ธนากร ธนวริทธิ์: จากเด็กล้างจาน สู่เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ All Inspire

The Conversation
13 Aug 2019
เรื่องโดย:

พัทธมน วงษ์รัตนะ, กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ นี่เป็นสัจธรรมข้อแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ เช่นเดียวกับ ‘กอล์ฟ’ – ธนากร ธนวริทธิ์ เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ที่เกิดมาในชุมชนแออัด หลังจากพ่อของเขาจากไปในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาตะเกียกตะกายทุกวิถีทางเพื่อทำให้ครอบครัวกลับมามีกินมีใช้อีกครั้ง ไม่ว่าจะช่วยแม่ทำขนมจีนขาย รับจ้างเป็นเด็กล้างจาน เป็นเด็กเสิร์ฟในโรงแรม ฯลฯ

     ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน ไม่ว่าจะเจอปัญหาอุปสรรคอะไร ธนากรจะพกก้อนความฝันที่ยิ่งใหญ่ติดตัวเขาเสมอ ว่าสักวันเขาจะต้องประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจยิ่งใหญ่ เขาเคี่ยวกรำตัวเองกับทุกงาน ใช้เวลาว่างนอกจากงานค่อยๆ เรียนต่อแล้วไต่เต้าหน้าที่การงาน จนได้เป็นพนักงานบริษัทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ได้ออกเดินทาง เรียนรู้ ทำงาน และสั่งสมประสบการณ์ในต่างประเทศ

     จนปี พ.ศ. 2556 เขาตัดสินใจนำความรู้จากการทำงานสาย Consumer Product มาต่อยอดเป็นอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง ในชื่อ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ท่ามกลางการตั้งคำถามของผู้คนมากมายว่า “เพ้อฝันไปไหม” “บ้านไม่มีทุนหนุนจะทำได้อย่างไร” แต่ด้วยนิสัยกล้าเสี่ยง มุ่งมั่น และคิดบวก เขาเลือกที่จะไม่ฟังคำสบประมาทเหล่านั้น และมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว

     “ผมทำให้ดูเลยว่า จากคนคนหนึ่งที่มาจากเด็กล้างจาน จากคนที่ต้องอดมื้อกินมื้อ อยู่สลัม ก็ยังมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าคุณไม่ทิ้งความฝัน มีทัศนคติ มีความคิดที่ดี และมีความมุ่งมั่น” เขาพูดกับเราอย่างชัดถ้อยชัดคำ

     เมื่อตอนเด็ก เราอาจจะเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน เพื่อนบ้านเป็นใคร อยู่ในเมืองใหญ่หรือตำบลเล็กๆ ในต่างจังหวัดที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อชีวิตได้ดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่ง เราจะเห็นว่าตัวเองต่างหากที่เป็นคนเลือกพื้นที่ที่เราอยู่ เลือกสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมไปถึงเลือกที่จะ ‘เป็น’ ใคร

     หกปีต่อมา All Inspire เดินเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยตัวเลขในบัญชีที่ก้าวกระโดด เช่นเดียวกับชีวิตของเขาที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ทะยานสู่การเป็นผู้บริหารบริษัทที่มีรายได้หลักหมื่นล้านในเวลาสองทศวรรษ

     และนี่คือเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของชายคนนี้ เรื่องราวที่เป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจ กระตุ้นเร้าให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในอาณาจักร All Inspire ของเขาได้หลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง และทำให้ผู้คนทั่วไปที่สนใจ ได้มีความฝัน มุ่งมั่น และมีความทะเยอทะยานในการใช้ชีวิตและการทำงาน

 

all inspire

 

ในวัยเด็กที่ต้องต่อสู้ชีวิตอย่างหนักหน่วง มีเหตุการณ์สำคัญครั้งไหนไหมที่ล่อหลอมให้คุณเป็นคนที่แข็งแกร่งแบบทุกวันนี้

     จุดเปลี่ยนในชีวิตคือตอนที่พ่อของผมเสียไปตอน ป.6 แล้วเนื่องจากแม่เป็นแม่บ้านมาทั้งชีวิต ไม่ได้ทำอาชีพอะไร พอพ่อเสีย แม่ก็ไปต่อไม่ถูกว่าจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร ท่านเสียใจมาก ร้องไห้ทุกวัน พวกเราพี่น้องมีกันทั้งหมด 6 คน พี่ชายกำลังเรียนหนังสือ ทำให้แม่ต้องยอมขายทรัพย์สินทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบ้านและที่ดิน เพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวและส่งลูกๆ เรียน พอขายบ้านไป เราทั้งหมดก็ย้ายไปอยู่กับน้า ตัวผมเองเสียสละไม่ไปเรียนหนังสือหนึ่งปี เพื่อให้พี่กับน้องได้เรียนต่อไป จากนั้นผมก็ช่วยแม่ทำขนมจีนขาย สมัยนั้นกิโลกรัมละประมาณ 5-6 บาท ช่วงนั้นที่อยู่กับแม่ก็จะผูกพันกันมาก เพราะเราลำบากกันมาก จะกินข้าวก็ต้องเอาขนมจีนไปแลก ตั้งแต่วันนั้นก็ทำให้รู้สึกว่าเราต้องพ้นไปจากความลำบากยากจนแบบนี้ให้ได้

 

เป้าหมายว่าต้องประสบความสำเร็จ มีจุดเริ่มต้นมาจากความยากจนในตอนนั้นเลยใช่ไหม

     ใช่ ตอนนั้นก็คิดว่าบ้านเราต้องรวย ต้องรวยสถานเดียว เพราะว่าเราลำบาก ผมสงสารแม่ เห็นคนมาทวงหนี้แม่เพราะแม่ไปยืมเพื่อให้พี่ชายจ่ายค่าเทอม เราไม่มีกินจนกระทั่งสั่งก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งแล้วเอาเส้นขนมจีนมาเติมเพื่อจะได้กินอิ่ม นั่นเป็นภาพจำของชีวิตผม ต่างจังหวัดเวลามีหนังกลางแปลง มีงานวัด เราก็ไม่ได้ไปเหมือนเด็กคนอื่น เพราะเราต้องขายของช่วยครอบครัว ทำให้ตอนนั้นรู้สึกว่าต้องรวย ต้องช่วยแม่ให้ได้

     ต่อมาพอเรียนจบก็เข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ ต้องให้ญาติพาขึ้นรถทัวร์ ซึ่งมันไม่ใช่รถแอร์แบบสมัยนี้นะ เป็นรถแดงที่คนแน่นมากๆ ต้องยืนสลับกับนั่งพื้นนานถึง 8 ชั่วโมง เพราะที่นั่งเต็ม พอขึ้นมากรุงเทพฯ ก็มาอาศัยอยู่กับญาติ ทั้งตัวมีกระเป๋าเสื้อผ้ามาใบเดียว กระเป๋าใบนี้คือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม มีหมอน มีผ้าห่ม แล้วผมก็กินมาม่าเกือบทุกวัน ระหว่างที่ออกเดินหางานทำ ตอนแรกจะเป็นไปยาม แต่เขาไม่รับ สุดท้ายเลยได้เป็นเด็กล้างจานอยู่ในโรงแรม สมัยนั้นได้เงินเดือน 2,800 บาทก็ดีใจแล้ว ส่งให้แม่ 2,000 อีก 800 เก็บไว้กินข้าว แล้วด้วยความที่ผมพอจะพูดภาษาอังกฤษได้แบบงูๆ ปลาๆ ก็เลยได้เลื่อนขั้นไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ

     ตอนนั้นมีความคิดว่าต้องเก่งกว่านี้ ต้องเลื่อนขั้นขึ้นไปให้ได้ที่สุด ต้องขยัน เพื่อให้ได้เงินเดือนเยอะที่สุด ถ้าทำงานกะบ่ายสามโมง ผมก็จะไปถึงโรงแรมตั้งแต่ 10 โมงเช้า เพื่อไปขอช่วยงานเชฟ ไปล้างกระทะ หั่นผัก หั่นหอม เชฟเขาก็เอ็นดู ผัดข้าวให้กินฟรี แล้วระหว่างนั้นก็แบ่งเวลาไปเรียนหนังสือต่อด้วย พอเรียนจบ เราก็ได้งานเป็นพนักงานของแบรนด์กาแฟระดับโลก ซึ่งพอดีเขาเพิ่งมาเปิดสาขาแรกในไทย จังหวะนั้นแหละที่ทำให้มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่อเมริกา และลองทำหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง

     ผมจะบอกให้ คนเราเวลาตั้งเป้าไว้ที่ 100 เราต้องทำให้มากกว่านั้นขึ้นไป เราต้องทำได้ 300 หรือ 500 หรือ 1,000 แล้วก็อย่าไปเกี่ยงงาน ผมคิดว่าการทำงานทุกอย่างคือการสั่งสมประสบการณ์ ยิ่งทำเยอะ เราจะได้เยอะ ขยันที่สุด วันหยุดไม่หยุดก็ได้ เจ้านายก็รักเรา ปรับตำแหน่งให้ทุกปี แล้วผมก็ทำงานอยู่ที่นี่ไป 8 ปี จนเก่ง ก็มีคนมาดึงตัวไปทำงานที่อื่นต่อ เริ่มเรียนรู้เรื่องมาร์เกตติ้ง การทำแบรนด์ ทำงานไปเรื่อยๆ ทั้งในสาย Retail (การค้าปลีก) Commercial (การค้าเชิงพาณิชย์) แล้วย้ายไปอยู่บริษัทเทเลคอม ไปทำห้างสรรพสินค้า ทำให้เรามีความรู้หลากหลาย

 

ประสบการณ์จากงานสารพัดที่คุณทำผ่านมา ไม่เห็นเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เลยสักอย่าง

     มันไม่ได้ตรงๆ แบบนั้น ประสบการณ์จะทำให้เราแตกต่าง คุณลองสังเกตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเราตอนนี้ ถ้าไม่เป็นคนจากสายไฟแนนซ์ ก็เป็นวิศวกร เป็นนักการตลาด หรือไม่ก็เป็นพวกที่สืบทอดธุรกิจครอบครัวมา คุณจะไม่ค่อยเห็นคนที่มาจากสาย Consumer Product และ Retail แบบผม ผมคิดว่าประสบการณ์จากงานทุกอย่าง มันขึ้นอยู่กับเรานำมาประยุกต์ใช้

     อย่างผมจะถนัดเรื่อง Human Daily Life Around The Clock คือใน 24 ชั่วโมงเราจะเห็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ รายละเอียดเชิงลึกของพฤติกรรมลูกค้า การมองหาทำเล ด้วยมุมมองแบบนี้แหละที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น เจาะตลาดโดยใช้สถิติของผู้บริโภคเป็นหลัก เช่น อายุเท่าไหร่ ฐานเงินเดือนเป็นอย่างไร ต้องการอะไรบ้างในการดำรงชีวิตที่ดี แล้วกลยุทธ์ของเราก็เหมือนแบรนด์เสื้อผ้าซาร่า ที่ราคาไม่แพง แต่นำแบบมาจากรันเวย์เท่ๆ เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ สมัยนี้ของราคาถูกอย่างเดียวเขาก็ไม่เอานะ มันต้องมีสไตล์ เข้าถึงได้ง่าย และเข้ากับพฤติกรรมเขาจริงๆ ด้วย

 

ด้วยความที่คุณไต่เต้ามาจากความลำบากยากจน ทำให้คุณเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของผู้คนได้มากกว่าใช่ไหม

     ผมว่ามันเหมือนทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) คุณเข้าใจหลักมาสโลว์ไหม คือเวลาที่คุณไม่มีกิน คุณจะทำงานเพื่อยังชีพ จนกระทั่งเมื่อคุณเริ่มมีกินแล้ว คุณจะไม่ทำงานเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่คุณจะทำงานเพื่อ Passion และการยอมรับ เมื่อประสบความสำเร็จสูงขึ้นไป คุณจะทำงานเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นอีก ซึ่งแน่นอนว่าผลกำไรก็ต้องดีพอจะเลี้ยงธุรกิจ มันไม่มีหรอกทำธุรกิจด้วยหัวใจหรือแพสชันอย่างเดียว ก็เจ๊งกันพอดี เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเข้าใจหลักมาสโลว์ ก็จะเข้าใจว่าธุรกิจของคุณตอบสนองลูกค้าตรงจุดไหน

     เราทุกคนต้องมีพอเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวให้ได้ก่อน เมื่อปัจจัย 4 พร้อม แล้วก็มีความมั่นคง ได้รับการยอมรับ ทำเพื่อความภูมิใจและความฝัน ทีนี้มันจะไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องของเราอย่างเดียวแล้ว เราต้องมีความรับผิดชอบต่อบริษัท ต่อลูกน้อง บริษัทอยู่ดีมีกำไรมากขึ้น ลูกน้องก็อยู่ดีกินดีมากขึ้น เราก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทที่น่าทำงาน มีผลตอบแทนดี น่าเชื่อถือ จนไปถึงเป็นบริษัทที่น่าลงทุน ผู้ลงทุนก็อยากมาลงทุนด้วย ยิ่งถ้าคุณใช้คนน้อย เริ่มจากน้อยๆ แล้วสุดท้ายกำไรดี มันน่าภูมิใจกว่าการใช้คนเยอะๆ ทุ่มทุนเยอะๆ นะ

 

all inspire

 

จนเมื่อคุณเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในระดับขั้นนี้คุณมีความต้องการอะไร

     เป็นเรื่องความภูมิใจ เหมือนการแข่งรถ สมมติผมขับวีออส แต่คุณขับเฟอรารี ก็คุณรวยกว่า คุณชนะก็ไม่ภูมิใจ ผมก็ไม่ยอมรับคุณ อ้าว ก็มึงขับเฟอรารีนี่นา ไม่ได้ขับวีออสเหมือนกู (หัวเราะ) มึงรวยแค่ไหนกูก็เดินผ่านมึง ใช่ไหม และอีกประการคือเป็นเรื่องแพสชัน มาถึงตอนนี้ ผมมีแพสชันอยากทำอะไรที่มันไม่ใช่แค่อสังหาริมทรัพย์เพียวๆ เราทำแบรนด์ ทำให้สนุก ทำให้คนอยากมาทำงานด้วย ยิ่งตอนนี้เราเข้าตลาดหลักทรัพย์เต็มรูปแบบ คนที่เขามาลงทุนกับเรา เขาก็ต้องการผลตอบแทน คุณจะมี 100 บาท 10 บาท เราถือว่าเท่ากันหมด คุณฝากความหวังไว้กับเรา บางคนถ้าทั้งชีวิตมีเงินอยู่ 50,000 แล้วมาซื้อหุ้นเรา หวังจะให้ช่วยผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เราก็ต้องส่งมอบสิ่งที่เกินความคาดหวังของเขาไปให้

 

พอคุณพูดถึงการผ่อนบ้าน เราก็นึกถึงประเด็นเรื่องหนี้ คือพอถึงช่วงอายุหนึ่ง เราจะตัดสินใจซื้อบ้าน เรากลายเป็นหนี้หลายล้านทันที จากความฝันจึงกลายเป็นภาระ คุณคิดเห็นอย่างไร

     จริงๆ มันเป็นเรื่องของความเข้าใจ อย่างคนญี่ปุ่นที่ไม่มีครอบครัว ไม่อยากมีภาระ เขาก็พอใจกับการเช่าบ้านอยู่ โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณแต่งงาน คุณเริ่มมีคนที่คุณรัก คุณจะไม่ทำเพื่อตัวคุณเองคนเดียวอีกต่อไป คุณเริ่มจะทำเพื่อคนที่คุณรัก และยอมเหนื่อยเพื่อคนที่คุณรัก เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเวลาผ่อนบ้านจบ เราก็มีทรัพย์สินให้กับลูก คุณค่ามันก็เพิ่มขึ้นมาอีก

     สำหรับบางคนที่กังวลเรื่องหนี้ ผมว่าเป็นเรื่องวินัยทางการเงิน ถ้าไม่ผ่อนบ้านก็ไปกินเหล้าอยู่ดี ไปช้อปปิ้ง ซึ่งสุดท้ายเราไม่ได้อะไรเลย สุดท้ายเราก็เสียเงินทางอื่น เหมือนสาวๆ ที่ลงทุนทำจมูกเผื่อว่าจะได้เจอผู้ชายรวย มันไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้รักกับผู้ชายรวยจริงๆ สุดท้ายแล้วอาจไปเจออะไรก็ไม่รู้ จมูกพังอีก เพราะฉะนั้น หนี้บ้านในวันนี้ที่เรามองว่าเป็นภาระ มันจะไปเพิ่มมูลค่าในอนาคต การซื้อปัจจัย 4 ยังไงๆ ก็เป็นของเรา มันชนะเงินเฟ้อขาดลอย ในระยะสั้น อาจดูเหมือนแพ้ แต่เมื่อไหร่ที่ข้าม 10 ปีแรกไป มันจะชนะเงินเฟ้อทั้งหมด มันไม่เหมือนรถ ไม่เหมือนอย่างอื่น

     ความคิดเรื่องนี้ขึ้นกับช่วงชีวิตด้วย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ สุดท้ายเลยไปเช่าบ้านอยู่ แน่นอน คุณไม่เป็นหนี้ก็จริง เพราะตอนนั้นคุณอาจจะยังไม่ถึงช่วงชีวิตที่คิดถึงคนอื่น ยังไม่มีแฟน ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก ถ้าคุณจะเช่าอยู่ มันไม่มีอะไรเสียหาย แต่วันที่เริ่มมีลูกแล้วคุณจะเริ่มรู้สึกเป็นห่วงเขา เทียบกับเมื่อก่อนสมัยผมเป็นหนุ่มๆ ผมเริ่มมีเงินซื้อของดีๆ กิน ผมกินมันทุกอย่าง ยังไม่มีเบาหวาน ไม่มีคอเลสเตอรอล ก็ยิ่งกินใหญ่เลย ออกไปใช้ชีวิตเอ็กซ์ตรีม แต่พอมาตอนนี้ทำงานเสร็จอยากกลับบ้านไปเล่นกับลูก จริงๆ นะ มันขึ้นกับช่วงชีวิตด้วย

     คุณจึงต้องกลับมามองว่าในตอนนั้นชีวิตคุณอยู่จุดไหน แล้วพอใจกับมันแค่ไหน อย่างตอนที่ผมยังไม่แต่งงาน เป็นคนโสด ก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย ได้เงินมาก็ใช้แหลก เที่ยวอย่างเดียว แบบอายุ 25-26 พลังเยอะ ร่างกายแข็งแรง นอนวันละ 3 ชั่วโมงก็ได้ เที่ยวถึงหกโมงเช้าเลยนะ (หัวเราะ) จำได้ดีเลยว่าตอนนั้นขับรถ 14 ชั่วโมงไปเชียงใหม่ ยังสบายมาก สนุก ได้ไปกับเพื่อน พอมาดูตอนนี้ ขับรถ 2 ชั่วโมงก็ปวดตาแล้ว เจอแดดก็ง่วง อยากกลับไปนอน นี่คือธรรมชาติ พอตอนนี้แต่งงานมีลูก วิถีการใช้ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แล้วมันจะบีบโดยอัตโนมัติ ว่าสุดท้ายคุณก็ต้องมีบ้าน

 

ดูราวกับว่าชีวิตของเราแบ่งออกเป็นสองช่วง คือช่วงชีวิตที่เราไม่มีอะไรต้องเสีย กับช่วงที่เรามีอะไรจะต้องเสียแล้ว

     (หัวเราะ) จริง ซึ่งมันสนุกคนละแบบนะ คือผมคิดว่าทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมานั้นมีความหมาย มีความสุขไปตามประสาของมัน ช่วงหนุ่มๆ จะทำอะไรก็ได้ สนุก บ้าบิ่น แต่ตอนนี้จุดความสนุกของเราคือการได้รับการยอมรับ อาจจะรวยหรือไม่รวยก็ได้นะ แต่เป็นการทำสิ่งที่ทำให้เราภูมิใจ

     ผมว่าคนจะสุขไม่สุขอยู่ที่วิธีคิด การที่คนเราจะประสบความสำเร็จ ไม่ได้มาจากการที่เขาเป็นคนฉลาด คิดเลขเก่ง แต่อยู่ที่วิธีคิด ที่ผมมาถึงวันนี้ ผมรู้และเข้าใจว่าไมใช่เพราะตัวเราเรียนเก่งกว่าคนอื่น ไม่ใช่เพราะเราขี้เล่นกว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะวิธีคิดจริงๆ เจ้าวิธีคิดนี่แหละที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง ตอนที่มีเงินน้อย กดดันมาก มีปัญหา แต่ผมไม่เคยคิดเรื่องปัญหา คิดถึงแต่เป้าหมาย ผมไม่ฟังเสียงนกเสียงกาที่คนมาบอกว่า “ไม่เคยทำอสังหาริมทรัพย์จะทำได้เหรอ คุณไม่ใช่วิศวกร” เราไม่เคยฟังคนพวกนี้ สนแต่เส้นชัยข้างหน้าอย่างเดียว พร้อมกับคิดว่าจะแก้ปัญหาได้ยังไง
สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือวิธีคิด

     เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน สุขอยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ อยู่ที่ว่าเราเลือกอะไร แล้วพอเราฝึกฝนมากพอ มันจะกลายเป็นพฤติกรรม จากพฤติกรรมจะกลายเป็นทัศนคติ พอทัศนคติดี พฤติกรรมดี ก็จะส่งผลดีและดึงคนดีคนเก่งเข้ามาอยู่รอบตัวเรา ถ้าเรามีแต่ความคิดด้านลบ เราก็จะถูกดูดไปหาคนลบๆ โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราพยายามคิดดี มองแรกๆ มันอาจจะเป็นการฝืน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการฝึก

 

ในช่วงชีวิตตอนนี้ คุณใช้ชีวิตเอ็กซ์ตรีมแบบเดิมได้อีกไหม

     ผมจะไม่ทำแบบนั้นแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีครอบครัว เราจะเสี่ยงอะไรมากไม่ได้แล้ว เราจะใช้จนหมดทุกบาททุกสตางค์ในกระเป๋าอีกไม่ได้แล้ว ถ้าใช้หมดแล้วจะเอาอะไรผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายค่าเทอมลูก สุดท้ายสถานะนั้นจะบีบเราเอง แล้วจะทำให้ความกล้าบ้าบิ่นแบบเด็กๆ ลดลงไป เพราะฉะนั้นเขาถึงบอกว่า ถ้าคุณอยากทำธุรกิจ ทำอะไรที่ชอบ ให้ทำตั้งแต่ตอนยังไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว คุณทำไปได้เลย เพราะอย่างน้อยถ้าหมดตัว คุณก็เหลือแต่ตัวคุณเองคนเดียว จะไปขอนอนบ้านเพื่อน ขอข้าวเพื่อนกินก็ไม่น่าเกลียด แต่ถ้าเมื่อไหร่มีลูกแล้วไปขอข้าวคนอื่นกินไม่ได้แล้วนะ พอถึงจุดนี้ ผมก็เสี่ยงเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ลูก เพราะผมมีพนักงาน ผมมีบริษัท คนเริ่มรู้จักแล้ว จะไปทำอะไรซี้ซั้วแบบเดิมไม่ได้

 

all inspire

 

แต่ในฐานะนักลงทุนหรือนักธุรกิจ เราก็ต้องตัดสินใจอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ

     ไม่ใช่ครับ คือพอเราเริ่มมีทุน มีอะไรมากขึ้น เราก็จะมีวิธีลงทุนอีกแบบหนึ่ง คุณนึกออกไหม เราไม่จำเป็นต้องมี 10 ลง 10 อีกแล้ว เพราะฐานเรามีเยอะขึ้น ก็ลงน้อยๆ แค่ให้ได้ตามผลที่เราพอใจก็พอ แล้วก็ไป diversify อย่างอื่น กลายเป็นผู้เล่นอย่างฉลาด คือแต่ก่อนเรายิงหมด เพราะเรามีแรงเยอะ ยิงแม่งเลย ตอนนี้ไม่ ถ้าจะยิงนกตัวเล็กๆ ก็เปลืองกระสุน ในเมื่อปัจจุบันยังมีข้าวกิน ก็รอให้นกตัวใหญ่บินมาแล้วยิงตู้มเดียวเลย

 

รสชาติของชีวิตจะลดลงไหม

     ไม่เลย มันกลับมากขึ้น เพราะสเกลมันใหญ่ขึ้น เราต้องฉลาดและสุขุมมากขึ้น

 

และมีเครื่องมือเยอะขึ้น

     ใช่ อันนี้สำคัญที่สุด เมื่อก่อนใช้หนังสติ๊ก ตอนนี้อาจจะใช้ปืนไรเฟิลยิง แล้วก็ใช้คนอื่นยิงให้เราด้วย ยิงทีเดียวทะลุไป 3 ตัวเลย อาวุธเรามีอานุภาพมากขึ้น เพราะเรามีเงินซื้ออาวุธ แต่ก่อนถ้าทำงานคนเดียว เราก็เก่งแค่คนเดียว วันนี้ถ้าเกิดลูกน้องตั้งใจ เราก็มีคนเก่งมาอีก 10 คน ดังนั้น คนที่ทำงานกับเรานั้นสำคัญมากนะ ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วคุณเก่งคนเดียวไม่ได้หรอก วันไหนที่เหนื่อย อยากไปเที่ยว ไม่สบาย ถ้าไม่มีใครช่วยเลยคุณจะทำยังไง แต่ถ้าคุณมีเก่งหลายๆ คนมาอยู่ร่วมกับคุณ คุณก็ทำอะไรได้เยอะขึ้น

 

คุณมีหลักการทำงานร่วมกับลูกน้องอย่างไร พอบริษัทใหญ่ขึ้น มีคนเยอะขึ้น ปัญหาก็เพิ่มขึ้นตามหรือเปล่า

     จริงๆ จะคนมากคนน้อยก็มีปัญหา ทุกอย่างในโลกมีปัญหาหมด มันอยู่ที่วิธีการคิดอีกนั่นแหละ มองว่าปัญหาเป็นเรื่องท้าทายซะ เราต้องมองให้สนุกให้ได้ แน่นอนว่าเวลาคนเยอะ มากคนก็มากความ แต่เราก็รับรู้ปัญหามาเฉพาะในส่วนที่ซีเรียสจริงๆ มีผลกระทบต่อบริษัทจริงๆ ปัญหาจำพวกที่ไม่มีผลกระทบโดยตรง ผมเชื่อว่าสุดท้ายวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันจะขัดเกลาให้มันหายไปหรือเปลี่ยนแปลงไปเอง มันไม่มีหรอกบริษัทที่มีแต่คนเก่งและคนดีทั้งบริษัท แต่อย่างน้อย แต่ละคนก็เป็นคนละฟันเฟืองกัน บางคนไม่ต้องเก่งแต่ขอให้ขยัน ทำตามคำสั่งก็พอ บางคนไม่ฉลาดมาก แต่ขอว่าอย่าทำผิดพลาดบ่อยๆ คือแต่ละคนจะมีบทบาทของฟันเฟือง และมีแรงผลักดันของเขาเอง

 

วัฒนธรรมองค์กรแบบไหนที่ All Inspire ปลูกฝังและกำลังดำเนินไป

     ผมเชื่อว่าปลูกฝังให้คนมีกรรมสิทธิ์ (Ownership) กับงานที่ทำ ให้รู้สึกว่าทำงานแล้วอย่ากั๊กเพราะเขาเป็นเจ้าของงานนั้นเอง ถ้าเราทำงานโดยมองว่านี่เป็นธุรกิจของเราทุกคน จึงไม่จำเป็นต้องรายงานหรือพะว้าพะวังทุกอย่างว่าใครจะว่าอย่างไร ในทางกลับกัน ทุกคนจะเก่ง เพราะเขาไม่กั๊กฝีมือ พอเก่งแล้วก็จะพบคุณค่าในตัวเอง ถึงวันที่ไม่มีความสุขกับที่นี่แล้ว ย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ยังเก่งอยู่ดี มีรายได้มากขึ้น แต่ถ้าคุณทำงานแล้วกั๊กๆ เพราะไม่รู้สึกว่านี่คือ Ownership คิดว่าเดี๋ยวทำอันนี้แล้วเจ้าของบริษัทจะรวย คุณก็จะกดความสามารถตัวเอง แล้วจะกลายเป็นพฤติกรรมโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่มีใครเอาความสามารถไปจากคุณได้

 

all inspire

 

คุณสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ได้อย่างไร เราเชื่อว่ามีหลายคนเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำงานไปวันๆ แล้วก็รอรับเงินปลายเดือนโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมต่อองค์กร

     เรื่องแบบนี้มันไม่ได้ทำได้ชั่วข้ามคืน และไม่ได้ทำได้กับทุกคน การสร้างวัฒนธรรมองค์กรต้องเกิดจากเจ้าของหรือ CEO ที่เป็นคนนำ เขาเรียก Walk the Talk หมายความว่า อย่าดีแต่พูด จงกระทำ คือบางทีมันเหมือนกับการสอนลูก เราไม่สามารถไปสอนลูกด้วยการจ้ำจี้จ้ำไช ว่า เฮ้ย เอ็งอย่ากินเหล้านะ แล้วพ่อก็กินแม่งทุกวันเลย แบบนี้ก็ไม่ได้ ถูกไหม เพราะฉะนั้น เวลาอยากให้คนอื่นทำอะไร เราต้องแสดงให้เห็น คนที่เป็นหัวหน้านั้นต้องทำได้อย่างที่พูด ไม่ใช่พูดอย่างทำอย่าง พฤติกรรมสำคัญมากเวลาที่เราจะไปป่าวประกาศอะไร พอค่อยๆ ทำแล้วคนจะเรียนรู้เองว่าเจ้านายเป็นแบบนี้ เขาจึงทำตาม

     แล้วที่สำคัญ การที่เราทำออฟฟิศเปิดกว้างแบบนี้ ก็เพื่อพยายามให้คนที่ทำงานด้วยเข้าถึงกันได้มากที่สุด ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้านาย เป็น CEO แล้วต้องอยู่บนฟ้า ลูกน้องเข้าหาไม่ได้ สิ่งนี้เขาเรียกว่า Go Big Stay Small หมายความว่า เรามีเป้าหมายสูง กล้าทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังใช้ชีวิตแบบคนตัวเล็กๆ ที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

คุณมองว่าพื้นที่และสิ่งแวดล้อมในองค์กรจะ shape เรา หรือเราเองต่างหากที่เป็นคนสร้างสิ่งแวดล้อมนี้ขึ้นมา

     ผมเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถออสโมซิสนะ ไม่ได้หมายความว่าโง่หรือฉลาด แต่หมายความว่า ถ้าเราอยู่กับคนที่มีทัศนคติแบบไหนนานๆ เราจะถูกกลืนเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เช่น ถ้าเราอยู่กับคนขี้นินทา เราก็จะนินทาโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราอยู่กับคนที่คิดบวก สนุก ขยัน เราก็จะกลายเป็นแบบนั้น แต่ถ้าครั้งไหนที่รู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้ไม่เหมาะกับเรา เราก็จะโดดออกไป แล้วจะมีคนเข้ามาแทนที่เอง

     สิ่งแวดล้อมจึงประกอบด้วยวัฒนธรรมและผู้คนที่อยู่ตรงนั้น สมมติเวลาสัมภาษณ์คนเข้าทำงาน เราคุยกันได้แค่ครึ่งชั่วโมง รู้ทัศนคติบางอย่างเพียงผิวเผิน แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนนี้จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร โม้เก่งหรือไม่เก่ง มันอาจจะตัดสินได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงจะตามมาหลังจากที่มันผ่านโปรแล้วนั่นแหละ (หัวเราะ)

     เพราะฉะนั้น ผมก็กลับไปเรื่องวัฒนธรรม ว่าแม้ตัวตนของคนคนนั้นเป็นอย่างไร แต่การที่เขาได้มาอยู่ที่นี่ เจอสิ่งแวดล้อมแบบนี้ เขาจะต้องปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของเราในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เราเองก็ต้องสร้าง Working Environment ที่ดีด้วย เช่น บอกว่าคุณอยากเป็นองค์กรที่รีแลกซ์ แต่คุณนั่งเก้าอี้หัวหน้ากันหมด เข้าทำงานแปดโมงครึ่ง ตัดผมสั้น ห้ามเจาะหู มันก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเราบอก เฮ้ย มาเลยทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณต้องรับผิดชอบตัวเองนะ ไม่ใช่มึงจะมาทำงานตอนคนอื่นเขาจะเลิกงานแล้ว เราพยายามบอกให้เขาเป็นผู้ใหญ่ รู้ว่าความรับผิดชอบคืออะไร อย่างตอนเที่ยงเป็นเวลาพักผ่อน คุณจะไปนั่งเล่นเก้าอี้นวดก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่านั่งอยู่ตรงนั้นตลอด

 

บางทีเราก็ต้องไปอยู่ในพื้นที่ที่เราไม่ได้เลือก เหมือนตอนเด็ก คุณเองก็ไม่ได้เลือกที่จะอยู่ในครอบครัวที่ลำบากยากแค้น เราจะรักษาเนื้อรักษาตัวอย่างไรให้ไม่ถูกกลืนไปในพื้นที่แบบนั้น

     คุณรู้หรือเปล่า คำที่คนชอบพูดกันว่า “เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกคิดได้” มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ตอนเด็กๆ ที่ผมอยู่ต่างจังหวัด เห็นเพื่อนๆ เขาสูบกัญชา สูบเฮโรอีนกันเต็มไปหมด แล้วเขาบอกว่า ถ้าไม่สูบก็ไม่ให้เป็นเพื่อนด้วย ตอนนั้นผมไม่แคร์เลยนะ เพราะรู้ว่าเราต้องรักษาจิตใจตัวเองให้เข้มแข็งพอ

     เหมือนที่ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บอกไว้ว่า กูอยากพิสูจน์มึงว่ากูมาจากสลัม แต่กูก็มีเงินพันล้านหมื่นล้านได้ ไม่ต้องนามสกุลอะไรใหญ่โตกูก็มาถึงวันนี้ มีทุกอย่างที่คนอื่นมีได้ เพราะกูไม่มีข้อแม้ มึงอย่ามีข้อแม้ ถ้ามึงอยากเป็นคนดี มึงอยากเป็นคนเก่ง มึงก็ขยันเพิ่มขึ้นเท่าหนึ่ง ถ้ายังไม่พอ มึงก็ต้องขยันเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเท่า ร้อยเท่า พันเท่า มึงไม่ต้องนอนก็ได้ ถ้ามึงอยากเก่งกว่าเขา เพราะฉะนั้น มึงจะต้องไม่มีข้อแม้ นอกเสียจากมึงจะเป็นคนยอมแพ้เอง

     เรื่องความลำบากยากจนในวัยเด็ก บางคนก็แค่ใช้เป็นข้ออ้างให้ตัวเองว่าเพราะว่าคนอื่นเขามีทุน เพราะว่าเขาบ้านรวย ฉลาด ซึ่งนั้นไม่จริง เลิกคิดแบบนั้นได้แล้ว และอีกอย่างที่สำคัญ คือเลิกฟังคนที่ไม่ได้เก่งกว่าเราแล้วชอบมาบอกว่าเราทำอะไรได้หรือไม่ได้ ก็มึงทำไม่ได้ กูจะฟังมึงทำไม กูจะฟังจากคนที่เขาทำสำเร็จ แล้วคนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะไม่พูดลบกับคุณเลยนะ ผมเชื่อว่าเวลาคุณไปสัมภาษณ์ผู้คนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาพูดแต่เรื่องบวก โฟกัสแต่ด้านบวก จริงไหม

     ผมชอบเล่าเรื่องนี้ให้หลายคนฟัง กูมาจากเด็กล้างจาน และกูจะทำให้มึงดู ว่าถ้าจะรวย มึงต้องไม่มีข้อแม้ ต้องตัดข้อแม้ทุกอย่างในโลกออกไป ไม่ใช่แค่เรื่องรวยหรือเรื่องเงินนะ แต่ถ้าคุณได้ทำอะไรที่คุณเชื่อว่ามันจะทำให้คุณมีความสุข คุณต้องทำโดยไม่อ้างอย่างอื่น สุดท้ายความสุขมันไม่ได้วัดที่ความรวยนะ นี่พูดจริงๆ เลยแบบไม่ได้ตอแหล

 

เราจะขยันได้ตลอดจริงหรือ เราจะรักษาความคิดด้านบวกไว้ได้ตลอดจริงหรือ

     (หัวเราะ) มันจะมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่จะวัดความอึดของเรา ช่วงที่ทำให้เราอยากถอย ช่วงที่คนอื่นบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราเป็นคนขยันหรือคนบ้า หลายคนที่คิดไม่เหมือนเรา เขาก็มองว่าเราเพ้อฝัน เอาไปพูดลับหลังว่าคนอย่างผมจะทำอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร แต่ว่าผมไม่สนใจ เพราะผมเลือกแล้วว่าจะไม่ฟังคำพูดของคนพวกนี้ ไม่แก่ไปเป็นแบบคนพวกนี้ นั่นคือวิธีคิดของผม ฟังแล้วอาจเหมือนศิลปินนิดหน่อย แต่มันช่วยให้ผมข้ามผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

     การเอา All Inspire เข้าตลาดหุ้นจึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าความคิดของผมมัน realistic พอ มันมีคำอธิบาย มีการตรวจสอบบัญชี รู้เลยว่าผมมีเงินเท่าไหร่ ทำกำไรเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าผมทำได้ ไม่ได้เพ้อฝัน ผมทำให้ดูเลยว่า จากคนคนหนึ่งที่มาจากเด็กล้างจาน จากคนที่ต้องอดมื้อกินมื้อ อยู่สลัม ก็ยังมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าคุณไม่ทิ้งความฝัน มีทัศนคติ มีความคิดที่ดี และมีความมุ่งมั่น คุณไปถึงได้หมด ขออย่างเดียวคืออย่ามีข้อแม้ อย่าหยุดเดิน และอย่าหยุดตามฝัน

     เหมือนเพลงที่เขาแต่ง ระหว่างทางอาจจะมีเขวบ้าง เพราะมันมีอุปสรรคหลายอย่างเข้ามา แต่คุณจะไปเจอสิ่งที่คุณรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ฉันฝัน สิ่งที่ฉันอยากจะเป็น เหมือนผมตื่นมาแล้วอยากมาทำงานทุกวัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตื่นมาแล้วไม่อยากมาทำงาน คุณก็เปลี่ยนงาน อย่าฝืน คุณต้องรีบหาสิ่งใหม่ หรือไปเดินเข้าป่า ไปเที่ยว ไปทำอะไรก็ได้ แล้วกลับมาตอบตัวเองให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันอยากทำ แล้วสุดท้ายคุณจะทำได้ดี

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมัน ผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว พยายามกินอาหารมังสวิรัติ แต่ตัดใจจากหมูกรอบไม่ได้สักที

เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN