พัด Zweed n’ Roll กับการฟื้นคืนจากความแตกสลายในช่วงที่ห่างหายจากบรรยากาศการเล่นดนตรี

The Conversation
9 Apr 2022
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

“เธอทำให้โลกนี้มีความหวังใหม่ ในใจกลับฟื้นคืนมาอย่างเคย 
…เหมือนเคย”

        หลายสัปดาห์ก่อน เรามีโอกาสได้ไปชมมินิคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้มใหม่ของ Zweed n’ Roll ชุดที่ 2 ‘Resurrection’ ในคอนเซ็ปต์ ‘การฟื้นคืนกลับมาจากความแตกสลาย’ นี่เป็นครั้งแรกที่สมาชิกวงได้กลับมาเล่นคอนเสิร์ต และได้พบกับแฟนคลับของพวกเขา หลังจากต้องห่างหายกันไปจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 

        บรรยากาศในวันนั้นแสนอบอุ่นด้วยพลังความคิดถึงระหว่างแฟนคลับและศิลปินวงโปรด ทำให้เรานึกถึงวันที่ได้คุยกับ พัด’ – สุทธิภัทร สุทธิวาณิช ผู้รับหน้าที่เป็นนักร้องนำของวง เธอได้เล่าให้ฟังว่าช่วงเวลาที่ห่างหายจากการเล่นดนตรี เป็นช่วงที่ชีวิตค่อนข้างแตกสลาย ความคิดฟุ้งซ่าน และยากที่จะจัดการกับสภาวะจิตใจเพราะ…

        “ความสุขของเราคือการได้ออกไปเล่นดนตรี เราได้พลังจากคนที่มาดู แล้วเราก็ส่งพลังของเรากลับไปให้เขาด้วย แต่พอไม่มีสิ่งเหล่านี้ มันก็จะเคว้งๆ หน่อย” เธอกล่าว

1

        เรานัดคุยกับพัดที่ร้าน ‘หมีแฟมิลี่ Me & Family’ ซึ่งเป็นร้านของแฟนสาวของเธอ พวกเราเริ่มละลายพฤติกรรมกันก่อนด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เราจึงทราบว่าเธอเพิ่งอยู่ในระยะพักฟื้นจากการผ่าตัดก้อนเนื้อตรงทรวงอก ทำให้ต้องดูแลอาหารการกินเป็นพิเศษ ในแก้วสเตนเลสประจำตัวของเธอจึงเป็นพื้นที่ของน้ำเปล่าซึ่งมีค่า pH เป็นกลาง

        พัดเล่าว่า Zweed n’ Roll เป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวสุดท้ายที่สามารถจัดได้ก่อนที่จะล็อกดาวน์ ช่วงเวลานั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษสำหรับสมาชิกในวง เพราะเธอก็ไม่คาดคิดว่าจะมีแฟนคลับมาดูถึง 2 พันกว่าคน 

        “เรารู้สึกทั้งขอบคุณและตื้นตันที่เขายังมาดู เพราะว่าตอนนั้นก็เสี่ยงแล้วนะ แต่ 2 พันคนก็ตั้งใจมาดูวงเราวงเดียว ณ ตอนนั้น เราไม่เคยคิดว่าจะมีโมเมนต์แบบนี้มาก่อน แล้วเราก็ตั้งใจทำโชว์ให้ออกมาดีที่สุด ด้วยบรรยากาศที่เราสร้างเอง มีเครื่องสายมาช่วยทำให้กลิ่นอายยิ่งอบอุ่นมากขึ้น คิดว่าคนที่มาก็คงได้มิติอะไรสักอย่างกลับไปด้วย” 

2

        แต่หลังจากทุกอย่างต่างหยุดลงจากการล็อกดาวน์ ความสุขของพัดก็หยุดลงด้วยเช่นกัน เธอจึงพยายามหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองอยู่นิ่ง ทั้งขายขนมปังกับแฟนและเพื่อน แต่ปรากฏว่าทั้งสองคนเกิดอุบัติเหตุแขนหัก จึงต้องปิดร้านลงไปเสียอีก หลังจากนั้นไม่นาน เธอเตรียมทำอัลบั้มใหม่จึงมีเวลาโฟกัสกับการทำเพลงอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาว่างอีกครั้ง 

        “เป็นช่วงเวลาที่ยากมากกับการจัดการกับความคิดฟุ้งๆ ของตัวเอง แต่เราพยายามคุย คุยกับแฟน คุยกับแม่ เพื่อที่จะระบาย หรือปรึกษาว่าสิ่งที่เราคิดมันปกติไหม ถูกไหม หรือเกินไปไหม เราก็จะได้ฟีดแบ็กกลับมาว่าอันนี้โอเค ดังนั้น เราก็ต้องบาลานซ์ชีวิตเราให้ดี” 

        อัลบั้มที่ 2 ‘Resurrection’ จึงมีคอนเซปต์เพื่อการเยียวยาหัวใจและฟื้นคืนจากความแตกสลาย “อัลบั้มแรกคือการเยียวยาตัวเองที่ค่อนข้างจะไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง เราสนใจแค่ตัวเองชอบ เราอยากจะพูดแบบนี้ ส่วนอัลบั้มที่สองก็ยังเป็นการเยียวยาตัวเองอยู่นะ แต่อยากเยียวยาคนอื่นด้วย” พัดหยุดจิบน้ำสักครู่ก่อนจะเล่าต่อว่า เวลาที่ไปเล่นคอนเสิร์ต แฟนคลับมักจะเข้ามาเล่าเรื่องที่พวกเขาเจอมาให้ฟัง 

        “เราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงกล้าเล่าเรื่องของเขาให้เราฟัง เลยรู้สึกว่าเพลงเราคงเป็นเซฟโซนบางอย่างให้เขา เราอยากทำตรงนี้ให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยการที่ลองแต่งเนื้อเพลงหรือเรียบเรียงอะไรที่มีจุดร่วมมากขึ้นไหม เราว่ามันอาจจะอยู่เป็นเพื่อนใครสักคน มันดูมีความหมายกับคนคนหนึ่งดี ทำให้การทำเพลงของเราก็ดูมีคุณค่ามากขึ้นเหมือนกัน”

 

 

3

        การเยียวยาตัวเองถือเป็นองค์ประกอบสำคัญมากทางด้านจิตใจของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเจอกับเรื่องราวมากมายในชีวิตประจำวัน แต่หลายครั้งเราก็พบว่ามันยากเหลือเกินที่จะเยียวยาหัวใจตัวเองให้กลับมารู้สึกดีได้อีกครั้ง โดยเฉพาะคนที่มักจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่ายกับสิ่งรอบตัว หลายครั้งมักจะปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งได้ง่าย 

        “เราเป็นบ่อยด้วย เราเป็นคนที่ชอบติดอยู่กับอดีต ถ้ายิ่งอยู่คนเดียว ว่าง ไม่มีอะไรทำก็จะคิดไปถึงตั้งแต่สมัยอนุบาล สมัยประถมว่าทำไมเราถึงเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ เดินทางแบบนี้ บางเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วก็มีคำถามกับตัวเองว่า ทำไมวันนั้นเราไม่พูดอะไรออกไป 

        “ซึ่งเราว่าต้องหาใครคนหนึ่งไว้เล่าให้ฟัง แล้วเขาก็จะมีฟีดแบ็กกลับมา หรืออาจจะไม่ต้องมีก็ได้ เขาก็จะเตือนให้รู้ว่ามันผ่านมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่เราก็ชอบติดอยู่ตรงนั้น แต่พอมีคนมาฉุดก็ตระหนักได้ว่า ‘เออ แม่งผ่านไปแล้ว’ เราเปลี่ยนแปลงตรงนั้นไม่ได้แล้ว จะเปลี่ยนได้ก็แค่ความรู้สึกของเรา ก็คือ ‘ต้องช่างแม่งให้ได้’ บ้าง” 

        เมื่อเธอมักจะนึกย้อนกลับไปยังช่วงเวลาในอดีต เราจึงถามเธอต่อว่า ถ้าสมมติกลับไปได้อยากจะไปช่วงไหน พัดนิ่งไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เราอยากกลับไปตอนที่ทำ Zweed n’Roll ช่วงแรก อยากทำเพลงตอนเป็นวัยรุ่นให้เยอะกว่านี้ เพราะพอโตขึ้นเรากลับไปทำอะไรแบบนั้นไม่ได้แล้ว” 

        เพราะช่วงเวลาวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีพลัง กล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำ แต่เมื่อเราโตขึ้นในอีกช่วงวัยหนึ่งด้วยความคิดที่เปลี่ยนไป และมีกรอบบางอย่างที่เพิ่มขึ้นมาจึงไม่สามารถทำอะไรตามใจแบบเมื่อก่อนได้

        “แล้วอยากย้อนกลับไปทำเพลงแบบไหน” เราถามต่อ 

        พัดใช้เวลานึกอยู่กับตัวเองไม่ถึงนาที ก็เงยหน้าขึ้นมาให้คำตอบ “ตอนนั้นที่เราทำเพลง เรามีแค่ 8 เพลงเอง มันอาจจะน้อยไปสำหรับช่วงเวลานั้น ซึ่งเรื่องราวที่อยากเล่าก็อาจจะเป็นเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ ก็ได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยพูดก็ได้ ที่ค่อนข้างแสดงออกมาอย่างเกรี้ยวกราดแบบวัยรุ่น ถ้าย้อนกลับไปได้คงอยากทำเพลงแบบนั้นให้ได้เยอะๆ เหมือนกัน” 

        เธอเสริมว่าจะให้กลับมาทำตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว “เรารู้สึกว่าเราแก่เร็วไปหน่อย คือนิ่งเร็วไป ปกติเราเป็นคนนิ่งอยู่แล้ว พอโตขึ้นมันยิ่งนิ่งขึ้นไปอีก (หัวเราะ)” 

 

4

        ‘ช่วงเวลา’ เป็นหนึ่งเพลงในอัลบั้มแรกที่แฟนๆ มักจะพูดถึงอยู่บ่อย พัดเล่าว่าแรงบันดาลใจเพลงนี้มาจากช่วงเวลาความรักในอดีต “เรามักจะเจอเหตุการณ์ที่อยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนไปโดยที่พวกเราไม่ได้ทะเลาะกัน เลยกลายเป็นเหมือนว่าเราถูกทิ้งไว้อยู่คนเดียว แล้วก็ต้องวิ่งตามเขาไปเรื่อย” ประสบการณ์นี้จึงกลายมาเป็นเพลง ช่วงเวลา ที่เป็นตัวแทนของช่วงเวลาหนึ่งที่เราทุกคนอาจเคยเผชิญกับมัน 

        ซึ่งเรื่อง ‘เวลา’ ก็เป็นหนึ่งบทเรียนในชีวิตที่เธอได้เรียนรู้เช่นกัน “เพราะว่านี่ก็เป็นปีที่ 10 แล้วของวงเรา แต่เราเพิ่งจะออกอัลบั้มที่ 2 เอง อาชีพของนักดนตรีไม่ได้ทำได้ตลอดไป มันจะมีเกณฑ์ของมันอยู่ว่าเราจะพีกช่วงไหน หรือตกมาช่วงไหน แต่นี่มัน 10 แล้ว มันจะไปช่วงนู้น (จุดตก) อยู่แล้ว” 

        เราจึงแย้งว่า “แต่ก็มีศิลปินหลายคน หรือหลายวงที่อยู่มานาน แล้วดังในช่วงที่ใกล้จะยอมแพ้เหมือนกัน ดังนั้น เราอาจจะไม่สามารถรู้ได้เลยหรือเปล่าว่าเราจะดังในช่วงไหน”

        พัดตอบว่า “ใช่ ไม่รู้หรอกว่าจะมีช่วงไหน แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นมาก่อน แล้วเราก็ค่อยว่ากัน อยู่ที่ผลงาน ถ้าเรามีผลงานก็สามารถไปต่อได้เรื่อยๆ” 

        เธอเล่าเสริมว่า ข้อเสียอย่างหนึ่งของวงคือทุกคนล้วนเป็นคนชิล ช่วงแรกจึงพยายามปลุกปั้นทำเพลงกันเองไปเรื่อยๆ อัลบั้มแรกจึงใช้เวลากว่า 7 ปีถึงจะสำเร็จออกมา เพราะเหตุนี้ทำให้เสียเวลาไปเยอะ จึงตัดสินใจเข้าสังกัดเป็นศิลปินที่มีค่าย 

        “เพราะการเล่นดนตรีไม่ได้มีแค่การทำเพลง แต่มีหน้าที่ความรับผิดชอบด้านอื่นๆ ด้วยว่าใครจะทำอะไร ถ้าเกิดว่าทุกคนทำไม่เท่ากันก็จะมีคนที่เหนื่อยกว่า เราว่าปัญหาของวงดนตรีเราอยู่ตรงนี้ พอมีค่ายปุ๊บก็จะมีคนที่จะมาดีลกับปัญหาต่างๆ ให้ วงก็แค่ตัดสินใจจากสิ่งที่เขาเลือกมาให้ แล้วทำเพลงไป” สำหรับวงของเธอนี่จึงเป็นวิธีจัดการที่ดีกว่า 

        หากเปรียบ Zweed n’Roll เป็นมนุษย์คนหนึ่ง พัดกล่าวว่าตอนนี้เป็นเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในช่วง ม.4 “เพราะว่าเพิ่งผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมา (หัวเราะ) ก็รอดูว่าอนาคตจะไปทางไหน ตอนนี้ยังบอกไม่ได้เลยเพราะว่าเพิ่งอัลบั้มที่ 2 เอง” 

5

        “เราเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เมื่อก่อนจำได้เลยว่าตอนร้องเพลงแรกๆ เราไม่กล้าลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ จะหลับตาร้องเพลงตลอดโชว์ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว เราสามารถลืมตาขึ้นมามองคนดูได้แล้วแต่ว่าอาจจะมองค้างนานไม่ค่อยได้ ต้องกลับมาหลับตาอีก เพราะพอลืมตาขึ้นมามันจะมีอะไรให้โฟกัสเยอะ แล้วทำให้หลุดได้” 

        เราทั้งสองต่างหัวเราะให้กัน เพราะเราก็สังเกตว่าช่วงเวลาที่ดูเธอแสดงเป็นเวที เธอมักจะหลับตาร้องบ่อยจึงทำให้เราสงสัยว่าเธอกำลังอินกับบรรยากาศ ดนตรี และเพลงที่กำลังร้องอยู่หรือเปล่า แต่วันนี้เราก็ได้คำตอบแล้วว่าเธอค่อนข้างเป็นคนขี้เขิน ซึ่งแฟนคลับก็คงรู้ดี และชอบในความน่ารักตรงนี้ของเธอ 

        “เราคิดถึงบรรยากาศแบบนี้มากเหมือนกันนะ บรรยากาศที่หายไป 2 ปี แต่การขึ้นเล่นดนตรีทุกครั้งเราก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง แต่เป็นความรู้สึกตื่นเต้นที่ดี พอขึ้นไปสักพักหนึ่งเรารู้สึกว่าคนเขาตั้งใจมาดูเรา ก็รู้สึกมั่นใจขึ้น แต่ก่อนขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นอยู่ดี” 

        ก่อนจะจบการสนทนากันไป ถามเธอว่าแฟนคลับของ Zweed n’ Roll มักจะมีมูดแอนด์โทนประมาณไหน พัดเล่าว่าจากที่สังเกต คนที่มาดูวงของเธอเล่นเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะตั้งใจดูมาก รู้สึกว่าพวกเขาพยายามโฟกัสกับสิ่งที่นักดนตรีบนเวทีเล่น แล้วก็สังเกตง่ายๆ เหมือนพอเล่นเพลงหนึ่งจบ แฟนคลับข้างล่างเวทีก็จะเงียบ จนกว่าเธอจะส่งสัญญาณว่าเพลงจบแล้ว “พวกเขาถึงจะรับรู้ได้ว่า โอเค สามารถพูดกับเพื่อนได้แป๊บหนึ่งนะ (หัวเราะ)”  

        “เรารู้สึกว่าเราโชคดีมากๆ ที่มีแฟนคลับ และมิตรภาพที่ดีในการเดินทางทำวงดนตรี ก็อยากขอบคุณทุกคนมากๆ จริงๆ ส่วนหนึ่งที่เรายังทำเพลงอยู่เพราะว่ามีคนรอฟัง เป็นกำลังใจ และเป็นแรงสนับสนุนที่ทำให้เราอยากทำเพลงต่อไป” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อน สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่รักและผูกพันกับเหล่าแฟนเพลงจริงๆ 

“เธอทำให้โลกนี้มีความหวังใหม่ ในใจกลับฟื้นคืนมาอย่างเคย
…เพราะเธอ

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ

ภาพโดย

แพรวา ชัยแสงจันทร์

ช่างภาพฝึกหัด ผู้เป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ตที่ยังคงค้นหาตัวตนและความหมายของชีวิต