คุยกับ ‘ยิปโซ’ – อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ในวันที่เธอค้นพบคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง

The Conversation
3 Aug 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

เราตกหลุมรัก ‘ยิปโซ’ – อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ครั้งแรกในวันที่ภาพยนตร์เรื่อง ‘เรา สองสาม คน’ (That Sounds Good) ออกฉาย ความน่ารักสดใสของเธอเข้ามานั่งอยู่ในใจโดยไม่ทันรู้ตัว อาจเป็นเพราะท่าทาง บุคลิก น้ำเสียง ที่ไม่เหมือนใคร รวมไปถึงสำนวนการพูดจาที่ใครก็เลียนแบบได้ยาก ทำให้เราเฝ้าติดตามพัฒนาการในการทำงานของเธอมาเสมอ และก็มีโอกาสได้คุยกับเธออยู่หลายครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป 

        เมื่อการสนทนาเริ่มต้นด้วยบทบาทใหม่ของเธอในฐานะนักดูไพ่ทาโรต์เพื่อช่วยให้กำลังใจคน ที่เธอค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ มาจนถึงช่วงที่เธอเล่าถึงเรื่องหนักใจที่ตัวเองต้องเจอมาตั้งแต่เข้าวงการ ทั้งความเข้มงวดในตัวเองจนเกินไป จนถึงอาการป่วยภายในจิตใจของเธอเกี่ยวกับโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ คลี่คลายได้ในวันที่เติบโตขึ้น และเธอได้เรียนรู้ว่าหลายคนที่มีปัญหาในชีวิต เขาต้องการเพียงแค่กำลังใจเล็กๆ จากคนที่เข้าใจ และพร้อมที่จะเปิดใจรับฟังเขาเสมอ

        ซึ่งเราคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากจนต้องขอให้เจ้าตัวขยายความถึงสิ่งที่ผ่านมา เพราะความเจ็บปวดทางใจนั้นไม่สามารถรักษาด้วยการกินยาเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อสู้กับโรคร้ายนี้ต้องอาศัยพลังใจของตัวเองเท่านั้น 

        เชื่อว่าบทสนทนาต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่กำลังต้องการกำลังใจ รวมถึงใครที่กำลังมีคนข้างๆ กำลังเจอกับเรื่องหนักๆ อยู่ในตอนนี้ ให้ก้าวผ่านมรสุมชีวิตไปด้วยกันได้

 

ยิปโซ อริย์กันตา
นอกจากงานแสดงที่เราคุ้นเคยแล้ว บทบาทใหม่ของคุณตอนนี้คือการเป็นผู้ให้คำปรึกษากับคนอื่นจากการใช้ไพ่ทาโรต์ คุณเริ่มต้นศาสตร์นี้อย่างไร 

        เริ่มจากที่เราจัดรายการคู่กับดีเจสอง พาราด็อกซ์ ที่แคท เรดิโอ ซึ่งจะมีช่วงที่เปิดสายให้คนโทร.เข้ามาแล้วคุยอะไรกับเราก็ได้ จนวันหนึ่งทีมแคท เรดิโอ ก็แซวพี่สองตลกๆ ว่า ‘พี่สองเปิดรายการดูดวงเลยสิ’ ซึ่งพี่สองก็ทำรายการดูดวงขึ้นมาจริงๆ (หัวเราะ) เราจึงถามพี่สองว่า ถ้าอย่างนั้นหนูจะทำอะไร เพราะตัวเองดูดวงไม่เป็น ช่วงแรกๆ เราเลยนั่งจัดกับพี่สองเหมือนตัวเองเป็นลิซ่า คู่หูคุณฟิลลิปที่เป็นนักมายากล ก็ช่วยพูดชื่อไพ่เวลาพี่สองเปิดขึ้นมา พอทำไปสักพักก็เริ่มอ่านไพ่เป็น ซึ่งตอนที่เราเริ่มฟังเรื่องราวของไพ่ ตอนนั้นรู้สึกว่าสนุกมาก และการดูไพ่กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้เรามีเรื่องคุยกับคนได้ด้วย 

ก็จริงที่เราคงไม่สามารถหาเรื่องมาคุยกับคนใหม่ๆ ได้ทุกครั้ง

        ใช่ และการคุยผ่านไพ่ค่อนข้างตรงประเด็น สำหรับเรา ถ้ามีโอกาสได้คุยกับใครสักคนแล้วรู้ว่าเขามีปัญหาเรื่องอะไรอยู่ หรือขาดเหลือตรงไหน เขาต้องการจะรู้เรื่องอะไร เราก็สามารถที่จะคุยกันได้ ถ้าต้องการกำลังใจ เราก็ให้กำลังใจกับเขาได้ โดยที่รู้ว่าต้องให้กำลังใจเรื่องอะไร ไม่ใช่แค่หว่านๆ ไป 

ที่เขามักพูดกันว่าหมอดูคู่กับหมอเดา คุณรู้สึกอย่างไร

        เราว่าการดูไพ่สบายกว่าการนั่งเดาอีกค่ะ (หัวเราะ) หมอเดาเขาต้องใช้ความคิด แต่สำหรับเราแค่อ่านตามไพ่ที่เขาหยิบเอง จริงๆ เราไม่ได้เป็นคนดูโชคชะตาอะไรให้เขานะ เขาเป็นคนเลือกไพ่ใบนี้ เราแค่อ่านตามไพ่ที่เขาหยิบขึ้นมา เพียงแต่ว่าการอ่านไพ่ของเรานั้น ส่วนที่เป็นความท้าทายที่สุดคือคุณจะเลือกพูดอย่างไรในความหมายของไพ่นี้ เพื่อให้เขาได้ประโยชน์กลับไป ไม่ใช่แค่บอกว่าอันนี้เดี๋ยวมีใครตายแน่เลย แบบนั้นไม่ใช่

ถ้าหยิบไพ่แล้วปรากฏว่าเป็นไพ่ความตาย (Death) ขึ้นมา คุณกลัวไหม

        เราไม่เคยกลัวไพ่ Death เลย เพราะไพ่ Death ไม่ได้แปลว่าไม่ดี อยู่ที่แต่ละคนจะคิดแล้วมองไพ่นั้นว่าเป็นมุมไหน อย่างไพ่หอคอย (The Tower) ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี โอเค ไพ่หอคอยคือดูน่ากลัวมาก เหมือนฟ้าแล้วคนร่วงตกลงมา แต่จริงๆ มันหมายถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน บางทีชีวิตคนเราก็มีเรื่องของการเปลี่ยนแปลง บางเรื่องค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ ปรับ แต่จะมีบางเรื่องที่คุณยังไม่ทันตั้งตัวแล้วมันเปลี่ยนเลย ถ้ามองในแง่ดีจะเห็นคนหลุดออกมาจากหอคอย คนอื่นอาจจะมองว่าตกลงมาตาย แต่เรามองว่าหอคอยในรูปอาจจะเป็นเหมือนคุก หรือเป็นชุดความคิดอะไรบางอย่างที่เคยกักเราไว้ ทำให้เราไปไหนต่อไม่ได้ก็ได้ ไพ่ใบนี้อาจจะมีความหมายว่าเรากำลังจะหลุดออกมาจากสิ่งที่กักขังเราไว้ หรือการก้าวออกจากที่เดิม เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนน่าตกใจ ให้เราสะดุ้งนิดหนึ่งแค่นั้นเอง

มีไพ่ใบไหนไหมที่ออกมาแล้วหมายความถึงเรื่องเลวร้ายแน่ๆ 

        มีไพ่ที่ควรระวัง แต่ไม่ใช่ไพ่ที่ไม่ดี ไม่ใช่ไพ่ที่ได้มาแล้วซวยแน่ แต่เป็นไพ่ที่เหมือนกับเตือนว่าให้ระวังเรื่องความเครียด เรื่องสุขภาพอะไรอย่างนี้ เช่น ไพ่ดาบ เพราะเป็นไพ่ที่เกี่ยวกับเรื่องความคิด แต่จะมีไพ่บางใบที่เห็นว่าดาบมันเสียบเข้าที่ตัวคน นั่นหมายความว่าคุณได้ปล่อยให้ความคิดนั้นมาบงการชีวิตคุณจนรับไม่ไหวอยู่ตอนนี้

ความเปลี่ยนแปลงแบบไม่ทันตั้งตัวสำหรับปีนี้เกิดขึ้นกับทุกคนบนโลก สำหรับคุณมีผลกระทบด้านไหนบ้าง 

        ทุกอย่าง ทั้งจิตใจ ร่างกาย และสังคม ตอนนี้สิ่งที่พบคือการหันกลับมาเห็นสภาพจิตของตัวเอง 

ผู้หญิงอารมณ์ดีอย่างคุณ มีความวิตกกังวลแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ

        ร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ บางทีคุณรู้สึกว่าสภาพจิตใจคุณดีแล้ว แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างมันเชื่อมถึงกันหมด การรู้จักดูแลร่างกายตัวเองก็สำคัญมากๆ การมีร่างกายที่ดีไม่ได้หมายความว่าทำอย่างไรให้หุ่นดี แต่เราต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ใจกับร่างกายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นั่นคือหลักการที่เรียกว่า positive body image ซึ่งสำคัญมาก เพราะเดี่ยวนี้คนเสพสื่อต่างๆ เยอะแยะไปหมด ทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากมีความกดดันทางด้านรูปร่างหน้าตากันสูง

 

ยิปโซ อริย์กันตา

เราใช้แอพฯ บ้านเบี้ยวช่วยไม่ได้เหรอ ไม่เหนื่อยด้วย ออกมาสวยใสหุ่นดีได้ทุกโพสต์

        นั่นไม่ใช่ประเด็น โอเค การใช้แอพฯ ช่วยแต่งรูปใครๆ ก็ทำได้ไม่ยากแล้ว แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีใครอยากทำอย่างนั้นหรอก หรือถ้าเลือกได้ไม่มีใครอยากใช้แอพฯ แต่งรูปเพื่อหลอกตัวเอง

คุณจะบอกว่าเราต้องภูมิใจกับรูปร่างของตัวเองก่อนใช่ไหม แม้ว่าฉันจะอ้วนแต่ฉันก็ไม่กดดันตัวเองว่าต้องหุ่นดีเหมือนใครๆ 

        เราคิดว่าไม่ใช่เรื่องของการบอกว่าฉันต้องภูมิใจตัวเองที่หุ่นดี แค่คุณต้องไม่ร้ายกับตัวเองจนมากไป คนหลายคนเขาเป็นอย่างนี้จริงๆ ซึ่งเราก็เคยเป็น เราเคยกดดันตัวเองมากๆ ว่าจะต้องมีหุ่นดีประมาณนี้ เพื่อที่จะทำงานในวงการได้ เพื่อที่จะอยู่ในสังคมนี้ให้ได้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเราถึงพบกับเรื่องราวของการไดเอ็ตมากมายอยู่เต็มอินเทอร์เน็ต นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเพจลดความอ้วนถึงมีคนตามเยอะขนาดนั้น แล้วทำไมยาลดความอ้วนถึงขายดีขนาดนี้ หรืออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องของความสุ่มเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองรูปร่างดี ถึงแม้ว่ามันคือการปรับเปลี่ยนร่างกายก็จริง แต่ไม่ใช่การปรับที่ร่างกายจะแฮปปี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการกดดันตัวเองอย่างสูง เราไม่ได้ส่งเสริมให้คนอ้วนหรือไม่ต้องดูแลตัวเองนะคะ เพราะอะไรที่สุดโต่งไปเลยก็ไม่ได้ดี เราอยากให้คนหันมามองว่าความสวยงามของร่างกายมีมากกว่าหนึ่งแบบ แล้วการที่คนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับร่างกายของเขาเป็นอย่างไร เพราะคนที่ไม่เคยเป็นเขาจะไม่ทราบว่าเรื่องนี้มันหนักกับชีวิตขนาดไหน

ทำไมคุณถึงเข้าใจเรื่องนี้ได้

        เพราะเราเป็นโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder) มาตั้งแต่เข้าวงการ และเพิ่งจะพาตัวเองให้หายจากอาการป่วยนี้มาไม่นาน เป็นโรคที่คนไทยไม่ค่อยคุ้น แต่ที่เมืองนอกจะรู้จักโรคนี้ เรามีทั้งอาการอะนอเร็กเซีย (Anorexia) ซึ่งไม่อยากกินอะไร หรือถ้ากินก็กินได้น้อยมากๆ เราเพิ่งหายเมื่อไม่นานนี้ เพราะไม่อยากทำร้ายร่างกายตัวเองอีกแล้ว แต่คำนี้เราพูดได้ตั้งแต่ตอนเริ่มเป็นนะ แต่ถามว่าจะทำได้เลยหรือเปล่าก็ไม่ใช่ โจทย์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถามว่าทรมานไหม ทรมานมากๆ มากๆ มากๆ ทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตื่นมาก็เป็น เราไม่ได้อาเจียนตลอดเวลานะ แต่ว่าตอนตื่นขึ้นมาก็มีความทรมานของมันอยู่ ซึ่งเหตุผลของคนแต่ละคนที่เป็นไม่เหมือนกัน ของเราอาจจะเป็นเรื่องอาชีพที่ทำมาเรื่อยๆ เราได้รับโอกาส ซึ่งมีคนที่พร้อมกว่าเรามากที่ไม่ได้รับโอกาสนี้ เลยเป็นความกดดันว่าเราต้องหุ่นเป๊ะ และเราต้องทำให้ได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราป่วยเป็นโรคนี้ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะเข้าใจ และเอามาเล่าให้ฟังได้ กลับกัน ยังมีอีกหลายคนที่เขายังไม่เจอต้นตอของปัญหา แล้วบางทีคนหลายๆ คนที่เขาเป็นอยู่ หรือกำลังจะเป็น โรคนี้ทำให้เราเหมือนถูกจำคุกจากข้างในของตัวเองขั้นสูงสุดประมาณนั้นเลย เป็นคุกแบบที่ไม่ต้องมีใครเอากรงมาขัง คุณทำตัวเอง 

เราสามารถปรับความคิดได้ไหมว่าถ้าอยากหุ่นดีก็ออกกำลังกาย แต่ไม่ต้องอดอาหารอะไรแบบนี้ได้ไหม

        ตอนที่ยังป่วย การออกกำลังกายก็มีผลเหมือนกัน เพราะเราเป็นคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายเลย เพราะเป็นคนขี้เกียจ (หัวเราะ) แต่พอเริ่มออกกำลังกายจริงๆ เราก็เล่นแบบหนักมาก พอได้ลองเล่นก็ติดลม สนุก มีความสุข แต่พอหยุดออกกำลังเมื่อไหร่ เราจะหายไปเลย ซึ่งตอนนี้ก็กำลังฝึกวินัยของตัวเองอยู่ เพราะการทำอะไรแบบต่อเนื่อง แบบที่ไม่ต้องเปอร์เฟ็กต์มาก แต่สามารถทำไปได้แบบเรื่อยๆ นั่นเป็นสิ่งที่ดีกว่า 

อะไรคือสิ่งที่ช่วยให้คุณก้าวผ่านโรคร้ายที่เกาะกุมใจมานานหลายปีได้ 

        โอ้โฮ! หลายอย่างมากเลย มากจนไม่สามารถบอกได้จริงๆ ว่า สูตรสำเร็จของจุดเปลี่ยนนี้คืออะไร ถ้านึกเร็วๆ ตอนนี้คือเรื่องของสภาพจิตใจ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของสมองอย่างเดียว พอข้างในเราดีขึ้น ข้างนอกก็ดีขึ้นตาม เหมือนกับว่าพอเราเริ่มหันมาดูแลเรื่องของสภาพจิตตัวเองจริงๆ แล้วหลายอย่างมันก็ค่อยๆ คลี่คลาย และการได้เจอกลุ่มเพื่อนที่ดี ได้เจอสังคมที่ดีก็ช่วยได้มาก

 

ยิปโซ อริย์กันตา

ซึ่งกลับมาเรื่องเดิมจนได้ ที่เราเข้าใจมาตลอดว่าคนอย่างยิปโซคือผู้หญิงที่แจ่มใสตลอดเวลา 

        เราก็เป็นคนแจ่มใส (หัวเราะ) แต่ไม่ได้แจ่มใสตลอดเวลา ความแจ่มใสของเราอยู่ที่การได้เจอกับคน ได้ทำงาน แต่สำหรับชีวิตส่วนตัว ซึ่งเป็นชีวิตที่เป็นเรื่องของร่างกายตัวเอง เราพบว่าชีวิตตอนนั้นเหมือนถูกย้อมด้วยฟิลเตอร์ของ VSCO อยู่ตลอดเวลา (หลายคนใช้ฟิลเตอร์ของ VSCO ย้อมภาพให้ซีดจางหรือปรับโทนให้เข้มกว่ารูปจริง) แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราต้องเอาไปบอกให้คนอื่นรับรู้ แต่ถามว่าคนที่เป็นแบบเรามีเยอะไหม บอกเลยว่าก็เยอะ ไม่เชื่อก็ไปดูในไอจีได้เลย ที่เห็นยิ้มๆ กันจริงๆ เขาอาจจะทุกข์อยู่ก็ได้ คนหลายคนมีความทุกข์ และเราเคยเป็นมาก่อน จึงรู้ว่ามันลำบากมาก

คนรอบตัวคุณสร้างพลังบวกหรือให้กำลังใจกับคุณได้ขนาดไหน 

        เราเชื่อว่าคนที่ทำงานอยู่รอบกายเราสำคัญมาก แต่ไม่ได้บอกให้ทิ้งเพื่อนให้หมดนะคะ (หัวเราะ) แต่ต้องดูด้วยว่าเราเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ทำให้เราสภาพจิตแย่ลงหรือเปล่า บางคนเป็นคนที่คิดมาก เครียดง่าย ชอบเก็บตัว การให้ตัวเองไม่ต้องเจอใครบ้างก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรเอาตัวเองออกไปเจอผู้คนบ้าง บางคนที่ได้เจอเพื่อนตลอดเวลาจนไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง แล้วก็เกิดเป็นความเครียดก็มี คุณก็ต้องหาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ทั้งหมดคือคุณต้องเลือกเองว่าสมดุลในชีวิตของคุณคืออะไร แล้วพาตัวเองไปอยู่กับคนที่มองโลกแบบ positive บ้าง ซึ่ง positive ที่ว่านี้ไม่ใช่การคิดบวกจนหลอกตัวเองนะ แต่เป็นคนที่มีภูมิต้านทานในการใช้ชีวิต เป็นคนที่ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรก็สามารถสื่อสารกันได้ มีความหวังดีต่อกันอย่างจริงๆ ถ้าคุณมีเพื่อนแบบนี้คือโชคดีที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าพอฟังแบบนี้แล้วก็ไปดูกลุ่มเพื่อนของตัวเอง แล้วไปตัดสินว่าพวกเขายังไม่ดีพอ หรือเพราะเธอเป็นกลุ่มเพื่อนที่ไม่ดีฉันก็เลยดูแย่แบบนั้นไม่ใช่แล้ว สังคมคือการที่คนมาอยู่ร่วมกัน สังคมจะดีได้ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง และคนรอบข้างก็ต้องช่วยกัน

แสดงว่าคุณคิดถูกแล้วที่มาคุยกับเรา เพราะ a day BULLETIN ถ้าเป็นคนก็เป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีมากๆ 

        จริง ซึ่งดีมากค่ะ (หัวเราะ) แต่เราดีใจมากจริงๆ นะที่ได้มาเล่นหนังคอเมดี้ เพราะเป็นอาชีพที่เรารู้สึกว่ามันมีค่า เหมือนกับเราทำให้คนยิ้มและหัวเราะได้ เราจะเอ็นจอยมากเวลาที่เห็นคนเขาหัวเราะให้เรา 

เรื่องทั้งหมดที่เจอจึงเป็นที่มาลึกๆ ในการดูไพ่เพื่อช่วยให้กำลังใจคนอื่นด้วยใช่ไหม

        เหมือนเราอัพพลังให้ตัวเองจนอยู่ตัวแล้วจึงอยากอัพให้คนอื่น เหมือนที่เราดูสาธิตการใช้เครื่องชูชีพตอนขึ้นเครื่องบิน คุณก็ต้องเอาสายออกซิเจนให้ตัวเองก่อนแล้วคุณถึงจะใส่อีกอันให้เด็กได้ การคิดถึงสังคมสำหรับเราจึงเหมือนเป็นการต่อยอด เพราะเรารู้สึกว่าคนจะมองทุกอย่างจนครบเป็นวงกลมมากขึ้น เวลาที่เขาได้คิดอะไรนอกเหนือจากเรื่องตัวเอง เพราะเรามักจะคิดว่าเรื่องตัวเองก็เยอะมากพออยู่แล้ว แต่เวลาที่เราได้คิดเรื่องคนอื่นซึ่งเป็นการคิดเผื่อเขาไว้บ้าง กลับกลายเป็นว่าเรารู้สึกแฮปปี้ขึ้นในชีวิต ที่เขาบอกว่าความสุขคือการให้ อาจจะเป็นคำพูดที่ถูกใช้มานานแล้ว อาจจะดูเชยไปบ้าง แต่มันก็คงอยู่ในระบบธรรมชาติอะไรบางอย่าง เหมือนเวลาคนเรากินก็ต้องถ่ายออก เหมือนมีซ้ายก็ต้องมีขวา ซึ่งวงจรของความสุขในชีวิตคงต้องมีส่วนนั้นด้วย 

        คนเราชอบดูถูกความสามารถตัวเองเยอะเหมือนกัน คิดว่าฉันเป็นอย่างนี้ ฉันทำอาชีพนี้ ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก งั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ตูนวิ่งกันไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใครทำไป แต่จริงๆ แล้วการได้ทำอะไรด้วยตัวเองมันสนุกกว่า และทำได้ง่ายกว่าที่คิด ซึ่งแค่ใช้ชีวิตให้ดีก็เป็นการทำเพื่อสังคมไปด้วยก็ได้นะ 

ถ้าทำอย่างเต็มที่แล้ว เทใจเทกายให้หมดตัวแต่ไม่ได้การตอบรับกลับมาจะเสียกำลังใจไหม

        ถ้าเกิดตั้งใจทำอะไรดีๆ คือเราทำเต็มที่ ทำเต็มที่จริงๆ นะ ไม่ใช่ทำลวกๆ ไปเรื่อยแล้วเหลวเป๋ว คือทำเต็มที่จริงๆ แต่ที่เหลือต้องปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจว่าเขาจะเอาหรือไม่เอาไหม เขาจะตีความแบบเดียวกับเราไม่หรือไม่แบบเดียวกับเรา หน้าที่ของเราคือก็ทำดู ถ้าตรงไหนไม่ดียังไงก็ลองแก้ทำอันใหม่อย่างนี้

        ที่ผ่านมาจะเราอธิบายตัวเองตลอดว่าเป็นคนที่มาตรฐานสูงเกินความสามารถของตัวเอง เรื่องที่คนอื่นเขาจะพูดอย่างไรนั้นส่วนหนึ่ง แต่เราจะเป็นคนแรกที่พูดกับตัวเองก่อนว่าตรงไหนบกพร่องบ้าง อันนี้ยังไม่ได้ อันนี้ยังไม่พอ อันนี้ต้องทำได้ดีกว่านี้ แต่สุดท้ายแล้วพอเริ่มโตขึ้น เราเริ่มรู้ว่าการสุดทุกครั้งไม่ได้แปลว่าดีทุกครั้งเสมอไป มันมีเรื่องของ timing มันมีเรื่องของปริมาณที่คุณต้องค่อยๆ กินก่อน ไม่ต้องรีบ เหมือนอยู่ดีๆ ถ้าเราบอกเด็กคนหนึ่งว่า ‘น้อง… ซูชิอร่อยมาก’ แต่เขาไม่เคยกินปลาดิบมาก่อนเลย แล้วเราพาเขาไปร้านโอมากาเสะ สิ่งที่ได้คือ หนึ่ง—เปลืองตังค์ น้องเขาไม่ประทับใจอยู่แล้ว เพราะว่าเขายังไม่ได้เรียนรู้ว่าคุณค่าของเมนูโอมากาเสะคืออะไร เพราะฉะนั้น ต้องค่อยเป็นค่อยไป พอเราได้เรียนรู้ ก็ใจเย็นกับตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน 

        อีกเรื่องคือการทำงานเป็นทีม สมัยก่อนเราเป็นคนที่ทำอะไรต้องทำเอง เพราะว่ากลัวไม่ได้อย่างที่คิด สอง—กลัวไปรบกวนชาวบ้าน เพราะว่าถ้าเกิดเราทำไม่ได้อย่างที่คิด แล้วต้องไปคุยกับเขา เรากลัวเขาจะรู้สึกว่ามันหนักไป เพราะส่วนงานใหญ่ที่อยากทำไม่มีเงินให้อยู่แล้ว แต่ถามว่าเราได้รับความร่วมมือจากคนรอบข้างไหม ได้เยอะนะ เราก็เริ่มมาเรียนรู้แล้วก็เริ่มทำอะไรที่มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีคนอื่นมากขึ้น บางทีการรับผิดชอบให้ดีที่สุด ทำให้ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่าต้องทำคนเดียว แต่การที่หาคนที่เขามีความสามารถมาช่วย บางทีอาจจะใช่มากกว่า นี่ก็เป็นเรื่องของการลดอีโก้ของตัวเองเยอะเหมือนกันจากที่ผ่านมา

 

ยิปโซ อริย์กันตา

เหมือนคุณเติบโตขึ้น ผ่อนคลายขึ้น แสดงว่าแต่ก่อนต้องเป็นคนที่เครียดมากเลย แต่เราไม่เห็นมุมนี้กันเอง

        เราเป็นคนที่ซีเรียสมาก หนังทุกเรื่องที่เราเล่นที่เห็นว่าตลก เฮฮา แต่เบื้องหลังไม่มีเรื่องไหนที่ไม่เครียด ถามพ่อแม่ดูได้เลย เหมือนกับว่าเราเป็นคนจริงจัง จริงจังมาก จริงจังไปไหนวะ (หัวเราะ) แต่ก็ดีใจที่เป็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าเราเบียดเบียนตัวเองไปหน่อย ตอนนี้ก็คือเบียดเบียนตัวเองน้อยลงแล้ว

เคยโกรธเกลียดไม่พอใจตัวเองจนถึงขั้นทำร้ายตัวเองไหม 

        สมัยก่อนก็มี แต่อาจจะไม่ถึงขั้นด่าตัวเองขนาดนั้น ไม่ได้ถึงขั้นที่ว่าแย่มาก แต่เราจะให้ความสำคัญกับงาน pre-production หนักมาก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทำเสร็จแล้วจะไม่ด่าตัวเอง มันยากตรงนั้น มันยากตอนก่อนจะเสร็จงานเหมือนถ้าจะทำเราก็อยากทำให้ดีที่สุด

คุณจึงเป็นคนที่ต้องให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดอย่างนั้นใช่ไหม

        มีคนพูดว่าเราเป็นคน perfectionist เหรอ ซึ่งเรามองว่าตัวเองไม่ได้เท่ขนาดนั้น คำว่า perfectionist มีความเท่อยู่ในตัว แค่ชื่อก็เท่แล้ว แต่สิ่งที่เราเป็นไม่ได้เท่ขนาดนั้น สิ่งที่เราเป็นมันมีความดื้อ แต่ไม่ได้ดื้อกับคนอื่นนะ ดื้อกับตัวเอง ไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร แต่เราเคยคิดว่าการทำงานหนักที่สุดหรือเครียดกับอะไรที่หนักที่สุด การคิดแบบนี้คือเท่ากับการตั้งใจทำงานมากที่สุด หรือเทียบเท่ากับคำว่าดีที่สุดแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะตอนนี้เรียนรู้แล้วว่า คำว่า ‘เต็มที่’ กับคำว่า ‘เอาตาย’ มันคนละเรื่องกัน ต้องผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นก่อนมาเพื่อที่จะเห็นว่ามันไม่ได้เท่เลย

มองเห็นโลกในใจตัวเองแล้ว มองโลกข้างนอกตอนนี้ว่าเป็นอย่างไร 

        น่ากลัว แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกจะชั่วร้าย แค่รู้สึกว่าโลกเราน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ น่ากลัวตรงที่ว่าใครๆ ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรที่คาดไม่ถึงได้ น่ากลัวตรงที่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนนี้เป็นคนเลว แต่มันน่ากลัวตรงที่ว่าตอนนี้ทุกอย่างที่เป็นสิ่งเลวร้ายและเกิดขึ้นในสังคม ความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ความรุนแรงที่เราได้เห็น มันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เป็นได้แล้ว เราเลยรู้สึกว่าถ้าเลือกได้ก็ต้องช่วยๆ กัน 

        ช่วยกันหาความสุขให้เจอ เอาของจริงนะ ไม่เอาแบบมาแวบๆ ที่สุดท้ายแล้วก็หายไป เพราะคนส่วนใหญ่ที่ทำร้ายกันก็ไม่มีใครแฮปปี้หรอก ไม่มีใครในโลกนี้ที่อยากเป็นคนไม่ดี ต่อให้คนที่อาจจะทำอะไรที่คนทั้งโลกด่าว่าไม่ดี ในใจเขาก็มองว่านั่นคือดีที่สุดของเขา แต่ไม่มีใครอยากเป็น bad guy จริงๆ หรอก ดังนั้น ถ้าเราสามารถทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสามารถช่วยเหลือตัวเองออกมาจากตรงนั้นได้มันก็เป็นเรื่องที่ดี

มีคนเรื่องหนักๆ มาขอคำปรึกษาจากคุณบ้างไหม 

        ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องซึมเศร้าหนักๆ อยากฆ่าตัวตาย แต่ในเคสที่อยากทำร้ายคนอื่นนี้ยังไม่เคยเจอ และเราก็ดีใจมากที่ยังไม่มีอย่างนั้น เพราะเรื่องของตัวเองก็หนักมากๆ อยู่แล้ว แต่เราก็ช่วยเหลือได้แค่เท่าที่เขาอยากให้ช่วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการคุยกันเฉยๆ เหมือนปรึกษา คนที่เขารู้สึกทุกข์มากๆ อันดับแรกที่เขาต้องการจริงๆ คือให้คนเข้าใจว่าเขารู้สึกยังไง ต้องการคนรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพราะว่าจริงๆ คนเรามักตัดสินกันตลอดเวลา เช่น เราเป็นโรคเกี่ยวกับการกิน และเป็นมานานมาก อยากจะอธิบายให้ใครสักคนฟัง ซึ่งความจริงแม้แต่กับพ่อซึ่งเป็นคนใกล้ชิดเราที่สุด เขาก็ไม่สามารถเข้าใจเราได้ เพราะว่าเรื่องบางเรื่องถ้าคุณไม่เคยผ่านมาก่อน คุณก็จะไม่เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ นั่นแปลว่าทุกอย่างที่คนอื่นทำหรืออะไรหลายๆ อย่างที่คนมองว่ามันไม่ดี ไอ้นี่มันคิดผิด ไอ้นี่ทำไมมันเป็นคนอย่างนี้วะ จริงๆ เขามีเบื้องหลัง มีเรื่องราวมาก่อน มีเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น แล้วเราไม่เข้าใจ เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นเขา นั่นคือเหตุผลว่าเวลาที่คนเข้ามาคุย อันดับหนึ่งเลยคือคุณต้องมีใจที่เปิด เราไม่ได้บอกให้คุณต้องเข้าใจเขาทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า อ๋อ น้องเป็นอย่างนี้มาก่อนเหรอ พี่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แบบนี้โกหก เพราะเราไม่มีทางที่จะเข้าใจเขาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาอยากได้คนที่พร้อมจะเข้าใจ พร้อมจะให้อภัยในสิ่งที่ผิดพลาด เพราะคนเราถ้ายังไม่ให้อภัยตัวเอง ก็จะเริ่มต้นใหม่ไม่ได้

        เรามองว่าชีวิตของเขาก็เหมือนคนที่กำลังวิ่งมาราธอนอยู่ เราก็อาจจะเป็นเหมือนบูธแจกน้ำ แล้วเขาวิ่งมาเหนื่อยๆ จะตายอยู่แล้ว จะล้มอยู่แล้ว ก็เอาน้ำเปล่าไป แล้วก็คอยเชียร์ให้เขาวิ่งไปถึงเส้นชัย เพราะเราไม่สามารถไปวิ่งแทนเขาได้ หรือถ้าเขาบาดเจ็บเราจะไปปฐมพยาบาลเขาได้ไหม ไม่ได้  

        คุณต้องไปหาหมอ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่เรา หน้าที่ของเราคือเป็นกองเชียร์หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมีแรงในการที่จะไปต่อได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น พวกเราไม่ใช่นักสร้างแรงบันดาลใจ เราแค่เป็นกำลังใจให้จริงๆ แต่คนชอบดูถูกกำลังใจว่ากำลังใจก็แค่กำลังใจ…

ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา  

        ใช่  ไม่เห็นจะมีเนื้อหา ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แต่ท้ายที่สุดแล้วคนไปดูหนังตลกเพื่ออะไร คนไปดูคอนเสิร์ตเพื่ออะไร ทุกคนต้องการอะไรที่เติมข้างในใจที่มันไม่ใช่เรื่องของความรู้ ความเท่ ความเปลี่ยนแปลง คนเราขาดตรงนี้ไม่ได้ มันเหมือนกับถ้าเขาบอกว่าชาเขียวดีที่สุดในโลก แต่ถ้าคุณไม่กินน้ำเปล่าเลย น้ำเปล่ามันจืด มันดูไม่มีอะไร ดูไม่ค่อยเท่ แต่สุดท้ายยังไงก็ตาม วันหนึ่งคุณก็ต้องดื่มน้ำเปล่าใช่ไหม

 

ยิปโซ อริย์กันตา

คุณมีคนที่เข้าใจหรือพร้อมจะยอมรับฟังปัญหาของคุณบ้างไหม 

        เราพยายามคุยกับคุณพ่อ แต่ก็สงสารพ่อมาก เพราะพ่อจะเป็นคนที่พยายามที่จะเข้าใจเราทุกอย่างเสมอ แต่เหมือนกับว่าบางทีเขาทำไม่ได้เขาก็เครียด เราจึงบอกว่าคนทุกคนเวลาที่มีความทุกข์ เขาอยากให้คนเข้าใจเขา แต่เราในฐานะคนรับฟังไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่าง เพื่อที่จะยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง อันดับแรกคือถ้าเขาบอกว่าเขาทุกข์มาก เพราะอะไร เขาไม่ได้โกหกนะคะ มันจริงในแบบของเขา จริงในแบบที่เรายังไม่รับรู้แค่นั้นเอง  

        และสิ่งที่เราได้จากคนที่รับฟังปัญหาของเรา แบบที่ดีที่สุดคือเขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเรารู้สึกยังไง แต่เขาเคารพในความจริงของตัวเรา เหมือนคนบางคนที่เขาเป็นคนซึมเศร้าแล้วเขามาบอกคุณว่า ‘พี่… หนูตื่นมาหายใจก็ร้องไห้แล้ว’ ซึ่งความรู้สึกนั้นเราไม่เคยเจอ แต่ก็มีคนเยอะมากที่เคยเจอแล้วไม่รู้ว่าจะอธิบายให้คนรู้ให้สมเหตุสมผลได้อย่างไร เพราะสำหรับตัวเขาเอง สิ่งที่เป็นก็ยังไม่เมกเซนส์เลยว่าทำไมตื่นมาต้องเศร้า มันมีเรื่องอะไรเหรอ แต่มันคืออาการต่างๆ ของโรคนี้ที่มีเป็นล้านแบบ 

        สิ่งที่เขาต้องการคือให้คนเคารพว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาคือเขาไม่ได้บ้าไปเอง เขาไม่ได้โกหก และความรู้สึกของเขามันมีค่า อย่างน้อยก็มีค่าที่สุดสำหรับเขา มันคือทั้งโลกของเขา ดังนั้น เรื่องนี้เราจะทำเฉพาะเท่าที่เราทำได้ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องพยุงตัวเองด้วย แต่เราจะบอกว่ายังมีคนที่คอยเชียร์คุณอยู่นะ 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN