การเติบโตของ ‘แคปเฌอ’ ที่เรียนรู้จากการยอมรับความผิดพลาดและพร้อมให้อภัยตัวเองได้

The Conversation
2 May 2022
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ภาพของคนทั่วไปที่มอง เฌอปราง อารีย์กุล คือหญิงสาวหนึ่งในสมาชิกของ BNK48 วงไอดอลไทยที่มีชื่อเสียงมากๆ ซึ่งเธอมีพร้อมในทุกด้านตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ฝีมือ และโอกาสที่เปิดทางให้กัปตันวงคนนี้สามารถทำงานที่หลากหลายแขนงในวงการบันเทิง หากเปรียบเป็นดอกไม้ เธอก็เหมือนเป็นดอกไม้ที่สวยงามและกำลังผลิบานชวนให้คนที่พบเห็นอิ่มเอมใจมีความสุขตามไปด้วย 

        แต่ในชีวิตจริง เฌอปรางบอกเราว่า ถ้าเธอเป็นดอกไม้ ก็คงเป็นดอกไม้ธรรมดาที่อยู่ในแปลงดอกไม้ สามารถพบเห็นได้ทั่วไป มีสีสัน มีการผลิดอกเบ่งบาน และมีบางดอกค่อยๆ เหี่ยวเฉาลงตามวิถีของธรรมชาติ บางวันได้น้ำได้อากาศที่ดีก็เจริญเติบโตงอกงามผลิบานอย่างสดชื่น บางครั้งก็เผชิญกับมรสุมที่ทำให้เกือบเอาตัวเองไม่รอด เสี่ยงต่อการเหี่ยวเฉาหรือจมอยู่ในดินจนแทบโผล่ใบอ่อนขึ้นมาไม่ได้ 

        การสนทนาของเราในวันนี้ เป็นการพูดคุยถึงชีวิตและการทำงานที่ผ่านมา รวมถึงบทเรียนใหม่ๆ ที่เธอได้ค้นพบถึงการยอมรับความผิดพลาดของตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้ออกมาได้ดั่งใจเสมอ รวมถึงการคลี่คลายของความคิดที่เคยกดดันตัวเองอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ สู่การให้อภัยตัวเองจนได้พบความสุขที่แท้จริงของชีวิต 

ครั้งล่าสุดที่เราได้เจอคุณเป็นช่วงก่อนที่โควิด-19 จะระบาดทั่วโลก ช่วงเวลาที่ผ่านมาชีวิตทุกคนผ่านความยากลำบากมาด้วยกันทั้งนั้น คุณเองในช่วงก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง

        มีสิ่งที่เราได้ทำบ่อยแล้วก็ไม่ได้ทำ จนเกิดอาการหมดไฟขึ้นมาเหมือนกัน จากปกติที่เราจะได้กำลังใจหรือได้เจอผู้คน ได้เจออะไรใหม่ๆ ได้พบแฟนๆ ในงานจับมือ แต่ที่ผ่านมาเราเจอกับพวกเขาได้แค่ทางโทรศัพท์หรือทางข้อความ ซึ่งเราก็ยังใช้ตรงนี้ยึดเป็นกำลังใจ และขอบคุณที่พวกเขาส่งข้อความมาหาตลอดด้วยค่ะ

        ที่บอกว่ายึดเอาไว้หมายถึงเราพยายามยึดว่าเราจะผ่านไปให้ได้ ในสภาวะของบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้เดินทาง ไม่ได้พบเจอหรือมีการปฏิสัมพันธ์ที่จะทำให้เราเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมา ตรงนี้ก็ยากอยู่พอสมควร แต่พอทำได้ ช่วงนั้นเราถือเป็นช่วงเวลาพักผ่อนแล้วกัน จากช่วงที่ไม่ค่อยได้เล่นเกม ก็ได้เล่นเกมยาวๆ อยู่บ้าง เป็นช่วงที่เปลี่ยนตัวเอง ค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ให้อยู่ได้ทุกสถานการณ์

 

การปรับตัวนี้ทำให้คุณสะสางความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้นแค่ไหน 

        ตอนนี้เราจัดการได้ดีกว่าเมื่อก่อน บางเรื่องก็อาจจะเร็ว บางเรื่องก็อาจจะไม่เร็ว ก็แล้วแต่เรื่องอีก แต่ตอนนี้เรารู้สึกผ่อนคลายกว่าเมื่อก่อนเยอะมากๆ จากเมื่อก่อนที่เป็นคนเข้มงวดกับตัวเอง เป็นคนที่ต้องทำได้สิ ต้องจำได้สิ ทำไมแบบนี้เป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้เราก็เป็นแบบ เออ! มันก็เป็นแค่นั้นแหละ (หัวเราะ)

        คงเพราะว่าเราอาจจะเจอเรื่องที่ควบคุมไม่ได้มาหลายเรื่องด้วยมั้ง จนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ พอหลายๆ เรื่อง หลายๆ อย่างมาบรรจบกัน เราก็เริ่มคิดว่าแล้วอะไรที่เราทำได้บ้างล่ะ เราจะไปนั่งกังวลกับสิ่งที่เราไปแก้ไขไม่ได้ทำไม ยิ่งเรื่องในอดีตยิ่งยากเลย ได้แต่นั่งกังวล นั่งกลัว นั่งย้อน นั่งกลัว นั่งย้อน เออ! เราทวนแล้ว เรารู้แล้วว่าผิดพลาดอะไร เราไปต่อไหม มีอะไรให้ทำต่ออีกนี่นา ทีนี้ความรู้สึกมันก็เคลียร์ รับรู้ ว่าถ้าเวลาที่เราเป็นคนผิด ก็ต้องมีคำว่าให้อภัยตัวเองให้เป็น แต่ถ้าเป็นความผิดพลาดกับคนอื่น เราได้ขอโทษเขาหรือยัง ไม่ว่าเขาจะยกโทษหรือไม่ยกโทษให้เราก็ตาม ก็สุดแท้แต่เขา

“ถ้าเวลาที่เราเป็นคนผิด ก็ต้องมีคำว่าให้อภัยตัวเองให้เป็น แต่ถ้าเป็นความผิดพลาดกับคนอื่น เราได้ขอโทษเขาหรือยัง ไม่ว่าเขาจะยกโทษหรือไม่ยกโทษให้เราก็ตาม ก็สุดแท้แต่เขา”

การเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คุณค้นพบตั้งแต่เมื่อไหร่ 

        เพิ่งมาเป็นช่วงหลังๆ ที่เรารู้ตัวมากกว่า คาดว่าประมาณปีสองปีได้ เมื่อก่อนเรารู้สึกว่า BNK48 จะดีหรือจะไม่ดี เป็นความรับผิดชอบของตัวเองมากๆ เรารู้สึกเกร็งมากพอสมควร แต่พอน้องๆ บอกพี่วางบ้างก็ได้ เมมเบอร์แต่ละคนเขาก็มีชีวิตของเขา ไม่ใช่ทุกคนจะลงตัวได้กับที่นี่ ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าคุณไม่เข้ากับที่นี่ก็ต้องปรับให้มันเข้าได้สิ แต่บางเรื่องก็เป็นแค่ความรู้สึกที่ไม่ถูกจริตของเราเท่านั้นเอง จนเข้าใจว่าเราก็ทำให้ดีที่สุด พยายามคุย พยายามปรับตัวเท่าที่เราคิดว่าปรับแล้วมันโอเค กลายเป็นว่าหลายๆ ฝ่ายก็โอเคกับเราด้วย

หลายคนตอนนี้ก็มีความรู้สึกใช้ชีวิตได้ยากคล้ายๆ กับคุณเหมือนกัน ทั้งการกดดันตัวเองหรือโทษตัวเองว่ายังทำได้ไม่ดีพอ การจะก้าวผ่านความรู้สึกหดหู่นี้ เมื่อมองย้อนกลับไปคุณคิดว่ามันท้าทายตัวเองแค่ไหน

        ยากค่ะ ต้องบอกเลยว่ายากมาก แต่ถามว่าเข้าใจได้ไหม เราเข้าใจความยากว่าทำไมมันถึงยากขนาดนั้น เพราะว่าเราคาดหวังกับตัวเองไว้เยอะ แต่สุดท้ายคงเป็นสิ่งที่เราไปเห็นด้วยมั้ง เราได้ดูสารคดีเรื่อง Genius by Stephen Hawking เขาบอกว่าโลกเราเป็นแค่เม็ดทรายที่อยู่ในกองทรายขนาดมหึมา พอได้ดูแล้วก็… เออว่ะ! จริงๆ เราแค่ผงธุลีมากเลย เราจะเครียดอะไรขนาดนั้นกับตัวเอง เราก็แค่มนุษย์หนึ่ง คนที่เพิ่งเกิดมาได้ 20 กว่าปี ยังไม่ได้มีประสบการณ์เท่าคนอายุ 30 หรือ 40 ปีเลย หรือบางทีคนอายุ 30-40 ปี บางทีเขาก็อาจจะไม่มีประสบการณ์เพราะไม่ได้ทำนั่นทำนี่เยอะๆ ก็เป็นไปได้ ซึ่งก็แล้วแต่คนที่ผ่านประสบการณ์มาว่าเขาเผชิญกับเรื่องอะไรบ้าง เราก็ผิดพลาดกันได้ มนุษย์นั้นผิดพลาดกันได้ เราก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อืม… เราเป็นแค่มนุษย์ (นิ่งเงียบ)

        แต่มันยากกับการยอมรับความจริงที่ว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร บางทีคนก็ไม่ได้สนใจเราขนาดนั้น เราอาจจะพอมีสปอตไลต์ส่องมาบ้าง มีคนส่วนหนึ่งที่สนใจเราจริงๆ แต่อีกด้านก็ไม่ได้มีใครสนใจเราขนาดนั้น บางคนก็แค่เห็นว่าสิ่งที่เราทำสนุกสำหรับเขา หรือเห็นเราในภาพยนตร์ ก็เลยมาชอบเรา มาทำความรู้จักกับเราต่อ ซึ่งเราก็ขอบคุณมากนะคะ ดีใจมากเลย แต่สุดท้ายเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ถึงวันหนึ่งชื่อเสียงก็คงหายไป อาจไม่เป็นที่รู้จักของใครแล้ว 

        ถึงตอนนั้นถ้าเรายังทำงานในวงการบันเทิงต่อได้ก็ดีใจ แต่ก็ไม่ได้เครียดขนาดที่ว่าฉันจะต้องเป็นนักแสดง จะต้องมีผลงานตลอดเวลา ถ้าเราเครียดกับมันขนาดนั้นแบบเมื่อก่อนคงรู้สึกล้มเหลวมากเหมือนกัน แต่ตอนนี้ถ้าเราล้มแล้วจะทำอย่างไรต่อ เราจะยอมแพ้ไปเลย จะเบนเข็มไปทำงานด้านอื่นหรือจะลองใหม่ ซึ่งก่อนจะทำสิ่งไหนก็ตาม ต้องให้อภัยตัวเองก่อน ยอมรับว่าคนเราพลาดกันได้ เออ! เราพลาดไปแล้วนะ มันเกิดขึ้นไปแล้ว เราก็แค่คนคนหนึ่งซึ่งได้เจอเรื่องเหล่านี้ เราจะจมอยู่กับเรื่องนี้ต่อไปหรือเราจะเอาใหม่ ฮึบ! แล้วทำนั่นทำนี่ทำโน่น เอาใหม่ แค่นั้นแหละค่ะ 

แค่นั้นที่คุณว่า ต้องใช้เวลากับตัวเองขนาดไหน

        ใช้เวลาเหมือนกันนะคะ เพราะถ้าเจอเรื่องหนักจริงๆ ก็ใช้เวลามากเลยค่ะ ซึ่งสิ่งที่ง่ายสุดจริงๆ คือ ให้ร่างกายของเราช่วย เช่น ออกไปรับแสงแดด ออกไปเดินเล่น ไปกินของอร่อย ไปเจอเพื่อน ไปพูดคุยกับคนใหม่ๆ เราใช้วิธีออกไปเดินเหยียบหญ้า ไปอยู่กับธรรมชาติ เอาเท้าไปแตะดินบ้าง ไปเจอบรรยากาศที่ปกติเราไม่ค่อยเจอ จากที่เราต้องอยู่ในห้อง อยู่ในพื้นที่ที่ใส่รองเท้าตลอดเวลา บางทีก็ลองเอาเท้าไปแช่ออนเซ็นให้ร่างกายเราผ่อนคลาย กิน นอน ออกกำลังกาย ก็จะช่วยให้ผ่านเรื่องที่หดหู่ได้ แต่บางทีมันยาก เราเข้าใจความยาก แต่จังหวะที่จะลุกขึ้นไปทำอะไรสักอย่าง โดยแค่ทำวันละนิดวันละหน่อย มันก็ทำให้เราดีขึ้นวันละนิดวันละหน่อยด้วย แล้วเราก็จะผ่านมาได้ ถ้าผ่านมาได้ เราจะดีใจกับตัวเองมากเลย 

“ถ้าเราล้มแล้วจะทำอย่างไรต่อ เราจะยอมแพ้ไปเลย จะเบนเข็มไปทำงานด้านอื่นหรือจะลองใหม่ ซึ่งก่อนจะทำสิ่งไหนก็ตาม ต้องให้อภัยตัวเองก่อน ยอมรับว่าคนเราพลาดกันได้ เออ! เราพลาดไปแล้วนะ มันเกิดขึ้นไปแล้ว เราก็แค่คนคนหนึ่งซึ่งได้เจอเรื่องเหล่านี้ เราจะจมอยู่กับเรื่องนี้ต่อไปหรือเราจะเอาใหม่”

คุณเรียกการเติบโตของตัวเองในครั้งนี้ว่าอะไร 

        ‘ความยืดหยุ่น’ เรามีความผ่อนคลายกับกับตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่มีความตั้งใจว่าจะเรียนต่อ แต่พอเห็นตารางงานที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็ อ๊ะ! เบรกไว้ก็ได้ ให้เวลาตัวเองได้พักบ้าง จะได้ทำงานได้เต็มที่ แล้วพอเราได้พักเต็มที่ เราก็สามารถทำงานได้เต็มที่จริงๆ ทั้งภาพยนตร์ ละคร งานโปรโมต งานอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งนับดูแล้วก็ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน การได้มีเวลาดูแลตัวเอง ออกกำลังกายบ้าง​ ก็ทำให้เราทำงานได้อย่างมีสติมากขึ้น จากปกติที่จะเห็นเราเบลอๆ สมัยก่อน เป็นอาการที่เกิดจากความเครียด ความเซ็ง เพราะว่าต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เรียนเสร็จก็ต้องไปออกอีเวนต์หรือถ่ายภาพยนตร์ ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองพักผ่อนไม่พอ แต่พอได้พักผ่อนพอก็เริ่มรู้แล้วว่า การที่เราจะทำงานให้มีประสิทธิภาพ แล้วเรามีความสุขไปด้วย มันคือการที่เราต้องพักผ่อนให้เพียงพอเสียก่อน 

ที่คุณเล่ามาเราเชื่อว่าจริงเพราะวันนี้คุณดูสดใสกว่าทุกครั้งที่เจอกันมากๆ

        เพราะตอนนั้นเราทำงานหนักมากจริงๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะผ่านมาได้เหมือนกัน พอย้อนกลับไปดู ตอนนั้นฉันก็หนักจริงๆ เนอะ แต่ตอนนี้มีตารางทำงานเกือบทุกวันนะคะ แต่เราก็ผ่อนคลายตัวเองมากขึ้น เพราะตอนนั้นเราต้องเรียนไปด้วย มีงานที่ต้องเคลียร์ มีหนังสือที่ต้องอ่านเยอะ มีการสอบที่ต้องเตรียมตัว จำได้ว่าตัวเองนอนน้อยมากช่วงสองสามปีแรกที่อยู่ BNK48 ตอนนี้เราดีขึ้นมากๆ มีคนถามอยู่เสมอว่าจะเรียนต่อตามที่ตั้งใจไว้ไหม เราก็อยากเรียนค่ะ ยังคงอยากเรียนอยู่เสมอ แต่เอาเท่าที่ไหวดีกว่า ไม่งั้นเราจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำงานเต็มที่ ซึ่งตอนนั้นเราก็เต็มที่นะ แต่เรารู้สึกว่าการทำแบบนี้ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่า

ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลต่อผลงานใหม่ของคุณอย่างหนังเรื่อง SLR กล้อง ติด ตาย แค่ไหน

        หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นงานไม่กี่งานที่ได้กลับมาทำ เรามีความสุขมากที่ได้ออกกอง ได้เจอผู้คน ได้ไปที่นั่นที่นี่ ได้เรียนรู้การแสดงกับ CG ดีขึ้น นั่นคือการเล่นกับจินตนาการของเรา โดยโจทย์ที่ได้มาคือผู้กำกับต้องการความสยอง ต้องการภาพเรากำลังหวาดกลัว เราได้ตีความสิ่งนี้ ซึ่งสนุกมาก เพราะเราได้โฟกัสกับการทำงาน ซี่งการที่เรามุ่งความคิดไปอยู่ในการทำงาน ไม่ได้สนใจกับความคิดของตัวเองก็มีผลด้วยนะ เพราะเราเป็นคนคิดมาก คิดวนไปวนมา และกลับมาคิดแต่เรื่องเดิมๆ แต่พอได้ทำงาน เราก็จะอยู่กับการหาคำตอบว่าจะแสดงอย่างไรให้ไอเดียของเราออกมาอย่างที่ต้องการ หรือจะแสดงอย่างไรให้คนดูเห็นภาพของตัวละครตามที่เราตั้งใจสื่อออกมา จนทำให้ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นๆ เลย 

เรียกว่าการมาเล่นหนังเรื่องนี้คือการเข้าคอร์สฝึกสมาธิของตัวเองเลยได้ไหม

        จริงๆ ก็ใช่นะ เราเห็น นนท์ (ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์) นั่งสมาธิ จนมีความคิดว่าจะนั่งสมาธิตามด้วยดีไหมนะ (หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่กล้า เพราะเราอาจจะยังไม่ถึงการฝึกสมาธิแบบนี้ แต่ใช้วิธีจดจ่อกับการทำงานแทน การทำงานครั้งนี้เราชื่นชมทั้งนนท์และนนน (กรภัทร์ เกิดพันธุ์) มาก สองคนนี้เขามีสมาธิขั้นสุดจริงๆ ทั้งคู่สามารถปรับตัวเองได้ไวมาก และเชื่อจริงๆ ว่าเขาคือตัวละครในหนัง ซึ่งตัวเราต้องฝึกอีกเยอะมาก เช่น การจินตนาการว่ามีลูกแอปเปิลเกิดขึ้นมาตรงนี้ เราจะเห็นลูกแอปเปิลนั้นแบบรางๆ แต่สองคนนั้นเขาสามารถเห็นว่ามีแอปเปิ้ลอยู่ตรงนั้นจริงๆ และหยิบขึ้นมากินได้เลย 

ตัวละคร ‘น้ำ’ ในหนังเรื่อง SLR กล้อง ติด ตาย เชื่อมโยงกับเฌอปรางในด้านไหนบ้าง

        ตรงที่เป็นคนทำงาน ประมาณอาเจ๊ทำงาน (หัวเราะ) ทีมงานจะเรียกว่าเราตอนถ่ายว่าโหมดอาเจ๊ จะเป็นอารมณ์ของคนที่ประมาณว่า “เฮ้ย! ตั้งกล้องยัง เออ! เรียบร้อยนะ ประสานงานหรือยัง ถ่ายรูปเสร็จหรือยัง เดี๋ยวจะเอายังไงต่อ เวลานี้ได้ไหม นัดคิวได้หรือเปล่า” เราจะเป็นโหมดนั้น ซึ่งแฟนๆ จะไม่ค่อยได้เจอเราในโหมดนี้เวลาที่ทำงานหน้ากล้องสักเท่าไหร่ จะเป็นโหมดคนหลังกล้อง โหมดเบื้องหลังที่ได้ทำมากกว่าค่ะ และมีความเชื่อมโยงตัวเองตอนสมัยที่เรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ช่วงที่ยังไม่ได้เข้าวงการด้วยค่ะ

SLR กล้อง ติด ตาย เป็นหนังว่าด้วยกล้องฟิล์มที่สามารถเก็บวิญญาณคนที่ถูกถ่ายไว้ในรูปได้ เลยอยากรู้ว่าสำหรับคุณความเป็นแอนะล็อกกับดิจิทัล คุณสนใจอย่างไหนกว่ากัน 

        เราเลือกดิจิทัลค่ะ (หัวเราะ) เพราะเราโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล (หัวเราะ) แล้วเราก็ใช้งานมันได้อย่างสะดวกสบายอยู่แล้ว เพราะเราเป็นคนง่ายๆ เลยขออะไรที่สะดวกเอาไว้ก่อน 

ถ้าอย่างนั้นคุณค่าของความเป็นแอนะล็อกสำหรับคุณคืออะไร 

        (นิ่งคิด) การเขียนจดหมาย เรายังให้คุณค่าสำหรับการเขียนจดหมายหากันอยู่ เพราะเราชอบอ่านจดหมาย หรือจะเป็นอีเมลก็ได้ถ้าเขาอยู่ไกลมากๆ แล้วการส่งจดหมายมันจะยาก อันนี้เราเข้าใจได้ ส่งอีเมลก็ได้ เราโอเค แต่จดหมายมันดูน่ารัก จะเป็นลายมือหรือจะพิมพ์มาก็ได้ เรารู้สึกว่ามันเป็นของที่จับต้องได้ หรือแม้แต่รูปถ่ายดิจิทัลที่เป็นรูปพรินต์ออกมา เรามีเก็บไว้ทั้งสองแบบเลย เพราะเราเคยทำที่เก็บข้อมูลหาย รูปของเราเป็นพันๆ รูปที่เก็บไว้แบบดิจิทัลสมัยช่วงเรียนมัธยมของเราหายไปหมดเลย บางครั้งแอนะล็อกก็มีประโยชน์ของมันอยู่ มันจับต้องได้ ดิจิทัลพอที่เก็บข้อมูลหาย มันก็หายไปหมดเลย รูปที่มีอยู่ตอนนี้คือเป็นช่วงประมาณปีที่สองที่เข้ามาเป็น BNK48 พอตอนนี้ก็เริ่มลังเลกับใจว่าควรพรินต์ออกมาไหม (หัวเราะ) ควรจะพรินต์ออกมาสักรูปสองรูปเก็บไว้ไหม 

“เรายังให้คุณค่าสำหรับการเขียนจดหมายหากันอยู่ เพราะเราชอบอ่านจดหมาย หรือจะเป็นอีเมลก็ได้ถ้าเขาอยู่ไกลมากๆ แล้วการส่งจดหมายมันจะยาก อันนี้เราเข้าใจได้ ส่งอีเมลก็ได้ เราโอเค แต่จดหมายมันดูน่ารัก จะเป็นลายมือหรือจะพิมพ์มาก็ได้ เรารู้สึกว่ามันเป็นของที่จับต้องได้”

เหมือนความทรงจำบางส่วนของเราได้หายไปด้วยเลย

        ใช่ค่ะ จริงๆ ก็ยังจำในหัวได้ว่าเราเคยมีรูปแบบนี้ แต่การได้ย้อนไปดูรูปจริงๆ ว่าฉันเคยมีโมเมนต์แบบนี้ด้วยแฮะ! หรือสภาพฉันตอนนั้นเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่ถ้าเอาความสะดวกสบายส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เลือกความเป็นดิจิทัลค่ะ แต่ถ้าอะไรที่มีคุณค่าเป็นจดหมาย รูปภาพ เราจะเลือกที่เป็นแอนะล็อก

เคยกังวลตัวเองในวันที่แก่ตัวลงบ้างไหมว่า สิ่งดีๆ ที่อยู่ในความทรงจำของเราจะค่อยๆ เลือนหายไป 

        ไม่ได้กังวลนะ ตอนนั้นเราอาจจะลืมจริงๆ และเราว่าตัวเองคงลืมหลายสิ่งในชีวิตไปเยอะ ขนาดตอนนี้บทพูด หรือเรื่องราวที่ทำงานไว้ เราก็ลืมโมเมนต์ต่างๆ ไปเยอะเลย จริงๆ เราน่าจะมีโมเมนต์ที่ประทับใจในการทำงานเยอะกว่านี้ แต่เราจำไม่ได้แล้ว จะจำได้แค่เรื่องเด่นๆ คงเพราะเราลบสิ่งต่างๆ ในหัวออกไปได้ไว เคลียร์เรื่องต่างๆ ออกไปได้เยอะ เราอาจจะจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่ยังจำความรู้สึกของการทำงานได้อยู่ และเรารู้สึกว่าความรู้สึกนี่แหละคือสิ่งสำคัญ​ 

โมเมนต์ที่ยังจำได้ขึ้นใจในการเล่นหนังเรื่อง SLR กล้อง ติด ตาย ยังมีหลงเหลืออยู่ไหม

        มีซีนหนึ่ง ที่สนามกีฬา วันนั้นเราป่วยหนักมาก แต่ก็กินยาลดไข้ก่อนไปกองถ่าย ซึ่งคืนก่อนหน้าที่จะไปออกกอง เราสะดุ้งตื่นทุกสองชั่วโมง เข้าห้องน้ำบ่อย ผื่นขึ้น ไข้สูง ตัวหนักมาก แล้วประมาณตีสี่ต้องไปออกกอง เราไปถึงประมาณหกโมงเช้า ไปถึงกองด้วยสภาพที่แบบฟุบอยู่กับโต๊ะ จนพี่เขาต้องบอกว่าไปโรงพยาบาล ไปฉีดยาก่อนไหม เราก็บอกว่าไหว ขอถ่ายให้เสร็จแล้วค่อยเข้าโรงพยาบาลทีเดียวเลยดีกว่า แต่ตอนนั้นเราก็กังวลว่าสภาพตัวเองตอนออกกล้องมันจะรอดไหม แต่ปรากฏว่า เออ! มันรอดว่ะ  (หัวเราะ) ยังตกใจเหมือนกันว่ารอด ยังดูโอเคอยู่ แต่ก็ฮึบอยู่พอสมควร ดีใจที่ไม่ต้องทำให้เขาต้องเลื่อนกองหรือต้องมากองอีกรอบ

        ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นบางทีก็ควบคุมไม่ได้ มันเกิดขึ้นแบบฉุกละหุกไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าจะป่วย แล้วเราไม่อยากต้องแคนเซิลงาน เราขอกับทีมงานว่าถ้าเป็นไปได้ขอถ่ายซีนของเราให้เสร็จก่อนได้ไหม แล้วเดี๋ยวจะขอไปโรงพยาบาลเลย ซึ่งหลังจากนั้นก็นอนซมไปหนึ่งอาทิตย์ค่ะ (หัวเราะ) 

หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งใน Achievement ของชีวิตคุณด้วยไหม ที่รู้สึกว่าได้ผ่านสิ่งยากๆ มาได้ 

        เรารู้สึกดีใจที่ได้เจอหนังเรื่องนี้ก่อนที่จะไปเจอละครเรื่อง บุษบาลุยไฟ ที่กำลังถ่ายอยู่ เพราะละครเรื่องนี้ใช้ทุกศาสตร์ที่มีมาเลย ตั้งแต่ความย้อนยุคของละคร เป็นละครพีเรียดที่เล่นยากมากกว่าที่คิดจริงๆ ถ้าไม่มีประสบการณ์จากที่นี่ไปก่อนว่าการเล่นกล้อง การเล่นแบบลื่นไหลมันเป็นอย่างนี้ หรือประสบการณ์ที่ตามมาหลายๆ อย่าง จนเราสามารถถอดบทเรียนจากการแสดงมากขึ้น เราน่าจะเครียดกับเรื่องน้ันมากกว่านี้มากๆ เลยค่ะ

บทเรียนจากการแสดง SLR กล้อง ติด ตาย คืออะไร

        ตอนที่ได้ทำเวิร์กช็อป ได้เรียนรู้การแสดงทางศาสตร์ของละครเวที ได้เจอความเล่นใหญ่ เจอสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า จริงๆ ความเร่งรีบที่ตัวละครกำลังรีบ กำลังเครียด กำลังเกร็ง กำลังทรมาน เราสามารถแสดงออกทางกายภาพได้เยอะมาก และการแสดงออกทางร่างกายจะนำพาไปสู่ความรู้สึกภายใน ไม่จำเป็นที่เราต้องสื่อผ่านความรู้สึกจากข้างในเสมอไป ดังนั้น ก่อนจะเข้าฉากก็ไปวิ่งหรือกระโดดก่อน หรือทำให้ตัวเองหายใจหนักๆ รู้สึกเกร็งจริงๆ รู้สึกกลัวมากๆ ซึ่งสามารถแสดงออกได้อีกแบบเหมือนกัน ทำให้เรารู้ว่า อ๋อ! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ตั้งแต่คุณทำงานในวงการบันเทิงมา เราพบว่าบทบาทสำคัญของคุณคือการเป็นฝ่ายซัพพอร์ตที่ดี ทั้งการซัพพอร์ตความสุขให้กับแฟนๆ การดูแลช่วยเหลือน้องๆ ใน BNK48 การแสดงที่ช่วยส่งเสริมนักแสดงคู่กันให้เขาสามารถถ่ายทอดบทบาทได้ดี แล้วในชีวิตคุณคนที่เป็นฝ่ายซัพพอร์ตคุณนอกจากแฟนๆ แล้วมีใครอีกไหม

        คุณแม่ค่ะ และก็น้องๆ กับทีมงาน บางทีช่วงที่เรารู้สึกแย่เราก็ไปหาน้องบอกว่าขอกอดหน่อย หรือบางทีนั่งดูน้องๆ ซ้อมก็ร้องไห้ออกมา ซึ่งไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน เหมือนตอนนั้นมันเหนื่อยด้วยมั้ง แล้วเราเป็น BNK48 รุ่นที่หนึ่งพอได้เห็นน้องที่เคยเต้นไม่ได้แล้วเขาซ้อมจนสามารถเต้นได้ เราก็รู้สึกดีใจที่เขาพัฒนาตัวเองได้ หรือช่วงโควิด-19 คุณพ่อก็ทำงานอยู่ที่บ้าน ได้นั่งดูหนังด้วยกัน ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น คุณตาคุณยายก็ชอบทำกับข้าวให้กิน เป็นความอบอุ่นที่เราได้รับ ส่วนแฟนๆ คงไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ เพราะพวกเขาเป็นคนทำให้เราได้มีพื้นที่ตรงนี้ ทำให้เราสามารถได้ทำงานหลายๆ อย่างในวงการบันเทิง รวมถึงช่วยสนับสนุนน้องๆ คนอื่นในวงด้วยค่ะ 

 

ถ้าวันนี้คุณไม่สามารถถ่ายรูปตัวเองได้อีกแล้ว คุณจะถ่ายอะไรเป็นสิ่งที่ใช้สื่อสารกับคนดูให้รู้ถึงตัวตนของเฌอปราง 

        (คิดนาน) สิ่งที่เป็นตัวแทนของเรา ณ ปัจจุบัน คงเป็นผ้าที่มีหลายๆ สี หรือดอกไม้หลายๆ สีก็ได้ค่ะ เอาดอกไม้หลายๆ สีดีกว่า เพราะมีหลายอย่างที่เราทำแล้วเริ่มเห็นหรือบางอย่างก็ยังไม่งอกเงยออกมา (หัวเราะ) และบางอย่างก็เริ่มเหี่ยวไปแล้วด้วย ภาพของเราจะเป็นแปลงดอกไม้ ที่มีนั่นมีนี่ มีแมลงเต็มไปหมด จึงเป็นดอกไม้ที่มันเติบโต มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็หวังว่าจะมีคนมารดน้ำ พรวนดินมันอยู่เรื่อยๆ และตัวมันเองก็พยายามที่จะงอกของมันต่อไป พัฒนามันไปเรื่อยๆ มีสีใหม่ๆ เกิดขึ้นมา อาจจะมีสีรุ้งออกมาก็ได้ (หัวเราะ) เป็นดอกไม้ที่ไม่ได้พิเศษอะไร  เป็นพันธุ์ไม้หาได้ทั่วไป อาจจะเป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นก็ได้ค่ะ (หัวเราะ)

“ภาพของเราจะเป็นแปลงดอกไม้ ที่มีนั่นมีนี่ มีแมลงเต็มไปหมด จึงเป็นดอกไม้ที่มันเติบโต มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็หวังว่าจะมีคนมารดน้ำ พรวนดินมันอยู่เรื่อยๆ และตัวมันเองก็พยายามที่จะงอกของมันต่อไป พัฒนามันไปเรื่อยๆ มีสีใหม่ๆ เกิดขึ้นมา อาจจะมีสีรุ้งออกมาก็ได้ (หัวเราะ) เป็นดอกไม้ที่ไม่ได้พิเศษอะไร  เป็นพันธุ์ไม้หาได้ทั่วไป อาจจะเป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นก็ได้”

เป็นภาพของชีวิตที่เรียบง่ายในแบบที่ควรจะเป็น

        จริงๆ เราใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้แค่ง่ายขึ้นกว่าเดิมค่ะ บางคนบอกเรามักน้อยด้วย ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราก็พอใจกับสิ่งที่เป็น เรารู้สึกว่าฉันก็คงเป็นอย่างนี้ เติบโตไปเรื่อยๆ มีงอกมาใหม่ มีดอกที่เหี่ยวเฉา เป็นแปลงดอกไม้ที่มีหลายสี เป็นดอกหญ้ามั่วๆ ไปนี่แหละค่ะ

ขนาดไม่ได้เห็นภาพแค่คิดตามเราก็ยังรู้สึกว่าสิ่งนี้สื่อความเป็นเฌอปรางออกมาได้ดีมากๆ เลย 

        ขอเพิ่มกบเข้าไปด้วยได้ไหมคะ ขอเป็นกบที่มีหลายๆ สีเลย (หัวเราะ) 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

สันติพงษ์ จูเจริญ

ช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาจากนิตยสารทุกรูปแบบในยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ปัจจุบันประยุกต์ความเก๋าที่มีมาเล่าเรื่องด้วยภาพในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโออย่างสนุกสนานเหมือนเดิม