การพิสูจน์ตัวเองในสิ่งที่รักว่า “ผมก็เป็นตัวจริงเหมือนกัน” ของ ‘นนน กรภัทร์’

The Conversation
22 Apr 2022
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

“เมื่อจะทำให้ชื่อตัวเองมีคำว่า ‘ศิลปิน นักแสดง นักร้อง’ ห้อยท้าย ก็ต้องผ่านการพิสูจน์ว่าคุณภาพผมมีเพียงพอที่จะเป็นสิ่งเหล่านั้นได้หรือเปล่า” 

        คำว่า “พิสูจน์ตัวเอง” หลุดออกมาจากปากนักแสดงวัยรุ่นที่เราร่วมสนทนาด้วยวันนี้อยู่หลายครั้ง เช่นเดียวกับบทบาทใหม่ที่เขาได้รับในภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต ‘SLR กล้อง ติด ตาย’ โดย ‘นนน’ – กรภัทร์ เกิดพันธุ์ รับบท ‘แดน’ ซึ่งเป็นตัวละครนำของภาพยนตร์เรื่องนี้

        เพราะ ‘SLR กล้อง ติด ตาย’ เป็นภาพยตร์แนว Horror Thriller ที่นำความเชื่อเรื่องปีศาจ ซาตาน การขายวิญญาณ หรืออธิบายง่ายๆ ว่าเป็นความเชื่อในแบบตะวันตกมาเล่า โดยตัวละครที่นนนต้องสวมบทบาทนั้นต้องพิสูจน์ตัวเองให้เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิต เราคงต้องไปดูกันว่าสุดท้ายแล้ว แดน จะขายวิญญาณ หรือยอมแลกทุกอย่างเพื่อเป้าหมายนี้หรือเปล่า 

        เช่นเดียวกันกับตัวนนนผู้สวมบทบาทนี้ เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงวัยรุ่นที่ถูกจับตามองเรื่อยมา ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นลูกชายของนักแสดงรุ่นใหญ่ ‘โก้’ – คุณากร เกิดพันธุ์ จึงมีโอกาสเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อย และเรามักจะเห็นหน้าค่าตาของเขาเรื่อยมา ทั้งในหน้าจอแก้ว จนถึงผลงานในสื่อดิจิทัล นั่นหมายความว่า เขาทุ่มเท ฝึกฝน และพยายามพิสูจน์ตัวเองเรื่อยมาในฐานะนักแสดง รวมถึงอีกหลายสิ่งที่เขารัก เราจึงอยากชวนไปรู้จักกับเขามากขึ้นผ่านบทสนทนานี้ 

เล่าถึงตัวละครที่รับในภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ฟังหน่อย 

        คาแรกเตอร์ชื่อ ‘แดน’ ครับ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่เรียนซ้ำเพราะว่าทำธีสิสไม่จบ เป็นคนที่เลือกเดินทางในสายที่คนอื่นเขาไม่ได้เลือกจะมากัน ถ้าเปรียบเปรยกับคนเจเนอเรชันก่อนก็อาจจะต้องเป็นหมอ วิศวกร หรือตำรวจ และอื่นๆ แต่เด็กสมัยนี้ก็อาจจะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ และอยากพิสูจน์ในสิ่งที่ตัวเองทำว่าสามารถหาเลี้ยงชีพได้ อย่างตัวแดนก็เลือกที่จะเป็นช่างภาพ

        แล้วถ้าจบธีสิสกับอาจารย์คนนี้ได้ อนาคตเขาจะรุ่งแน่นอน ทุกคนที่จบกับอาจารย์คนนี้มีน้อยมาก แต่ทุกคนจะไปได้ดีในอาชีพช่างภาพแน่นอน เช่น เป็นช่างภาพอยู่นิวยอร์ก ชีวิตดี เลยทำให้แดนยอมที่จะลองทำธีสิสกับอาจารย์คนนี้ดู เพราะทำมาหลายรอบแล้วก็ไม่ผ่านสักที

ครั้งแรกที่อ่านบทคิดอย่างไรกับตัวละครแดน 

        First Impression ในการอ่านบทของผม เรื่องนี้มันมีความเหมือนเรื่องเก่าของผมเรื่องหนึ่ง ณ วันนั้นที่อ่านบทครั้งแรกเลย จึงเป็นความท้าทายที่ผมจะเล่นอย่างไรให้ไม่เหมือนกับบทที่ผมเคยทำมา เพราะมันมีความขบถบางอย่าง มีความต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง ต้องสู้กับหลายๆ อย่าง แล้วเราจะเล่นอย่างไรไม่ให้เหมือน แต่สุดท้ายพอมีการทำงานมาเรื่อยๆ บทถูกปรับนู่นนี่นั่น ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยน

ช่างภาพในสายตาของแดน เขามองว่าเป็นอย่างไร 

        มันคือความหลงใหล ความสุขที่ได้ถ่ายรูป ได้ล้างฟิล์ม ได้เล่าเรื่องอะไรหลายอย่างผ่านการถ่ายภาพของเขา เลยทำให้เขาอยากที่จะทำสิ่งนี้ให้เป็นอาชีพ 

แดนเชื่อในเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติไหม 

        ไม่ได้เชื่อ แต่ไม่ได้ลบหลู่ ไม่ได้กล้าคอนเฟิร์มว่ามันไม่มี แต่ก็ไม่ได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันมี 

กลับมาที่ตัวของนนน เชื่อหรือไม่เชื่อกับเรื่องเหล่านี้ 

        เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วก็ไม่ลบหลู่เหมือนกัน ผมมีความเชื่อ 51 เปอร์เซ็นต์ ความไม่เชื่อ 49 เปอร์เซ็นต์ บางทีที่เรารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง หรือสิ่งที่บางทีเราหาคำอธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร ก็เลยเชื่อมากกว่าไม่เชื่อ แต่เราก็ยังไม่เคยเจอจังๆ ว่า “Hello มีอยู่จริงนะ” ​ (หัวเราะ) 

        บางทีหาข้อมูล เขาบอกว่าผีหรือปีศาจเป็นพลังงาน เราก็รู้สึกว่า เอ้ย บางทีก็มีพลังงานมาถึงเรานะ ไม่อย่างนั้นเราไม่รู้สึกหรอก แต่เราไม่เคยเห็น มันอาจจะมีอยู่แต่คนละมิติ ซึ่งอาจจะเป็นมิติคู่ขนาน จริงๆ แล้วอีกมิติหนึ่งฝั่งนี้ (ห้องที่นั่งอยู่) อาจจะเป็นที่ประชุมบอร์ดบริหารของอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ 

ตัวละครแดน มีความเชื่อมโยงกับนนนอย่างไรบ้าง 

        ถ้าถามว่ามีส่วนไหนที่เชื่อมโยงกับตัวละครแดน คือ ‘การพิสูจน์’ ในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำ สมมติใครอยากมีอนาคตมั่นคงก็อาจจะไม่ได้เลือกเดินสายนี้ หมายถึงสายนักแสดงเหมือนผม แต่ผมปักหลักที่จะใช้อาชีพนักแสดงในการเลี้ยงตัวเอง และยึดเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 17 ปี ซึ่งก็ไม่ได้มีความมั่นคงอะไรเลยด้วยซ้ำ ซึ่งคล้ายกับแดนที่กำลังพิสูจน์ในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง 

ทำไมถึงมองว่าการเป็นนักแสดงไม่มั่นคง 

        สุดท้ายไม่ได้มั่นคงครับ ยิ่งถ้าเราผ่านโควิด-19 มาแล้ว เราจะรู้อย่างแน่นอนว่า อาชีพนักแสดงไม่มั่นคงเลย 

เพราะไม่มีงาน

        ใช่ ไม่มีงาน 

หากมองในมุมของคนทั่วไป การเป็นดารา นักแสดง มักจะมีแต้มต่อที่ทำอะไรได้มากกว่าการเป็นบุคคลทั่วไป 

        ในมุมของผมอาจจะมีแต้มต่อที่ดีกว่าในบางอย่าง ถ้าสมมติว่าผมทำยูทูบอาจจะมีแต้มต่อที่ดีกว่าคนอื่น ในเรื่องของฐานแฟนที่มีคนรู้จักผม ดังนั้น คนที่เข้ามา 20 เปอร์เซ็นต์ของคนดูทั้งหมดอาจจะเริ่มจากกลุ่มที่รู้จักผมอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องมีการพิสูจน์ในตัวเองว่าคุณคือตัวจริงหรือเปล่า คุณเจ๋งจริง หรือว่าครีเอทีฟคุณดีจริงในการที่คุณจะอยู่ในวงการยูทูเบอร์หรือเปล่า หรือสมมติผมไปอยู่วงการเพลง ผมเริ่มทำเพลง คนที่ฟังกลุ่มแรกอาจจะต้องเป็นแฟนคลับอยู่แล้วแหละ หรือเป็นคนที่รู้จักอยู่แล้ว 

        แต่เมื่อจะทำให้ชื่อตัวเองมีคำว่า ‘ศิลปิน นักแสดง นักร้อง’ ห้อยท้าย ก็ต้องผ่านการพิสูจน์ว่าคุณภาพผมมีเพียงพอที่จะเป็นสิ่งเหล่านั้นได้หรือเปล่า ในฐานะนักแสดง ผมคิดว่าพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่งในขณะที่อยู่ตรงนี้แล้ว ดังนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าเราจะมีแต้มต่อมากมายขนาดนั้น เพราะสุดท้ายเราต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ดีว่าผมสามารถทำสิ่งนี้เป็นอาชีพได้ไหม  

ในตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปล่อยออกมา ดูเหมือนตัวละครแดนจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อเป้าหมายที่ต้องการ ถ้าเป็นตัวนนนล่ะ จะทำขนาดนั้นไหม 

        ความเข้มข้นในการทุ่มเทอาจจะพอๆ กัน แต่วิธีอาจจะไม่ได้เหมือนกัน อย่างถ้าผมจะเล่นหนังเรื่องหนึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเข้าถึงบท หรือศึกษา นั่นคือความทุ่มเทในแบบของผม ซึ่งแดนก็มีความทุ่มเทในแบบของเขา  ต่างคนก็ต่างวิธี แต่สุดท้ายความเข้มข้นในการทุ่มเทมันจะเท่าๆ กัน 

เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของนนน ระหว่างการเล่นซีรีส์กับภาพยนตร์ มีความยากง่าย แตกต่างกันอย่างไร

        ถ้าตอนนี้ให้ความยากก็ต้องเป็นภาพยนตร์ เพราะผมก็ศูนย์กับด้านนี้ในระดับหนึ่งเหมือนกัน หมายถึงว่าผมเล่นซีรีส์มาเยอะ ตอนนี้รู้ขั้นตอน รู้วิธี รู้ว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่สำหรับภาพยนตร์ เราไม่มีประสบการณ์เลย กระทั่งแพลตฟอร์มที่ฉายก็คนละแพลตฟอร์มกัน ความใหญ่ของจอ หรือรายละเอียดเวลาคนมาดูหนังของเรา มันมากกว่าอยู่แล้ว เวลามันจำกัดกว่า 

        อย่างเวลาเล่นซีรีส์ มี 12 ตอน ตอนละ 50 นาที ผมตีว่า 12 ชั่วโมง เราสามารถค่อยๆ เล่น ค่อยๆ ไล่ระดับความเข้มข้นของตัวละครได้ แต่พอเป็นหนังที่ถูกจำกัดเวลาอยู่ใน 2 ชั่วโมง ดังนั้น บางอย่างจะค่อยๆ ไล่ระดับไม่ได้ เข้าซีนแล้วเราต้องโพล่งออกมาเลย ทำให้บางทักษะที่เราใช้กับซีรีส์ใช้กับหนังไม่ได้ เลยต้องหาวิธีใหม่เพราะการสื่อสารในรายละเอียดแตกต่างกัน 

คุณใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกว่าแต่ละอย่างที่เข้ามาในชีวิต สิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่ 

        ‘ความรู้สึก’ ครับ เพราะถ้าผมไม่ได้อยากทำ ผมจะทำได้ไม่เต็มที่ ทำได้ไม่สุดความสามารถ หรือไม่ได้เค้นศักยภาพออกมาได้เต็มที่ สมมติว่าเราจะตีแบด แต่ผมไม่ได้ชอบแบดมินตันขนาดนั้น ผมชอบฟุตบอลมากกว่า ผมก็ไม่ได้อยากทำขนาดนั้น จะให้ทำผมทำได้ แต่ผมเชื่อว่ามันไม่ได้ดีที่สุด ถ้าเปรียบเทียบกับเวลาเล่นฟุตบอล ผมจะพยายามพัฒนาตัวเอง หาอะไรใหม่ๆ พยายามหาสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ทำอยู่ดีที่สุด 

        อย่างงานกำกับ ผมก็ลองหาอะไรใหม่ๆ ตั้งใจและให้ใจกับงานที่ทำอยู่ ดังนั้น หลักในการเลือกว่าจะทำอะไรไม่ทำอะไร จึงขึ้นอยู่กับความรู้สึกเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วน ‘เหตุผล’ เป็นตัวรองลงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมทำได้ตามมาตรฐาน แต่จะไม่เกินขีดจำกัดเพดานของตัวเอง

ถ้าอย่างนั้นปกติในแต่ละปีตั้ง achievement ของเราไว้ไหม 

        มีทั้งยาว และทั้งสั้นครับ ดูจากสภาพแวดล้อมของเรา ณ ปัจจุบันว่ามีอะไรที่ทำได้บ้าง สมมติว่าสิ้นปีนี้ achievement ของผมคือปิดอัลบั้มของตัวเอง แล้วปีนี้อยากกำกับ MV สัก 3 ตัว ถ้าในระยะยาวหน่อย ช่วงอายุ 26 เราเรียนจบแล้ว เราทำโปรดักชันเฮาส์ ต้องมีเป็นรูปเป็นร่าง มีระบบที่เราวางไว้แล้ว ซึ่งอาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ หรือภายในอายุ 30 เราอาจจะไปทำเบื้องหลังเต็มตัวแล้วก็ได้ 

ที่ผ่านมามี achievement ไหนไหมที่ไปไม่ถึงแล้วยอมแพ้ 

        ผมจำรายละเอียดไม่ได้ แต่ผมจำบรรยากาศโดยรอบได้ว่าสุดท้ายมันคือครูของเรา หลายอย่างพอเราตั้งเป้าไว้ โควิด-19 ทำให้เราเห็นสัจธรรมหลายอย่างเหมือนกัน เลยทำให้ช่วงนั้นผม burn out ในระดับหนึ่ง ตอนนั้นคืออัลบั้มแรกที่วางแผนไว้ว่าจะทำ แล้วทุกอย่างเตรียมการไว้หมด แต่พอทุกอย่างปิดล็อก อะไรหลายๆ อย่างไม่แน่นอน ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนหมดเลย 

        วิธีคิด วิถีชีวิตคน ความต้องการทางการตลาดเปลี่ยนไป สิ่งที่คนอยากดู สิ่งที่คนสนใจเปลี่ยนไป นิยามคำว่าศิลปะของคนเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าทำให้สิ่งที่ผมจะทำ ผมไม่แน่ใจในตัวเองว่ามันได้หรือเปล่าหรือโอเคไหม ทำออกไปแล้วจะเป็นอย่างไร เลย burn out ไประยะหนึ่ง ทำให้รู้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างมีวาระ และโอกาสของมัน อาจจะไม่ได้ตรงใจเราว่าสิ้นปีนี้เราต้องทำได้ มันอาจจะเลยไปสัก 3 เดือนแล้วค่อยทำได้ก็ได้ ไม่เป็นไร 

แล้วนนนกลัวอะไรบ้างไหมในชีวิต ผีนี่กลัวไหม 

        กลัวผี (หัวเราะ) สิ่งที่ผมกลัว… ‘ผมกลัวที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้วไม่ได้รักเหมือนเดิม’ เช่น เราเคยรักการร้องเพลง แล้วปรากฏว่าวันหนึ่งจะไม่รักการร้องเพลงแบบเมื่อก่อนแล้ว ‘ผมกลัวว่าผมจะเบื่อกับระบบจนผมไม่อยากทำในสิ่งที่ผมเคยรักแล้ว’ ผมกลัวอย่างนั้นมากกว่า เพราะมีหลายๆ ช่วงที่เรารู้สึกว่า เราทำเพื่ออยากช่วยพัฒนา หรืออยากให้วงการของเราได้ไปไกลกว่านี้ทั้งหมด แล้วเมื่อวันหนึ่งถ้าเราสู้กับระบบไม่ไหวจริงๆ เราก็คงเบื่อ หรือเราอาจจะ burn out ในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว

        เรากลัวว่าเราจะแสดงแล้วไม่เหมือนเดิม เรากลัวว่าจะแสดงแค่พอผ่านโดยที่ไม่ให้ใจกับมันอีกต่อไป เพราะเราไม่ได้อยากทำแล้วให้ผ่านไป เราอยากทำให้มันเป็นมาสเตอร์พีซในทุกอัน อยากจะทำให้มันเป็นงานที่ดี และส่งถึงคนดูทุกคน แต่ถ้าถามว่ากลัวอย่างอื่นเช่น กลัวตายไหม ไม่กลัวตาย ถ้าตายได้เลยวันนี้ก็ไม่เสียดายอะไร แค่เป็นห่วงมากกว่า 

ในภาพยนตร์เรื่อง SLR แดนกลัวอะไร 

        กลัวที่จะทำ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิดหรือถูก แดนเลย suffer ประมาณหนึ่ง

 

เวลา suffer นนนใช้วิธีไหนสยบความ suffer นั้น

        นอนครับ พรุ่งนี้ค่อยคิดใหม่ วันหนึ่งมันจะแก้ได้แหละ มันทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากค่อยๆ คิด ค่อยๆ คุยกับตัวเอง ค่อยๆ วิเคราะห์ตัวเองว่า โอเค เรารู้สึกอะไรอยู่ อยากทำอะไร หรือไม่อยากทำอะไร แล้วความต้องการจริงๆ ของเราคืออะไร มันคือการคุยกับตัวเองไปเรื่อยๆ ถ้าเราคุยไม่รู้เรื่อง เริ่มตีกัน ไปนอน หรือเปลี่ยนเรื่องไปเลย 

ตอนคุยกับตัวเอง มีนนนเบอร์ 1 2 3 ออกมาด้วยไหม 

        มีเยอะเลยครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราอิงจากอะไร อย่างตัวที่เอาตัวเองเป็นหลัก เอาคนอื่นเป็นหลัก เอาความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก เอาเหตุผลเป็นหลัก เอาอนาคตเป็นหลัก และเอาปัจจุบันเป็นหลัก ผมจะเป็นประมาณนี้ คือจริงๆ เราเข้าใจปัญหาในทุกมุมประมาณหนึ่งแหละ แต่เราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วเราเองต้องการอะไร ในมุมไหนด้วยซ้ำ 

สุดท้ายเหล่านนนทั้งหลายหาทางออกให้ตัวเองอย่างไร 

        เราค่อยๆ ดึงออกมาแต่ละอย่างว่าตัวเราต้องการอะไร เราดึงจุดดีมา แยกว่าทั้ง  6 ตัว เราต้องการอะไร สมมุติถ้าเราเริ่มทำตามตัวปัจจุบันมันจะส่งผลถึงอนาคตแค่ไหน หรือความรู้สึกส่งผลต่อคนอื่นแค่ไหน ตัวเราเองส่งผลต่อคนรอบข้างแค่ไหน นอกนั้นก็ค่อยๆ ปรับ

        สุดท้ายทุกอย่างต้องมีไปควบคู่กัน ไม่ใช่ว่าเอาแต่ตัวเองอย่างเดียว  เพราะถ้าเราไม่อยากทำงาน เราก็ไม่มีเงินใช้ ดังนั้น เราต้องมีการบาลานซ์อะไรหลายๆ อย่าง สมมติเราไม่อยากทำสิ่งนี้ แต่ถ้าทำแล้วได้เงินเราก็ต้องทำไปก่อน แล้วเราก็ค่อยไปหาอะไรที่เติมแพสชันเรา สมมติว่าเราเหนื่อย เราก็ไปซื้อของสะสม แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว 

ดูเป็นคนมีความขบถหน่อยๆ แต่ก็มีความเข้าใจโลก

        ผมเคยคุยกับพี่คนหนึ่ง แล้วเขาพูดกับผมว่า “มึงเป็นคนย้อนแย้งในตัวเองเยอะมาก” เป็นคนขบถที่เข้าใจโลก หรือว่าเป็นคนที่นีช (niche) แต่มีบางอย่างที่มีความเข้าใจแมส (mass) มีอะไรอย่างนี้ที่จะตรงข้ามกันไป แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นข้อดีของผม ผมสามารถหาจุดบาลานซ์กันได้ สมมติว่าดารากับนักแสดง เราก็บาลานซ์ได้ เราอาจจะไม่ใช่นักแสดงจ๋า หรือดาราจ๋า สามารถหาตรงกลางได้ว่าจะทำงานอย่างไร เหมือนผมจะเข้าใจเหรียญสองหน้าแล้วค่อยหาจุดเด่น จุดด้อย แล้วค่อยบาลานซ์มันดีๆ 

ถ้ารู้จุดแข็งในตัวเองอย่างนี้ แล้วจุดอ่อนคืออะไร

        ผมเป็นคนไม่มีระเบียบวินัยในสิ่งที่ผมไม่อยากทำแต่ต้องทำ สมมติว่าเราไม่ได้ชอบเรียนขนาดนั้น เราอาจจะไม่ได้มีวินัยในเรื่องเรียน เราอาจจะไม่ได้ตั้งใจกับมันมาก แต่สุดท้ายเราเอาตัวรอดได้ 

หลังจากที่ SLR ปล่อยตัวอย่างออกมา ความน่ากลัว ความระทึกขวัญ เป็นสิ่งที่คนดูต้องเรียกร้อง ดังนั้น เราจะได้อะไรจากการดูหนังเรื่องนี้บ้าง

        ผมว่าเราจะได้ความสดใหม่ ตอนดูดราฟต์สุดท้ายผมนั่งคุยกับพี่ว่าถ้าเราบอกว่าเป็นหนังผี ผมว่าคนดูจะผิดหวัง แต่ถ้าเราบอกว่าเป็นหนัง thriller ระทึกขวัญ มีลุ้น คนดูจะได้ความบันเทิงกลับไปแน่นอน มันไม่ได้มีความเชื่อของไทยเลย แต่มีความเชื่อของสากล เรื่องปีศาจ ซาตาน การขายวิญญาณ ซึ่งผมว่าน่าจะสดใหม่สำหรับวงการหนังไทยแหละ 

ถ้าคืนนี้ซาตานมาปรากฏตัวแล้วถามว่า ‘สนใจขายวิญญาณไหม’ นนนจะทำอย่างไร  

        ไม่ขายครับ ตัวผมเองผมไม่ชอบความสำเร็จที่มันฉาบฉวยอยู่แล้ว ผมชอบที่จะพยายามด้วยตัวเอง แล้วมันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยว่าเราคือตัวจริง เราไม่ชอบอะไรที่มันปุบปับแล้วได้เลย เราอยากลงรายละเอียดกับงาน เราอยากเหนื่อย อยากลงแรงไปกับงานทุกส่วนอย่างตั้งใจ เลยรู้สึกว่าไม่ได้อยากขาย 

รูปสุดท้ายในชีวิตที่สามารถถ่ายได้ ในรูปนั้นคุณอยากให้เป็นรูปอะไร 

        รูปครอบครัวครับ เพราะเป็น first priority ในทุกๆ วันนี้ แล้วเป็นพลังในการใช้ชีวิต เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ยังใช้ชีวิตต่อ หรือทำงานได้อย่างบ้า อย่างที่มันอาจจะไม่จำเป็นต้องพึงเป็นอย่างนี้ แต่เราบ้า เราสู้ เราลุย เลยคิดว่าถ้าถ่ายรูปสุดท้ายได้น่าจะถ่ายรูปครอบครัว ครอบครัวแบบ 4 คน (ยิ้ม)

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

รังสันต์ พันไพรี

กราฟิกที่รักแมว และชื่นชอบการถ่ายรูป