New Chapter of Jeff Satur ชีวิตที่ชื่นชมทุกความสวยงามที่ผ่านเข้ามา

The Conversation
1 Jul 2022
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

 

“ก็มันคิดถึงเธอแทบจะตายแล้ว ความคิดถึงทรมานฉันเหลือเกิน ไม่เคยลืมลงยังคงเพ้อเจ้อ ยังเห็นภาพเธออยู่ทุกที่”

        ‘เจฟ’ – วรกมล ซาเตอร์ หรือ Jeff Satur เดบิวต์เป็นศิลปินครั้งแรกในฐานะ Jeff Demo Project จากค่ายดังแห่งยุค 2000s Kamikaze มีผลงานเพลงที่หลายคนคุ้นหูกันดีคือ ‘คิดถึงเธอแทบจะตายแล้ว’ และ ‘ไม่กล้าบอกชัด’ 

        เรารู้จักเจฟตั้งแต่ตอนนั้น แม้ว่าหลังจากค่าย Kamikaze จะยุติบทบาทไป เขาก็ยังเดินในเส้นทางของนักร้องต่อไป ขณะที่แฟนคลับอย่างเราก็โตขึ้นเช่นกัน แล้ว เจฟ ซาเตอร์ ก็ห่างหายไปจากความสนใจของเราอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้เลยว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้มีเพลงอะไรออกมาใหม่ หรือทำอะไรอยู่ จนนึกถึงเพลง ‘คิดถึงเธอแทบจะตายแล้ว’ จึงทำการค้นหาตัวตนของเขาอีกครั้ง 

        ทำให้รู้ว่าตอนนี้เจฟย้ายมาสังกัดเป็นศิลปินค่าย Wayfer Records ภายใต้สังกัด Warner Music Thailand เปิดตัวใหม่กับ JEFF SATUR The New Chapter ที่ไม่ใช่แค่เป็นศิลปินใหม่ในค่าย มีเพลงใหม่ หรือมีผลงานการแสดงเรื่องใหม่ที่กำลังมาแรงในบท ‘คิมหันต์’ จาก Kinnporsche The Series ซีรีส์วายคุณภาพที่ใครๆ ก็ต่างชื่นชมไม่ขาดปาก แต่ยังเป็นการเริ่มต้นเดินทางในฐานะ ‘ศิลปิน’ ด้วย ‘ตัวตนใหม่’ ที่ appreciate หรือชื่นชมในตัวเองและทุกอย่างรอบตัว ทุกความสวยงามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น มุ่งมั่นและเชื่อว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะต้องเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์ในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกขึ้นมาก่อน

จำได้ว่าเมื่อก่อนคุณดูเป็นหนุ่มขี้อาย อะไรที่ทำให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น 

        ผมว่าความมั่นใจเกิดมาจากการที่เราชื่นชมในตัวเอง การที่เรารู้สึกรักในตัวเอง รู้สึกตื่นมาตอนเช้าแล้ว “เอ้อ เราก็ดีนะ” (หัวเราะ) เพราะถ้าเรารอให้คนอื่นมาบอกว่าเราดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่าความมั่นใจเราไปอยู่ที่คนอื่นแทน เพราะฉะนั้น หลังจากที่เราอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้เห็นสิ่งที่เราทำมากขึ้น เห็นว่าเราผ่านอะไรมาเยอะมากมายแค่ไหน และขอบคุณตัวเองที่ผ่านมาได้แล้ว เรารู้สึกว่าเราก็เก่งนะที่ทำในสิ่งที่เราทำตรงนี้ได้ทุกวัน แต่คำว่า appreciate หรือ ‘ชื่นชมตัวเอง’ ชอบตัวเอง ต่างกับ ‘การหลงตัวเอง’ นะ มันไม่เหมือนกัน ชื่นชมตัวเองคือการที่เราพอใจในสิ่งที่เป็น ก็เลยเกิดเป็นความมั่นใจขึ้นมา 

ความเปลี่ยนแปลงจากเจฟคนเก่ามาสู่เจฟ JEFF SATUR The New Chapter คืออะไร 

        หลักๆ คือแนวคิด เจฟคนใหม่ไม่ได้สนใจเรื่อง boundary (ขอบเขต) อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น พอไม่มีขอบเขตมาจำกัดในเรื่องที่เราต้องทำ ทำให้เกิดอะไรใหม่ๆ ขึ้น ทั้งเรื่องความคิด วิธีการพูด รวมถึงการแต่งตัวด้วย 

        อย่างเมื่อก่อนเราเป็นคน perfectionist มากๆ รู้สึกว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็กต์ ทุกอย่างต้องเป็นแบบแผน ถ้าต้องทำอะไรที่มันไม่เพอร์เฟ็กต์ก็จะไม่ทำ 

        สมมติว่าต้องถ่ายวิดีโอลงยูทูบคลิปหนึ่งก็ต้องมีการจัดไฟสวยๆ มีกล้องที่ดี มีเลนส์สวย ต้องมีสตูฯ แต่สุดท้ายพอตัดความเป็น perfectionist ออกไป วิดีโอแรกในยูทูบเราเป็นแค่คลิปที่ใช้กล้องมือถือถ่าย ไม่จำเป็นต้องดีขนาดนั้น แค่สนุกกับสิ่งที่เราทำก็พอ 

        เราค่อยๆ โตขึ้นจากการที่หลุดออกมาจากกรอบเดิมๆ เช่นเรื่องการทำงาน จะมีทำแบบที่เราทำเต็มที่ แต่เราไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ว่าต้องเป็นอย่างไร แค่เราสนุก ณ โมเมนต์ที่ทำก็พอ แต่ถ้าเป็นเจฟคนก่อนก็จะต้องออกมา 1-2-3-4 แต่ในวันนี้เราแค่ทำให้เต็มที่ ณ โมเมนต์นั้นให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ 

ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็กต์ขนาดนั้นก็ได้ 

        เป็นจุดที่เราบังคับตัวเองหนักมาก จนการร้องเพลงของเรากลายเป็นแค่งานไปแล้ว พอเราไปร้องเพลงกลายเป็นว่ารู้สึกทุกข์ทรมานกับการร้องเพลงและการทำเพลง รู้สึกว่าไม่ดีพอสักที ซึ่งส่วนมากจะเป็นเราที่คาดหวังกับตัวเองมากที่สุด กดดันตัวเองเยอะมาก แต่สำหรับงานศิลปะ เราไม่สามารถอยู่บนแรงกดดันได้ เราต้องเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ถึงจะทำงานออกมาได้ เพราะฉะนั้น ความคิดตอนนั้นเป็นหลักคิดที่โคตรจะผิดเลย 

        พอดิ่งไปเรื่อยๆ เหมือนเราตกลงไปถึงก้นหลุม เรารู้สึกว่าสามารถจมดิ่งไปกว่านี้ได้แล้ว สุดท้ายเราก็ค่อยๆ คิดได้ว่าเรากังวลเรื่องอนาคตมากเกินไป เราใส่ใจกับอดีตมากเกินไป เราอยู่คนละเวลากับสิ่งที่เราควรจะอยู่ คือ ‘ปัจจุบัน’ หลังจากนั้นเราเลยชื่นชมกับปัจจุบันมากขึ้น พอเราชื่นชมปัจจุบันก็จะไม่แคร์อนาคตมากไปแล้ว เรื่องอนาคตก็ช่างแม่งไปก่อน ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ณ โมเมนต์ที่เราทำได้ก็พอ (ยิ้ม) 

จึงที่มาของเพลง Goodbye is not Goodbye 

        เป็นเหมือนจุดจบของตัวตนเก่าของเรา ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องไม่ดีนะที่เราจะลาตัวตนเก่าของเราไป แต่ขอบคุณที่เดินทางมาจนถึงตรงนี้ แล้วที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของเรา (คนใหม่) ที่เดินทางไปต่อเอง 

        ความผิดพลาดทุกอย่างคือเสน่ห์ของชีวิต เหมือนกับเวลาเราเล่นดนตรีสด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นคือเสน่ห์ของช่วงเวลานั้น เพราะฉะนั้นมันเหมือนกัน เราขอบคุณ แล้วอนาคตก็คงจะมีเรื่องผิดพลาดอีก แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ขอบคุณที่มันเข้ามาแล้วทำให้เราได้เรียนรู้ว่าอะไรที่ควรจะเป็น 

เวลาที่ทำผิดพลาด ยากไหมที่จะให้อภัยตัวเอง 

        ตอนแรกเป็นคนที่ไม่ให้อภัยตัวเองเหมือนกัน จะมีโมเมนต์ที่เราขาดสติเพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นทันที เราจะควบคุมตัวเองไม่ได้เพราะเราเป็นมนุษย์ เราก็จะต่อว่าตัวเอง “ทำไมไม่ทำอย่างนั้นวะ” แต่สุดท้ายมันเกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งที่เราควรทำต่อจากนั้นคือดูว่าเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร พอเราใช้ตรรกะในการคิดได้ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโกรธตัวเอง ยิ่งเราปล่อยวางได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แล้วเรามาหาว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาดนั้นคืออะไร เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตอีก

แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านเหมือนหายหน้าไปจากวงการสักพักหนึ่งหรือเปล่า

        ใช่ๆ ช่วงนั้นผมไปทำอย่างอื่นเลย ไม่ร้องเพลงแล้ว ตอนนั้นสัญญาเหลือประมาณปีนิดๆ ก็ทิ้งเลย หันไปทำธุรกิจขายน้ำสมุนไพรอัดแก๊สศูนย์แคลอรีส่งขายหลายประเทศ เราทำด้วยตัวเองทั้งหมดเลย เราเชื่อว่าเราทำได้ 

แล้วทำได้ไหม 

        ก็ได้นะ แต่ก็กลับไปที่ปัญหาเดิม…. คือเราต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่สุดท้ายแล้วเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ความสมบูรณ์แบบไปเสียหมด บวกกับแพสชั่นของเราไม่ได้อยู่ที่การทำธุรกิจ พอบังคับตัวเองให้ทำธุรกิจยิ่ง suffer หนักไปอีก สุดท้ายพอ suffer หนักประมาณหนึ่ง ดนตรีก็ดึงเรากลับมาให้ทำดนตรีเหมือนเดิม เหมือนที่ สตีฟ จ็อบส์ บอกไว้ว่า “ถ้าเราทำสิ่งที่มีแพสชั่น เราจะไม่เหนื่อย” ซึ่งเมื่อเรารู้สึกชื่นชมกับมันแล้วก็ไม่เหนื่อยจริงๆ นะ

แต่ก็มีหลายคนที่พอนำสิ่งที่ชอบมาทำเป็นอาชีพ กลับไม่ชอบมันเหมือนเดิมแล้ว

        หมดแพสชั่นว่างั้น? …วันก่อนผมโชคดีมากได้ไปร่วมงานหนึ่ง ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Louis Vuitton เขามาพูดเรื่องนี้แหละ เรื่อง creation block ที่บล็อกความคิดเราจากความเป็นศิลปิน ซึ่งผมได้อะไรจากงานนั้นเยอะมาก เขาบอกว่า “ถ้าเราหมดแพสชั่นตรงนี้ แสดงว่าเราอยู่กับที่เดิมๆ มานานมากเกินไป เราต้องย้ายตัวเองออกจากจุดเดิม ออกไปทำอะไรใหม่ๆ” 

        เรื่องดนตรีเราอาจจะจมอยู่ในแง่เดียว สมมติว่าเราทำเพลงป๊อปอย่างเดียว ไม่อินแล้ว หมายความว่าเราอาจจะไม่ได้อินในส่วนของเพลงป๊อปแล้ว แต่เราอาจจะอินในดนตรีประเภทอื่นเหมือนกันก็ได้ เพราะดนตรีมันก็มีหลายแง่มุม หลายประเภท เราอาจจะรู้สึกว่าเราจำกัดอยู่ในแง่เดียวเกินไป ดังนั้น เราแค่เอาตัวเองออกไปสำรวจ มีที่มากมายในเรื่องของแพสชันที่เรายังไม่สามารถไปแตะมันได้ 

        อย่างผมเองไม่ได้มองว่าดนตรีเป็นศิลปะแขนงเดียว ผมรู้สึกว่าเราเป็นศิลปิน งานดนตรีคือสิ่งที่มีแพสชั่นที่สุด งานแสดง งานเขียนผมก็ชอบ ผมอยากเขียนหนังสือเป็นของตัวเอง งานปั้นเซรามิก ผมดูมานานแล้วก็อยากจะไปลองดู สุดท้ายแล้วทุกอย่างไม่ว่าจะงานแสดง งานเขียน งานเซรามิกก็แล้วแต่ มันเชื่อมโยงกันได้หมด แล้วมาทำให้งานเพลงที่เรามีแพสชั่นที่สุด มีแง่มุมที่แตกต่าง ซึ่งเราไม่สามารถหาได้จากการทำดนตรีอย่างเดียว

สำหรับเพลงใหม่ๆ ที่ปล่อยออกมาได้ซ่อนตัวเองในมุมไหนไว้ในแต่ละเพลงบ้าง

        ‘Highway’ สมควรที่จะเปิดเป็น new chapter เพราะการที่เราขึ้น Highway ไป มันจะไม่มียูเทิร์น คือไปแล้วไปเลย หมายถึงการไปถึงจุดหมายที่เราคิดว่าเราจะลง ซึ่งเราก็คงไม่กลับไปเป็นคนเดิมที่เดินจากมาแล้ว 

        ‘ทำไมมันยาก’ เป็นมุมที่เรารู้สึกว่าบางทีหลายอย่างในชีวิตมันซับซ้อน เรารู้นะแต่เราก็ทำไม่ได้ อย่างที่บอกว่าเราก็เป็นมนุษย์ เช่น เรื่องของการให้อภัยตัวเอง ทั้งๆ ที่พูดมันง่าย เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องนี้แล้วเราบอกว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่พอเจอกับตัวเองมันยาก ก็เป็นด้านหนึ่งที่เราอยากพูดว่า “เฮ้ย ทุกคนที่เจออยู่ เราเป็นเหมือนกันนะ” เหมือนมีเพื่อนที่เข้าใจกันและกันว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนที่พอเรารู้สึกว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น และแม้เราจะตระหนักว่าทำไม่ได้ในทันที แต่สุดท้ายเราจะทำมันได้ในสักวัน 

        ‘พรุ่งนี้คือวันนี้ของเมื่อวาน’ ก็เป็นด้านที่ค่อนข้างจะแปลกใหม่สำหรับผมเองด้วย เพลงนี้แปลกตรงที่เราเริ่มเขียนเพลงโดยที่ร้องกับเมโลดี้พร้อมคอร์ดออกมาเลย แล้วคำว่าพรุ่งนี้คือวันนี้ของเมื่อวานก็ออกมาพร้อมกันโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะคิดให้มันสวย ทำให้เราย้อนกลับไปนึกถึงช่วง ม.ปลาย ที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ดังนั้น คำว่าพรุ่งนี้คือวันนี้ของเมื่อวาน คือเหมือนเราติดอยู่ในลูป เดี๋ยวก็พรุ่งนี้ๆๆ แต่ความจริงเวลาเดียวที่เราอยู่คือ ปัจจุบัน 

        ส่วนเพลง ‘แค่เงา’ เราร่วมเขียนกับ BABEPOOM และ BILLbilly01 ฉะนั้น ก็จะมีลายเซ็นของแต่ละคนเข้ามา เพลงนี้ก็จะมีแง่มุมที่ผมก็ไม่เคยทำเหมือนกัน ที่เอาหนังมาเป็นตัวตั้งต้นแล้วเขียนเพลงขึ้นมา สุดท้ายเมสเสจคือถ้าทำอะไรแล้วมีความสุข ถึงคนอื่นจะไม่ได้ใส่ใจก็ทำไปเถอะ แม้ว่าเราจะเป็นแค่เงาของเขา แต่การที่ได้แชตหนักขวาแล้วไม่เดือดร้อนเขา ก็ทำไปเถอะ อะไรที่มีความสุขก็ทำไปเถอะ เมสเสจดูโพสิทีฟนะแต่เพลงดูเศร้า (หัวเราะ) 

จากร้องเพลง อยู่ดีๆ อะไรทำให้สนใจการแสดงด้วย

        ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถเป็นนักแสดงได้ ด้วยหลายๆ ครั้งจากการเล่นมิวสิกวิดีโอ เคยบอกทีมงานด้วยซ้ำว่าขอเป็นคนอื่นแสดงแทน ผมขอร้องเพลงในฉากอย่างเดียวได้ไหมเพราะรู้สึกว่าแสดงได้ไม่ดี ปิดกั้นตัวเองมาตลอดจนช่วงปลายตอนที่อยู่ค่ายเดิม เจอพี่คนหนึ่งชื่อพี่ป๊อป เป็น Project Manager ของค่าย Warper เขาชวนไปทำโปรเจกต์หนึ่ง เป็นหนังสั้น 

        อย่างที่บอกเรารู้สึกว่าแสดงไม่ได้เลย แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไมถึงลอง อาจเพราะเราดำดิ่งจนสุดแล้ว ก็เลยทำไปเหอะ มีอะไรมาก็ทำไปก่อน เลยได้ลองไป แล้วก็มีเวิร์กช็อปกับครูหนิง (พันพัสสา ธูปเทียน) กลายเป็นว่าคลาสนั้นได้วางรากฐานบางอย่างให้กับตัวเราจนถึงทุกวันนี้เลย ทำให้เรารู้สึกว่ารักการแสดง แล้วทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับการแสดงหายไปหมดเลย 

ครูหนิงทำให้คุณมองการแสดงต่างออกไปอย่างไร

        ทำให้เราซึมซับสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้ละเอียดขึ้น เพราะยิ่งเราซึมซับ ยิ่งเราเป็นมนุษย์มากเท่าไหร่ การแสดงของเราก็จะยิ่งเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น เราไม่สามารถมาคิดก่อนว่าเดี๋ยวเราจะทำสายตาอย่างนี้ในซีนนี้ แต่มันเกิดจากอารมณ์ที่เราสังเกตคนอื่น ยิ่งเราสังเกตมากขึ้นยิ่งทำให้เราละเอียดกับการแสดงมากขึ้น

        พอเรามีข้อมูลเยอะ ข้อมูลทางอารมณ์ของเราก็จะชัดเจน เบื้องหลังเป็นอย่างไร ทำไมถึงโกรธ แล้วทุกอย่าง ท่าทาง ภาษากาย ก็จะออกมาเองด้วยไม่ต้องบังคับเลย กลายเป็นว่าเข้าใจ จากเมื่อก่อนเราคิดว่าเราต้องทำอย่างไร แต่ความจริงคือต้องรู้สึกก่อนถึงจะแสดงได้ เลยทำให้ทั้งเรื่องของการเขียนเพลง รู้สึกก่อนค่อยเขียน รู้สึกก่อนค่อยร้อง ทุกอย่างมันเกี่ยวกันหมดเลย 

ย้อนกลับมาพูดถึงการแต่งตัว ทราบมาว่ารคุณอินกับความ feminine ด้วย 

        ผมก็ไม่รู้ว่าอคติทางเพศที่ผู้ชายต้อง masculine ผู้หญิงต้องดูอ่อนหวาน มันเกิดมาจากอะไรนะ แต่สำหรับผมเรื่องเพศไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราต้องทำตัวแบบไหน หรือรักใคร ทางกายภาพเราอาจจะแยกได้เป็นอย่างเพศชาย และหญิง แต่ถ้าเรานำมานิยามในเชิงหลักการคิด หรือตัวตน นั่นไม่เมกเซนส์เลย เพราะผู้หญิงบางคนก็อาจจะมีแนวคิดที่คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือแนวคิดของผู้ชาย เพราะฉะนั้น ตัดเรื่องเพศออกไปได้เลย

        อย่างการแต่งตัวเอง เราอยากแต่งตัวเป็นฟีลๆ เหมือนใส่กระโปรง ทาเล็บ คล้ายยุคเรเนอซองส์ที่มีความ feminine มาตั้งแต่เรียน ม.ปลายแล้ว แต่ด้วยความกลัวโดนเพื่อนล้อก็ไม่กล้าที่จะแต่งตัวแบบนั้น แต่เราชอบ X-Japan โยชิกิเท่จัง อยากแต่งตัวแบบนั้นบ้าง พอโตมาเราออกจากขอบเขตนั้นจริงๆ แล้วทำด้วยความชื่นชม ไม่ได้กลัวว่าคนอื่นจะมามองว่า “เฮ้ย ใส่กระโปรงเหรอ” ถ้านั่นคือสิ่งที่เรามีความสุขในการแต่งตัวก็ทำไปเถอะ 

ด้วยมุมมองนี้ เลยทำให้คุณไม่ได้มองว่าการเล่นซีรีส์วายแตกต่างกับการซีรีส์แบบชายหญิง

        ผมพูดทุกครั้งว่าซีรีส์วายคือซีรีส์เรื่องหนึ่ง ถ้าเราตัดเรื่องเพศออกไปก็เป็นแค่ซีรีส์ที่พล็อตเกี่ยวกับอะไร เช่น Kinnporsche The Series พล็อตเกี่ยวกับมาเฟีย มีความขัดแย้งระหว่างสองตระกูล แล้วก็ความรักของคนสองคนที่ใช้ความเชื่อใจกันในการฝ่าฟันอุปสรรคไป แค่นั้นเอง ไม่เห็นจำเป็นจะต้องพูดเรื่องเพศเลย 

อย่างบทคิมหันต์ในเรื่องก็ดูใกล้เคียงกับตัวคุณมาก มีวิธีแยกตัวละครให้ชัดเจนจากตัวเองอย่างไร

        เราจะหาสีกับเพลงของเขา อย่างตัวเรารู้อยู่แล้วว่าเพลงประมาณไหน แล้วตัวตนของคิมหันต์ต้องเป็นคนประเภทไหน ตอนนั้นผมระบุว่าคิมหันต์เป็นเพลงแจ๊ซที่มีความอิสระสูง มีเสน่ห์อะไรบางอย่างที่ลึกลับเหมือนเพลงแจ๊ซ ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่จะเข้าบทเป็นคิมหันต์ ผมจะฟังเพลงแจ๊ซเพื่อที่จะปรับโหมด พอไปถึงปุ๊บเราก็จะเจอวิถีทางของเขา เจอสี เจอบุคลิก ท่าทางของเขาได้ง่ายกว่าการที่เราไม่เซตอะไรเข้าไปเลย 

บุคลิกคุณดูเป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ ยากไหมถ้าต้องรับบทบาทที่ไกลตัวในอนาคต 

        ในฐานะที่เป็นนักแสดง ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะถ้าเราเป็นนักแสดงแล้วเราต้องทิ้งความเป็นตัวเองก่อนเข้าบททุกครั้ง แล้วการเลือกบทขึ้นอยู่กับว่ามันท้าทายขนาดไหน เลยคิดว่าอยากเล่นบทที่เป็นฆาตกรโรคจิต อะไรที่ไกลตัวเราอยู่ตลอด การแสดงมันสนุก (ยิ้ม) 

ระหว่างนักร้องกับนักแสดง อยากให้คนรู้จักคุณจากในบทบาทไหนมากกว่ากัน

        ผมอยากให้ทุกคนมองผมเป็นคนที่สร้างงานศิลปะอย่างซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ที่ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม หรือจะไม่ไหลไปตามกระแส เพราะในฐานะศิลปิน ทั้งนักแสดงและงานเพลงก็คืองานศิลปะเหมือนกัน 

วันนี้ยังนิยามตัวเองว่าเป็นกีตาร์เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า 

        ยังรู้สึกว่าเป็นกีตาร์เหมือนเดิม หลายครั้งที่หยิบกีตาร์มาขึ้นโครงเพลง รู้สึกว่ามันสะท้อนความซื่อสัตย์ กีตาร์เป็นเสียงที่เราฟังแล้วคุ้นหูอยู่แล้ว มันเข้าใจง่าย อบอุ่น เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่ว่าจะไปไหน ถือไปก็เล่นเพลงได้เลย ถ้าเราอยู่คนเดียวก็สามารถสร้างงานศิลปะของเราได้ด้วยตัวเอง 

ขอคำแนะนำให้กับคนที่กำลังหลงทาง หรือกำลังค้นหาตัวเองอยู่หน่อย

        อยากให้มีอิสระในการที่จะคิดหรือทำทุกสิ่งทุกอย่าง การที่เราหลงทางเป็นเพราะตัวเราเอง ไม่ใช่เป็นเพราะคนอื่น เราไปจำกัดตัวเองว่าทำได้แค่นี้ เราเป็นแค่นี้ เราต้องอยู่ตรงนี้ ดังนั้น อยากให้มีอิสระในการคิด แล้วก็ชื่นชมตัวเองเยอะๆ ทุกคนมีความสามารถของตัวเอง ทุกคนเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานศิลป์ออกมา ไม่ว่าจะเป็นทำงานอะไรก็แล้วแต่ อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำมันได้ แล้วทุกคนมีของ มีความสวยงามของตัวเอง แค่นำสิ่งนั้นมาสร้างงานศิลปะของตัวเองก็พอ (ยิ้มหวาน)

 

 

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต

ภาพโดย

สันติพงษ์ จูเจริญ

ช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาจากนิตยสารทุกรูปแบบในยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ปัจจุบันประยุกต์ความเก๋าที่มีมาเล่าเรื่องด้วยภาพในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโออย่างสนุกสนานเหมือนเดิม