Grab สิ’

        หากมองย้อนไปถึงเป้าหมายหลักของ Grab เราให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือแอปพลิเคชันของเราในการสร้างโอกาสในการหารายได้และเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราทั่วทั้งระบบ เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้ง ที่มองเห็นปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคิดว่า Grab จะสามารถช่วยส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม รวมทั้งพัฒนาสิ่งต่างๆ ในระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ของเราให้ดีขึ้นได้

        ซึ่งแกร็บ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยยึดถือพันธกิจขององค์กรที่เรียกว่า GrabForGood หรือ แกร็บ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ปัจจุบันจึงมีคนขับและร้านค้าเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับเราทั่วทั้งภูมิภาครวมกว่า 9 ล้านราย โดยพวกเขาเหล่านั้นได้อาศัยแพลตฟอร์มของเราเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย

        ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยากลำบาก และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ได้เห็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ไม่เพียงเพราะปัญหาหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งสุขภาพและความปลอดภัยของผู้คน แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยด้วย ทุกคนจึงต้องดิ้นรนเพื่อผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ไปได้

        สิ่งที่เรามองว่าจะช่วยได้ และมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน คือเราต้องเร่งปรับแผนการทำงาน ระดมสมองและกำลังเพื่อให้การสนับสนุนพาร์ทเนอร์ร้านอาหารและคนขับอย่างเต็มที่ พยายามเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยพยายามทำให้พวกเขาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้วยการเข้าสู่แพลตฟอร์มของเรา เรียนรู้วิธีใช้งานและการขาย รวมถึงการจัดฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้พวกเขาสร้างรายได้ได้อย่างรวดเร็วและสามารถประสบความสำเร็จได้ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลแบบนี้

        ในฝั่งผู้ใช้บริการ เราพยายามให้ความสำคัญและยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยเพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้บริการของเรา ไม่ว่าจะเป็นบริการการเดินทาง บริการจัดส่งอาหารหรือพัสดุ เราได้ริเริ่มและประกาศใช้มาตรการต่างๆ ที่สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข อาทิ การจัดส่งแบบไร้สัมผัส การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและทำความสะอาดสำหรับคนขับ การพัฒนาฟีเจอร์เพื่อคัดกรองสุขภาพของคนขับก่อนให้บริการ เป็นต้น 

ช่วงนี้เป็นเวลาที่ยากลำบากไม่ว่าใครก็ตาม แต่สำหรับคุณก็ยังคงมีไฟและพลังในการบริหารอยู่ใช่ไหม

        แน่นอนครับ ผมมองว่านี่คือโจทย์ที่ท้าทาย แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีมากที่ได้เข้ามาดูแลแพลตฟอร์มที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้ และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ Grab ได้มุ่งมั่นและดำเนินการมาตลอด 

        และสิ่งที่ถือเป็นแรงผลักดันให้ผม รวมถึงทุกๆ คนใน Grab มีพลังและตื่นขึ้นมาทำงานในทุกวัน คือเราได้เห็นว่างานที่เราทำช่วยสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและผู้คนในวงจรธุรกิจของเราได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่ช่วยเติมพลังบวกให้กับพวกเราในทุกวัน ยิ่งสถานการณ์โรคระบาดโควิดเป็นความท้าทายที่ไม่มีใครเคยเจอมาก่อน ยิ่งทำให้เราต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือและทำงานเป็นทีมกันอย่างเหนียวแน่นมากขึ้น เพื่อให้เราสามารถปรับตัวและตั้งรับกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ทันท่วงที

คุณได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในครั้งนี้

        วิกฤตครั้งนี้คงไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ Grab เองก็คงไม่ต่างจากองค์กรอื่น เพราะโควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา ทั้งต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานจากที่บ้าน แต่ก็ยังจำเป็นต้องติดต่อกับทีมงานและบุคคลภายนอกทั้งพาร์ทเนอร์คนขับ ร้านค้า ผู้ใช้บริการ หรือพันธมิตรธุรกิจอย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิดกว่าเดิม 

        ผมมองว่าทีมงานของ Grab ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่และมีประสบการณ์ในธุรกิจดิจิทัลสามารถปรับตัวได้ไว ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าของเรามีรายได้หมุนเวียน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจของ Grab ยังคงเติบโตต่อไปได้ในภาวะวิกฤตแบบนี้

คุณมองว่าการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลดีอย่างไรบ้าง

        สิ่งที่เด่นชัดที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้คือ เศรษฐกิจไทยเข้าสู่รูปแบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น แน่นอนว่าจุดนี้ส่งผลบวกต่อธุรกิจของเราด้วย  เพราะบทบาทของ Grab คือการเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงทุกคนในระบบนิเวศธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน ธุรกิจของเราสามารถขยายตัวและเติบโตได้ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสและรายได้ในระยะยาวให้กับคนไทยหลายแสนคน

        เมื่อผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ช่องทางดิจิทัลจนเกิดความคุ้นเคยแล้ว ในอนาคตก็มีแนวโน้มที่จะใช้งานผ่านทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเกิดเป็นความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวต่อทุกคนในวงจรธุรกิจ ไม่ใช่แค่กับเราเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการทำงานของ Grab ที่เรียกว่าการสร้าง ‘Double Bottom Line’ นั่นคือ การที่ธุรกิจของเราจะมีผลกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ พาร์ทเนอร์ของเรา ทั้งคนขับและร้านค้าก็ต้องมีรายได้และเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งเราและพาร์ทเนอร์ต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในท้ายที่สุด

ในฐานะหัวเรือใหญ่ของแกร็บ ประเทศไทย คุณมีวิธีการรับมืออย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้

        ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าควรต้องใช้สติและความอดทนเป็นอย่างมาก และที่ขาดไม่ได้เลยคือการทำงานเป็นทีม เราคนเดียวคงไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เราต้องปรับตัวและเตรียมจิตใจให้พร้อม เพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอด ส่วนตัวแล้วผมมักจะคาดการณ์ความเป็นไปได้อื่นอยู่เสมอ เพื่อที่หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น เราก็จะสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วและยังคงให้บริการได้ดีที่สุด

        นอกจากนั้น เรายังให้ความสำคัญกับการนำเสนอไอเดียและแนวคิดใหม่ๆ พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมในการรับฟังและแสดงความคิดเห็นได้อย่างสร้างสรรค์ แม้จะไม่ได้อยู่ในขอบเขตการทำงานของตัวเอง เพราะความคิดเห็นเหล่านี้จะช่วยทำให้เรามีมุมมองที่แตกต่าง สร้างให้เกิดการคิดนอกกรอบ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค หรือพัฒนาธุรกิจและรูปแบบการทำงานให้เกิดความเหมาะสมและโดนใจผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น

แกร็บมีมาตรการให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มต่างๆ ในวงจรธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างไรบ้าง

        เราได้ริเริ่มโครงการที่ชื่อว่า ‘แกร็บแคร์’ (GrabCares) นับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา โดยมุ่งให้การสนับสนุน และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 กับคนกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) พาร์ทเนอร์คนขับและผู้จัดส่งอาหาร ผู้ใช้บริการ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสังคมโดยรวม

        • ผู้ประกอบการร้านอาหาร: เรามีมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับปรุงระบบและกระบวนการต่างๆ เพื่อช่วยให้ร้านอาหารที่ไม่เคยขายผ่านแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มของ Grab ให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน เรายังได้พยายามขยายพื้นที่การให้บริการไปในจังหวัดอื่นๆ กว่า 50 จังหวัดเพื่อให้ร้านอาหารในต่างจังหวัดสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังคืนเงินส่วนต่างค่าคอมมิชชันให้กับร้านอาหารขนาดเล็ก พร้อมยกเว้นค่าคอมมิชชันสำหรับร้านค้าใหม่ จัดแคมเปญ และแนะนำโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหาร รวมถึงให้สินเชื่อกับร้านอาหารในอัตราที่เป็นธรรมเพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงิน 

        • พาร์ทเนอร์คนขับและผู้จัดส่งอาหาร: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยและสุขอนามัย จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและทำความสะอาดให้กับคนขับและผู้จัดส่งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ สเปรย์ทำความสะอาดภายในรถ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจโควิด-19 พร้อมทำประกันคุ้มครองรายได้ให้กับคนขับหากป่วยจากโควิด-19 มูลค่าสูงสุดถึง 9,500 บาทต่อคน

        • ผู้ใช้บริการ: เราให้ความสำคัญกับสองประเด็นหลัก คือความปลอดภัยและสุขอนามัย โดยได้กำหนดมาตรการต่างๆ สำหรับพาร์ทเนอร์คนขับและร้านอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการจัดส่งแบบเว้นระยะ การใช้เทคโนโลยีเพื่อยืนยันตัวตนของคนขับหรือผู้จัดส่งอาหารซึ่งต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งในการให้บริการ หรือการที่ผู้โดยสารสามารถยกเลิกการใช้บริการได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม หากพบว่าคนขับไม่สวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น และอีกสิ่งที่เราดำเนินการมาโดยตลอดคือการจัดโปรโมชันและมอบส่วนลดค่าใช้บริการเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับผู้บริโภค  

        • บุคลากรทางการแพทย์ และสังคมโดยรวม: เราได้ร่วมสนับสนุนการทำงานของแพทย์ พยาบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรัฐและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นด่านหน้าในการควบคุมโรคและดูแลผู้ป่วย โดยมอบส่วนลดค่าใช้บริการสั่งอาหารผ่าน GrabFood เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับความทุ่มเทและเสียสละ นอกจากนี้ เรายังได้ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรจัดส่งอาหาร ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านด้วย

ในประเทศไทย คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่ค่อนข้างกังวลว่าธุรกิจเรียกรถของ Grab จะเข้ามาแย่งงานของพวกเขา คุณมีมุมมองอย่างไรต่อมายาคติดังกล่าว 

        เราไม่เคยมองว่า Grab กับแท็กซี่อยู่คนละฝั่งกัน แท้จริงแล้ว Grab เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของคนขับแท็กซี่ในประเทศไทย เฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ มีคนขับแท็กซี่กว่า 20,000 คนที่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา นอกจากจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ไม่ต้องเสียเวลาขับวนเพื่อรอลูกค้า พวกเขายังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ อย่างการมีประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองเมื่อให้บริการ การเข้าร่วมโครงการอบรมหรือกิจกรรมพิเศษต่างๆ หรือแม้แต่การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น สินเชื่อหรือการผ่อนชำระสินค้า ซึ่งปกติอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ

        ดังนั้น ผมไม่คิดว่าธุรกิจของเรามาแย่งงานของแท็กซี่ แต่ในทางกลับกัน เราเป็นตัวช่วยให้คนขับแท็กซี่เข้าถึงผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัล และให้ความสำคัญกับบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพลล์เมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า คนไทยกว่า 97% สนับสนุนให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถสามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า Grab ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และนี่ถือเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มคนขับแท็กซี่ด้วย

คนในสังคมอาจมีมุมมองหรือทัศนคติต่อ Grab ที่หลากหลาย หากสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้ อะไรคือสิ่งที่คุณอยากบอกกับสังคมเป็นอย่างแรก

        ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่หลายคนมักมองว่า Grab เป็นบริษัทต่างชาติ หรือบางคนอาจจะคิดว่า Grab ตั้งใจเข้ามากอบโกยหารายได้จากคนไทยหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว แกร็บ ประเทศไทย (ชื่อเต็ม คือ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ) เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีหน้าที่ในการเสียภาษีต่างๆ ตามกฎหมายเช่นเดียวกับบริษัทไทยอื่นๆ และเรามีกลุ่มบริษัทไทยที่ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนไม่น้อย ดังนั้น แกร็บ ประเทศไทยจึงเป็นบริษัทของคนไทย เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และมีเป้าหมายในการพัฒนาแอปพลิเคชันให้ตอบโจทย์คนไทยมากที่สุด พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมตามพันธกิจ GrabForGood 

        อีกเรื่องหนึ่งคือผมเป็นพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวของทีมฝ่ายบริหารของแกร็บ ประเทศไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Grab มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนาการบริการเพื่อตอบสนองคนในแต่ละประเทศในระดับท้องถิ่น  มุ่งตอบสนองผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนเหล่าพาร์ทเนอร์คนขับและผู้ประกอบการในท้องถิ่นไปด้วยกัน

Grab ดำเนินธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเกือบสิบปี รวมทั้งในประเทศไทยมากว่า 8 ปี คุณคิดว่าอะไรคือความสำเร็จหลักของธุรกิจในวันนี้

        หากมองย้อนไปในอดีต บริการของเรายังไม่หลากหลายเท่ากับในตอนนี้ ปัจจุบัน Grab มีบริการต่างๆ มากถึง 19 บริการทั่วทั้งภูมิภาคที่ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนี้ ซึ่งบริการเหล่านี้เองทำให้พาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าทั่วทั้งภูมิภาคของเราสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ 

        จากรายงานด้านความยั่งยืน (ESG Report) ฉบับแรกของ Grab ทำให้เราได้รู้ว่า ธุรกิจของเราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับคนในสังคมอย่างแท้จริง โดย 46% ของพาร์ทเนอร์คนขับระบุว่าพวกเขาไม่ได้มีอาชีพใดๆ มาก่อนที่จะมาขับแกร็บเพื่อหารายได้ ขณะที่ 33% ของพาร์ทเนอร์ร้านอาหารเริ่มจำหน่ายอาหารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรกผ่านแอปพลิเคชันของเรา โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการขนาดเล็กเกือบ 600,000 รายเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ของแกร็บเพื่อจำหน่ายอาหารและสินค้าผ่านแอปพลิเคชันของเรา หรืออย่างในประเทศไทย เรามีพาร์ทเนอร์คนขับและพาร์ทเนอร์ร้านอาหารมากกว่า 400,000 รายที่อาศัยแอปพลิเคชันของเราในการสร้างยอดขายและรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว 

        ทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนทำงานที่ Grab ทุกคน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการดำเนินธุรกิจของเรา ที่ไม่ได้มุ่งแค่การสร้างความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนในสังคมด้วย

เป้าหมายต่อไปของคุณ ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย คืออะไร

        คงเป็นเรื่องยากที่เราจะมองข้ามสถานการณ์ที่ทุกคนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น เป้าหมายของผมในตอนนี้คือการคิดหาหนทางที่จะมีส่วนช่วยเหลือชุมชน สังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการพัฒนาและนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์คนไทยในยุคปกติใหม่ (New Normal) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ หรือบริการที่ช่วยสนับสนุนในเรื่องของการกักตัวที่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคและแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ผมเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มของเราจะสามารถสนับสนุนในเรื่องนี้ได้ไม่มากก็น้อย และพร้อมจะมีส่วนร่วมในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็วที่สุด

คุณยึดถือคติประจำใจอะไรในการใช้ชีวิต

        มีคำหนึ่งคำที่สำคัญกับผมมาก ซึ่งคิดว่าใช้ได้ทั้งกับการทำงานที่ Grab และในชีวิตส่วนตัว นั่นคือ คำว่า Curiosity หรือ ‘ความสนใจใคร่รู้’  สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากในชีวิต เพราะมันช่วยให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญได้ตลอด เพื่อที่เราจะได้คิดหาทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา 

        ความสนใจใคร่รู้นั้น อาจจะใช้ได้ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ทางปัญญา ด้านการทำงาน หรือมุมอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นก็ได้ ถือเป็นคุณลักษณะที่ผมพยายามฝึกฝนอยู่เสมอ และมักจะพบว่าคนที่ผมทำงานด้วยได้ดี ก็มักจะเป็นคนที่มีความสนใจใคร่รู้อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น คุณลักษณะนี้ยังช่วยให้เราเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการสร้างสรรค์และพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนคนกลุ่มต่างๆ ในระบบนิเวศธุรกิจของเราได้ดียิ่งขึ้น

มีอะไรที่คุณอยากบอกหรือต้องการสื่อสารไปถึงผู้ใช้บริการบ้างหรือไม่

        ในฐานะตัวแทนของ Grab ผมขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกคนที่ไว้วางใจในแพลตฟอร์มของเรา นอกเหนือจากการได้รับความสะดวกสบายจากบริการที่น่าประทับใจ ผมอยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ทุกครั้งที่คุณใช้บริการ Grab คุณได้มีส่วนช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับและพาร์ทเนอร์ร้านอาหารที่มีอยู่หลายแสนรายมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ทีมงานของเราจะยังคงมุ่งมั่นและทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อรักษามาตรฐานและคุณภาพในการให้บริการ และพร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยเพื่อฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

        สำหรับใครที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้แอปพลิเคชันของเรา ผมอยากขอให้คุณลองเปิดใจ อาจจะเริ่มจากการทดลองใช้ Grab สักครั้ง ให้โอกาสเราได้ทำความรู้จักกับคุณ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ ต้องมีหนึ่งในบริการของ Grab ที่ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวันของคุณได้ โดยเราจะไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการของเราให้ดียิ่งขึ้นไป และพร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยทุกคนในทุกช่วงเวลา


ภาพ: แกร็บ ประเทศไทย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่