คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ | Like The Flowing River

The Conversation
27 Nov 2017
เรื่องโดย:

a day BULLETIN Team, กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ถ้าชีวิตเปรียบดั่งสายน้ำไหล สายน้ำเก่าแก่อายุอานาม 78 ปี ของ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ได้ปะทะกับอุปสรรคมากมายมาตลอดทั้งชีวิต จนสามารถสะสมหินกรวด ดินตะกอนแห่งบทเรียนและประสบการณ์ไว้มากมาย

     จากครอบครัวร่ำรวยสุขสบาย แต่เธอก็ตั้งคำถามกับเรื่องความหมายและคุณค่าของชีวิต บทเรียนจากพ่อที่เคี่ยวกรำเธอตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เข้าใจ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเริ่มต้นทำงานเพื่อสังคมมาตั้งแต่วัยเยาว์

     หลายทศวรรษที่ผ่านมา เธอทำงานร่วมกับภาครัฐและก่อตั้งหน่วยงานการกุศลมากมาย เช่น การให้ความช่วยเหลือและการศึกษาเด็กหญิงในกลุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงและยาเสพติดในภาคเหนือ ช่วยหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ณ อยุธยา ก่อตั้งมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และทำงานเพื่อรณรงค์สิทธิเด็ก ผู้หญิง และสถาบันครอบครัว

     จนกระทั่งเมื่อเข้าใกล้โค้งสุดท้ายของสายน้ำเล็กๆ นี้ เธอสนใจเรื่องความตาย และทำงานรณรงค์ในเรื่องของการตายดีอย่างจริงจัง รวมถึงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และสิทธิในการอยู่และจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี โครงการล่าสุดของเธอและกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจคือการก่อตั้งบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่กำลังเร่งระดมทุน และขยายความร่วมมือออกไปเกาะเกี่ยวภาคประชาชนที่กำลังทำงานด้านนี้อย่างแข็งขัน

เราก็เรียนรู้มากมายที่จะทำงานต่อได้ ไม่มีอะไรสูญเปล่า ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจดีแล้วจะต้องทำได้ไปหมด… นี่ไงข้อดีของความแก่ (หัวเราะ) เข้าใจและยอมรับง่าย เพราะเห็นว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไปทำไม เดี๋ยวก็ตายแล้ว

คุณหญิงจำนงศรี

 

บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม เพิ่งจัดงานเปิดตัวเพื่อระดมทุนไป ได้รับเสียงตอบรับมาอย่างไรบ้าง

     ก็ดีนะ ถึงแม้วันนั้นจะบังเอิญไปตรงกับวันงานของสถาบันวิทยาการตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาชิกวิทยาลัยตลาดทุนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก็เลยไม่ได้มามากเท่าที่คาดไว้ แต่ที่เข้ามากันเยอะกลับเป็นประชาชนทั่วไปที่ได้ยินข่าว รวมแล้วก็ประมาณ 200 กว่าคน ก็ไม่เป็นไรนะ ข่าวสารของเราก็ได้เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง มีผู้ที่ต้องการมาร่วมถือหุ้นเพิ่มขึ้น ถึงจะยังไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยรวมแล้วก็เหมือนเป็นการหยอดก้อนหินลงน้ำ แล้วดูวงกระเพื่อมของมันขยายตัวมันออกไป

 

ป้าศรีทำงานด้านนี้มาสิบกว่าปี มีข่าวว่าเคยสนับสนุนให้เกิดโครงการขนาดใหญ่สำหรับดูแลผู้สูงอายุตลอดจนถึงผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีความคืบหน้าอย่างไรแล้วบ้าง

     สัก 6-7 ปีมาแล้ว เริ่มดำเนินการบริจาคที่ดินที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน ให้มหาวิทยาลัยมหิดล สมัยที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ รัชตะ รัชตะนาวิน เป็นอธิการบดี ทางมหาวิทยาลัยเริ่มทำงานวางแผน สร้างแบบ ดำเนินการกันอยู่สัก 3-4 ปีมั้ง แต่ต่อมาด้วยเหตุผลหลายประการก็โอนโครงการให้คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ดำเนินงานต่อ ซึ่งทางรามาฯ ก็ทำโครงการโรงพยาบาลจักรีนฤบดินทร์ รวมทั้งศูนย์ผู้สูงอายุระยะต่างๆ ที่บางพลีอยู่แล้ว ก็เลยเอาแผนงานไปปรับเปลี่ยน ย่อส่วน และพัฒนาต่อ บนที่ดินที่ทางกรมธนารักษ์บริจาคให้ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลจักรีนฤบดินทร์ ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะในตอนนั้นอยากกระตุ้นให้เกิดสถาบันการเรียนรู้ในด้านนี้ เพราะคนแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิทยาการทางการแพทย์ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่จะช่วยชีวิตคนป่วยให้สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวขึ้นน่ะก็ดีมาก แต่อีกฝั่งหนึ่งก็ทำให้สามารถยื้อกระบวนการตายให้ยืดเยื้อยาวนานขึ้น สร้างความทุกข์ทรมาน ปัญหา และความสิ้นเปลืองนานาประการ ให้กับทั้งคนที่กำลังจะตายแต่ตายไม่ได้ คนใกล้ชิด และเพิ่มภาระให้กับสังคมโดยรวมในแง่ของพื้นที่และปัจจัยต่างๆ ในการรักษาพยาบาล

     อีกอย่างที่ไม่ใช่แค่ ‘อีกอย่าง’ แต่สำคัญมากคือ ป้าไม่อยากให้ใครตายอย่างทุกข์ทรมาน ไม่ว่าทางกายหรือใจ ป้าพูดเสมอมาว่า ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนเพลง ก็เป็นเพลงที่พิเศษมาก เพราะแต่ละคนบรรเลงได้แค่เพลงเดียว เพลงนี้มีโน้ตแรกและโน้ตสุดท้าย เราทำอะไรกับโน้ตแรกไม่ได้ ตอนเกิดน่ะ แต่เพลงทั้งเพลงนำเราไปสู่โน้ตสุดท้าย เราจะให้คนอื่นเขาเล่นให้โดยเจ้าของเพลงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่รับรู้หรือวางแผนเชียวหรือ คุณภาพชีวิตน่ะประกอบด้วยสุขภาวะทางกายและสุขภาวะทางใจ ซึ่งประกอบด้วยความสัมพันธ์กับตัวเอง กับคนอื่น กับสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเชื่อ คุณภาพความตายก็เหมือนกันแหละ ให้ไม่ทุกข์ทรมาน หรือทุกข์ทรมานน้อยที่สุดทั้งกายใจ

     ป้าน่ะทำอะไรได้ก็ทำ ในฐานะประชาชนคนไทยและมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง อายุปูนนี้แล้ว ไม่คิดแล้วว่าจะต้องทำเป็นสถานที่ใดที่หนึ่งซึ่งต้องใช้พลังเยอะ ให้มันเกิดขึ้นด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ เดี๋ยวนี้ก็ตื่นตัวกันมากขึ้นแล้ว สมัยที่ป้าเริ่มน่ะยังไม่ตื่นตัวกันเลยนะ การผลักดันโครงการแรกกับมหาวิทยาลัยมหิดลสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นการกระตุ้น และเราก็เรียนรู้มากมายที่จะทำงานต่อได้ ไม่มีอะไรสูญเปล่า ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจดีแล้วจะต้องทำได้ไปหมด… นี่ไงข้อดีของความแก่ (หัวเราะ) เข้าใจและยอมรับง่าย เพราะเห็นว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไปทำไม เดี๋ยวก็ตายแล้ว งาน ‘ตายดี’ ของป้านี้ก็กลายมาเป็นการขับเคลื่อนภาคประชาชนด้านความรู้ความเข้าใจ และสร้างเครือข่ายซึ่งเกิดขึ้นและขยายเร็วจนป้ายังประหลาดใจเลย

 

อยากรู้ว่าภาคส่วนต่างๆ ที่กำลังทำงานเรื่องนี้ ทำอะไรกันไปถึงไหนแล้ว

     ที่สำคัญคือภาครัฐออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา 12 พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่บังคับใช้ได้มา 4-5 ปีแล้ว ให้ประชาชนสามารถทำหนังสือแสดงเจตนาที่จะตายอย่างธรรมชาติในวาระสุดท้าย โดยรับการดูแลอย่างประคับประคอง และออกกฎกระทรวงให้ทุกโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขต้องมีหน่วย Palliative Care ส่วนภาคการแพทย์การพยาบาล คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีการบรรจุหลักสูตรด้าน Palliative Care (ศัพท์ภาษาไทยยังไม่ลงตัว โดยทั่วไปเรียกกันว่า ‘การดูแลอย่างประคับประคอง’) นอกจากนั้นแล้วก็มีการผลิตแพทย์สาขานี้และสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวเพิ่มขึ้น ป้ามองว่านั่นเป็นภาครัฐ ภาคการแพทย์การพยาบาล ถ้าจะใช้ศัพท์เก๋ๆ ก็ว่า สองภาคนั้นเป็นภาคอุปทาน (Supply) ในขณะที่เรา ประชาชน เป็นภาคอุปสงค์ (Demand) ผู้รับผลกระทบ คือเขาออกกฎหมายอะไรมา เขาพัฒนาเทคนิคการดูแลรักษาไปแค่ไหน อย่างไร ที่จะมาส่งผลต่อตัวเรา พ่อแม่เรา ในระยะท้ายสุดของชีวิตป้าก็เลยคิดว่าสร้างหน่วยงานภาคประชาชนกันดีกว่า… ทำอะไรได้ก็ทำ ผลักดันตรงไหนได้ก็ผลักดัน ร่วมมือกับตรงไหนได้ก็ไปร่วมมือ

     ‘ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม’ เกิดได้เพราะคนที่ได้เห็นคนที่เขารัก ‘ตายดี’ จากงานของเรา ย้อนกลับมาช่วยอย่างจริงจัง ตอนนี้ก็มี คุณกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ แห่งบริษัท Baker & McKenzie เข้ามาร่วมริเริ่มจัดตั้งชีวามิตรฯ และเป็นประธานกรรมการ หลังจากภรรยาวัย 57 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และ คุณโชติวัฒน์ ลัทธะพานิชย์ หลังจากคุณพ่อเขา ‘ตายดี’ ก็เข้ามาช่วยเป็นผู้จัดการให้องค์กรของเราเข้ารูปเข้ารอยและมีประสิทธิภาพ ทั้งสองท่านมาช่วยอย่างไม่รับค่าตอบแทนใดๆ เราเริ่มมีอาสาสมัครและแนวร่วมทั้งแพทย์ พยาบาล นักกฎหมาย ทนายความ และอื่นๆ เพิ่มเข้ามา งานเรางอกแบบออร์แกนิกค่ะ (หัวเราะ) เช่น ป้าไปเดินสวนลุม เห็นสวนสุขภาพผู้สูงอายุ ก็เข้าไปอาสาจัดสนทนาเรื่อง ‘อยู่สบาย ตายสงบ’ ได้คุณหมอนาฏ ฟองสมุทร มาบรรยาย สนุกกันมาก ทางศูนย์ให้เวลา 20 นาที ยาวไปถึง 45 นาที ก็ยังไม่มีใครยอมลุกเลย ถ้าหมอไม่ต้องไปงานอื่นต่อก็คงยาวไปอีก

     พอทำไปๆ ก็มีประชาชนคนธรรมดาๆ ที่ทำงานด้านนี้อยู่ คนตัวน้อยๆ ที่พยายามช่วยคนป่วยระยะสุดท้ายที่อยู่ตามบ้านบ้าง หรือให้ที่พักพิงคนป่วยหนักบ้าง เป็นสเกลเล็กๆ ทำงานด้วยใจล้วนๆ เลยนะ เขาขาดเครือข่าย ขาด know-how ติดต่อเข้ามา เราช่วยให้เขาทำงานต่อได้ก็ช่วย อาจช่วยวางโครงสร้าง หาเครือข่ายอื่นๆ เข้าไปช่วยกัน อย่างเช่น บ้านปันรัก ที่สุราษฎร์ธานี เป็นที่พักที่พยาบาลเกษียณคนหนึ่งที่ตัวเองก็เป็นมะเร็งจัดให้คนป่วยมะเร็งจนๆ ที่เดินทางจากหมู่บ้านไกลๆ มาพักฟรีระหว่างรับคีโมหรือฉายแสงที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ปีนี้โรงพยาบาลจะเลิกส่งรถมารับ-ส่งคนป่วย เราก็จะช่วย แต่ต้องด้วยวิธีการที่ยั่งยืน ทีมเราเดินทางไปศึกษาปัญหาเพื่อคิดโครงสร้างให้ดำเนินงานต่อได้

     งานขยายออกไปอย่างเป็นธรรมชาติๆ เริ่มเพียงไม่กี่เดือน งานเข้าเพียบเลย แตกต่างหลากหลาย งานหลักของเราคือการจัดอบรม เผยแผ่ความรู้ทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และไลน์ ปีหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ก็จะให้จัดเวิร์กช็อปให้ผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตลอดปี แล้วก็ยังมีผู้ป่วยติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษา ต้องสร้างทีมเพิ่ม หาเงินบริจาค เชิญชวนบุคคล บริษัทห้างร้านมาร่วมหุ้น เรื่องถือหุ้นนี่ ชีวามิตรฯ จดบริคณห์สนธิไว้แล้วว่าจะไม่จ่ายปันผล รายได้จะวนอยู่ในบริษัทเพื่อการทำงาน เราจัดคอร์สอบรมด้วย เมื่อก่อนทำฟรีมาตลอด ตอนนี้เริ่มขอคิดเงินบ้าง เพื่อให้ฟรีกับกลุ่มพยาบาล กลุ่ม อสม. ผู้ป่วยและญาติที่ไม่สามารถจ่ายได้ มาเถอะค่ะ ชีวิตจะ ‘เต็ม’ ขึ้น ที่เราทำได้ก็เพราะได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และเครือข่ายพุทธิกาของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

 

แนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่กำลังใกล้เข้ามา น่าเป็นห่วงหรือน่ากลัวขนาดไหน

     น่ากลัว แต่ดีที่ทั้งภาครัฐภาคเอกชนตื่นตัว และเตรียมรับปัญหา ว่าคนที่มีการศึกษามีลูกกันน้อยลง คนแก่อายุยืนขึ้น 90-100 นี่เพิ่มขึ้นๆ ร่างกายแข็งแรง แต่สมองไปก่อน เป็นอัลไซเมอร์จำนวนมากขึ้น สัดส่วนประชากรในวัยหนุ่มสาวที่เป็นพลังผลิตทางเศรษฐกิจลดลง เราต้องใช้แรงงานต่างด้าวมากขึ้น คุณภาพการศึกษาของเราต่ำจนจะเป็นที่โหล่ในภูมิภาคอยู่แล้ว มีผลต่อคุณภาพประชากร ถ้าค่าแรงเราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านแต่ทักษะต่ำกว่า แล้วจะยังไงล่ะ น่าห่วง แต่ก็จะมัวแต่ห่วงไม่ได้ ต้องเน้นการศึกษาของคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกับการดูแลผู้สูงวัยให้เป็นภาระน้อยที่สุดกับคนวัยทำงาน

     คนรุ่นคุณและคนรุ่นน้องคุณ ถ้ามัวแต่วุ่นวายกับความเก่ง ความสวย ความรวย ความสุขของตัวเอง โดยไม่เหลียวแลคนรุ่นเดียวกันที่ขาดโอกาส ตัวคุณเองก็จะลำบากในที่สุด ต้องตื่นตัวแล้วว่าสิ่งสำคัญสุดๆ คือการแบ่งปันเพื่อสร้างโอกาสให้คนอื่น ให้คนรุ่นเดียวกับคุณดีขึ้นพร้อมกับตัวคุณ ป้าไม่ว่าหรอกนะถ้าคุณจะร่ำรวย มีเงินมีทอง มีรองเท้ากระเป๋าแพงๆ อวดกัน เงินคุณเงินพ่อแม่คุณ คุณใช้จ่ายยังไงก็ตามใจคุณเถอะ แต่กันเงินอีกส่วนไว้เพื่อช่วยพัฒนาคนร่วมรุ่นคุณด้วย ถ้าคิดแบบ ‘ช่างหัวเขา’ สักวันเขาก็อาจจะมาวิ่งราว กรีดกระเป๋าแพงๆ ของคุณ จะโทษแต่เขาหรือจะโทษตัวคุณและเพื่อนๆ คุณด้วยล่ะคะ

มองย้อนกลับไป สมัยสาวๆ ที่อยากสวย อยากเด่น อยากประสบความสำเร็จ อยากให้ใครๆ รัก พบว่าเป็นช่วงที่ทุกข์ที่สุด (หัวเราะ) จริงๆ นะ ช่วงที่คิดว่าตัวเองโดดเด่น แต่งตัวสวย อ่านบทกวีไพเราะ เฉลียวฉลาด และอะไรต่อมิอะไรที่หลงตัว… ทุกข์ที่สุด

คุณหญิงจำนงศรี

 

ความตระหนักว่าเราต้องแบ่งปัน จิตสำนึกที่ดีต่อคนอื่น เราจะสร้างมันขึ้นมาในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

     ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ โรงเรียน สิ่งแวดล้อม โอ้โฮ มันมีปัจจัยมากมายหลายอย่างมาก ป้ามิบังอาจฟันธงได้หรอก แต่เคยลองให้เด็กในมูลนิธิที่เคยดูแลลองตั้งใจออกไปหาสัตว์หรือแมลงสักตัวที่เขาจะช่วยเหลือได้ เช่น แมลงปอที่ตกน้ำ หรือเอาเศษขนมชิ้นจิ๋วๆ ไปวางให้มดกิน ขณะที่ทำน่ะให้ดูใจตัวเองว่ารู้สึกยังไง กลับมาตอบกันทุกคนแหละว่าเห็นว่าใจมันสงบและเบิกบานดี ก็ชี้ให้เขาเห็นนะ ว่านี่ไง การให้น่ะมันเป็นการรับไปในตัว

 

แล้วตัวป้าศรีเองล่ะ จิตสำนึกแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

     เออ… มันมาจากไหนล่ะ (คิดนาน) อาจจะมาจากคุณพ่อนะ ป้ากำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะ แต่ก็ไม่มีความสุขเลย เรียนหนังสือก็เลวมาก เพื่อนก็ไม่ค่อยมี เป็นเด็กแปลกๆ

     เมื่อสัก 66-67 ปีมาแล้ว คุณพ่อไปเปิดสาขาธุรกิจที่จังหวัดอุดรธานี สมัยนั้นอุดรฯ หน้าหนาวนั้นหนาวจริงๆ ความสะดวกสบายอะไรก็ไม่มี เลี้ยงโต๊ะจีนอยู่กลางแจ้ง ตอนนั้นป้าสัก 11 ขวบได้ คุณพ่อให้ไปนั่งติดกับอาแป๊ะที่ขากเสลดสนั่นหวั่นไหว มิหนำซ้ำยังบ้วนลงไปในถ้วยตรงหน้าเรา เขียวอื๋อเลยนะ โอ๊ย ป้าลุกเดินไปหาคุณพ่อบอกว่าไม่ไหวแล้ว ขอย้ายที่มานั่งด้วยได้ไหม คุณพ่อว่า แขกทุกคนในที่นั้นเป็นลูกค้า ต้องถือว่ามีบุญคุณกับเรา เขาอุตส่าห์มาร่วมงาน เราก็ต้องให้ความเคารพเขา สรุปว่า… กลับไปนั่งที่เดิม

     มีอีกครั้ง ไปหัวหินกัน ก็นั่งรถจี๊ปไป คุณเคยดูหนังสมัยเก่าๆ ไหม ที่ผู้หญิงจะคลุมผมแบบนางเอกเรื่อง ปริศนา น่ะ เราเป็นเด็กก็ไม่ได้คลุมผม ฝุ่นลูกรังคลั่กแดงไปทั้งหัวเลย คุณพ่อชี้ตัวแย้ บอกว่าคนแถวนี้เขากินกันนะ พอเราร้องอี๊ ก็โดนเลย ‘คนเขากินของเขา มาอี๊ใส่ทำไม’ ท่านสอนเราให้มองคนอื่นเท่าเทียมกันน่ะ

     แล้วไปอยู่ที่อังกฤษตอนอายุ 12 ไม่ได้กลับบ้านเลยนะ กินอยู่แบบอัตคัดมาก เพราะสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งเลิกได้ 6 ปี ยังต้องใช้คูปองปันส่วนอาหารกัน หนึ่งคนอาบน้ำร้อนได้อาทิตย์ละหน คุณพ่อสอนให้อดทนกับความลำบาก ให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น และให้กล้าหาญ กลัวอะไรก็ให้ดูซิว่ามันน่ากลัวอย่างที่คิดไหม เพราะความกล้านี่แหละที่ทำให้เราใช้ชีวิตแบบลุยๆ ได้ ขึ้นเขาลงห้วยอยู่ป่าได้หมด ทุกวันนี้ป้ายังคิดถึงอาแป๊ะคนนั้น เขาคงกำลังป่วย น่าจะได้รับการดูแล แต่ตอนนั้นเรากลับไปรังเกียจเขา เสลดเขียวๆ น่ะ ตัวเราเองไม่เคยมีเหรอ

     มองย้อนกลับไป สมัยสาวๆ ที่อยากสวย อยากเด่น อยากประสบความสำเร็จ อยากให้ใครๆ รัก พบว่าเป็นช่วงที่ทุกข์ที่สุด (หัวเราะ) จริงๆ นะ ช่วงที่คิดว่าตัวเองโดดเด่น แต่งตัวสวย อ่านบทกวีไพเราะ เฉลียวฉลาด และอะไรต่อมิอะไรที่หลงตัว… ทุกข์ที่สุด ทุกข์เพราะจะ ‘เอา’ ป้าเองผ่านชีวิตแบบนั้นมา จะมานินทาคนสมัยนี้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ) เอาพอดีๆ อย่าไปหลงความหล่อความเท่ความสวยมากจนลืมคุณภาพใจ ประสบการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็เหมือนกันตรงที่เรียนรู้ได้ ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนมองไม่เห็นภาพรวม

 

ชีวิตคนไม่ใช่สายน้ำที่ไหลเรื่อยเปื่อย มันมีเจตนากำกับอยู่ เมื่อไหลไปเจอหินก้อนที่ทะลุทะลวงไม่ได้ มันก็ต้องเลือกว่าจะลดเลี้ยวไปทางไหน ทุกขณะจิตเรามีเจตนามีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา ป้าเห็นว่าเราก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของเรา

คุณหญิงจำนงศรี

 

ทำไมป้าศรียังดูแข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน

     ไม่รู้สิ อาจจะเพราะกินน้อย ถึงไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแต่ก็เดินเร็วมาก เวลาคุยโทรศัพท์มือถือก็เดินวนๆ เร็วๆ จนคนที่มองอยู่เวียนหัวกันเป็นแถว ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง หมอให้ยาก็กิน ไม่กลัวยา กินวิตามินกินอาหารเสริม ร่างกายก็แก่ของมันไป แต่ไหงไม่รู้สึกว่าใจมันแก่นะ ป้าชอบไปปฏิบัติธรรมเมื่อมีเวลาแวบไปได้ ไม่เข้าคอร์ส ชอบไปอยู่วิเวกคนเดียวในธรรมชาติเป็นระยะ เมื่อเร็วๆ นี้ก็ไปอยู่บนเขาหิมาลัยในภูฏาน ไปคนเดียวนะ อยู่บนนั้น 12 วัน ชอบจัง ส่วนในชีวิตประจำวัน ก็มีสติรู้กายรู้ใจตัวเองให้บ่อยที่สุด การรู้สึกตัวคือชีวิตนะ ตายไปไม่มีการรู้แล้ว ไม่รู้ว่านี่มีผลทางสุขภาพไหม… ไม่รู้สิ…

     พักนี้ป้ากับลุงไปงานศพบ่อย ตามวัยไง ไม่ค่อยอยากไปงานแต่งงานแล้ว เพราะเราก็รู้ว่ามันไม่แน่นอน หลายครั้งที่เราไปงานใหญ่งานโต ใช้เงินหลายล้าน อีกไม่กี่ปีก็ได้ยินว่าหย่าร้างกัน โอเคนะ บ่าวสาวอยากฉลองความสมหวัง เราก็ยินดีด้วย แต่แหม… อยากได้สักเสี้ยวของการจัดงานมาช่วยชีวิตคนที่กำลังเดือดร้อน ช่วยคนด้อยโอกาสให้มีโอกาส คู่บ่าวสาวก็น่าจะสุขใจ อีกไม่นานหลานๆ ของป้าก็คงทยอยแต่งงานเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าเขาจะจัดงานยังไงแค่ไหน แต่ก็สังเกตว่าความเกรงใจเข้ามามีส่วนเยอะเหมือนกันนะ งานใหญ่ๆ จะได้ยินแขกบ่นรถติด หาที่จอดรถไม่ได้ มาเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวและครอบครัวเห็นหน้า ถ่ายรูป

     แต่งานศพเป็นคนละเรื่อง เมื่อก่อนป้าเคยพูดบ่อยๆ ว่าตายไปแล้วให้เผาเลย ไม่ต้องจัดงานศพ แต่พอมาถึงวันนี้ ป้าขอกลับคำ เพราะช่วงงานศพคือช่วงเวลาที่ผู้สูญเสียได้ปรับตัว ได้เห็นคนที่เคยรักเคยชอบกันมาร่วมอาลัย มาร่วมกันฟังพระสวด ให้ได้มาเห็นหน้าเห็นตากัน เราได้เห็นคุณค่าของชีวิตที่เหลืออีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ป้าชอบนั่งทำใจสงบระหว่างพระสวด เป็นโบนัส เอ๊ะ ตอบยืดยาวงี้ ตรงคำถามของคุณเรื่องทำไมยังแข็งแรงไหม อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ได้ (หัวเราะ)

 

ป้าคิดว่าชีวิตที่ผ่านมามีคุณค่าหรือความหมายอย่างไร

     คุณค่าสูงสุดคือได้พบพุทธธรรมในช่วงวิกฤตของชีวิต ช่วงที่ถึงจุดที่อาจจะหักเหลงลึกจนชีวิตแทบจะหมดคุณค่าและความหมาย สำหรับความหมายของชีวิตเห็นจะเป็นการได้เรียนรู้ชีวิตได้ตอบแทนบุญคุณโลกใบนี้ที่ให้กินให้อยู่ให้ใช้ทรัพยากรของเขามาเกือบ 80 ปีแล้ว ถ้าจะตายก็รู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นหนี้โลก งานชีวามิตรฯ ที่ทำอยู่ขณะนี้ก็คงเป็นการตอบแทนโลกด้วยกระมัง สำหรับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยจดจำอะไรแล้ว ความทรงจำก็แค่ความทรงจำ พอตัวตายไปก็หายหมด (หัวเราะ) เอาแค่ปัจจุบันวันนี้ ให้มีสติรู้ทันความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้ เห็นมันเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป ไม่ไปเอาจริงเอาจังกับมันนัก ให้มีปัญญารู้ว่าทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน เป็นเหตุปัจจัยต่อกัน เรากินอะไรมันก็มาเป็นส่วนหนึ่งของกายเรา เราเจตนาพูดอะไร คิดอะไร ทำอะไร มันก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของใจเรา บางทีก็เห็นว่าชีวิตที่ดำเนินอยู่นี้เป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านดิน ผ่านหิน ผ่านทราย สายน้ำนั้นจะค่อยๆ สะสมสิ่งต่างๆ ที่มันไหลผ่าน

 

แม่น้ำสายนี้จะไหลไปไหน

     ในความนึกคิดป้าไม่ได้เห็นว่าชีวิตคนเป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่โต แค่เป็นสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลเชี่ยวบ้าง เอื่อยบ้าง มีบางช่วงมีอาจจะมีหินก้อนใหญ่ขวาง ชนหินแล้วก็ต้องเลี้ยว ต้องเปลี่ยนทิศทาง มองว่าชีวิตคนไม่ใช่สายน้ำที่ไหลเรื่อยเปื่อย มันมีเจตนากำกับอยู่ เมื่อไหลไปเจอหินก้อนที่ทะลุทะลวงไม่ได้ ก็ต้องเลือกว่าจะลดเลี้ยวไปทางไหน ทุกขณะจิตเรามีเจตนามีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา ป้าเห็นว่าเราก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของเรา จะเถียงว่าแม่น้ำแต่ละสายไหลไปเจอโน่นนี่ที่แตกต่างกันนี่นา… คงตอบว่า บางสายน้ำอาจไหลผ่านแต่ดินนุ่ม ไม่เจอหิน ไม่เจอกรวด แต่ในเส้นทางดินที่อ่อนนุ่มนั้นก็มีใบไม้ ลูกไม้หล่นลงมาทับถม จนอาจกลายเป็นน้ำเน่าเหม็นเลยก็ได้ ถ้าเชื่อในการสะสมของเหตุปัจจัย เราก็สร้างเหตุปัจจัยในปัจจุบันให้ดีที่สุด สร้างด้วยเจตนา เจตนาที่ประกอบด้วยสติและเมตตาไม่ใช่อารมณ์ เมื่อสายน้ำนั้นค่อยๆ ปล่อยสิ่งปนเปื้อนที่เคยสะสมเจือปนไว้ออกไป ไม่รับสิ่งปนเปื้อนเข้าใหม่น้ำก็จะใสบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะไหลผ่านอะไร แต่ในที่สุดแล้วมันก็ไหลถึงจุดที่มันหมดความเป็นน้ำสายนั้นสายนี้ ไปบึงคลองหนองน้ำบ้าง ในทะเลบ้าง เหือดหายไปเองบ้าง ที่สุดเจ้าสายน้ำก็ต้องถึงจุดจบจบ จะอย่างไร ตรงไหน เมื่อไหร่ แตกต่างกันออกไปตามเหตุตามปัจจัย… (หัวเราะ) พูดแบบคนที่ทำงานเรื่องผู้ป่วยระยะท้ายก็อย่างงี้แหละ

 

แต่ละครั้งที่ไหลมาเจอก้อนหินขวางทางอยู่ สายน้ำนี้จะรู้ได้อย่างไรว่ามันควรจะไหลไปทางซ้ายหรือขวา ทางไหนคือทางที่ถูก

     ไม่รู้เสมอไปหรอก เอาแค่มองภาพรวมให้รอบแล้วไหลไปทีละช่วง การตัดสินใจถูกหรือผิดน่ะไม่มีหรอก มีแต่ว่ามันจะเป็นประโยชน์สุขหรือทุกข์ภัยกับตัวเองหรือคนอื่นๆมากน้อยแค่ไหน ในระยะสั้นหรือระยะยาว บ่อยครั้งมันจะซับซ้อนกว่านั้น แต่มนุษย์เราต้องตัดสินใจตลอดเวลา ไม่ว่าจะตัดสินใจเองหรือให้คนอื่นตัดสินใจ หรือตัดสินใจว่าจะไม่ตัดสินใจ แม้แต่เจตนาว่าปล่อยมันไปเถอะก็ยังเป็นการตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจไปแล้ว พบอะไรก็ต้องตัดสินอีก มีโอกาสที่จะตัดสินใจได้อีกเมื่อถึงทางแยกข้างหน้า มีทางแยกอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา มองให้เชิงบวกก็จะเห็นว่าชีวิตนี้ให้โอกาสเราตัดสินใจตลอดเวลา ตัดสินใจจะจำนนหรือจะต่อสู้ ถึงในกรณีที่ภายนอกทำอะไรไม่ได้ ก็ยังมีทางเลือกว่าเราจะทำใจกับมันอย่างไร

     เราจะไปสอนใครให้เขาตัดสินใจแบบเดียวกับเราไม่ได้ ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราบอกไม่ได้ว่าทางไหนถูกที่สุดสำหรับคนอื่น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมนุษย์มีเหมือนกันคือศักยภาพที่จะเรียนรู้ธรรมชาติภายในตัวเอง ที่จะพัฒนาคุณภาพจิตของตัวเอง แล้วสายน้ำมันก็จะไหลตามช่องทางที่จะพามันไปตามธรรมชาติของมัน

     ถ้าคุณถอยใจมามองความรู้สึกนึกคิดของตัวเองจะเห็นว่ามันโยงกันเหมือนเรือพ่วง แล้วก็เปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ทุกวินาที แม้กระทั่งในเรื่องเดียวกัน ร่างกายก็เข้ามาเกี่ยวด้วยนะ โกรธหรือตื่นเต้นก็หัวใจเต้นแรง เครียดก็น้ำย่อยออกมากัดกระเพาะ

 

แต่ละครั้งที่สายน้ำชีวิตของป้าไหลมาเจอก้อนหิน ป้าเลือกอย่างไร

     (หัวเราะ) นี่เป็นความโชคดีของคนแก่ เวลาเจออะไรมาขวาง อะไรมาขัด เราตั้งหลักซะก่อน คือคิดว่าเดี๋ยวก็ตายแล้ว เป็นมรณานุสติแบบหนึ่ง มันทำให้เราไม่หวั่นไหวมากนัก ช่วยให้ตั้งสติหาทางที่ดีที่สุดหรือที่เลวน้อยสุดแล้วแต่กรณี อย่างว่าแหละ มองภาพรวมแล้วไปทีละก้าว และระวังที่จะไม่มองย้อนไปปรักปรำตัวเองหรือใครอื่นให้เสียเวลาชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิด

 

ชีวิตคู่ป้าเป็นอย่างไรในวัยนี้

     ป้ามีคู่ชีวิตที่เยี่ยมยอด อยู่ด้วยกันมา 20 ปีพอดี แต่งงานกันตอนเขาอายุ 55 ป้า 57 ตอนที่เป็นม่ายทั้งคู่ เข้าใจกันดีทั้งความเหมือนความต่าง ยกความดีส่วนหนึ่งให้ความแก่ เรียนรู้ชีวิตมาเยอะทั้งคู่ ยิ่งเวลางวดลงๆ ก็อยู่ด้วยกันดีขึ้นๆ เราสองคนแอ็กทีฟพอๆ กัน ลุง (ดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์) เขาทำงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านการบริหาร ด้านวิชาการ ฯลฯ ที่เขาชอบและถนัด แล้วก็ปล่อยให้ป้าได้ทำงานอย่างที่ป้าอยากทำ ไม่ได้คาดหวังว่าต้องมาอยู่บ้าน ทำงานบ้าน ดูแลเขาหรืออะไรแบบนั้น เขาพอรู้เรื่องงานเรา เราก็พอรู้เรื่องงานเขา พอช่วยกันได้บ้างแต่ไม่ยุ่งถ้าไม่ขอ ชีวามิตรฯ ทำโครงการผ้าอ้อมให้ผู้ป่วยระยะท้ายที่โรงพยาบาลนครพิงค์ เขาก็ช่วยบอกต่อให้ ช่วงนี้เราแบ่งกันไปงานศพกันแบบบ้าคลั่ง (หัวเราะ) เขาไปศพหนึ่ง ป้าไปอีกศพหนึ่ง เมื่อวานยัง เอ๊ะ อาทิตย์ที่แล้วเราแยกกันไปงานศพคนโน้นคนนี้ตลอดอาทิตย์เลยนะ (หัวเราะ) เราเป็นคู่ที่ไม่ต้องจูงมือกันตลอดเวลา ใครมีงานอะไรก็ไปทำซะ แต่เดินทางด้วยกันเยอะนะ ทั้งงาน ทั้งเที่ยว ไปกันสองคนเป็นส่วนใหญ่ เป็นสุขด้วยกัน เมื่อถึงเวลาต้องจากก็จากกัน แค่นั้นเอง

 

ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ ป้าจะเศร้าไหม

     ไม่รู้นะ คงมีบ้าง อะไรมันก็ไม่แน่ทั้งนั้นรวมทั้งใจเรา แต่ป้าเตรียมมานานแล้ว ทุกคืนก่อนเข้านอนป้าจะบอกกู๊ดบายในใจ เผื่อว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้เจอกันอีก พรุ่งนี้เราหรือเขาอาจจะไม่ได้ตื่น ซ้ำๆ อย่างนี้ทุกคืนให้ชินใจ ป้าทำงี้กับลูกแต่ละคนด้วย แรกๆ ก็ใจหายนะ พอทำไปก็ชิน ฉะนั้น เวลาที่จะตายป้าจะไม่ต้องรอ ยุคนี้เขาประมาณอายุขัยไว้ที่เท่าไหร่นะ 75 ใช่ไหม? ป้าเกินมา 3 ปีแล้ว ถือเป็นโบนัส

     ครั้งหนึ่งผู้เข้าร่วมเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสองคนพี่น้อง เป็นนักบริหารชั้นยอด เฉลียวฉลาด หลักการดี อายุสัก 40 ปลายๆ เป็นช่วงวัยที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาเก่งเทคโนโลยีด้วย ในวันท้ายๆ ผู้เข้าอบรมต้องแยกกันไปรับดูแลคนไข้ระยะท้ายในโรงพยาบาลกันคนละ 1 ชั่วโมงเต็มๆ คนไข้ที่สองคนนี้ต้องไปดูแลเป็นเด็กวัย 3 ขวบกับ 5 ขวบ มีประวัติชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ตอนที่เข้าไปนักธุรกิจสองคนนี้ยิ้มย่องมั่นใจว่าจะดูแลได้ดีแน่ ที่ไหนได้ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เขากลับออกมาแล้วอึ้งไปเลย พูดจาอะไรไม่ออก เด็กสองคนนี้จมน้ำ นอนไม่รู้ตัวมาหลายวัน หมอยื้อไว้เพื่อปู่ย่าตายายที่ยังยอมรับไม่ได้ คนเก่งทั้งสองของเราทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่เข้าไปนั่งเฉยๆ มองดูเด็กทั้งคู่ที่มีเครื่องช่วยชีวิตต่างๆ ห้อยระโยงระยาง โดยมีคนแก่สามคนนั่งเฝ้า เรียกชื่อเขย่าตัวหลานเป็นระยะด้วยความหวังว่าจะฟื้น เย็นนั้นนักธุรกิจทั้งสองเล่าถึงความรู้สึก helplessness เขาไม่เคยอยู่ในสภาวะที่ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ อย่างนี้มาก่อน ฉากความตายฉากนี้คงต้องมีผลกับมุมมองต่อชีวิตของเขาอย่างแน่นอน

     ป้าน่ะก็ยังสนุกกับเรื่องราวหลากหลาย ไม่ใช่ว่าพิจารณาความตายแล้วจะต้องหันหลังให้กับชีวิต เพียงแต่ยอมรับด้วยใจว่า เกิดกับตายเป็นต้นกับปลายของสายธารชีวิต… เกิดกับตายเป็นโน้ตแรกกับโน้ตสุดท้ายของเพลงชีวิต เขาเป็นของคู่ที่แยกจากกันไม่ได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

a day BULLETIN Team

Where the Conversations Begin: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่

เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า