บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ | ชีวิตผู้บริหารมาดเท่เบื้องหลังแสงสปอตไลต์

The Conversation
14 Mar 2018
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

“ผมเป็นคนที่ไม่เคยท้อกับอะไรทั้งสิ้น มีปัญหาอะไรมาผมสู้ แต่ก็ไม่ได้สู้แบบหัวปักหัวปำ ไม่ใช่หลับตาชกไปมั่วๆ เวลาเครียด ผมถอยหลังกลับมาก้าวหนึ่ง นั่งดูปัญหาว่ามันเกิดอะไรขึ้น วิธีแก้มันคืออะไร ต้องปีนกำแพงไหม เลี้ยวซ้ายไหม เลี้ยวขวา ขุดดินลงไปไหม หาคนมาช่วยไหม หาทางออกออกมาให้ได้ เพื่อให้เราข้ามอุปสรรคนั้นไปให้ได้”

นี่คือคำพูดของ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ที่บอกกับเราถึงวันที่ตัวเองเจอปัญหาหนักๆ แล้วก้าวข้ามผ่านมาได้

     เบื้องหลังแสงสปอตไลต์ของฟรอนต์แมนวง Groove Riders เขาคือผู้บริหารมาดเท่ และนักธุรกิจผู้ใช้เสียงดนตรีขับเคลื่อนตัวตน ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เขาได้การจัดการความเปลี่ยนแปลงกับธุรกิจของครอบครัว รวมทั้งสามารถทำหน้าที่ของผู้นำ เป็นเจ้านายที่ลูกน้องรัก และเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีความมั่นคงได้อย่างที่ใจเขาต้องการ
ิีburin boonvisut

 

ในสายตาของคุณธุรกิจและอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวอย่างไร

     ผมดูแลงานด้านการตลาด แล้วก็ดูเรื่อง Human Resource ด้วย ทำงานสองอย่างให้กับที่บ้าน

     HR เป็นงานที่ตัวเองถนัด แล้วก็เรียนจบด้านนี้มา ตอนนั้นที่เริ่มต้นทำเพลงกับกรูฟไรเดอร์ส ภาระหน้าที่ยังไม่เยอะมาก เพราะอายุแค่ 20 กว่าๆ เรียกว่าเป็นน้องใหม่ เป็นช่วงที่สร้างสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ

     การเป็นศิลปินไปด้วย ทำงานธุรกิจไปด้วย ก็เหมือนเป็นแรงหนุนให้เรา ตอนนั้นมีแฟนเพลงที่เพิ่งเรียนจบมาสมัครงานกับเราเยอะเลยนะ เพราะเขาอยากเข้ามาทำงานกับผม แถมยังมีแฟนเพลงที่มาซื้อรถกับผมด้วย เพราะว่าชอบเพลงของวงเรา นี่ถือเป็นผลพลอยได้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเราก็ได้ทำงานกับคนที่เขารักเรา แล้วก็ขายโปรดักต์ให้กับคนที่เขารักเรา ซึ่งจริงๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็มีความสุข

 

คุณเป็น HR ประเภทไหน การทำงานดนตรีทำให้คุณใจดีกับพนักงานมากขึ้นหรือเปล่า

     ใช่ๆ ถูกต้อง (หัวเราะ) ทำให้เข้าใจพนักงานมากขึ้น ผมพูดจริงๆ นะว่าการเป็นนักดนตรีทำให้เข้าอกเข้าใจผู้คนมากขึ้น เพราะเราต้องเข้าใจคนทุกกลุ่มว่าเขาชอบอะไร เขาอยากได้อะไรแบบไหน ทำให้เราเข้าถึงคนทั่วไป เพราะปกติเราอยู่กับเพื่อน เราก็จะอยู่กันแค่ในวงแคบๆ นี้ (วาดมือเป็นวงกลม) แต่พอเราได้เจอคนเยอะมากๆ บางวันผมเจอเป็นหมื่นๆ คน บางวันเจอเป็นพันๆ คน พอเป็นอย่างนี้มาตลอดชีวิต ก็ทำให้เข้าใจคน และใส่ใจคนอื่นมากขึ้น พยายามจะทำให้ตรงกับความชอบของเขาให้ได้

     วิถีการทำงานของผมคือ คุณทำมากได้มาก คุณทำน้อยได้น้อย ทำไม่ดีก็จะมีการตักเตือน ตักเตือนเสร็จทำไม่ดีต่อเนื่องก็จะมีการลงโทษ การที่เรามีแรงจูงใจแบบนี้ ให้ incentive เขาในการทำงาน ผมสร้างขวัญและกำลังใจ สร้างความกระตือรือร้นให้กับพนักงานที่เขาคิดจะทำให้ดี ให้รักองค์กร ถ้าเขาต้องการให้องค์กรพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ เขาก็ควรที่จะได้สิ่งตอบแทนหรือรางวัล ทำให้เขารู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำขึ้นมา

มาดของคุณตอนลงโทษพนักงานนี่จะโหดแค่ไหน

     ไม่เลย ผมเป็นคนที่ทำงานกับพนักงานเหมือนเพื่อน แต่พ่อผมต่างหากที่เป็นคนที่เฮี้ยบ (หัวเราะ) ผมเป็นคนที่ทำงานในแบบ โอเค คุณทำผิดได้ แต่อย่าผิดบ่อยเลยนะ ทำผิดได้แต่ต้องดูให้ออกว่าผิดเพราะอะไร ไม่ใช่ผิดเพราะว่าเลินเล่อหรือเหลวไหล ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ยอมรับไม่ได้

การทำงานห้ามเหลวไหล เหมือนกับชีวิตก็ห้ามเหลวไหล ถ้าเหลวไหลวันนี้ก็จะเป็นผลต่อเนื่องไปวันต่อไป

     ถ้าคุณไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาก็จะรู้เลยว่าตัวเองทำงานไม่ได้ ไม่มีพื้นฐานการทำงาน พอคิดได้ก็ต้องไปเรียนเพิ่มเติม สุดท้ายยังไงก็ต้องเรียน

     ช่วงชีวิตหนึ่งของผมเคยเป็นเด็กเกเรมาก่อน ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก็เกเร ไม่ค่อยอ่านหนังสือ แต่ผมเป็นคนฟังเลกเชอร์ในห้อง ฟังแล้วก็เก็งว่าข้อสอบจะออกมายังไง สิ่งไหนที่ครูเน้นๆ ผมจะนั่งจดแล้วกลับไปนั่งทำการบ้าน ส่วนหนังสือนี่เรียนจบมาแล้วหนังสือยังเนียนสวยเหมือนหนังสือใหม่อยู่เลย (หัวเราะ) หลายๆ คนยังเข้าใจความรู้สึกนี้ใช่ไหม ที่หนังสือใหม่เอี่ยมมาก แต่เราจบการศึกษาแล้ว แม่ยังบอกว่า ‘โอ้โฮ ลูกเป็นคนเก็บรักษาของดีจริงๆ เลยนะคะ’ (หัวเราะ)

 

burin boonvisut

 

บางคนนี่เวลาเกเรแล้วจะเตลิดไปเลย เหมือนปีศาจที่เกาะไหล่ข้างขวาของเรา กระซิบบอกว่าให้โดดเรียนทุกวัน

     ใช่ๆ ผมก็เป็นตอนอยู่อังกฤษ ผมอยู่ที่นั่นประมาณ 3 ปี หนังสือไม่เรียน แทบจะไม่ไปเรียนเลย เพราะว่ามันสนุกกับเสรีภาพ และมีอิสระกับชีวิตมาก ไม่มีใครคอยมาคุม เราอยู่คนเดียว อยากจะไปไหนเวลาไหนได้หมด ตื่นกี่โมงก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครรู้

     พออยู่ปีที่ 2 เกรดออกมาได้น้อย ผมก็เลยมานั่งคิดว่า เฮ้ย เราทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรวะ เพื่อนขึ้นปีสองปีสามกันหมดแล้ว ถ้าไม่เรียนตอนนี้ เดี๋ยวถึงเวลาเพื่อนเขาเรียนจบกันหมด เขากลับบ้านกันไปหมด แล้วเราจะอยู่กับใครวะ ไปอยู่กับเด็กใหม่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้เหรอ ชีวิตมันไม่มีค่าเลย

     ผมก็เลยกลับมาเรียนหนังสือดีกว่า กลับมาใช้ชีวิตแบบเครียดๆ มีเวลา 3 ปี ต้องเอาให้จบให้ได้ แทนที่วันหนึ่งควรจะเรียนแค่ 4 หรือ 5 วิชาต่อ 1 เทอม ผมลงเรียน 8-9 วิชาไปเลย เพื่อที่จะกลับมาไล่จบให้ทันพร้อมเพื่อนๆ ซึ่งก็จบทันภายใน 3 ปีครึ่ง เพราะพลาดไปตัวหนึ่ง ต้องกลับมาเรียนตอนซัมเมอร์ แต่ถือว่าโชคดีที่กลับตัวทัน

     บางคนอาจคิดว่า เป็นบุรินทร์ไม่เป็นไรหรอก กลับมายังไงก็มาทำงานกับที่บ้าน แต่ถ้าคุณกลับมาแล้วไม่มีวิชาความรู้ คุณจะมาทำงานได้ยังไง แถมยังไม่มีประสบการณ์ด้วย เพิ่งเรียนจบกลับมาจะมีประสบการณ์ได้ไง ผมคิดว่าเรื่องการทำงานหลักๆ อยู่ที่ประสบการณ์ วิธีการแก้ไขปัญหา ทำยังไงให้เราแก้ไขปัญหาให้มันลุล่วงไปได้

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เรารู้มาว่าธุรกิจของคุณมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

     เป็นช่วงรอยต่อที่คุณพ่อขายบริษัท ก่อนหน้านั้นบ้านเราทำโตโยต้ามาตลอดทั้งชีวิต ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ พ่อผมเคยเป็น distributor ของรถเรโนลต์ แดวู และอีกหลายยี่ห้อ สุดท้ายด้วยการมองการตลาดและการมองธุรกิจในมุมมองของพ่อ ท่านคิดว่ามาถึงจุดอิ่มตัวของเราแล้วในยุคนั้น

     เราทำมาทั้งหมด 30 กว่าปี เราขายรถปีละหมื่นกว่าคัน เราเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ขายรถเยอะที่สุดในประเทศไทย อยู่ดีๆ พ่อก็ขายบริษัท สั่นสะเทือนวงการรถยนต์ทั้งหมดเลย คนเขาสงสัยว่าที่บ้านมีปัญหาอะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องขายบริษัท เพราะลูกชายไปเป็นนักร้องเลยไม่ทำงานทำการใช่ไหม (หัวเราะ) เขาก็พูดกันไป สุดท้ายเวลาผ่านไปมันเป็นเครื่องพิสูจน์ คนวงการรถยนต์ทุกคนคิดว่าพ่อมองได้ทะลุมาก เขาทึ่งมากว่าพ่อเห็นได้ยังไงว่าธุรกิจรถยนต์ปัจจุบันจะเป็นแบบนี้

     แล้วเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ตอนผมทำอัลบั้มใหม่ เป็นช่วงที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เรียกได้ว่าเป็นคนมีครอบครัวแล้ว พอขายโตโยต้าไปเรื่อยๆ ผมก็นั่งคุยกันกับครอบครัวว่าเราทำงานได้เงินมาเท่านี้ ต่อไปนี้เราจะอยู่เฉยๆ ก็ทำได้

แต่ในเมื่อเราเกิดมาเป็นคนคนหนึ่ง ถ้าไม่ทำงาน เงินที่มีอยู่ก็จะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับคุณค่าของตัวเองที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

     เพราะวันๆ ไม่ทำอะไร ไม่มีความรับผิดชอบที่ต้องทำ ก็คิดว่าเราควรจะกลับมาทำในสิ่งที่เราชอบนั่นแหละ สิ่งที่เราถนัดที่สุดก็คือธุรกิจรถยนต์ ก็เลยมาเป็นดีลเลอร์ของเมอร์เซเดสเบนซ์กับฮอนด้า พอทำไปทำมา เขาก็ให้ผมขึ้นเป็น CEO ซึ่งความรับผิดชอบก็จะหนักหนาสาหัสเลย เราเป็นหัวของบริษัทแล้ว มีพนักงานที่ต้องดูแลเป็นร้อยๆ คน ทำอย่างไรให้มันก้าวหน้าและพัฒนาไปให้มากที่สุด คราวนี้ความมุ่งมั่น ความตั้งใจของผมมา 100% เลย จากที่คิดว่าอยากจะเป็นศิลปินด้วย เป็นนักธุรกิจด้วย ตอนนั้นที่ทำเพลงเสร็จหลายเพลงแล้วด้วย ก็คิดว่าหยุดเลยดีกว่า ต้องมาโฟกัสเรื่องที่ควรรับผิดชอบให้เต็มที่ที่สุด ทำอย่างไรให้องค์กรของผมมั่นคงที่สุด

     ซึ่งตอนนั้นพี่ชายของผมก็ยังทำธุรกิจรถยนต์เหมือนกัน เขาทำของโตโยต้าอยุธยา ยังมีโตโยต้าในภาคกลางที่เรายังเหลืออยู่ ส่วนผมงานโชว์ต่างๆ จะรับน้อยมาก เพลงใหม่ที่กำลังทำก็หยุดอยู่ตรงนั้นไว้เลย ทำเสร็จตรงไหนก็ให้มันอยู่ตรงนั้น ซึ่งจริงๆ เพลงเสร็จมา 4 ปีแล้ว มันพร้อมที่จะ recording mix master แล้วออกขายได้ แต่เพราะไม่มีเวลา เราขอกลับมาทำงานของที่บ้านให้ชัดเจน ให้ดีที่สุดก่อน พอ 2 ปีผ่านไป เราได้รางวัลอันดับ 1 ของการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งเป็นรางวัลที่ยากที่สุดของรถยนต์ เพราะว่าการที่จะทำให้ลูกค้าซื้อรถของเรา รับบริการเราแล้วประทับใจ กลับมาโหวตให้เราให้เป็นอันดับ 1 ของประเทศ เป็นเรื่องที่ยากมาก และนี่คือสิ่งที่เราทำได้ กลายเป็นที่ฮือฮาของวงการ

burin Boonvisut

 

คุณมองอย่างไรว่าลูกค้าต้องการอะไร ตลาดขาดอะไรอยู่ แล้วพาบริษัทเข้าไปอยู่ในจุดของความสำเร็จได้อย่างไร

     สมัยก่อนคนมองว่าการขับรถเบนซ์คือการขโมยรถพ่อแม่มาขับ มีโมเดลไม่เยอะ แต่ปัจจุบันเบนซ์มีเซกเมนต์เยอะมาก มี A-class B-class C-class E-class G-class S-class GLE GLC CL มีรถกระบะที่เพิ่งออกมาด้วย ผมมองว่านั่นคือจุดหนึ่งที่เราเข้ามาถูกจุด ถูกเวลา ผมขายรถยนต์ระดับแมสมาร์เกตมาตลอด แต่รถยนต์ที่เป็นนิชมาร์เกตและลักชัวรีไม่เคยมีอยู่ในมือเรา

     เรามีกลุ่มลูกค้าที่เป็นฐานที่ต้องการรถแบบนี้อยู่เยอะมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ กัน บริษัทต่างๆ ที่ค้าขายด้วยกัน ถือว่าเรามาตอบโจทย์ในสิ่งเหล่านั้นได้ดี แล้วตั้งแต่เราไปเป็นดีลเลอร์ของเมอร์เซเดสเบนซ์ ก็ทำให้มียอดขายทะลุจุดที่เขาไม่เคยขายมาก่อน ยอดขายที่มากที่สุดที่เขาเคยขายมา ถือว่าเป็นความภูมิใจของทีมงานเราทุกคน

     อีกเรื่องหนึ่งคือธุรกิจใหม่ของผม หลังจากเราขายโตโยต้ามหานครไป เราเริ่มมีเงินสดมากขึ้น ก็เริ่มไปซื้อที่ดินมากขึ้น หลังจากนั้นผมก็เลยนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะพัฒนาที่ดินให้มีมูลค่ามากที่สุด เลยเริ่มมาทำธุรกิจเรื่องไลฟ์สไตล์กับรีเทล มาทำคอมมูนิตี้มอลล์ ชื่อว่า The Grove เราใช้เวลาเกือบ 2 ปี ศึกษาวิจัยทุกๆ อย่างเพื่อที่จะให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้ ก็เลยไม่มีเวลาไปทำเพลงอีก ผมรับโชว์เดือนหนึ่งแค่ 3-4 งาน ออกไปเล่นเพื่อคลายเครียด ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเหมือนเดิม ออกไปเล่นดนตรีแล้วลืมทุกอย่าง ชั่วโมงนั้นต้องปลดปล่อยความเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด หลายคนก็บอกว่าออกเพลงใหม่สักทีสิ ผมก็บอกไม่มีเวลาจริงๆ

     สุดท้ายมันมาถึงในจุดที่ว่าไม่ได้ละ เพลงทำมา 4 ปีแล้ว เราต้องปล่อยก่อนสิ่งที่ใหม่จะกลายเป็นสิ่งเก่า พอรถยนต์เริ่มอยู่ตัว คอมมูนิตี้มอลล์เปิดแล้ว เราปั้นมาแล้วทุกอย่าง แผนการตลาดเราก็ทำอย่างต่อเนื่อง คิดว่าลูกคนใหม่ทั้งหลายของเรา เขาเริ่มยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ก็เลยของอนุญาตกลับมาทำสิ่งที่รักอีกครั้งหนึ่ง

 

ในยุคที่การขายเพลงเป็นเรื่องยากแบบนี้ คุณเองก็เป็นนักธุรกิจด้วย อะไรคือมาตรวัดว่างานไหนควรทำไป งานไหนคุ้มค่าที่จะลงทุน

     มีคนพูดเหมือนกัน มึงสวนกระแสอีกแล้วเนี่ย ตอนนี้เพลงขายไม่ได้เงินขนาดนั้นแล้ว แต่ผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน ทำเพื่อความสุขมาตลอด แล้วก็สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้คือการแสดงสด เพราะเราเป็นวงที่เล่นสดมาตลอดทั้งชีวิต แล้วก็เป็นเหมือนพื้นฐานที่คนอยากจะดูเรา เขาฟังเพลงแล้วก็อยากจะดูเราเล่นสด เพราะการเล่นสดของเราเล่นไม่เหมือนในอัลบั้มอยู่แล้ว ไม่เคยเหมือนกันเลย เพลงจะถูกพัฒนา ถูกเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่โชว์จะสดใหม่อยู่เสมอ

     ผมเป็นคนไม่ชอบการซ้อมเยอะ ไม่ชอบทำคอนเสิร์ตใหญ่ เพราะถ้าทำคอนเสิร์ตใหญ่ต้องซ้อมเยอะ พอซ้อมเยอะแล้วจะดูไม่เป็นธรรมชาติ มีการบล็อกกิ้งยืนจุดนี้ ไฟจะมาตรงนี้ เราจะขึ้นตรงนี้ ผมว่าน่าเบื่อ ไม่ชอบทำอะไรแบบนั้น ผมชอบเล่นสด เดินไปเล่นไป รู้สึกอย่างไรก็แสดงแบบนั้น ซึ่งมีความสุขมากๆ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon