การมองชีวิตให้มีเหลี่ยมมุมของ แอน ทองประสม ทั้งในฐานะนักแสดงและผู้จัดละครฝีมือเยี่ยม

The Conversation
27 Apr 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ถ้าพูดถึงนักแสดงนำหญิงของวงการบันเทิงไทยที่จัดจ้านทั้งฝีมือไม้ลายมือ เสน่ห์ดึงดูดล้นเหลือ และเป็นที่รักของคนดู หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ แอน ทองประสม อยู่ด้วยแน่นอน เธอเป็นนักแสดงมากความสามารถ เริ่มเข้าวงการตั้งแต่วัยรุ่น มีผลงานที่เฉิดฉายจากภาพยนตร์เรื่อง อนึ่งคิดถึงพอสังเขป เมื่อเข้ามาสู่วงการละครโทรทัศน์ ก็ขึ้นแท่นเป็นนางเอกที่คนดูต้องมานั่งรอหน้าจอเพื่อชมความเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทของเธอ และเคยทำเอาคนดูร้องไห้น้ำตาท่วมโรงหนังมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง เดอะเลตเตอร์ จดหมายรัก ที่กลายเป็นหนังรักซาบซึ้งของใครต่อใคร

        ช่วงหลัง แอน ทองประสม เริ่มเติบโตในวงการบันเทิงด้วยการลองจับงานผู้จัดละคร และแน่นอนว่าเธอก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน ละครในการควบคุมของเธอนั้นเรตติ้งออกมาดีทุกเรื่อง ทำให้นักแสดงที่โด่งดังอยู่แล้วกลายเป็นขวัญใจมหาชนก็หลายคน (รวมถึงตัวเธอเองด้วย)

        เรามีนัดคุยกับเธอในโอกาสที่ละครเรื่องใหม่ อกเกือบหักแอบรักคุณสามี ที่แอนเป็นผู้จัด กำลังออกอากาศอยู่ตอนนี้ ซึ่งการปรากฏตัวของเธอก็มาในลุกส์สบายๆ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ มีแจ็กเกตยีนส์ทับอีกชั้น เป็นการแต่งตัวแบบธรรมดา เรียบง่าย แต่รัศมีของเธอที่เปล่งออกมาตั้งแต่หน้าประตูทางเข้ากลับยิ่งเจิดจ้า 

        รอยยิ้มของเธอที่ทักทายทีมงานทำให้เรานึกถึงภาพของ จูเลีย โรเบิร์ตส์ จากหนังเรื่อง Notting Hill ซึ่งเธอก็บอกเราว่า ตัวเธอเองก็รักหนังเรื่องนี้ไม่แพ้กัน รวมถึงซีรีส์อีกหลายเรื่องที่เธอชอบดูและอาจจะเป็นแรงบันดาลใจในการที่ตัวเองอยากทำละครด้วย 

        ต่อไปนี้คือเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้รับฉายาว่าเป็น ‘เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง’ ซึ่งชีวิตจริงของเธอนั้น ทางเดินก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเส้นทางที่ทำให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเติบโต และมุ่งมั่นในการทำงานอย่างไม่เคยท้อถอย อาจจะมีล้มบ้าง เจ็บบ้าง แต่ก็สามารถลุกขึ้นมายืนหยัดไปต่อ พร้อมกับเรียนรู้ว่าชีวิตจริงไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น ถ้าอ่านความผิดพลาดนั้นให้ออก แล้วยังคงความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ 

        ซึ่งความเป็นตัวของตัวเองที่จริงที่สุดของ แอน ทองประสม ใครก็พบเจอได้ไม่ยากไม่ต้องสแกนอะไรให้ยุ่งยาก เพราะทั้งหมดอยู่ที่รอยยิ้มของเธอนั่นเอง

 

แอน ทองประสม

คุณเห็นเสน่ห์ของนิยายเรื่อง อกเกือบหักแอบรักคุณสามี ตรงไหน ถึงมั่นใจว่าจะนำมาดัดแปลงเป็นละครได้ในแบบของตัวเอง

        สำหรับนิยายเรื่อง อกเกือบหักแอบรักคุณสามี เคยมีคนบอกเราว่านิยายเรื่องนี้ดี ในพันทิปก็คุยกันว่าอยากให้เราทำ จนวันหนึ่งมีช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่งมาติดต่อ บอกว่าอยากให้เราทำเรื่องนี้ ไม่ต้องทำกับช่องเขาก็ได้ แต่คนทำนิยายเขาอยากให้เราทำเรื่องนี้ เราก็เลยเอานิยายมาอ่าน พบว่าตัวละครมันมีความน่ารัก เป็นรักเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเก็บมาเลี้ยง เธอประทับใจในตัวพระเอก ยกย่องให้เป็นฮีโร่ของตัวเองเลย นางเอกหลงรักพระเอกตั้งแต่ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองต้องมาเป็นน้องสาวพระเอก เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าเขาจะเป็นคนแบบไหน ฉันจะมีความสุขกับการที่ได้เห็นเธอมีความสุข เราชอบพล็อตเรื่องแบบนี้ 

        ในนิยายยังแฝงไว้ด้วยเรื่องของครอบครัว พ่อแม่พี่น้องก็รักกัน เพื่อนฝูงก็รักกัน เรื่องนี้ไม่ค่อยมีการตบตี พูดจาเชือดเฉือน หรือแย่งผู้ชายอะไรแบบนี้ คือมีแต่ก็น้อยมาก เราชอบพลังงานความรักของตัวกลุ่มละครกลุ่มนี้ แต่ก็มีคนบอกว่าถ้าตัวละครแบบนี้ เรตติ้งอาจจะไม่ค่อยได้หรอก ซึ่งเราก็เห็นด้วย 

เพราะขาดจริตแบบละครไทยที่เราคุ้นเคยกันใช่ไหม

        จากสูตรจากองค์ประกอบของ อกเกือบหักแอบรักคุณสามี ไม่พอที่จะเก็บสิ่งที่ละครไทยต้องการไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งเราก็รู้ แต่เราเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองมองเห็นทางที่ต้องไปก่อนเป็นสิ่งแรก เรื่องของใจเป็นสิ่งต่อมา พอเราเห็นทาง ใจเรามา เราเลยพร้อมทำ ถึงจะไม่รู้ว่าคนจะซื้อละครเราแค่ไหน แต่ในฐานะผู้จัดละคร เราก็เข้าใจว่าต้องมีเรื่องของการพาณิชย์เข้ามาด้วย ดังนั้น ละครเรื่องต่อไปอาจต้องหาเรื่องที่ครอบคลุมได้มากกว่านี้มาทำ 

คุณก็เป็นผู้จัดละครมาแล้วหลายเรื่อง น่าจะเข้าใจกลไกของธุรกิจการทำละครมาระดับหนึ่งแล้ว 

        เราเข้าใจเพราะละครที่ได้เรตติ้งดีก็เคยทำมาแล้ว ชอบด้วย เป็นความสะใจที่ได้เห็นเรตติ้งวิ่งขึ้นทุกวัน เหมือนกับการเล่นหุ้น ได้เห็นคนเอาเพลงไปคัฟเวอร์ เอาซีนนี้จากละครไปเล่นตาม งานของเราไปเป็นความบันเทิงในใจเขา ซึ่งมันดีมากๆ แต่เราก็ไม่ได้โชคดีที่จะได้ละครแบบนี้ไว้ในมือตลอดเวลา การได้ละครแข็งๆ มาทำสักเรื่องมีการช่วงชิงกับผู้จัดละครท่านอื่นๆ มากจริงๆ

แต่บางทีการที่เราได้ทำงานในแบบที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ก็เป็นความผ่อนคลายได้เหมือนกันไหม

        ใช่ บางทีไม่ต้องคิดอะไรมากเลย เรารักแล้วก็อยากได้แค่นี้แหละ ผู้หญิงคนนี้ ผู้ชายคนนี้ ฉันรักแลัวฉันก็อยากได้ แค่ผู้หญิงสองคนมาอยู่ในสถานการณ์ cat fight กำลังข่วนกัน แล้วก็แย่งให้ได้ แบบนี้ก็สนุกดี ทำให้เราคิดอะไรสนุกๆ ได้ เช่น อีนี่จะวางแผนชั่วยังไงให้ได้ผู้ชายคนนี้มา แต่ก็อย่าทำอะไรที่โง่ๆ จนพระเอกจับได้ ถ้าทำอะไรที่เผยไต๋ชัดเจนเกินไป พระเอกจะดูโง่อีกว่าทำไมถึงเชื่อ ทำไมนางเอกถึงเข้าใจผิด ซึ่งงานหนักจะไปอยู่ตรงนี้มากกว่า ว่าจะทำยังไงให้เหตุการณ์ง่ายๆ แล้วทำให้อีกคนหวั่นไหวได้ เราต้องมานั่งคิดว่าเขาแย่งผัวกันยังไง (หัวเราะ) ต้องเอาเศษผมไปโยนไว้บนเตียงไหม อะไรแบบนี้ ต้องคิดเรื่องชั่วๆ อยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) นึกออกไหมคะ แต่ก็สนุกดีนะ หรือถ้าจะต้องตบกันในน้ำ ต้องทำยังไงให้ตัวละครเหมือนเกือบตาย ตบเฉยๆ ไม่ได้ ต้องตบแล้วลากลงไปในสระ ด้วยความเป็นชะนีของเรา เราจะรู้ว่าผู้หญิงเวลามันจิกหัวกันระดับไหนถึงจะสนุก แค่ตบกันอย่างเดียวตอนนี้ไม่พอแล้ว ต้องเติมรสชาติเข้าไปอีก

การหยิบนิยายมาสร้างเป็นละครสักเรื่อง คุณมองเห็นคุณค่าอะไรในตัวละครหรือเรื่องราวนั้นบ้าง และสามารถสะท้อนทัศนคติของผู้หญิงในยุคปัจจุบันออกมาแบบไหน

        อย่างเรื่อง สามีตีตรา เราเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านผู้ชายมาแล้วหลายคน แต่ทำไมยังได้โอกาสดีๆ จากผู้ชายดีๆ ที่บริสุทธิ์คนหนึ่ง ในขณะที่ตัวละครสายน้ำผึ้ง เป็นผู้หญิงที่ทำทุกอย่างตามกติกาสังคมตลอด แต่ทำไมไม่เคยได้รับโอกาสอะไรแบบนี้เลย เหมือนเขาพร้อมจะดี แต่เขาขี้อิจฉา แล้วเขาก็คิดว่าตัวเองจน แต่ความจนไม่ได้เป็นข้ออ้างให้คุณทำเลวไง สายน้ำผึ้งเลือกที่จะทำเลว เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตไม่แฟร์ ทำไมคนนี้ถึงได้ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ลงทุนอะไรเลย แต่ฉันที่ลงทุนทุกอย่างทำไมไม่ได้สิ่งนี้ เขาควรจะเป็นของฉัน พอเราอ่านก็ชอบแง่มุมนี้ มุมที่ผู้หญิงที่มองไม่เคยเห็นตัวเอง

        แต่แก่นของเรื่องที่โดนใจตอนแรก จะเป็นเรื่องความผิดพลาดของผู้หญิงที่ควรจะมีการให้โอกาสกันบ้าง ผู้หญิงที่ผ่านสามีมาแล้วสามคน ไม่ได้หมายความว่าเขาหยำฉา (หมายถึงคนที่เหลวแหลก) หรือเขาทำอะไรผิด เพียงแค่เขาโชคร้ายที่ไปเลือกผู้ชายที่ไม่ใช่ แล้ววันหนึ่งเขาควรจะได้โอกาสเท่านั้นเอง เพราะบางทีความผิดพลาดอะไรบางอย่าง คุณไม่รู้หรอกว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง เขาถึงหวยออกแล้วลงไปในกลุ่มนั้น เรื่องแบบนี้ควรมองใหม่ ไม่ใช่เอาความคิดแบบเดิมๆ มาตั้ง ว่าเป็นผู้หญิงที่ผ่านผู้ชายมาเยอะแล้วต้องแรด หรือเป็นผู้หญิงที่ไม่ครบเครื่องไม่เก่งเรื่องบนเตียง ทำให้ผู้ชายไม่เอา ทุกคนโทษผู้หญิงหมด เราอยากปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิงในเรื่องนี้ แต่เราก็ไม่ได้ไปต่อว่าอะไรผู้ชาย เราเลือกจะเล่าเรื่องของผู้หญิงที่พลาดเพราะความซวย บางทีคนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดี เป็นคุณหนูมากๆ เขาก็เลยไม่มีบทเรียนมากพอที่จะอ่านคนออกได้ การมีเงินไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คุณเป็นคนรู้ทันใครไปเสียหมด 

        คนรอบข้างมักไปตัดสิน ไปคิดแทนว่ามันไม่ใช่ มันไม่เหมาะ บางทีคนเราไม่รู้ว่ามีเคมีอะไรบางอย่างที่อยู่ด้วยกันแล้วมันถูกจริตกัน โดยที่คนอื่นไม่มีทางเข้าใจ ส่วนอีกเรื่องคือเราชอบตรงที่พออ่านพล็อตเรื่องแล้วเหมือนเราได้กินส้มตำที่ครบเครื่องแล้วอร่อยสะใจ จนทำให้รู้สึกว่าอยากทำ

 

แอน ทองประสม

หลายครั้งเรามักจะเจอความผิดพลาดแบบนี้ในชีวิตจริง และคนรอบตัวก็จะบอกว่า ฉันเตือนเธอแล้ว ทำไมไม่เชื่อเพื่อน คุณคิดว่าคำเตือนจากเพื่อนสนิทมีผลกับการตัดสินใจของตัวเองแค่ไหน 

        ถ้าเป็นเรื่องของเรา ในชีวิตที่เคยผ่านมา เราเชื่อว่าเซนส์ของเพื่อน 70% ถูกต้อง แต่สำหรับคนอื่นเราไม่รู้นะ แต่เอาเข้าจริงเวลาเพื่อนเตือนเราก็ไม่เชื่อ (หัวเราะ) เพราะเราเป็นคนที่อยู่ใกล้จนบางทีก็ใกล้ไป เห็นไม่รอบด้าน แต่สิ่งที่เพื่อนบอกคือสิ่งที่เพื่อนเห็น เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่า เออ! จริง สิ่งที่เพื่อนบอกมาถูกหมดเลย และเราอาจจะโชคดีด้วยที่มีเพื่อนที่ดีคอยสแกนให้ แต่ตอนนั้นเราก็อาจจะแค่รักของเราก็เลยไม่เชื่อเพื่อน พอเอาเข้าจริงก็คบกันต่อไม่ได้ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องเลิกกันไป แต่เราก็ถือว่าตัวเองมาได้สุดทางแล้ว ทำดีที่สุดแล้ว ซึ่งความผิดพลาดนี้ก็เกิดจากตัวเราเอง ไม่ใช่เพราะจากที่เพื่อนบอก 

        แต่เราก็ต้องเอาให้สุดว่า โอเค จริงๆ แล้วมันคบไม่ได้ อยู่กันไม่ได้ ก็ต้องเลิก เราถือว่าตัวเองได้มาสุดทางแล้ว ทำดีที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายเราไปกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ผิดพลาดจากตัวเราเอง ไม่ใช่เพราะว่าเพื่อนมาบอก เพื่อนในท้ายที่สุดก็ยังนั่งข้างเรา คอยลูบหลังเรา ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อเขาในตอนนั้นก็ตาม ถ้าเราได้เพื่อนที่ดีด้วยนะ

        เริ่มต้นมันก็ไม่มีอะไรหรอก คงเป็นคนที่คุยแล้วสนุกไหม บางทีคนเราจะมีสถานการณ์ที่แบบ เฮ้ย! ทำไมคนนี้ถึงคุยได้ก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน พอคบกันไปคบกันมา ยิ่งพบว่าวิธีคิดของเขาที่จะไปทำร้ายคนอื่นก็ไม่มี และเป็นคนแมนๆ แบบตรงไปตรงมา ซึ่งเราจะชอบคนที่ตรงไปตรงมาก่อน ถ้าเป็นคนที่มีอะไรหลายชั้น เราอ่านไม่ไหว เลยเลือกสแกนคนที่ตรงไปตรงมาก่อน

        ซึ่งเราก็จะมีนิสัยที่ตรงไปตรงมาด้วย โดยบางครั้งความตรงของเราก็มีคนไม่ชอบ เราเป็นคนที่ไม่ได้มีน้ำหล่อเลี้ยงในจิตใจให้ใคร หมายความว่าเราไม่ใช่เพื่อนที่จะคอยลูบหลังให้ใคร ก็กลายเป็นว่าเรามีเพื่อนไม่เยอะ เพราะเราพูดไม่หวาน หรือไม่ถูกจริตคนอื่นๆ เท่าไหร่ เราก็เลยจะเจอเพื่อนที่ใช่จริงๆ ซึ่งมีไม่เยอะ เราไม่ได้เป็นคนมีเพื่อนเยอะ แต่เข้ามาแล้วลึกเลย (หัวเราะ) 

ถ้าเราต้องการคำปลอบใจจากคุณคงไม่ได้แน่นอน 

        บางคนจะเป็นเพื่อนที่ช่างคุยและเข้าข้างเราอย่างเดียว แต่เราจะเป็นแนวที่ว่า เออ อันนี้แกน่ะโง่แล้ว (หัวเราะ) จะให้ฉันบอกว่าแกฉลาด หรือไอ้นั่นแม่ง… ทั้งที่จริงๆ เขาก็ทำถูก ฉันว่าแกน่ะแหละที่โง่เอง… ประมาณนี้ ซึ่งเพื่อนก็จะไม่ค่อยอยากฟัง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เขาจะเดินกลับมาหาเราเอง เพราะเขาจะรู้ว่าความตั้งใจของเราไม่ได้แย่ เราจึงจะมองเพื่อนที่มีจริตตรงไปตรงมาก่อน สแกนกันง่ายๆ ก่อน ศีลเสมอกันไหม เดี๋ยวจะรู้เป็นขั้นๆ ไปเองว่าเป็นอย่างนี้นะ

        แต่ถ้ามาเป็นเพื่อนแบบที่พูดหวานๆ ใส่กันก่อน เราแกะไม่ออก บางทีถามอะไรไปเช่น แก แท็บเล็ตรุ่นนี้ดีไหม แล้วเขาตอบว่า เอาเลย ซื้อเลย เพราะเขาก็จะได้ไม่ต้องวุ่นวายอะไรกับเรามาก แต่บางคนเขาจะบอกว่า เดี๋ยวนะ ขอฉันทำการบ้านก่อน แล้วก็เอาข้อมูลไปเปรียบเทียบให้เราอย่างตั้งใจ ซึ่งเราจะชอบอะไรแบบนี้ แต่เพื่อนแบบนี้ก็จะหาได้ยาก คนเราเป็นเพื่อนกันมันต้องพึ่งพากันได้ ต้องฟังได้ ตอบอะไรบางอย่างได้ เราก็จะมองคนประมาณนี้

การมองคนมาร่วมงานเป็นอย่างไร เพราะต้องมองต่างจากการมองคนที่จะมาเป็นเพื่อนเราอยู่แล้ว 

        เรื่องนี้บอกตรงๆ ว่าพลาดมาเยอะ เพราะเราเป็นคนที่ทำอะไรด้วยใจ ฉันจะเอาแบบนี้ ฉันฝันไว้เยอะมาก บางทีเราก็ต้องการเหมือนกับว่าทุกคนต้องแหวกทางให้ฉัน ฉันจะไปตรงนั้น โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นกระทบกระเทือนใจใครบางคน เราไม่ถนอมน้ำใจบางคน เราไม่รู้ตัวเพราะไม่ทันได้มองเห็น แต่บางทีก็รู้ตัว แต่ตอนนั้นเราสติหลุด นิสัยไม่ดี ก็ไปทำให้เขาเสียใจแบบตั้งใจก็มี เราเป็นคนที่จะมีหมวดแบบเอาแต่ใจตัวเอง ตอนนี้ก็ยังเป็น เพียงแต่ว่าเริ่มรู้สึกเสถียรมากกว่าแต่ก่อน ทำให้เมื่อก่อนการเลือกเพื่อนร่วมงานของเรามีทั้งได้และเสีย เหมือนเราฆ่าคนระหว่างทางก็ได้ เหยียบคนก็มาก ทำให้เขาบาดเจ็บก็มี แต่เราก็ได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนไว้ก็เยอะ 

หมดกัน ภาพนางฟ้าที่อยู่ในหัวของเรา

        เราก็ไม่ได้เป็นนางมารไปเสียทั้งหมด (หัวเราะ) แต่เราทำธุรกิจ จึงต้องมีมุมที่ทั้งโต้แย้งว่าถ้าทำแบบนี้ก็ได้นี่ แต่บางทีก็ต้องมีความเป็นเพื่อน มีความเป็นพี่น้อง เราต้องคิดหลายชั้น ถ้าไม่คิดเราก็จะเสียสิ่งนั้นไป และเราเองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชั่วช้าขนาดที่จะไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นว่าได้สอนอะไรให้เรา ทุกครั้งเราก็หันไปมองแล้วพบว่า เออ จริง เรื่องนี้ไม่โอเคจริงๆ แต่บางคนก็ร้ายกับเราจริงๆ ก็ต้องเอาออกไป แม้ว่าสุดท้ายจะเหลือคนอยู่กับเราไม่กี่คน แต่ก็ไม่เป็นไร ค่อยมาเริ่มกันใหม่ หาเนื้อคู่ของเราต่อไป และเมื่อโตขึ้นเราก็จะนิ่งขึ้น จนได้เจอคนที่ไว้ใจได้จริงๆ  

 

แอน ทองประสม

นอกจากเรื่องคนทำงานแล้ว การเป็นผู้จัดละครต้องแบกรับเรื่องอะไรไว้อีก 

        ทุกเรื่องเลย ทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่เคยคิดเลยว่าเป็นภาระ คิดแค่ว่าสนุก ทำได้ แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ พอมีคนหัวร้างข้างแตกในกองถ่ายหรือทำลูกตุ้มหล่นไปบนพื้นกระเบื้องจากอิตาลี หรือทำบ้านเขาพัง นั่นคือความรับผิดชอบของเราที่ตามมา และเราก็จะเรียนรู้ว่า อ๋อๆ มันเป็นอย่างนี้นะ ก็จะค่อยๆ ศึกษาไป แต่ว่าท้ายสุดเราต้องรับผิดชอบทั้งหมด 

        มีอยู่วันหนึ่งที่เรารู้สึกหนักมากๆ ตอนนั้นเราซ่ามาก ให้ทีมละครเรื่อง ลิขิตรัก The Crown Princess ที่ณเดชน์กับญาญ่าเป็นพระเอกนางเอก บินไปถ่ายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับเยอรมนี ตอนนั้นเราเห็นทุกคนนั่งอยู่บนรถทัวร์ มองไป 30 กว่าชีวิตที่อยู่บนรถกำลังข้ามจากสวิตเซอร์แลนด์ไปเยอรมนี ถ้ารถคว่ำขึ้นมาเราจะชดใช้เขาอย่างไร แค่ณเดชน์กับญาญ่าเราก็ชดใช้ไม่ไหวแล้ว ทำไมซ่าอย่างนี้วะ อยู่ดีๆ ก็เกิดความตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมา แต่ใจก็แบบ เฮ้ย! เชื่อสิ คนดูต้องสนุก คนดูต้องชอบ ทั้งๆ ที่ตัวเองจะขาดทุนหรือจะได้กำไรน้อยลงจากการที่ต้องข้ามไปสองประเทศ แต่เราอยากให้คนดูได้สิ่งที่ดีๆ ตอนนั้นคิดแค่นั้นจริงๆ แม้จะรู้ว่าทำยังไงฉันก็ไม่ขาดทุนหรอก เรานับตัวเลขของเราไว้แล้ว เพียงแต่จะได้มากหรือน้อยเดี๋ยวว่ากัน พอไปถึงก็รู้ว่ามีความเสี่ยงตรงนี้เกิดขึ้น และยังทำให้ทุกคนเหนื่อยล้า ซึ่งจริงๆ แล้วถ่ายกันแค่ประเทศเดียวก็น่าจะพอ เราก็เรียนรู้ไป เพราะตอนนั้นเราเป็นผู้จัดได้แค่ 5 เรื่องเอง ยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างในการตัดสินใจ 

นักแสดงที่ดี เคมีที่เข้ากัน ต้องมองอย่างไร จะใช้คู่ขวัญเดิมๆ ในทุกเรื่องก็น่าจะยาก 

        คนเป็นผู้จัดละครถ้าตาถึง ได้นักแสดงเคมีดี ละครมีชัยดีกว่าครึ่งเลยนะ เหมือนคนที่ตีปิงปองด้วยกัน อย่างเรากับเคน (ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) ที่แจ็กพอตมาเจอกันแล้วเข้ากันพอดี เอ็งมีกล้ามเนื้อเดียวกันกับข้า พอมาเล่นด้วยกันก็ง่าย บางทีบทไกด์มา 50 เราแถมไปให้อีก 50 คนดูดูแล้วได้ 150 นี่คือกำไร เพราะเคมีตรงนี้สร้างกันยาก ต้องอิมโพรไวส์กันเอง หรือแอนกับ ก้อง สหรัถ ก็ด้วย เลยเชื่อว่าถ้าเราเลือกนักแสดงที่มีเคมีกันตั้งแต่ต้น เหมือนที่เลือกหมากกับคิมในละครเรื่องแรกของเรา (ปัญญาชนก้นครัว) ตอนนั้นไม่อยากจะเชื่อเลยว่าของแถมที่ทั้งสองคนให้มามีค่ามากกว่านั้นอีก 

        ดังนั้น หมากกับมิวใน อกเกือบหักแอบรักคุณสามี เรามองว่าสองคนนี้ก็มีเคมีต่อกันอยู่ เพียงแค่มิวจะเป็นคนที่มีพลังแบบค่อยๆ มา กว่าจะเครื่องร้อนต้องใช้เวลา ต้องรอการวอร์มกันนิดหนึ่ง แต่หมากเป็นคนที่เครื่องพร้อมติดตลอดเวลา แต่สิ่งที่เราชอบมิวคือ มิวเป็นคนที่มีการแสดงออกที่เราคาดเดาไม่ได้ เช่น สมมติมีคนมาจับแขนเรา แล้วเราบอกว่าปล่อยฉันนะ เราจะสะบัดแขนออก ซึ่งคนดูจะเห็นการแสดงแบบนี้บ่อยๆ ซึ่งเดาได้ แต่ถ้าเป็นมิวจะปัดมือคนจับออกแล้วค่อยพูดว่าปล่อย หรืออย่าง พลอย เฌอมาลย์ เขาอาจจะผลักคนออกไปก่อนแล้วค่อยพูด สำหรับเรา มิวมีความใหม่ในเรื่องของแอ็กติ้ง คือมาช้า แต่พอเวลาได้แล้วโคตรจะน่ารัก ส่วนหมากจะมีความเป็นเด็กแอบร้ายอยู่ในตัวเอง ดังนั้น เวลาเขาเล่นอะไรที่เป็นแบดบอยหน่อยๆ เราจะ โห! ร้อนผ่าว เป็นผู้ชายที่มีความเกรียนๆ นิดๆ ผู้หญิงอย่างเราก็จะ โห! ร้อนผ่าว ประมาณนี้ หมากเป็นคนที่มีเซ็กซ์แอพพีลสูง ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวของเราเองด้วย (หัวเราะ) 

อยากรู้ว่าจุดเปลี่ยนจริงๆ ที่ทำให้คุณมาเป็นผู้จัดละคร ทั้งๆ ที่ศักยภาพของคุณยังเป็นนักแสดงนำได้อีกนานเลย

        เราเป็นคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือตามหลักสูตร เราเรียนแบบสอบเทียบ เรียนศึกษาผู้ใหญ่มาตลอด เลยเหมือนตัวเองมีปมด้อยว่าต้องเรียนจบให้สูงๆ ก็เลยศึกษาจนจบปริญญาโท เราเรียนด้านสื่อสารมวลชน และมีโอกาสได้ทำรายการหนึ่งนาที แล้วผลตอบรับออกมาดี ก็อยากทำขั้นต่อไป อยากทำรายการครึ่งชั่วโมง และก็ต่อมาจนอยากทำละคร แต่ไม่ได้คิดว่าพอมาเป็นผู้จัดละครแล้วต้องลาออกจากวงการ ซึ่งมีผู้จัดท่านหนึ่งเตือนเราว่าอย่าเพิ่งรีบเป็น ให้รออีกสักสองถึงสามปีก่อน แต่เราก็รั้นไม่เชื่อ ทำเลย (หัวเราะ) 

ทำไมถึงต้องรอ 

        เพราะเขารู้ว่าการเป็นผู้จัดละครนั้นมีแต่เรื่องยุ่งยาก และจะเอาเวลาของเราไปหมด จนไม่มีเวลาไปเล่นละคร ซึ่งจริงทั้งหมด เราห่างจากการเล่นละครไป 4-5 ปีเลย แล้วพอกลับมาอีกที เราก็อ้วน โทรม ในละครเรื่อง อย่าลืมฉัน เราจึงเริ่มออกกำลัง แต่เวลาใครถามว่าไม่เล่นละครแล้วเหรอ เราจะบอกเลยว่าเล่น แค่คนคิดว่าเราไปสนุกกับการเป็นผู้จัดละครแล้ว ไม่ใช่นะ เราแยกร่างได้ (หัวเราะ) เราอยากเล่นบทเป็นผีปอบ ผีกระสือดูบ้าง เพราะบทบาทอื่นๆ นี่เล่นมาเกือบหมดแล้ว อยากลองเล่นละครที่มีโปรดักชันแปลกๆ บ้าง

สำหรับเราและคนอื่นๆ มองว่าคุณยังเป็นคนที่สวยงามเสมอ เป็นเจ้าหญิงของวงการบันเทิง แต่กลายเป็นว่าความแก่ชราก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณเหมือนกัน 

        เราไม่ถึงกับมองว่าความแก่เฒ่าเป็นปัญหาของชีวิตขนาดนั้น แต่เราไม่ยอมให้ตัวเองดูไม่ดี เรายอมให้หน้าตัวเองมีตีนกาขึ้นมาได้ แต่ถ้าเป็นผมหงอกเราไม่ยอม (หัวเราะ) เราอายุ 40 แล้ว จะให้ยิ้มโดยที่บนหน้าไม่มีริ้วรอยเลย แบบนั้นก็เฟกเกินไป ปล่อยให้มีริ้วรอยบ้าง แต่อย่ามาจนเยอะกว่าที่ควรจะเป็น เพราะริ้วรอยเหล่านี้ก็คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เรากลัวผมหงอกเพราะมันจะเปลี่ยนจุดนำสายตาเวลาคนที่มองเรา กลัวหุ่นตัวเองจะพัง เราชอบการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เพราะรู้สึกว่าโลกมันน่ามอง โลกมันน่าอยู่ เราไม่อยากตายเร็ว

สถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี ยังน่าอยู่อีกจริงๆ เหรอ 

        ใช่ เราเคยสงสัยว่าทำไมคนถึงกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เราสงสัยมากว่าโลกมันไม่น่าอยู่ยังไงวะ… ทำไมถึงอยากหนีไป เราคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาเห็นข่าวคนฆ่าตัวตาย เราจะไม่เข้าใจ เพราะเราเชื่อว่ากว่าคนจะเกิดมาได้โคตรโชคดีเลย การที่เราตื่นมาแล้วได้กลิ่นหอมๆ ของกาแฟ ได้ลิ้มรสชาติของอาหาร ได้ดูซีรีส์แล้วมีความสุข หรือมีความรักกับผู้ชายของเราแล้วมีความสุข ความรู้สึกอะไรแบบนี้ดีจะตาย ทำไมถึงไม่อยากรับรู้รสชาติพวกนี้ของชีวิต แต่เรื่องความทุกข์มันเจ็บปวด อันนี้เข้าใจ เพียงแต่เราหลีกหนีได้ แต่เรามีช่องทางให้หนีตั้งเยอะ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปอยู่ในช่องทางนั้นช่องทางเดียว เราถึงยังอยากสาว อยากสวย อยากแข็งแรง อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปยาวๆ ในแบบที่ยังสวยอยู่

จะมูฟออนออกจากความเจ็บปวดได้อย่างไร ไม่ต้องมองถึงเรื่องสังคมก็ได้ เอาแค่เรื่องของตัวเอง แค่ความรักที่ผิดหวังก็หนักพออยู่แล้ว 

        ถ้าเป็นเรา สมมติว่ามีใครสักคนมาบอกเลิกหรือทำให้เสียใจ ก็คงอยู่ที่วิธีคิด เราจะบอกตัวเองว่า สิ่งสิ่งนั้นไม่เหมาะกับเราแล้วในตอนนี้ เราจะได้ไม่ไปดราม่ากับมัน ไม่รู้สึกเสียอกเสียใจมากมาย ต้องหันหลังแล้วเดินออกมา เมื่อหันหลังเราจะมองเห็นภาพอีกด้าน ที่ยังมีอะไรให้มอง ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้เราก็จะไม่จม จะมูฟออนต่อได้ เราคิดแบบนี้จริงๆ 

ถ้าเพื่อนคุณมาปรึกษาล่ะ คุณจะมีคำแนะนำที่อ่อนโยนให้ไหม 

        เราจะพูดกับเขาแบบดิบๆ สไตล์ตัวเองว่า เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว อย่าเพิ่งไปสนใจมัน เดี๋ยวพรุ่งนี้หาย เชื่อสิ แล้วเขาก็หายจริง บางทีเราก็แค่ต้องอยู่เป็นเพื่อนเขา เขาก็จะเย็นลงได้ ถ้าเขามาอีกก็ตบไหล่กัน เพราะเรื่องบางเรื่องไม่มีทางจบหรือจัดการได้ในครั้งเดียวได้หรอก 

คุณเคยสติแตกไหม

        เคย ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เคยทำร้ายตัวเองบ้างเพราะโมโห แต่ก็มาคิดได้ตอนหลังว่า ยายเลี้ยงเรามาจนโต กว่าจะประกอบร่างสร้างตัวมาได้ถึงวันนี้ เราจะอนุญาตให้คนคนหนึ่งมาทำร้ายจิตใจเราถึงขั้นทำร้ายตัวเองได้อย่างไร เพราะเคยทำถึงรู้ว่าการทำร้ายตัวเองมีแต่จะทำให้ตัวเองแย่ลง เพราะเราจะทำแบบนั้นทุกครั้งเวลาที่ตัวเองอยากเรียกร้องความสนใจจากอีกฝ่าย และมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร เราไม่รักตัวเองเลยเหรอ 

 

แอน ทองประสม

ชีวิตกับละครอะไรน้ำเน่ากว่ากัน 

        เราว่าชีวิตของคนเราซ้ำซากจำเจจะตาย แค่เราทำเป็นเหมือนไม่ยอมรับมัน มันเยอะมาก อย่างทำดีแล้วไม่มีใครเห็น ทำบุญกับคนไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่ฉันก็ตั้งใจดี อันนี้คือความซ้ำซาก คลีเช่ ที่ไม่ต่างกับละคร แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ อย่างนักแสดงกับเรื่องดราม่าในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งบางคนอาจจะเป็นคนที่อยู่กับโซเชียลฯ เก่ง เข้ากับทุกอย่างได้หมด พูดเก่ง พลิกประเด็นเก่ง เขาจะไม่ค่อยมีดราม่ากับใคร แบบนี้เรียกว่าอยู่เป็น ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น บางทีก็จะมีดราม่าเกิดขึ้นบ้าง แต่ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนดูมีความสุข เราก็จะทำไม่ได้แคร์ว่าคนที่ไม่ชอบเขาจะเอาเราไปว่าอย่างไร 

ทำอย่างไรให้ตัวเองเข้มแข็งจากชีวิตในโลกออนไลน์ 

        จะบอกว่าไม่อ่านเลยก็ไม่ได้ เพราะบางทีเราก็เห็นเอง และมันก็เจ็บเหมือนโดนเข็มมาทิ่ม เราก็ต้องสะดุ้ง เหมือนเวลาเราได้ยินคนพูดว่า โห! ละครเรื่องนี้ไม่เห็นดีเลย ก็เจ็บเหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ให้ได้ แต่ถ้าเป็นในเฟซบุ๊กหรือไอจีของเรา แล้วคุณเดินเข้ามาด่าในบ้านเรา เราถือว่าไอจีเป็นหน้าร้านของฉัน ฉันขายของโชห่วยอยู่ ฉันขายของอยู่ในพื้นที่นี้ แต่ถ้าเธอเดินมาถึงแล้วโยนขี้เข้ามาในบ้านฉัน ฉันก็เขี่ยออก เราก็มีอินเนอร์แบบนี้เหมือนกัน ไม่ชอบก็ลบ ถ้ามีคนมาด่าว่าจะลบทำไม มันเป็นความจริง เอ้า! ก็นี่บ้านฉันไง คุณไม่มีสิทธิ์ แต่ถ้าคุณไปด่าที่อื่นเราก็ไม่ได้ไปตามลบ นอกเสียจากเรื่องที่เป็นการเข้าใจผิด แล้วกระทบในเรื่องของสิทธิอะไรบางอย่าง เราก็ต้องไปแก้เพื่อให้เขาลบออก เพราะจะกระทบคนอื่น 

        ในฐานะผู้จัดละครต้องรับผิดชอบอะไรแบบนี้ด้วย ไม่ใช่เพิกเฉยไปหมด จบงานหลังกล้องแล้วก็ต้องดูแลต่อ แต่ว่าถ้าคอมเมนต์ไหนที่เป็นความจริง เราก็จะยอมรับ ก็เสียใจจิตตกอยู่สองสามวัน แต่ก็จะบอกตัวเองว่า จิตตกแล้วไง ตกแล้วจะมานอนเฉาอยู่แบบนี้ไม่ได้ต้องไปต่อ ซึ่งโชคดีที่ตัวเองเป็นคนจัดการกับความรู้สึกได้เร็ว

เคยเสียน้ำตาให้เรื่องพวกนี้ไหม

        ไม่ได้เสียน้ำตา แต่โกรธ เราไม่เคยเสียน้ำตากับเรื่องอะไรแบบนี้เลย เรามีความรู้สึกว่าแบบ… เธอมาด่าฉันทำไม ฉันทำแค่นี้ ทำไมด่าฉันขนาดนี้ มันก็โกรธนั่นแหละ ก็บ่นๆ ให้เพื่อนฟัง พอบ่นเสร็จ กรี๊ดเสร็จแล้ว ก็จะกลับมามองตัวเองว่าเมื่อกี้ฉันเป็นอะไรไป ทำไมต้องเป็นปีศาจร้าย ไม่น่ารักเลย ไม่เอาแล้ว ไม่ทำแล้ว สติก็กลับมา แม้ว่าบางเรื่องจะสายไปแล้วก็ตาม 

เมื่อก่อนตอนที่พีกมากๆ ในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาท คุณมองว่าตัวเองก็ยิ่งใหญ่พอ ทำไมต้องยอมใครอะไรแบบนี้ด้วยไหม 

        ไม่เลย อย่างตอนที่เราอายุ 20 กว่าๆ เราเป็นคนที่มีความสุขมากๆ และสนุกกับทุกอย่างที่ทำ มีความมั่นใจว่าฉันทำได้ แล้วก็โคตรตั้งใจเลย แต่ยังเป็นเด็กที่ขอโทษคนนะ เรารู้สึกว่าตัวเองร่าเริงในตอนนั้น ร่าเริงกว่าทุกวันนี้ เพราะว่าไม่ต้องกลัวอะไร ทุกอย่างเป็นเรื่องท้าทายเป็นของใหม่ เหมือนประวัติศาสตร์ที่ต้องมียุคบุกเบิก ยุคแข่งขัน ยุคอิ่มตัว และยุคถดถอย ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่อิ่มตัวแล้ว อิ่มจนแบบว่าเรามองลงไปข้างล่างเราก็เห็นหมดทุกอย่างแล้ว แต่เราจะไม่ยอมถดถอยถ้าไม่จำเป็น ยุคถดถอยต้องมาให้ช้าที่สุด เราแค่เปลี่ยนลายพอ แต่อย่าทำตัวเองให้หมดค่าหรือหมดประโยชน์กับวงการนี้ เราจะเป็นอะไรก็ได้ อาจจะไม่ได้เป็นนางเอกแล้ว แต่ยังเป็นประโยชน์หรือเป็นกล้ามเนื้อใหม่ๆ ให้กับวงการต่อไป แต่อย่าถดถอยตัวเองเด็ดขาด เพราะว่าถดถอยไปก็ไม่มีกิน เพราะเราก็ไม่ได้ชอบทำอย่างอื่นนอกจากงานในวงการบันเทิง

        แต่ละยุคก็มีความสนุกต่างกัน แต่ยุคที่เรารู้สึกว่ามีความสุขในแบบที่นิ่งๆ ที่สุดก็คือยุคนี้ ตอนนี้ ที่เหมือนเรามีเรดาร์ที่อ่านอะไรออกง่ายขึ้น เราเลยเข้าใจคนขึ้นเยอะเลยกลายเป็นว่าชีวิตจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา อะไรเกิดขึ้นมาก็ช่างมันไป ถ้าเจออะไรทำให้โกรธ เดี๋ยวก็หาย

จริงๆ เราควรจะนิ่ง สงบ ปล่อยวาง หรือมีความทะเยอทะยานต่อไปเรื่อยๆ 

        คนเราต้องมีความทะเยอทะยาน ห้ามหายเด็ดขาด ไม่งั้นจะหยุดพัฒนาตนเอง ต้องมีไฟอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับเรา เงินไม่ใช่เป้าหมายใหญ่แล้ว ตอนนี้ตื่นเช้าขึ้นมา เราจะถามตัวเองว่าต้องทำอะไรก่อน อาทิตย์หน้าว่างช่วงไหนบ้าง จะได้ออกกำลังกาย เหมือนเราให้ความสนใจกับร่างกายตัวเองมากกว่าเดิม เพราะเมื่อเริ่มแก่ คนเริ่มไม่ชม ใส่ชุดอะไรก็ไม่สวย เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นที่สนใจแล้ว ไม่น่ามองแล้ว เราไม่อยากเป็นแบบนั้น อย่างน้อยก็ให้ฉันน่ามองในวัยของฉันได้ไหม เราจึงพยายามดูแลตัวเองในแบบสมวัยของตัวเอง 

คุณยังต้องการสายตาจับจ้องจากคนอื่นเสมอ

        ใช่ เพราะเราเป็นนักแสดง เราทำให้คนละสายตาจากเราไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะปั่นไอจีกันทำไมทุกวันนี้ ที่ทำกันก็เพื่อให้เรายังอยู่ในความสนใจของคน แต่ไม่ได้หมายถึงเรียกร้องความสนใจนะ แต่ทำให้เห็นว่าเรามีตัวตน ทำให้เห็นว่าเรายังมีประโยชน์ ทำให้เห็นว่าเรายังมีความสำคัญที่จะอยู่บนโลกใบนี้ ไหนๆ ก็เกิดมาแล้ว คนกวาดถนนเขาก็มีประโยชน์ในแบบของเขา ลุงของเราก็เป็นคนขับรถสิบล้อที่ขับมาตั้งแต่อายุ 17 ยัน 70 เขาก็มีประโยชน์ในแบบเขา 

ในยุคนี้นักแสดงยังต้องสั่งสมบารมีแบบเหมือนก่อนอีกไหม เพราะตอนนี้ใครๆ ก็โดดเด่นด้วยตัวเองได้จากสื่อใหม่ๆ ที่มี

        เป็นเรื่องที่ตามกรรมต่างวาระ เรามีโควตามาก่อน ได้กินมาก่อนเขา ได้เงินมาก่อนเขา เพียงแต่เราไม่ได้มีรายได้แบบฮวบฮาบเหมือนในสมัยนี้ แต่ค่อยๆ ถูกหยอดให้ทีละนิด แล้วก็เดินมาช้าๆ ดังนั้น ความเป็นดารากับอินฟลูเอนเซอร์จะคนละชนิดกัน ไม่ได้หมายความว่าใครเหลื่อมล้ำ ใครดีกว่าใคร อินฟลูเอนเซอร์ก็เจ๋งในแบบของเขา พอเข้ามาช่วงนี้เขาก็ได้แบบเต็มหน้าตักมาก แต่ข้อเสียของเขาคือต้องสู้กับคนโคตรจะเยอะเลย ไม่เหมือนเราที่ค่อยๆ สู้ ดังนั้น คนเป็น อินฟลูเอนเซอร์ก็ต้องสตรอง รู้จริงกว่า ทำงานคนละฟังก์ชันกัน คนเป็นนักแสดงจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เราเชื่อว่าคนจะเป็นเป็นสตาร์ต้องเหลืออะไรไว้ให้คนค้นหาบ้าง ปล่อยให้คนไปเซอร์ไพรส์ในงานของคุณบ้าง ฟังดูอาจจะโบราณ แต่เราคิดแบบนั้น เพราะว่าอาชีพเราเป็นแบบนี้

        เราเคยเตือนน้องคนหนึ่งซึ่งเป็นนักแสดงตลก และเขามีดราม่ากับชีวิตหนักมาก แล้วเขาพูดออกไปในไอจี คนก็ผิดหวัง เพราะเขาเป็นคนสร้างเสียงหัวเราะให้กับคน เราบอกเขาว่า คุณเป็นคอเมเดียน มีหน้าที่เอนเตอร์เทนคนดู เมื่อไหร่คุณปล่อยให้คนเห็นด้านมืดของคุณออกมาจนร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น เวลาคุณเล่นอะไรต่อไปมันไม่ตลกแล้ว การเป็นนักแสดงก็เช่นเดียวกัน ทำได้ แต่อย่าเทกระจาดเท่านั้นเอง เก็บไว้สำแดงในเนื้องานบ้าง เพื่อทำให้คนเขาได้กำไรจากการมาเสียเงินดูหนังของเรา หรืออยากมานั่งรอดูละครของเรา ไม่ใช่มาเปิดไอจีแล้ว เอ้า เห็นไปแล้ว กล้ามเนื้อส่วนนี้ฉันเห็นหมดแล้ว พอเอาไปไว้ในละครก็ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว กิมมิกคือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่นั่นก็คือเสน่ห์ที่ทำให้แต่ละคนไม่เหมือนใคร

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN