บอย Lomosonic | สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการออกไปวิ่งคือการรู้จักหยุดพัก

ทำไมเราต้องท้าทายตัวเองให้ออกวิ่ง แล้วการวิ่งได้ไกลยิ่งขึ้นจะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทางใด คือคำถามที่เกิดขึ้นในใจเราหลังจากได้คุยกับเขา

แฟนเพลงของ Lomosonic ทุกคนต่างรู้ดีว่า ‘บอย’ – อริย์ธัช พลตาล ฟรอนต์แมนของวงจัดอยู่ในโหมดของคนที่เต็มไปด้วยพลัง บนเวทีคอนเสิร์ตเขาสามารถบิลด์อารมณ์ทุกคนให้ไปสู่จุดสูงสุด แถมยังชอบกระโจนตัวไปแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางคลื่นคนดูอยู่เสมอๆ

     มวลพลังงานอันล้นเหลือของเขาส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาเริ่มออกวิ่งตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะปัญหาทางสุขภาพ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมานอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ระเบียบวินัยยังขัดเกลาจิตใจให้เข้มแข็ง มีช่วงที่ชีวิตเหลือเงินใช้เพียงหกบาทต่อวัน เขาก็ยังอดทนจนสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยการทำวงดนตรีได้

     ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็ใส่ใจในเรื่องสุขภาพ หนุ่มสาวมากมายต่างออกมาวิ่งและท้าทายตัวเองด้วยการขยายเขตของเส้นชัยออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น แต่บอยกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการออกไปวิ่งคือการหยุดพัก เขาไม่ได้ตอบแบบนั้นเพราะอยากยียวนคนถามหรือต้องการสวนกระแสสังคม แต่มันเป็นคำตอบจากคนที่เคยออกวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย จนวันที่มองผ่านกระจกเห็นร่างกายฟิตหุ่นเฟิร์มของตัวเองกลับนำไปสู่คำถามที่ว่า เส้นชัยที่ได้มานี้คือเส้นชัยที่แท้จริงของชีวิตหรือเปล่า

 

บอย Lomosonic

 

สำหรับคนที่เริ่มวิ่งตั้งแต่ 7 ขวบ อะไรคือความท้าทายหรือเส้นชัยในปัจจุบัน

     คงไม่ไปคิดแข่งกับใครหรืออะไรแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะแข่งไปทำไม เราเอาชนะตัวเองในเรื่องการวิ่งมาเยอะแล้ว ถ้าเราไปลงแข่งได้ชัยชนะกลับมาแล้วไง เราก็ต้องกลับมาวิ่งอยู่ดี

     สำหรับเราการออกไปวิ่งในทุกๆ วันจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า การวิ่งอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่เจ็ดขวบมันไม่ได้ภูมิใจอะไรแล้ว ในชีวิตนี้เคยเกือบๆ เฉียดทีมชาติไทย หรือช่วงที่ลงแข่งแล้วมีถ้วยเต็มบ้าน แต่พอสุดท้ายพอน้ำท่วมก็สนิมขึ้นต้องทิ้งหมดเลย สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการวิ่งทุกวันนี้มันเหมือนกับที่เราตื่นมาแล้วต้องแปรงฟัน ขณะที่ในชีวิตจริงคือหนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน แค่หาเวลาออกไปวิ่งห้าวันก็ยากแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ยากกว่าการวิ่งคือการพัก การเอาชนะใจตัวเองไม่ให้ออกไปวิ่ง

 

ถ้าใจอยากวิ่งก็แค่ออกไปวิ่ง มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องเอาชนะใจตัวเองด้วยการไม่วิ่งด้วย

     ไม่เคยเป็นห่วงเรื่องรูปร่างนะ แต่น่าจะเป็นธรรมชาติของนักกีฬาที่ถูกปลูกฝังมาอย่างหนึ่งว่า วันไหนซ้อมน้อยก็แพ้ ตอนนี้กลับค้นพบว่า ถ้าหยุดพักได้ กล้ามเนื้อก็จะสดชื่นขึ้น เคยอ่านเรื่องหนึ่งเขาเขียนมาว่า การไม่ออกกำลังกายก็มีประโยชน์นะ ปัจจุบันเราเห็นสปอร์ตไอดอลทั่วบ้านทั่วเมืองเต็มไปหมด คนออกกำลังกายกันทุกวัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือพอเขาออกกำลังกายแล้วเขาจะกลับมาถามเราว่า “ช่วงนี้พี่ไม่วิ่งบ้างเหรอ” ก็แปลกดี แค่ผมไม่โพสต์ไม่ได้แปลว่าผมไม่วิ่ง

     ผมเคยตอบคำถามว่าจะประสบความสำเร็จได้ยังไง เพราะเขาบอกว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว ผมคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่ามันคือการอยู่กับสิ่งที่น่าเบื่อให้ได้มากที่สุด แล้วมันก็สอดคล้องกับการที่ผมออกไปวิ่งนี่แหละ ผมไม่ได้มีความสุขกับการวิ่งในทุกๆ วันนะ แต่ผมต้องไปเพราะผมอยู่กับสิ่งที่น่าเบื่อได้ทุกวัน บางทีผมเบื่อฉิบหาย แต่มันต้องทำเพราะโอกาสมันไม่รอ ถ้าวันหนึ่งโอกาสมาแล้วร่างกายเราไม่พร้อมจะทำยังไง

     เราอาจจะไม่ได้เชื่อในเรื่องความสุขของการวิ่งแต่เราเชื่อในความน่าเบื่อของการฝึกซ้อม ถ้าเปรียบกับหนังเรื่อง Whiplash (2014) เราเป็นทั้งมิสเตอร์เฟลตเชอร์ แล้วเราก็เป็นทั้งเด็กมือกลองคนนั้น มันไม่มีอะไรที่ไม่ทำซ้ำไม่ได้หรอก เรายังต้องร้องเพลงแบบเดิมทุกวัน มันเบื่อจนมันหายเบื่อไปแล้ว

 

บอย Lomosonic

บอย Lomosonic

 

ถึงจะเบื่อในการฝึกซ้อมแค่ไหนแต่เราก็ยังต้องซ้อมต่อไป มันคือสิ่งที่เรียกว่าวินัยใช่มั้ย

     ใช่เลย ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับว่าการมีวินัยมันสำคัญมาก ทั้งครอบครัวแล้วก็โรงเรียนด้วย เป็นแกมบังคับ ตอนนั้นก็จะไม่รู้หรอกว่าสิ่งนี้มันคือวินัย แต่ถ้าไม่ได้มองมันในแง่ของความเป็นวินัย มันอาจจะเป็นการที่จะใช้เวลาให้มีศักยภาพมากที่สุด ก็เลยจะยึดถือเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะ แล้วมันไม่เชิงว่าเป็นการบังคับตัวเองแต่มันเป็นการทำให้เป็นกิจวัตรมากกว่า คือทุกครั้งที่เราแปรงฟัน เราก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกว่าตื่นมาแล้วฉันต้องแปรงฟัน เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นอันดับหนึ่งของชีวิต แต่คนจะไม่ค่อยรู้ เพราะไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เท่าไหร่ จริงๆ ให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่า และรู้สึกว่าทุกๆ อย่างเริ่มต้นจากการแบ่งเวลาเพื่อการพักผ่อนของเรา ถ้าวันไหนไม่นอนก็จะไม่วิ่งเลย มันคือวินัยที่สำคัญอย่างหนึ่งเลยนะ

     เรากับมือเบสอยู่บ้านเดียวกัน มีช่วงหนึ่งที่อยากทดลองกันเล่นๆ ว่าเราจะวิ่งให้เยอะที่สุด กลายเป็นว่าอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราตื่นนอนขึ้นมาแล้วไปส่องกระจก เห็นตัวเองแล้วตกใจว่า เฮ้ย เรามีกล้ามขนาดนี้เลยเหรอ หุ่นเรากลายเป็นเหมือนเทพบุตรเลยนะ แทนที่จะดีใจเรากลับเกิดความรู้สึกว่า เราเสียเวลาในการออกกำลังกายไปเยอะ หกถึงเจ็ดชั่วโมงต่อวัน รวมเป็นสี่สิบห้าสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ มันมากเกินไป

 

ทั้งที่การมีหุ่นที่ดีขึ้นคือเส้ยชัยของคนออกกำลังกายหลายๆ คนเลยนะ

     เรามีความฝันว่าอยากเป็นนักร้อง ดังนั้นการที่คุณเอาเวลาหกถึงเจ็ดชั่วโมงไปทุ่มเทกับการออกกำลังกายมันไม่ได้นำไปสู่เส้นชัยของคุณนะ จริงๆ แล้วมันคือการเสียเวลาด้วยซ้ำ ถ้าสิ่งที่จะทำให้ความฝันสำเร็จได้คือวินัย เราก็ต้องให้กับงานการที่แท้จริงของเราก่อน

     ทุกวันนี้ทำงานกับเพื่อนด้วยความรู้สึกว่าเรากำลังทำงานประจำกัน แค่เวลางานของเราอาจไม่ตรงกับคนอื่น นอนตีสาม ตื่นสิบเอ็ดโมง วันไหนไม่มีเล่นคอนเสิร์ตก็จะออกกำลังกาย กินข้าว กินกาแฟ อ่านหนังสือ แล้วกลับมาทำการบ้านนิดหน่อย ออกไปวิ่ง เวลาที่เหลือก็กลับมาอ่านหนังสือก็หมดวันแล้ว แต่วันไหนที่มีเล่นดนตรีจะยิ่งเข้มงวดมากขึ้น ต้องนอนครบ 8 ชั่วโมงก่อน และก่อนเวลาเล่นต้องตื่นให้ได้ 6 ชั่วโมง เพื่อเส้นเสียงจะได้ใช้เวลาปรับตัว อาชีพของเรามันดูเหมือนเข้ามาแล้วสนุก เพราะบนเวทีมันสนุก แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้มาเล่น อาชีพเราอาจจะใช้คำว่าเล่นดนตรี แต่จริงๆ แล้วมันคือการทำงานนั่นแหละ

 

ตารางเวลาของคุณดูแน่นและแทบจะไม่มีการแบ่งเวลาให้กับการกินดื่มเที่ยวเลย

     ก่อนหน้านี้เคยเป็นอย่างนั้น แต่มีช่วงหนึ่งที่คนรอบข้างเริ่มรู้สึกถึงอารมณ์ไม่มีความสุขของเรา เหมือนเราเฝ้าตามหาอะไรหลายๆ อย่างมาตลอด จนกระทั่งไปบวชมาหนึ่งเดือนหลังคอนเสิร์ตใหญ่ จึงเริ่มรู้สึกว่าผ่อนคลายบ้างก็ได้ ทุกวันนี้ก็คือ ถ้าวันไหนไม่มีเล่นดนตรีแล้วอยากสังสรรค์ก็จะออกไปกินเบียร์ กินของทอด กินเฟรนช์ฟรายบ้าง เพื่อนที่เป็นหมอยังบอกว่าควรจะกินบ้าง มันช่วยให้เราผ่อนคลายจากความเครียดนะ แต่ก็จะไม่ใช่เป็นการกินทุกวัน และก็จะไม่กินจนเมาเละเทะ

     ผมผ่านช่วงมหาวิทยาลัยมาด้วยการที่ทุกร้านในแถบถนนข้าวสารจำผมได้หมด ดื่มหนักมาก แล้วจะมีค่านิยมอย่างหนึ่งคือ การผลัดกันเลี้ยงเหล้าในวง ยิ่งเป็นตาเราเลี้ยงก็จะรู้สึกว่าต้องกินให้เยอะ แต่พอเรียนจบมาทำวงโลโมโซนิก ผมไม่กินแอลกอฮอล์มาเจ็ดปี ฟรีซตัวเองอยู่กับวินัย ทุกครั้งที่เราเริ่มจะหลุดก็จะเฆี่ยนตัวเองแล้วว่า เฮ้ย มึงจะแค่นี้เหรอ ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งสิบนาทีต่อวัน ทำไมไม่ไปต่อ ทุกอย่างที่เรามีวันนี้มันเริ่มจากตรงนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจ เราฝึกร้องเพลงทุกวันเพราะรู้ว่า วิทนีย์ ฮูสตัน ก็ต้องร้องเพลงทุกวัน รู้ว่าไมเคิล แจ็กสัน ก่อนจะขึ้นเวทีก็จะต้องโทร.ไปหาครูสอนร้องเพลงของเขา อาศัยดูจากคนที่เราชอบ เขาทำยังไง ฝึกหนักใช่มั้ย เราซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ตเรนที่เกาหลี ซึ่งขึ้นชื่อว่าโชว์ดีมาก สิ่งที่เราได้จากการดูเขาคือ ศักยภาพจากการทุ่มเทฝึกซ้อม นั่นคือการใช้เวลาให้มีศักยภาพที่สุด

 

บอย Lomosonic

การมีวินัยกับตัวเองมากๆ ทำให้เรามักจะโกรธเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้างเวลาที่เขามาสายหรือเปล่า

     ไม่นะ ถ้าไม่อยู่ในโหมดงานเราไม่ซีเรียสเลย เรามองว่าผลสัมฤทธิ์ในการใช้ชีวิตของแต่ละคนอยู่ที่ความสุขมากกว่า ไม่ต้องเป็นคนแบบเราก็มีความสุขได้ แต่ถ้าเข้าโหมดงานที่ผมคุมเมื่อไหร่ อย่างเช่นช่วงคอนเสิร์ตใหญ่ที่เรารับผิดชอบเรื่องโชว์ เรื่องซ้อม ถ้าทีมงานสายไม่โกรธนะครับแต่ปรับแพง (หัวเราะ)

     การทำคอนเสิร์ตใหญ่นี่เครียดมากนะ คิดง่ายๆ ว่าถ้าเรามีเวลาซ้อมกันหนึ่งเดือน เราสายวันละห้านาที หนึ่งเดือนเราเสียไปเท่าไหร่ แล้วมันจะไม่สายแค่ห้านาทีหรอกครับ สายกันทีครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ว่ากันนะ นั่งประชุมก่อนเลย ถ้าวงสายปรับห้าร้อย ทีมสายปรับสามร้อย หนึ่งทุ่มโน้ตตัวแรกต้องดัง มันรอดมาได้เพราะอย่างนี้แหละ แล้วเราไม่โกรธกันด้วย

เลิกใช้อารมณ์กับเรื่องงานไปนานแล้ว รู้สึกว่าโตแล้ว ถ้าเป็นเรื่องงานเราควรจะมองผลประโยชน์ขององค์กรเป็นใหญ่ เราทำงานเป็นทีม จะอิงกับตัวเองอย่างเดียวไม่ได้

     ถ้าเป็นส่วนที่เรารับผิดชอบเราก็บอกทุกคนนะว่าเราเข้มงวดเรื่องเวลา โชคดีที่คนในวงไม่ค่อยสายกันอยู่แล้ว แต่ถ้าทำงานกับคนอื่นๆ แล้วนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่โกรธ เพราะโกรธไปก็ไม่มีความสุข มันเหมือนคนที่ออกกำลังกายเยอะๆ แล้วไปว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย หรือคนกินเจไปว่าคนกินเนื้อสัตว์ มันไม่ใช่ พระยังบอกเลยว่ามันไม่ใช่

 

ที่สุดแล้ววินัยและการซ้อมแล้วซ้อมอีกมันคือการออกกำลังกายให้กับความฝัน

     ใช่ๆ คนจะพูดถึงเรื่องความฝันกับผมเยอะ แต่เขาไม่รู้ว่าผมมองความฝันเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะมันจะพาเราไปในที่ที่เราเห็นแค่ปลายทางที่เป็นเส้นชัย แต่ระหว่างทางเราไม่รู้ วันใดที่มีแค่ความฝันอย่างเดียวจึงเป็นความน่ากลัวมาก เพราะในความเป็นจริงจะมีคนที่ตายอยู่รายทางเต็มไปหมด คนที่สำเร็จคือคนที่ไปถึงเส้นชัยตรงนั้น แล้วกลับมาบอกคนที่อาจจะยังว่างเปล่าอยู่ว่าให้เดินตามความฝัน

     ผมเคยอ่านหนังสือฮาวทูเล่มหนึ่งถือว่าเป็นเล่มที่ทำให้หนังสือฮาวทูฮิตกระหน่ำอย่างทุกวันนี้ เรากลับรู้สึกว่า สิ่งที่เขาเขียนมันก็เป็นคอมมอนเซนส์อยู่แล้ว ถ้าไม่ทำแล้วมันจะได้เหรอ แต่ถ้าถามว่าเคยเป็นคนที่ประสบความล้มเหลวในเรื่องความฝันหรือเคยตายระหว่างทางมั้ย เคยครับ รู้ว่าเปิดมาแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ตอนเด็กๆ อยากเป็น เอริค คันโตนา เขาเป็นนักฟุตบอลที่โคตรเท่เลย แต่จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเรามีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง เคยถูกรถชนตั้งแต่ตอนอยู่ชั้น ม.2

     ผมคิดอย่างนี้นะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าวันนี้ชีวิตจะผกผันไปเป็นวินมอเตอร์ไซค์หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจ ผมก็จะเป็นให้ดีที่สุด รู้ให้มากที่สุด ทุกวันนี้ผมเป็นนักร้อง ก็อยู่กับการร้องเพลงไปเลยหกเจ็ดชั่วโมงต่อวัน ถามว่าทุกวันนี้ไปถึงเส้นชัยที่ฝันไว้หรือยัง ก็ยัง อยากเป็นไมเคิล แจ็กสัน เปรียบเขาเป็นดวงจันทร์เลย ตอนฝันเรายังอยู่บนพื้นดิน แล้วระหว่างทางที่เราพยายามมาเจ็ดปีอย่างน้อยตอนนี้เราก็ได้ยืนอยู่ตรงภูเขาแล้ว แต่ก็รู้นะว่าเราคงไม่มีวันไปถึงดวงจันทร์ อาจจะด้วยอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตที่มันเข้ามาจะทำให้เราปลงตกหรือเปล่าไม่แน่ใจ

 

บอย Lomosonic

 

อะไรคือหลายๆ อย่างในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกปลงตก

     ปลงตกมันอาจจะดูเนกาทีฟไปหน่อย อาจจะเป็นความเข้าใจมากกว่า ภายใต้การที่เรามีชีวิตอยู่ในบริบทสังคมแบบนี้ อาจจะทำได้แค่ให้ชีวิตมันก็ค่อยๆ กระเถิบเข้าใกล้เส้นชัยมากขึ้น ความฝันที่ยิ่งใหญ่อย่างการเป็นไมเคิล แจ็กสัน มันจึงถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เช่น เริ่มฝันว่าอยากเห็นวงเราได้ไปเล่นที่ต่างประเทศก่อนมั้ย อยากเห็นตัวเองตอนเล่นดนตรีอยู่บนเวทีมองออกมาแล้วเห็นคนดูอยู่สุดลูกหูลูกตา มีคนมายืนดูเย้วๆ แบบในคอนเสิร์ตแกลสตันบูรี หรือฟูจิร็อก

     ครั้งแรกถูกเชิญไปเล่นที่ Busan International Rock Festival ก่อนหน้านั้นไปไหว้พระกันเต็มที่ อยากทำให้ได้ แต่ถามว่าวันที่เล่นมีคนมาดูสุดลูกหูลูกตามั้ย ก็ไม่มากนะ แต่ก็ไม่น้อยถึงขนาดไม่มีคนมาดู ครั้งที่สองไปไต้หวัน พายุเข้าอีก เอาวะ มันอาจจะยังไม่ถึงเวลาของเรา แต่ถามว่าเข็ดขยาดมั้ย ก็ไม่ เรากลับมาเตรียมพร้อมสำหรับทุกๆ โอกาส วิ่งให้เหมือนที่เคยวิ่งทุกวัน

     จนครั้งล่าสุดได้ไปเล่นที่ Golden Melody Awards ไต้หวัน คราวนี้ดีเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนตอนเราโชว์ที่ประเทศไทยเลย ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมีแฟนเยอะ พอเล่นเสร็จลงมาหลังเวทีเจอโปรโมเตอร์ชาวญี่ปุ่นดูทรงอิทธิพลมากๆ เขาเดินมาพูดคำคมทิ้งท้ายว่า ‘ทุกคนก็อยากไปฟูจิร็อกเหมือนกันหมด แต่คุณต้องทำงานหนักเท่านั้นถึงจะได้ไป’ โห เหมือนฉากในหนังเลยนะ ทั้งหมดนี้มันก็คือระหว่างทางก่อนจะถึงเส้นชัย ที่มันต้องมีเจ็บอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เจ็บร่างกาย ก็ต้องเจ็บใจ ภูมิต้านทานก็เลยเยอะขึ้น

     คำนิยามของเรื่องความสำเร็จคืออะไร ถ้าต้องการจะเป็นวงที่มีคอนเสิร์ตใหญ่ ขายบัตรหมดท่ามกลางสถานการณ์สงคราม เลยจุดนั้นมาไกลมากแล้ว อยากเป็นนักดนตรีเต็มตัว มีงานดนตรีทุกวัน ได้ทัวร์ มีระบบการทัวร์ ระดับหลักสิบล้านก็ทำมาแล้ว บ้าน รถ คอนโดฯ ก็ได้แล้ว แต่ถามว่ามันบียอนด์ไปได้อีกมั้ย ชีวิตมันไม่มีตอนจบเหมือนในหนัง เราก็ยังรู้สึกว่า ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสำหรับผม นิยามความสำเร็จไม่มีอยู่จริง ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คนรอบข้างนิยามมากกว่า

 

เราอยู่ในยุคที่มีเวทีเสวนาเกี่ยวกับการเดินตามความฝันหรือการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยอยู่มากมาย ถ้าเขามาเชิญให้คุณขึ้นไปพูด คุณจะไปมั้ย

     ถ้าจะให้ออกไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ว่าชีวิตกูประสบความสำเร็จแล้วมันกระดากปาก ไม่ค่อยกล้า แต่สิ่งที่ภูมิใจที่สุดก็คือทุกอย่างมาจากการร้องเพลง เราอาจจะมีสิ่งแปลกประหลาดติดตัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว เราไม่อยากทำงานประจำ ก็เลยออกจากบ้านมาแล้วไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย ช่วงก่อนทำชุดสองโดนโทร.ตามให้กลับบ้านบ่อยมาก แม่บอกให้เลิกใช้ชีวิตแบบนี้แล้วกลับมาทำงานประจำเถอะ ความรู้สึกมันกลายมาเป็นประโยคหนึ่งในเพลง ถึงเวลา…(Wake) ที่บอกว่า ‘ฉันถูกสั่งให้ปล่อยมือ จากโลกที่เรียกว่าความฝัน’

     ช่วงนั้นกล้ำกลืนฝืนทน อึดอัด ร้องไห้แทบทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งที่สุดๆ แล้วคือเหลือเงินอยู่หกบาท แค่มาม่าหนึ่งซองก็ห้าบาทแล้ว เหลืออยู่หนึ่งบาทก็เอาไปเติมน้ำ ประทังชีวิตเพื่อจะไปร้องเพลงตอนกลางคืน ใช้ชีวิตวันต่อวันไปแบบนี้ ยังไงก็ไม่ยอมทำงานประจำ แล้วในวันที่ไปเล่นดนตรีก็ยังมีคำถามกับตัวเองว่า กูเรียนจบสถาปัตย์ เรียนดีด้วย ออฟฟิศติดต่อมาเยอะแยะ แล้วเราจะมาเล่นดนตรีให้เขาดูถูกทำไม แต่พอมาคิดดูดีๆ เฮ้ย ทุกช่วงชีวิตถ้าไม่นับเรื่องพวกนี้มันมีความสุขหมดเลยนะ ก็อยู่เอาตัวรอดเพื่อได้ไปเล่นดนตรีตอนกลางคืน เริ่มรู้จักกับเจ้าของร้าน มีงานมากขึ้น แล้วสุดท้ายมันก็รอด เพราะว่าเราไม่เลิกทำมัน

 

บอย Lomosonic

 

เรื่องราวบนเวทีของคุณก็อาจจะประมาณว่า ลาออกจากงานประจำแล้วเรามาต่อสู้เพื่อความฝันกันเถอะ

     ไม่นะ เราไม่เคยมองว่าทุกคนจะต้องออกจากงานประจำแล้วมาเดินตามความฝัน ผมไม่อยากทำงานประจำเพราะแค่ไม่ชอบโดนด่าก็เท่านั้น นักวิ่งหลายๆ คนที่รู้จักกันเขาก็เป็นพนักงานประจำ มีเวลาซ้อมที่แน่นอน มีเวลานอนตรงกับช่วงที่โกรทฮอร์โมนทำงานด้วย เขาก็สามารถทำงานและใช้ชีวิตไปอย่างมีความสุขได้

     คอมฟอร์ตโซนของเราคือการทำงานดนตรี นี่เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งพบเมื่อตอนไปเที่ยวประเทศอังกฤษ เป็นทริปยาวเกือบยี่สิบวัน อยากกลับบ้านเฉยเลย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรือโฮมซิกด้วยนะ แต่การเที่ยวพักผ่อนอยู่เฉยๆ ทำให้เราคิดถึงการทำงานมาก กลับมาปุ๊บก็มานั่งคุยกับสมาชิกในวง เรารู้สึกเหมือนกันเลยว่า การไปเที่ยวมันก็มีข้อดีตรงที่เป็นการออกไปหาความรู้ใหม่ๆ แต่การได้กลับมาทำงาน ได้เห็นตัวเองเล่นดนตรีมันทำให้เรารู้สึกดียิ่งกว่า มันคือการตื่นรู้ครั้งสำคัญของเราเลยนะ อาจจะเป็นสิ่งที่ได้มาจากตอนที่เราเหลือเงินอยู่แค่หกบาทก็ได้ มันเป็นแบบนั้นเพราะเราไม่อยากทำเราก็จะไม่ทำ

 

ถ้าเราแบ่งเส้นชัยในการทำงานของคนออกเป็นสองแบบ หนึ่งคือคนที่ทำงานหนักเก็บหอมรอมริบรอวันเกษียณ กับคนที่ทำงานเพื่อที่จะมีลมหายใจมาทำงานในวันต่อๆ ไป คุณน่าจะเป็นคนประเภทหลังใช่มั้ย

     คำถามนี้ทำให้ผมนึกไปถึงหลายๆ ครั้งที่คนชอบส่งข้อความเข้ามาถามผมว่า วันหนึ่งถ้าพี่ไม่เป็นนักร้องพี่จะเป็นอะไร เราจะไม่มีทางตอบเลยว่าเราจะเป็นเกษตรกร เราโตมาจากลูกชาวนา ดำนาได้ เป็นคนมือเย็น ปลูกต้นไม้ได้ ทำสวนได้ เราปลูกมะเขือเทศกินที่บ้านด้วย แต่คำตอบก็คือผมจะเป็นนักร้องอะ คุณไม่ให้ผมเป็นผมก็จะเป็นอยู่ดี

     ถามว่าทุกวันนี้ทำอะไร ก็คงเล่นดนตรีและเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเผื่อไว้ ผมไม่เชื่อในเรื่องความแน่นอนในชีวิต ความมั่นคงในชีวิตไม่มีอยู่จริง คุณเป็นข้าราชการระดับสูง แต่วันหนึ่งคุณอาจจะเผลอไปเหยียบตีนใครตกบันได ความมั่นคงอยู่ที่ไหน มันไม่มีนะ เราใช้ชีวิตแบบที่อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อบ้าง ไม่มีแพสชันบ้างก็ได้

     ในวันที่ทุกคนพยายามจะนอกกรอบ คนที่อยู่ในกรอบจะกลายเป็นคนที่แตกต่าง เราอยู่ในโลกของสถาปัตย์มาก่อน อยู่กับค่านิยมที่ว่ายิ่งแปลกยิ่งดี ยิ่งบ้ายิ่งดี แต่ที่จริงแล้วศิลปินจะแต่งตัวเรียบร้อยใส่แว่นก็ได้ ไม่ต้องไว้ผมยาวก็ได้นี่หว่า เราหย่อนเราผ่อนบ้างก็ได้ สุดท้ายแล้วออกกำลังกายไปก็ไม่ได้ทำให้คนเป็นอมตะ อะไรก็ได้ที่มันไม่หลอกตัวเอง ไม่ทำให้กลับบ้านมาแล้วหน้าชื่นอกตรม ผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้น วิ่งเยอะไป ออกกำลังกายเยอะไปก็ตายอยู่ดีครับ (หัวเราะ) เอาแต่พอดี เอาเวลามาทำอย่างอื่นด้วย ผมเคยเทรนเยอะจนไม่ได้กวาดบ้าน เคยเสพติดการว่ายน้ำอยู่ช่วงหนึ่ง ตื่นมาก็ว่ายน้ำแล้วออกไปวิ่งต่อ กลับบ้านมาก็ยกเวต เสร็จแล้วก็นอน จนมาสังเกตเห็นว่า บ้านรกมาก มันก็สะท้อนได้ว่า เรานี่บาลานซ์ชีวิตไม่ได้เรื่องเลย

 

บอย Lomosonic

ขอบคุณภาพ: instagram.com/boylomosonic

Share Post
Like 1 View 5998

Author

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ที่มีสมาร์ตโฟนเครื่องแรกตอนอายุ 30 เรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์เพราะอยากแก้ไขปัญหาในสังคม แต่กลับพบว่าตัวเราเองนี่แหละที่มีปัญหา

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN