‘เล่นจริง เจ็บจริง’ เปิดตำราการทำธุรกิจของ ‘อภิรักษ์’ ในวัย 61 ที่เริ่มจากทีมงานแค่ 5 คน

The Conversation
11 Jul 2022
เรื่องโดย:

สันทัด โพธิสา

“ผมทำงาน public sector ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นที่ปรึกษานายกฯ เป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆ มาหลายปี แต่พอวันหนึ่งเราหยุด แล้วมาขายของ เราจะไปทำสินค้าขายของแบบอะไรก็ได้ มันคงไม่ใช่ เพราะเรารู้สึกว่าเราทำงานที่เป็นบุคคลสาธารณะมาก่อน ดังนั้น เราก็ควรต้องทำธุรกิจที่เป็นประโยชน์กับสังคม”

        เอ่ยชื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน หลายคนรู้จักเขาในฐานะอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมทั้งยังเคยเป็นผู้บริหารมือดีให้กับองค์กรชื่อดังมากมายของประเทศ แต่เมื่อ 8 ปีก่อน เขาได้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ V Farm ซึ่งนี่คือธุรกิจของตัวเองที่แม้จะผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างโชกโชน แต่เมื่อต้องมาสวมหมวกเป็น ‘เถ้าแก่’ ดูแลกิจการของตัวเองในทุกขั้นตอน ทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 

        ‘เล่นจริง เจ็บจริง’ อภิรักษ์นิยามถึงการทำธุรกิจของตัวเองไว้อย่างนั้น นับจากวันที่พนักงานบริษัทมีกันอยู่เพียง 5 คน ในวันนี้เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว แถมสินค้าในเครือยังแตกไลน์ออกไปอีกมากมาย พร้อมๆ กับการวางแผนนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้นี้ 

        ทั้งหมดทั้งมวล, เป็นความสามารถของแม่ทัพใหญ่ที่ชื่ออภิรักษ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่เหนืออื่นใด คือความตั้งใจในการปลุกปั้นธุรกิจที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอย่างแท้จริง

        “มีคนถามว่า ทำธุรกิจของตัวเองตอนอายุเยอะๆ ทำยังไงให้ประสบความสำเร็จ ประการสำคัญคือ ขอให้มีความเป็น entrepreneur ยุคนี้อาจจะเรียกว่า ต้องมี passion คือมีความทุ่มเท มุ่งมั่นในการทำธุรกิจของตัวเอง ผมคิดว่าถ้ามีหลักการข้อนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร คุณก็สามารถทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้”

        a day BULLETIN มีโอกาสร่วมสนทนากับผู้บริหารมืออาชีพ ในวันที่เขาอายุ 61 ปี ผ่านการทำงานมาหลากหลายเวที ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังสนุกกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามา เราคุยกันในหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องธุรกิจ ไปจนถึงวิธีคิดของผู้บริหารยุคใหม่ และแน่นอนว่า ในฐานะ ‘ผู้ว่าฯ กทม. รุ่นพี่’ กรุงเทพฯ ในวันนี้ควรเดินหน้าไปอย่างไร และอะไรที่ผู้ว่าฯ คนใหม่นั้นควรลงมือทำต่อไปอีกบ้าง ไปฟังมุมมองของผู้บริหารมากฝีมือคนนี้ร่วมกันได้เลย…

1.

8 ปีกับอาณาจักร V Farm

        เริ่มต้นการพูดคุย อภิรักษ์เล่าว่า บริษัท วีฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ของเขาก่อตั้งมาครบ 8 ปี กำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่ 9 โดยจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจนี้ เกิดขึ้นในช่วงระหว่างว่างเว้นจากการทำงานการเมือง เขาจึงเริ่มมองหาธุรกิจที่ตัวเองสนใจ จนมาลงตัวที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

        “ย้อนไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 53 ปี หลังจากหยุดทำงานทางการเมือง มีความคิดอยากกลับมาทำธุรกิจ ตอนนั้นที่เล็งเอาไว้คือธุรกิจด้าน health and wellness เพราะคนยุคใหม่หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ผมจึงอยากทำสินค้าเพื่อสุขภาพออกมาขาย 

        “ซึ่งแบ็กกราวนด์ผมตั้งแต่ในอดีต ผมเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์การอาหารที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งเคยเป็นผู้บริหารในธุรกิจอาหารมาตลอด ทั้งพิซซ่าฮัท เป๊ปซี่ ฟริโต-เลย์ นอกจากนี้ก็ยังเคยไปบริหารงานที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ รวมทั้งที่ค่ายมือถือทีเอ ออเร้นจ์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งหมดที่ว่ามา ทั้งจากประสบการณ์การทำงาน เมื่อมารวมกับแบ็คกราวน์ที่ร่ำเรียนมา จึงทำให้เราตัดสินใจเลือกที่จะทำธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น่าจะเหมาะที่สุด”

        อภิรักษ์เสริมต่ออีกว่า ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่ไม่ว่าจะเจอวิกฤตใดๆ ก็ยังสามารถเติบโตไปได้ รวมทั้งประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เรียกว่ามีต้นทุนทางด้านการผลิตอยู่แล้ว การเลือกทำธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม จึงมีโอกาสเติบโตบนเส้นทางธุรกิจมากที่สุด

        “โดยพื้นฐานเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ถ้าเราเอาความรู้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งเอานวัตกรรมใหม่ๆ มาต่อยอดให้กับสินค้าเกษตร มันจะช่วยให้สินค้ามีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งผมเคยอยู่ในธุรกิจสินค้าที่เป็น consumer product มาตลอด ประสบการณ์ของเราจึงสามารถนำมาพัฒนาธุรกิจให้เติบโตไปได้”

        สินค้าในยุคแรกๆ ของ V Farm นั่นคือข้าวโพด และน้ำนมข้าวโพด เราถามอภิรักษ์ว่า เหตุผลอะไรที่เขาตัดสินใจเลือกวัตถุดิบอย่างข้าวโพดมาเป็นตัวเปิดผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ เขาให้คำตอบง่ายๆ ว่า เพราะนี่คือพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก

        “ผมไปพบงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ข้าวโพดต้มสุกมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สารเหล่านี้ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีสารเบตาแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ แล้วข้าวโพดก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพียงแค่ที่ผ่านมา เราอาจจะหาซื้อกินตามรถเข็นขาย ซึ่งหากว่าจะมีผลิตภัณฑ์ข้าวโพดสุกพร้อมรับประทานที่หาซื้อได้ตามร้านค้าสะดวกซื้อ คงเป็นการดีไม่น้อย จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ข้าวโพด V Farm ไม่ว่าจะเป็นตัวข้าวโพดฝัก ข้าวโพดรูดเม็ดใส่ถุง หรือข้าวโพดคลุกเนย ที่เกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว”

        ปัจจุบัน สินค้าในเครือ V Farm แตกไลน์การผลิตออกไปอีกมากมาย อภิรักษ์สรุปให้ฟังเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพด กลุ่มผลิตภัณฑ์ farm product เช่น มันหวานประเภทต่างๆ หรือแห้วพร้อมรับประทาน และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม plant-based food หรืออาหารที่เป็นโปรตีนทางเลือก โดยทั้งหมดถูกวางตัวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่หันมาใส่ใจในสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

        “เราค่อนข้างเน้นการทำแบรนด์มาร์เกตติ้ง ถือเป็นจุดขายหนึ่งของบริษัทก็ว่าได้ เราพยายามศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เน้นเรื่องการมองเทรนด์ในอนาคต รวมทั้งนำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”

2.

ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ของที่ขายต้องสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

        แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นการทำธุรกิจเพื่อหาผลกำไร แต่การปลุกปั้นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของอภิรักษ์ครั้งนี้ นอกจากตัวเลขผลประกอบจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้น คือการทำธุรกิจแล้วสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ด้วย

        “ผมทำงาน public sector ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้ว่าฯ กทม. เคยเป็นที่ปรึกษานายกฯ เคยเป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆ มาหลายปี แต่พอวันหนึ่งเราหยุด แล้วมาขายของ เราจะไปทำสินค้าขายของแบบอะไรก็ได้ มันคงไม่ใช่ เพราะเรารู้สึกว่าเราเคยเป็นบุคคลสาธารณะมาก่อน ดังนั้น เราก็ควรต้องทำธุรกิจที่เป็นประโยชน์กับสังคม”

        วิธีคิดในการทำธุรกิจที่เป็นประโยชน์กับสังคมของอภิรักษ์ เริ่มต้นจากการสร้าง business model ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ และช่วยส่งเสริมให้เกิดรายได้ไปในคราวเดียวกัน

        “ยกตัวอย่างพวกวัตถุดิบต่างๆ เราพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อมาขายกับเรา ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันหวาน แห้ว หรือผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้า plant-based food ด้วยความโชคดีที่เราเจอบริษัทแนว food tech ที่เป็นคนรุ่นใหม่มารวมตัวกัน ชื่อบริษัท มอร์ฟู้ดส์อินโนเทค จำกัด เขาเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำผลิตภัณฑ์ด้าน plant-based food ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า More Meat โดยใช้วัตถุดิบหลักคือเห็ดแครง ซึ่งเป็นเห็ดที่ขึ้นตามยางพารา แต่ให้เนื้อสัมผัสที่คล้ายกับเนื้อสัตว์เป็นอย่างมาก แล้วยังมีสารที่ชื่อเบตากลูแคน ที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีภูมิคุ้มกันสูง 

        “พอผมไปพบกับคนกลุ่มนี้เข้า จึงชวนมาทำงานด้วยกัน เราช่วยเอาผลิตภัณฑ์เขามาโปรโมต จนในที่สุดเราก็ตัดสินใจไปลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทของเขา ต่อมาได้ออกผลิตภัณฑ์ plant-based food อาทิ ลาบทอด ต้มยำแห้ง กะเพรา กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราไปร่วมงานกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเขาทำ plant-based food เช่นกัน แต่เป็น plant-based ด้านซีฟู้ด จากนั้นจึงไปพัฒนาร่วมกับเขา จนออกมาเป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งคือ plant-based ทอดมันข้าวโพดเนื้อปู ซึ่งทั้งสี่ผลิตภัณฑ์นี้ เราเรียกว่าเป็นซีรีส์ plant-based bites เป็นอาหารที่กินเป็นคำๆ แล้วมีความสะดวก แค่นำไปเข้าตู้ไมโครเวฟแล้วฉีกกินได้เลย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ แถมยังมีคุณค่าทางสารอาหารอีกด้วย

        “ที่ยกตัวอย่างให้ฟังเหล่านี้ คือวิธีการ หรือเรียกว่าเป็น business model ของเรา คือเราขายของด้วย แต่ในคราวเดียวกัน เราก็พยายามส่งเสริมพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรก็ดี หรือกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจก็ดี เพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน ผมไม่ได้ทำสินค้าที่เรียกว่าเป็นสินค้าเกษตร แต่ผมทำสินค้าอาหารที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ แต่ว่าอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่ส่งเสริมเกษตรกร ในคราวเดียวกัน สินค้าของเราก็ต้องอร่อย มีประโยชน์กับผู้บริโภค ทั้งหมดคือจุดยืนในการทำธุรกิจของผม หรืออาจจะเรียกว่าในการใช้ชีวิตของผมด้วยก็ได้”

3.

‘เถ้าแก่อภิรักษ์’ ที่เน้นใช้ความคิดมากกว่าเงินลงทุน

        ถึงจะผ่านการบริหารงานองค์กรระดับบิ๊กๆ ของประเทศมาแล้วหลายแห่ง แต่เมื่อต้องมาปลุกปั้นธุรกิจของตัวเอง หรือพูดให้ง่ายกว่านั้น คือต้องลงทุนเองทุกบาททุกสตางค์ จุดนี้อภิรักษ์บอกว่า เขาต้องใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา บวกกับวิธีคิดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว

        “ตอนที่ผมมาตั้งบริษัท ผมไม่ได้เน้นเรื่องเงินทุนเป็นหลัก เพราะผมไม่ได้มีเงินเยอะมากมายอะไร แต่ผมถือว่าตัวเองมีประสบการณ์ แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ง่ายเลย แม้จะเคยเป็นผู้บริหารในบริษัทใหญ่มาก่อน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า บริษัทเหล่านั้นมีระบบที่ดี มีทีมงานที่มีความเป็นมืออาชีพ รวมถึงมีความพร้อมในเรื่องเงินทุน ดังนั้น ตอนที่เราเริ่มต้น เราจึงต้องเน้นที่วิธีคิดที่ดี 

        “ผมยกตัวอย่างเรื่องการวาง business model โดยปกติการทำธุรกิจทั่วไป ช่วงเริ่มต้นก็จะต้องทำสินค้า ตั้งโรงงาน จ้างพนักงาน หาฝ่ายขาย ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา ต้องใช้เงินเยอะมาก แต่สำหรับผม business model หลักๆ ของเราคือ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะเราเป็นบริษัทขนาดเล็ก ดังนั้น การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ

        “ยกตัวอย่างเรื่องการหาวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด ผัก ผลไม้ เราใช้วิธีส่งเสริมเกษตรกรที่เป็นแหล่งผลิตให้กับเรา หรือเรื่องการผลิตสินค้า เราก็หาพันธมิตรโรงงานที่มีมาตรฐาน มีประวัติด้านการผลิตเพื่อการส่งออกที่ดี รวมไปถึงเรื่องการกระจายสินค้า เราได้ไปคุยกับทางซีพีออลล์ จนในที่สุดสินค้าของ V Farm ได้ไปวางขายตามร้านสะดวกซื้อของเซเว่นอีเลฟเว่น ทั้งหมดที่ว่ามานี้ แม้ว่าบริษัทจะเล็กก็จริง แต่เราเก่งในเรื่องวิธีคิด ทั้งการทำมาร์เกตติ้ง การทำแบรนดิ้ง จึงทำให้เราเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว และเดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ได้”

4.

ขึ้นชื่อว่า ‘ธุรกิจ’ ต้องเล่นจริง เจ็บจริง

        แต่เห็นว่าธุรกิจเติบโต และเดินหน้าแตกไลน์สินค้าออกมามากมายเช่นนี้ ช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา อภิรักษ์บอกว่าเส้นทางธุรกิจก็ไม่ได้สวยหรูไปเสียทั้งหมด เขาเคยตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องธุรกิจมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน

        “หลังจากสินค้าข้าวโพด น้ำนมข้าวโพด เติบโตไปได้ดี ผมมีความคิดอยากขยายตลาดไปยังภูมิภาค จึงไปลงทุนทำกาแฟดาว ร่วมกับทาง สปป.ลาว ปรากฏว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก สุดท้ายไปไม่ไหว ต่อมาอยากลองทำธุรกิจน้ำผลไม้ จึงไปดีลกับแบรนด์ Sunkist ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำผลไม้ระดับโลกของอเมริกา ปรากฏว่าเจอเรื่องการแข่งขันที่สูงอีกเช่นเดียวกัน ผลสุดท้ายก็ต้องเลิกไปในที่สุด 

        “ถามว่านี่เป็นบทเรียนจากความล้มเหลวทางธุรกิจไหม ผมตอบได้เลยว่าใช่ จากทั้งสองเคสนี้ มันทำให้เราได้เห็นว่า ต่อให้มีประสบการณ์มากมายขนาดไหน ก็ไม่ใช่ว่าจะทำธุรกิจทุกอย่างง่ายดายไปเสียหมด ใครบอกอภิรักษ์คอนเนกชันเยอะ ทำได้แน่นอน ผิดครับ (ยิ้ม) ไม่ว่าใครย่อมมีข้อผิดพลาดได้ 

        “แต่จากความผิดพลาดครั้งนั้น ทำให้เราได้หันมามองดูจุดดีจุดด้อยของตัวเอง จนนำมาซึ่งการรีแบรนด์ครั้งสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น สินค้าเรามีสองแบรนด์ คือสินค้าข้าวโพด เราเรียกว่าแบรนด์วี คอร์น (V Corn) ส่วนพวกสินค้าอื่นๆ จะอยู่ภายใต้แบรนด์วี ฟาร์ม (V Farm) เราจัดการรีแบรนด์ดิ้งให้เป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นวี ฟาร์ม ( V Farm) ทั้งหมด แล้วปรับไลน์สินค้าทุกตัวให้ไปเน้นเรื่อง health and wellness หรือ health sustainability คือเน้นที่เรื่องราวของสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งหลังจากที่รีแบรนดิ้งไป วันนี้คนเข้าใจในแบรนด์ของเรามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน จากที่เคยมีแบรนด์มากเกินไป”

        อภิรักษ์บอกอีกว่า ความผิดพลาดในการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องดี แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับเจ้าของธุรกิจทุกคน ที่สำคัญคือ เมื่อพลาดแล้วต้องรีบแก้ไขให้ทันถ่วงที

        “ต้องล้มเร็วลุกเร็ว เหมือนชกมวย ล้มแล้วอย่าปล่อยให้เขานับสิบ ต้องรีบลุกขึ้นมา ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต้องจำเป็นบทเรียน แล้วห้ามผิดซ้ำไปซ้ำมา อันนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ แล้วทำธุรกิจยุคนี้ อย่ารอให้สินค้าเราเพอร์เฟ็กต์ที่สุดถึงค่อยออกขาย มันจะใช้เวลานานเกินไป เราคิดว่าประมาณ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ถือว่าโอเค ที่เหลือไปเรียนรู้ในช่วงที่เรียกว่าเป็นโปรเจกท์เทสต์กับผู้บริโภค แล้วค่อยเอามาปรับแก้ไปเรื่อยๆ วิธีคิดนี้เป็นแนวใหม่ ที่คนยุคนี้นิยมใช้กัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องมีความยืดหยุ่นกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย”

5.

‘อายุ’ ไม่ใช่อุปสรรคในการพิชิตความสำเร็จทางธุรกิจ

        เราถามอภิรักษ์ว่า ‘อายุ’ เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจหรือไม่ เขาบอกว่าไม่มีผลใดๆ หากว่ามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และสร้างไฟในการทำงานให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

        “เมื่อก่อนผมรันธุรกิจง่ายกว่านี้เยอะ” อภิรักษ์เล่า “ผมเคยรันธุรกิจไซซ์หลายพันล้าน เคยขึ้นเป็นเอ็มดี (Managing Director) ตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ ตอนนั้นด้วยวัยอาจจะเรียกว่ามีความฮึกเหิม เพราะอายุไม่เยอะ การทำธุรกิจของเราจึงเต็มไปด้วยพลัง แล้วไหนจะมีความพร้อมเรื่องเงินทุนอีก แต่สำหรับวันนี้ ถึงประสบการณ์เราจะมากขึ้น แต่เราต้องลงมือทำเองทุกอย่าง ผมยังจำได้แม่นเลยว่า ช่วงที่เปิดบริษัทใหม่ๆ เวลาไปติดต่อดีลงานกับบริษัทอื่นๆ คนที่เจอเราก็มักจะทำหน้างงๆ ประมาณว่า อภิรักษ์มาทำอะไร เนื่องจากภาพของเราตอนนั้นคือเคยเป็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นนักบริหารระดับสูง แต่พอเจอเราบอกว่า อ๋อ ผมมาติดต่อฝ่ายจัดซื้อครับ เขาก็ยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ (หัวเราะ)

        “การมาเป็นผู้ประกอบการในวัย 50 กว่าๆ มันทำให้เราได้บทเรียนมากมาย เรื่องสำคัญคือ สอนให้เราใจกว้าง เพราะถ้าเราติดว่าเรามีประสบการณ์เยอะ แล้วไม่เชื่อความคิดเห็นของใครเลย คิดว่าเราเก่งอยู่คนเดียว หรือคิดว่าคนรุ่นใหม่สู้เราไม่ได้หรอก แบบนี้ธุรกิจไปไม่รอด เราต้องหัดใจกว้าง บางเรื่องกับทีมงานอาจเห็นไม่เหมือนกัน แต่เราเปิดใจ ยอมรับ ลองทำดู ซึ่งถ้ามันผิดพลาด ก็อย่างที่บอกไป ต้องล้มเร็วและลุกให้เร็ว”

        วันนี้ในวัย 61 ปี กับการปลุกปั้นธุรกิจมาร่วม 8 ปี อภิรักษ์บอกว่า ไม่มีคำว่าสายเกินสำหรับการทำธุรกิจ และไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น

        “ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจของตัวเอง เรื่องแรก ขอให้คุณมีความเป็น entrepreneur ให้สูงเข้าไว้ ซึ่งความเป็น entrepreneur ในยุคใหม่ก็ต้องมี passion มีความตั้งใจ ทุ่มเท ทำงานเต็มร้อย ทำงานในลักษณะที่เรียกว่า hand on คือลงมือทำเอง ไม่ใช่จ้างคนมาเยอะๆ

        “ส่วนเรื่องต่อมาที่ต้องมีคือ ต้องหาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ อย่างกรณีของผม ผมมองว่าตัวเองมีจุดแข็งเรื่องของประสบการณ์ในการทำงาน จึงทำให้ผมสามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต หรือการกระจายสินค้า ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนธุรกิจของเราได้รวดเร็วขึ้น

        “ส่วนอีกเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ให้เขาเข้ามามีบทบาทในการทำงาน ต้องเปิดใจ เพราะว่าเขาเป็นคนร่วมสมัยกว่า เข้าใจผู้บริโภคในยุคนี้ได้ดีกว่าเรา รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก คนในยุคนี้สามารถที่จะมองเห็นโลกได้ไกลกว่าในประเทศไทย เพียงแต่เราต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการทำงานให้มากขึ้น”

        ทั้งสามเรื่องสำคัญนี้ อภิรักษ์ย้ำว่า ถ้ารู้จักผสมผสาน และไม่ละเลยความสำคัญในทุกๆ ส่วนที่ว่ามา โอกาสในการเติบโตทางธุรกิจย่อมมีสูง และความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล

6.

กรุงเทพฯ ที่เห็นและเป็นอยู่ในสายตาของ ‘อดีตผู้ว่าฯ กทม.’

        กรุงเทพมหานครเพิ่งได้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ‘รศ. ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ และกว่าหนึ่งเดือนเศษที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า กรุงเทพฯ คึกคักและเต็มไปด้วยพลังของผู้คนที่เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของเมืองมากมาย ในฐานะ ‘รุ่นพี่’ ที่เคยดำรงตำแหน่งมาเมื่อปี 2547 หรือเมื่อ 18 ปีก่อน อภิรักษ์มองเห็นว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีที่สุด หากว่าทุกคนทุกฝ่ายร่วมมือกันให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

        “กรุงเทพมหานครเมื่อ 18 ปีก่อนกับในวันนี้ต้องถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ปัญหาหลักๆ ของคนกรุงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ยังคงเป็นเรื่องคล้ายๆ เดิม คือปัญหาคุณภาพชีวิต ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข ผมยกตัวอย่างง่ายๆ วันนี้ผ่านมา 18 ปีแล้ว แต่ภาพของคนที่ยังต้องส่งลูกไปเรียนหนังสือไกลๆ ต้องตื่นแต่เช้า กินข้าวในรถ ต้องฝ่าการจราจรอันแสนสาหัส ภาพเหล่านี้เราก็ยังเห็นกันอยู่เช่นเดิม ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นต่อไปในอนาคต คือภาพที่คนกรุงเทพฯ สามารถเลือกที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ 

        “ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันก็อยู่ที่วิธีบริหารจัดการ อยู่ที่แผนงาน วันนี้ต้องถือว่าผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งการได้ผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ถือเป็นข้อดีแน่นอน เพราะในระหว่างการหาเสียง เป็นจุดที่เขาต้องสร้างแคมเปญ ซึ่งเหมือนเป็นสัญญาประชาคม ที่เขาได้ทำแคมเปญเอาไว้ เพราะฉะนั้น พอหลังจากเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย ฝ่ายประชาชนเองก็มีความคาดหวัง และต้องตรวจสอบ

        “แต่เท่าที่ติดตาม เราก็ได้เห็นว่า ทีมผู้ว่าฯ คนใหม่มีการวางแผนที่ชัดเจน มีการดึงการมีส่วนร่วมของผู้คน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าลำพังผู้ว่าฯ รวมกับทีมฝ่ายบริหาร บวกกับข้าราชการประจำ ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ถ้าไม่สามารถดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแบบจริงจังนะ ผมว่าก็เหนื่อยอยู่ดี ทีนี้ในทางกลับกัน ด้วยยุคสมัยที่การสื่อสารเป็นไปได้โดยง่าย ทำให้การตรวจสอบหรือการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ของประชาชน มีผลไปสู่ความเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้เราก็ต้องการผู้บริหารที่เปิดใจ ใจกว้าง ที่พร้อมจะรับฟังความเห็นที่แตกต่างด้วย”

        อีกหนึ่งเรื่องที่อดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ มีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นั่นคือ การกระจายอำนาจเพื่อให้เกิดความเจริญและการพัฒนาเมืองให้ไปในทิศทางที่ดีกว่านี้

        “วันนี้หลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เกิดปรากฏการณ์ที่คนมีความรู้สึกว่าอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในจังหวัดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งในวันนี้มีหลายพื้นที่ที่มีความพร้อม ผมยกตัวอย่างเชียงใหม่กับภูเก็ต ซึ่งการกระจายอำนาจเหล่านี้ จะทำให้เกิดความเจริญของเมืองมากขึ้น เหมือนประเทศญี่ปุ่น เขาไม่ได้มีแค่โตเกียวเป็นเมืองสำคัญ แต่มีทั้งโอซาก้า ซัปโปโร ฟุกุโอกะ หรือเกาหลีใต้ก็มีเมืองปูซาน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญ และมีภาพลักษณ์ในเรื่องการจัดงานเฟสติวัลต่างๆ ผมจึงกำลังมองว่า ในระยะยาว หากว่าเราสามารถกระจายอำนาจไปยังเมืองที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก”

        ในส่วนของกรุงเทพมหานคร อภิรักษ์มีความเห็นว่าสามารถกระจายความเจริญลงไปในย่านต่างๆ เพื่อทำให้ย่านในกรุงเทพฯ มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างศักยภาพให้กับพื้นที่ดังกล่าวในคราวเดียวกัน

        “ในต่างประเทศเขาจะมีย่านธุรกิจอยู่ตรงกลาง ที่เรียกว่า Central Business District หรือ CBD ซึ่งจริงๆ กรุงเทพฯ ก็มี CBD อยู่แล้ว เช่น ย่านสุขุมวิท ย่านสีลม ย่านสาทร ย่านสยามสแควร์ ซึ่งย่านเหล่านี้ต้องพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้นไปอีก หรือย่านที่มีความเป็นประวัติศาสตร์ เช่น ย่านพระนคร ย่านป้อมปราบฯ ย่านเยาวราช หรือย่านสำเพ็ง ย่านเหล่านี้มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง ผมว่าตรงนี้เราใช้วิธีการกระจายอำนาจ พัฒนาย่านให้เข้มแข็ง โดยไม่ต้องแก้ที่ตัวบทฎหมาย ซึ่งมันเป็นวิธีที่จะช่วยพัฒนาเมืองในภาพรวม แล้วเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนอยากเห็นเช่นกัน”

        จากปรากฏการณ์ความคึกคักของผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ อภิรักษ์ได้ฝากทั้งกำลังใจและความหวัง ในฐานะประชาชนขาวกรุงเทพมหานครคนหนึ่ง ที่หวังจะได้เห็นกรุงเทพ ‘ดีขึ้น’ ได้จริงในเร็ววัน

        “ผมเห็นถึงความตั้งใจในการเริ่มเข้ามาทำงานของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ แต่นี่อาจจะยังถือว่าอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็เชื่อว่าในระยะยาว ท่านคงสามารถแก้ไข และสร้างกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่จำเป็นก็คือต้องมีวิธีการประสานงาน แล้วก็มีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน แต่ก็เห็นนะครับว่าท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติก็ทำเรื่องนี้อยู่ แล้วก็เห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนที่อยากเข้ามามีส่วนร่วม เรื่องเหล่านี้พอมีกระแสในทิศทางบวก คนก็อยากเข้ามาร่วมมือกันมากขึ้น

        “แต่สุดท้ายอย่างที่บอกไป คนกรุงเทพฯ ทุกคนอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผมเชื่อว่าผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพราะได้ผ่านกระบวนการรณรงค์หาเสียงมาก่อนหน้านี้ และด้วยยุคนี้ที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญ หากนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการตรวจสอบ และนำเสนอความคิดเห็นในแบบที่เป็นประโยชน์จริงๆ ก็จะเป็นผลดีต่อการทำงานของผู้ว่าฯ อย่างแน่นอน เอาเป็นว่า ขอให้กำลังใจ และขอให้ทำกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่ ผมในฐานะที่เป็นประชากรอาศัยในกรุงเทพฯ ก็จะติดตามผลของการพัฒนานี้ไปด้วยกัน”

7.

วันนี้และวันต่อไป ของผู้บริหารที่ชื่ออภิรักษ์

        จากวันที่เริ่มต้นบริษัทที่มีพนักงานด้วยกันเพียง 5 คน นับถึงวันนี้ แบรนด์ V Farm ภายใต้การดูแลของอภิรักษ์มีพนักงานกว่า 25 ชีวิต และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ประการที่สำคัญ การผสมผสานบุคลากรในหลากหลายรุ่น ทั้งประสบการณ์จากพนักงานรุ่นพี่ รวมทั้งความสดใหม่ในไอเดียของพนักงานรุ่นน้อง ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ยั่งยืน 

        “เป้าหมายของ V Farm ในวันนี้ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ อย่างน้อยเวลาคนนึกถึงอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ และเป็นแบรนด์ที่ร่วมสมัย ขอให้นึกถึงผลิตภัณฑ์ของ V Farm เราตั้งใจว่าในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอีก เพื่อให้ผู้คนได้เลือกบริโภคได้มากขึ้น”

        นอกจากตัวสินค้าแล้ว ในส่วนขององค์กร อภิรักษ์บอกว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด จากนี้อีกไม่เกิน 5 ปี เขาจะนำบริษัท วีฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในวันนี้เป็นช่วงของการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้สมบูรณ์ที่สุด

        “เรากำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น ช่วงนี้จึงเตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบบัญชีและพอร์ตฟอลิโอต่างๆ ของบริษัท ในอนาคตเราอาจจะมีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อขยายฐานการผลิตให้สามารถเติบโตไปในต่างประเทศได้ เพราะเป็นความตั้งใจของผมตั้งใจวันแรกอยู่แล้ว ที่หวังไว้สักวันว่าสินค้าของเราจะต้องไปสู่ระดับโลกให้ได้”

        จากวันที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพในบริษัทชื่อดังหลายแห่งของประเทศ กระทั่งก้าวเข้ามาบริหาร กทม. ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันนี้ผู้ชายวัย 61 ปีคนนี้ กำลังเติมแต่งโปรไฟล์ชีวิตของเขา ในฐานะ ‘เจ้าของธุรกิจ’ แม้จะยังไม่รู้ว่าปลายทางจะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นไร แต่ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี กับการปลุกปั้นแบรนด์ V Farm เขาถือว่าเป็นความท้าทาย และมีความสุขที่ได้ลงมือทำ

        “ผมอยากใช้คำว่า ‘ดีใจ’ ที่ตัดสินใจมาทำธุรกิจของตัวเอง แถมยังดีใจมากกว่านั้น ตรงที่สามารถดำเนินกิจการจนขึ้นสู่ปี 9 ถือว่าเป็นประสบการณ์ในช่วงปลายๆ ถ้าจะเรียกอย่างนั้นก็ได้ เพราะว่าอายุ 61 ปีแล้ว (ยิ้ม) แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ซึ่งถึงวันนี้ ไม่ว่าธุรกิจจะไปต่ออย่างไร ผมภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ และถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ดีที่สุด”

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สันทัด โพธิสา

นักเขียน นักสัมภาษณ์ ที่เดินทางท่องยุทธจักรโลกแห่งนิตยสารมากว่า 20 ปี ถึงวันนี้ผันตัวมาทำคอนเทนต์ออนไลน์ แต่ก็ยังสนุกกับการได้นั่งพูดคุยกับผู้คน รวมทั้งพยายามผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ แค่อ่านแล้วได้คิดต่อเพียงแค่หนึ่งบรรทัด ก็เป็นความสำเร็จของเขาแล้ว

ภาพโดย

สันติพงษ์ จูเจริญ

ช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาจากนิตยสารทุกรูปแบบในยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ปัจจุบันประยุกต์ความเก๋าที่มีมาเล่าเรื่องด้วยภาพในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโออย่างสนุกสนานเหมือนเดิม