ทราย เจริญปุระ: ก้าวผ่านความเจ็บปวดและโรคซึมเศร้าด้วยการมองมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

The Conversation
17 Feb 2020
เรื่องโดย:

สุธามาส ทวินันท์

Highlights

หลายปีก่อน การออกมาบอกว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษานั้นไม่ง่ายอย่างทุกวันนี้ เมื่อทัศนคติของผู้คนในสังคมไทยยังมองว่าการไปพบจิตแพทย์เท่ากับเป็น ‘บ้า’ ตามภาพจำของละครหลังข่าวที่ถูกส่งต่อๆ กันมา 

        แต่ ‘ทราย’ – อินทิรา เจริญปุระ นักแสดงและนักเขียนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี กลับกล้าที่จะเผชิญกับทุกคำถามและออกมาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 2 ครั้ง พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอผ่านหนังสือ 3 วันดี 4 วันเศร้า เพื่อสื่อสารแก่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าท่านอื่นๆ ว่า ‘คุณไม่ได้เผชิญความเจ็บปวดเพียงลำพัง’ 

        นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ทรายยังเป็นกระบอกเสียง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้คนมากมายที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าไปพร้อมๆ กับรักษาอาการป่วยของตัวเอง จนปีนี้คุณหมออนุญาตให้เธอหยุดกินยาได้ ฟังดูเป็นข่าวดีที่ทรายก้าวผ่านทุกความเจ็บป่วยมาอยู่ในจุดที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาอีกต่อไป แต่ทรายกลับบอกเราว่าเธอไม่ได้รู้สึกว่าต้องพยายามก้าวผ่านอะไร ก็แค่ลากมันไปด้วยกัน แล้วปล่อยให้เวลาพาเรา move on ไปเอง ทั้งโรคซึมเศร้า ความรู้สึกผิดจากการป่วยเพราะดูแลแม่ รวมถึงความรักในอดีตที่เธอเคยต้องฝืนตัวเองหลายอย่างเพื่อรั้งความรักให้อยู่รอด

        บทสนทนาระหว่าง a day BULLETIN กับ ทราย เจริญปุระ ในวันนี้ จึงไม่ใช่การบอกวิธีก้าวออกจากความรักแย่ๆ ไม่ใช่การเผยว่าทำอย่างไรทรายถึงหายป่วยจากโรคซึมเศร้า ไม่ใช่การสอนให้มองโลกในแง่ดีเพื่อรับมือกับความทุกข์ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็นต้องพยายามฝืนตัวเอง เพื่อ  move on ออกจากมัน  

 

ทราย เจริญปุระ

กว่าจะเข้าใจคำว่า ‘ไม่รัก’ 

ความรักที่ผ่านๆ มาของคุณเป็นอย่างไร เรียบง่าย หวือหวา หรือลงตัว 

        รักครั้งแรกตอนช่วงอายุ 17-18 ปี เป็นแบบเรียบง่ายมาก เพราะเราคบคนที่โตกว่า ซึ่งเรามองว่ามันมาเร็วไป ถ้ามาในช่วงที่เราอายุเท่านี้คงโอเค แน่นอนว่าตอนเด็กหรือช่วงวัยรุ่นชีวิตมันก็ต้องการอะไรที่หวือหวา เท่ๆ เราเลยไม่เห็นคุณค่าของความเงียบสงบในรักครั้งนั้น และเราว่าเด็กผู้หญิงถ้าไม่ได้โตมากับความรู้สึกอยากเป็นแม่ หรือมีความเป็นเมียสูงมากๆ คงต้องมีความชอบผู้ชายแนวแบดบอย ไม่ก็มีความร็อกแอนด์โรล พอเจอกับรักครั้งใหม่เลยเหมือนโดนสาปว่าชีวิตมึงต้องเจอกับความหวือหวาไปตลอดกาล (หัวเราะ) ก็คือหวือหวาในระดับที่ได้ความร็อกแอนด์โรลสมใจ แต่มันฝืนธรรมชาติเรา

รู้สึกเสียใจไหมกับการเลือกความรักแบบร็อกแอนด์โรล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ใช่     

        ไม่นะ ที่ผ่านมาทั้งหมดทั้งมวลมีไม่กี่ครั้งที่เรารู้สึกเสียใจ จะมีก็แต่การเลิกกันแบบเราไม่รู้ว่าทำอะไรผิด เหมือนเพิ่งเจอกันเมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้เอง พอมาวันนี้กลับเป็นว่าไปต่อไม่ได้แล้ว ซึ่งเราก็ยังจมอยู่กับมัน ยังคิดเรื่องนั้นอยู่เป็นปี จนถึงทุกวันนี้ยังฝันอยู่เลยว่ามันคืออะไร หรือวันนั้นที่กินไก่ผัดขิงแล้วเขาไม่อร่อย (หัวเราะ)

        ถามว่าลึกๆ ในใจรู้ไหมว่าความจริงคือเขาก็แค่เลิกรัก เรารู้ เราก็เคยเลิกรักคนเยอะแยะ เคยทำแบบนี้กับคนอื่นเหมือนกัน แต่พอมาเจอกับตัวเองมันกลับมีคำถามว่าทำไม ทำไมไม่บอกกันสักนิดว่าเพราะอะไร หวงแม้กระทั่งคำตอบ บอกหน่อยก็ได้เผื่อจะได้เอาไปพัฒนาตัวเอง ซึ่งพอโตขึ้นมาคำตอบโคตรง่าย คือ ‘ไม่รักแล้ว’ แต่บางครั้งจะให้เรายอมรับคำว่า ‘ไม่รักแล้ว’ มันก็ยาก เพราะเราไม่รู้ว่าเราผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเป็นไปได้หมดเลย ทั้งๆ ที่สุดท้ายมันก็มาจบที่เขาไม่รักแล้ว ไม่รักก็คือไม่รัก แค่นั้นเอง

แล้ว move on ออกจากจุดที่โทษตัวเองมาสู่จุดที่เข้าใจคำว่า ‘ไม่รัก’ ได้อย่างไร

        ถ้าเอานิยามคำว่า move on ตามความหมายของคนทั่วไป เราก็คือคนที่ไม่ move on เลย เพราะทุกๆ การสูญเสียมันยังอยู่กับเราตลอดเวลา เราไม่ข้ามมัน ไม่ลืมมัน และไม่พยายามแก้ไขมัน แต่จะลากมันไปทุกที่ พังไปด้วยกัน พังเพิ่มอีกก็เอาไปด้วย บางทีคนก็ติดกับคำว่า move on มากเกินไปว่ามันจะต้องหมดจด กดรีเซตกลับไปที่เลขศูนย์อะไรแบบนี้ ซึ่งการที่เราทำอย่างที่คนอกหักเขาทำกันมันก็มีชีวิตอยู่ได้ ต่อให้กลางคืนจะนอนร้องไห้กอดหมอน กินเหล้าเมาแบบไม่เหลือสติ หรือไม่อยากผ่านขนาดไหน วันมันก็ต้องผ่านไป ต่อให้เราไม่อยาก move on วันมันก็พาเราเดินไปข้างหน้า อย่างตอนนี้ผ่านมา 10  ปี เรายังจำได้อยู่เลย และเรายังคาใจอยู่ว่าทำไม แต่ถามว่า move on มาจากวันนั้นไหม ก็ถือมาไกล แต่ไม่ได้รู้สึกว่าการที่เรายังคิดหรือยังนึกถึงมันอยู่เป็นเรื่องผิดบาป เราเดินไปข้างหน้า แม้จะเป็นการเดินไปแบบพังๆ แต่เราก็จัดการได้ในแบบของเรา 

        อีกอย่างเราชินกับการจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วด้วย พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเราจึงไม่บอกกับใคร ขนาดแม่เราก็ไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับความเศร้าที่เราเจอ เพราะเรารู้ว่าเงื่อนไขของแม่คือเขาไม่มีความเสถียรทางอารมณ์ เขาเป็นซึมเศร้า และเราจะไม่เอาปัญหาหรือความเศร้าไปให้แม่เห็น เพราะเขาจะเศร้ากว่าเรามาก ดังนั้น เราจะเศร้าให้เขาเห็นไม่ได้ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ต้องจบที่ตัวเราเอง แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องอดทนนะ แค่รู้สึกว่าต้องผ่านวันนี้ไปให้ได้ ด้วยวิธีอะไรก็ได้ให้มันทุเรศน้อยที่สุด ช่วงนั้นเราเละมาก ผ่านมาได้ยังไงเราก็ไม่รู้ แต่มันผ่านมาแล้ว

ฟังดูเหมือนคุณเป็นคนที่ยอมรับกับปัญหาที่มันเกิดขึ้น ไม่ใช่หนีหรือว่าผลักมันออกไป

        เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว และเราจะไม่พยายามมองว่ามันดี ยิ่งกับประโยค ‘สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ’ เราไม่ถูกใจ จะให้มองว่าดีได้ยังไง ดีตรงไหน แล้วจะมีบางคนชอบมาบอกว่า ‘มันคือการผ่านรักที่ไม่สมหวัง เพื่อจะได้เจอรักที่ดีครั้งต่อไป’ แล้วทำไมแม่งไม่ดีตั้งแต่ตอนนั้นวะ แต่เมื่อเจอไพ่ที่แย่เรากลับรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นแล้ว คงทำอะไรต่อไม่ได้ เราเลยไม่ได้ปฏิเสธมัน และไม่พยายามทำให้มันดูเล็กกว่าความเป็นจริง เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องที่มันไม่ดีหรือความทุกข์ในชีวิตก็ควรที่จะได้รับเกียรติเหมือนกัน มันควรที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ไม่ควรจะผลักหรือไปบอกว่าเธออย่ามาแผ้วพานกับชีวิตอันเจิดจ้าของฉัน ความทุกข์ก็สมควรจะได้รับการยกย่องเท่าๆ กันกับความสุข

        อีกอย่างเราเป็นคนดีลกับความสุขหรือคำชมยากกว่าความทุกข์ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้ว่าจะทำยังไง รู้สึกดีใจแล้วยังไงต่อ แต่พอเสียใจ สเตปแรกคือการร้องไห้ จากนั้นเราก็คงเริ่มสิ่งอื่น แล้วเวลาทุกข์เราจะรู้สึกว่ามันคือแหล่งข้อมูลที่ดี เพราะมันช่วยให้เราได้นั่งสำรวจตัวเอง อย่างตอนที่เศร้ามากๆ เราเขียนงานได้วันละ 8 เรื่อง เศร้าจนไม่รู้จะทำอะไร แต่ตอนนี้ชีวิตดี มีความสุขมาก กลายเป็นว่าเขียนอะไรไม่ออกสักอย่าง (หัวเราะ) ความทุกข์มันก็มีข้อดีของมันอยู่เหมือนกัน แต่เราไม่ได้บอกว่ามันคือบทเรียน ถ้าให้กลับไปเจ็บอีกก็ไม่ใช่เรื่อง แต่ถ้ามันจะต้องเจ็บอีก ก็เจ็บ แค่นั้นเอง 

คิดอย่างไรกับคนที่มักจะติดอยู่ในความสัมพันธ์แย่ๆ แล้วไม่ยอมออกมาจากมันสักที

        เราเคยผ่านมาแล้ว เราเห็นบางคนแล้วจะรู้สึกว่าโง่ฉิบหาย มึงเลิกกับคนนี้ซะ มองมาจากดาวอังคารก็รู้ว่ามันไม่ได้ แต่ก็ฝืนไง จะเอาให้ได้ ของแบบนี้พอบทจะรู้ตัวเขาก็รู้ของเขาเอง เราทำได้แค่บอก เหมือนคนเลิกบุหรี่หรือเหล้า ถึงเวลาเขาจะเลิกไปเอง อย่าไปถามว่าเมื่อไหร่จะเลิก ทางเดียวที่เขาจะเลิกคือเลิกคบมึง เพราะน่ารำคาญ

        อย่างของเราแย่อยู่เป็นปีๆ ก็ยังจะดันทุรัง ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไรเหมือนกัน ตอนนี้มองกลับไปแล้วรู้สึกโง่ แต่ตอนนั้นมันก็รู้สึกสมเหตุสมผลมาก เราว่าความอดทนของคนมันมีจำกัดในทุกเรื่องแหละ เมื่อถึงจุดหนึ่งคนก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองมีศักดิ์ศรี ต้องรู้จักรักตัวเองและใจดีกับตัวเองบ้าง ทุกๆ ความผิดพลาดที่ผ่านมามันทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น ต่อให้สูญเสียความเป็นตัวเองไป หรือไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว เขาไม่รักก็คือไม่รัก เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะต้องเริ่มใหม่กับคนใหม่ก็ควรจะต้องดีกว่าเดิม เราไม่ควรจะต้องมาทนกับปัญหาเดิมๆ ที่รู้ว่าไปต่อไม่ได้ แต่ก่อนคือจะได้กับทุกอย่าง คนอื่นเขาทำได้เราก็ต้องได้ ต้องรู้จักครอบครัวเขา ต้องมีความยืดหยุ่น แต่หลังๆ คือกูไม่ยืดหยุ่น จบ เราจะไม่เสียเวลา และจะไม่ลองทำ เพราะรู้แล้วว่ายังไงมันก็ไม่ได้

 

ทราย เจริญปุระ

ทราบว่าคุณวางแผนจะไม่แต่งงาน ไม่มีลูก และกำลังหาทางทำหมัน เหตุผลอะไรที่ทำให้เลือกเส้นทางนี้ 

        ถ้าเป็นครอบครัวแล้วจะต้องแชร์ มันเป็นเงื่อนไขของการเป็นครอบครัว พอแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว เราจะทำเมินเฉยไม่ได้ จะมาบอกว่าพ่อแม่เธอก็พ่อแม่เธอสิคะ ญาติเธอก็ญาติเธอสิคะ มันก็ดูไม่ดีเท่าไหร่ และเรารู้ว่าเรารับมือกับอะไรอย่างนั้นไม่ได้ เลยไม่คิดว่าจะต้องแต่งงาน 

        ส่วนที่กำลังคิดว่าจะทำหมัน เพราะชีวิตมันมีอะไรที่ควบคุมไม่ได้อีกเยอะมาก ตอนนี้เราป่วยเหมือนตอนที่แม่เราเป็น เรารู้เลยว่าการมีลูกมันคือการสูญเสียตัวตน เราเพิ่งได้ตัวตนของตัวเองคืนมาเมื่อประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่าเราอยากทำอะไร ถ้าสมมติเราแต่งงานมีลูกคือเราต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิม ต้องกลับไปอยู่ในวงจรของเด็ก บ้าน ครอบครัว แบบนั้นอีกแล้วเหรอ เรารู้สึกว่ามันยาก เราทำไม่ไหว 

ปัจจุบันเรื่องความรักความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากๆ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

        เราว่ามันซับซ้อนมาตลอดแหละ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนมันไม่มีชื่อเรียกแค่นั้นเอง จริงๆ นิยายชิงรักหักสวาทเขาก็เขียนกันมาเป็นร้อยปีแล้วนะ แต่ว่าย้อนกลับไปตอนเราเด็ก สัก 40 ปีที่แล้ว ผู้หญิงก็มีทางเลือกแค่ทางเดียวคือต้องแต่งงาน มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ดังนั้น เราว่าประเภทของความสัมพันธ์มันมีเท่าเดิม เพียงแต่คนพร้อมรับความเสี่ยงมากขึ้น เขารู้ว่าตัวเลือกมีมากขึ้น รู้ว่าคบกับคนนี้โดยที่ไม่ต้องแต่งงานก็ได้นี่ เราสามารถคบกับคนนี้โดยเป็น friends with benefits ก็ได้นี่ ซึ่งแต่ก่อนคนจะรู้สึกว่าทำแบบนั้นไม่ได้ ยังไงก็ต้องไปจบที่การแต่งงาน มันเลยไม่มีชื่อเรียกมาตลอด 

        ความสัมพันธ์แบบนั้นแค่ได้รับคำจำกัดความในยุคนี้เท่านั้นเอง เพราะว่าทั้งคู่ต่างรู้สึกมีทางเลือก การมีผัวเดียวเมียเดียวไม่ใช่คำตอบเดียวของสังคมอีกต่อไป สมมติคุณตกลงกันได้กับคู่ของคุณ อะไรก็เป็นไปได้หมด แต่เราไม่ค่อยเข้าใจคำว่าคนคุย คุยอะไรกัน เราไม่เห็นอยากคุยกับใครเรื่อยๆ เลย แต่ก็เข้าใจว่ามันมีคนที่อยู่ในสถานะคนคุย แต่ถ้าไม่ได้อะไรขึ้นมาจากการคุยแล้วจะคุยทำไม เสียเวลา กลับไปนอนดีกว่า 

        อย่างแฟนของเราแต่ละคน มีกอล์ฟ (แฟนคนปัจจุบัน) คนเดียวที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน นอกนั้นเลิกกันก็เป็นแฟนเก่าเท่านั้น จะไม่มีที่เลิกกันแล้วเป็นเพื่อนกันได้ มันไม่ได้ เป็นแฟนเก่าก็เป็นแฟนเก่า เป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อน เป็นแฟนก็เป็นแฟน กูไม่ได้จีบมึงมาเป็นเพื่อน กูจีบมึงมาเพื่อเป็นแฟน ถ้าเป็นแฟนกันไม่ได้ก็เป็นแฟนเก่า จบ อีกนิดก็เป็นศัตรูแล้ว แต่อยู่อีกนิดระหว่างเส้นบางๆ

 

ทราย เจริญปุระ

ปล่อยตัวเองให้พังไปกับโรคซึมเศร้า แล้วลุกขึ้นยืนด้วยการยอมรับ 

ชีวิตที่อยู่กับการป่วยโรคซึมเศร้าทั้งสองครั้งเป็นอย่างไร 

        ครั้งแรกเป็นกลุ่มอาการที่เรียกว่า PTSD  (Post-Traumatic Stress Disorder) คือเป็นอาการหลังจากที่เราเกิดอุบัติเหตุ เราก็กินยาต่อเนื่องได้ประมาณ 9-10 เดือน พอดีขึ้นหมอจึงให้หยุดยา แต่หมอเขาบอกนะว่าตอนนี้มันมีแผลไปแล้ว ถ้าไปโดนอะไรซ้ำอีกก็มีสิทธิ์จะกลับมาเป็นอีก ซึ่งเราก็กลับมาเป็นอีกจากการดูแลแม่ กว่าจะพูดคำนี้ออกมาได้ดังๆ (เงียบคิด) รู้สึกเหมือนตกนรกอยู่หลายปีมาก คือรู้สึกบาปกรรมมากว่า ‘นี่กูพูดได้ยังไงว่าแม่ทำให้เราป่วย’ เพราะเราโดนสอนมาทั้งชีวิตมนุษย์ว่า ‘แม่คนเดียวเลี้ยงลูกสิบคนได้ ลูกสิบคนทำไมเลี้ยงแม่คนเดียวไม่ได้’ คือทุกคนเคยได้ยินอะไรแบบนี้มากันหมด แล้วเราก็โตมากับอะไรแบบนี้ พอถึงวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยกับแม่วะ เราก็จะทะเลาะกับตัวเองว่า ไม่ได้สิ กูเป็นไรรู้สึกเหนื่อยกับแม่ จำได้ไหมที่มีคนเขาบอกว่าตอนเด็กๆ เราก็เคยทำแบบนี้กับแม่เหมือนกัน คือมันต่อสู้กับตัวเองตลอดเวลา 

        แต่ครั้งที่สองเป็นโรคซึมเศร้าระดับ MDD (Major Depressive Disorder) ถ้าพูดแบบเข้าใจง่ายก็คือระดับอยากจะตายหรือทำร้ายตัวเอง เราว่าทุกคนคงมี bad day แต่ในช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเริ่มกินหรือยังไม่ได้กินยา มันแย่ทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ดีเลย เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่านี่ต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกวันแล้วเหรอ คือแค่ลืมตามาบนเตียงก็รู้สึกอยากร้องไห้แล้ว แบบทำไมไม่นอนแล้วตายไปเลย มันจะคิดอย่างนี้ตลอดอยู่เวลา ตอนแรกก็พยายามว่า ได้น่า เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ค่อยๆ ไล่สเตปไปตามที่หมอเคยบอก แต่มันไม่ได้จริงๆ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ โชคดีที่เรายอมรับตัวเองเร็ว มันแย่จนเราไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงอยู่กับมันได้โดยไม่พยายามจะหาหมอหรือไม่ขอความช่วยเหลือ แต่เราโชคดีมากๆ ที่เรามีเพื่อนที่ดี มีน้องที่ดีทั้งน้องสาว น้องชาย และคู่เขย คู่สะใภ้ เรายังนึกไม่ออกเลยว่าจะอยู่รอดไปจากโลกนี้ได้ยังไงถ้าไม่มีคนเหล่านี้ 

หมายความว่าคนรอบข้างมีส่วนสำคัญมากในการเยียวยาอาการป่วยของคุณ

        เป็นสิ่งสำคัญมาก และมีคนอยู่แค่ไม่กี่คนหรอกที่เรารู้สึกว่าเขาโอเคจากสิ่งที่เราเป็นอยู่จริง ซึ่งเราก็จะไม่เอาเปรียบด้วยการ… ตีสามแล้วยังจะโทร.ไปเล่าให้มันฟัง แต่ก็มีบ่อยที่เราเผลอทำร้ายจิตใจคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว กอล์ฟนี่โดนตลอด โดนจนต้องบอกว่า ตัวยังไม่ได้คุยเรื่องเราเลยนะวันนี้ ตั้งแต่นั่งคุยมาเป็นชั่วโมงเนี่ยมีแต่เรื่องเธอล้วนๆ เลยนะ ซึ่งการที่เราเป็นแบบนั้นมันไม่ดีเลย เรารู้สึกแย่ เพราะเราเคยอยู่ในการดูแลแม่ที่เป็นซึมเศร้า ดังนั้น เราจะโดนมาหมดแล้วแหละ การทำร้ายจิตใจ พูดอะไรโหดๆ ที่ฟังแล้วหน้าชาไปเลย หรือว่าโดน ignore ใส่แรงๆ คือเราโดนมาหมดแล้ว ดังนั้น พอวันหนึ่งเราเป็น เราก็บอกกับตัวเองว่า ‘เราจะไม่ทำคนอื่นแบบที่แม่ทำ’ แต่เราก็ไม่รู้ตัวเลย จนวันหนึ่งกอล์ฟต้องเอ่ยปากบอก เราก็ขอโทษไป เพราะการที่รู้สึกว่าเราพูดกับเขาได้นะ มันก็ไม่ควรเอาโอกาสตรงนั้นมาเป็นการเห็นแก่ตัวว่า มึงฟังกูใช่ไหม กูเล่าๆ อย่างเดียวเลย มันไม่แฟร์อะ เพราะในความสัมพันธ์มันต้องผลัดกัน 

จะมีบางคนที่รับมือกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแล้วป่วยตาม เราจะทำอย่างไรไม่ให้พาเขาป่วยไปกับเราด้วย 

        คนที่รับมือต้องอย่าไปยอม เราพังมาแล้วเพราะแม่ จากคนป่วยหนึ่งคนก็จะเป็นสองคน ยิ่งถ้าคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องดี ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครทำแล้ว มันก็ยิ่งเบิ้ลไปกันใหญ่ ดังนั้น คนที่บอกว่าเป็นแฟน เป็นญาติ เป็นคนสำคัญของคนป่วย แต่กำลังไม่ไหว แต่จะให้ตัดรอนความสัมพันธ์ก็รู้สึกผิดเพราะเขาไม่มีใครแล้ว ก็ควรบอกเขาไปตรงๆ ว่า ‘เธอๆ เราไม่ไหวแล้ว ประสาทแดก’ แน่นอนว่าเขาต้องโกรธ แต่ถ้าอธิบายเหตุผลไปแล้วและเขายังโกรธอยู่ ก็ยิ่งยืนยันได้ว่า ‘ออกมาอะดีแล้ว’ ไม่มีประโยชน์ที่จะกินยาต่อๆ กันไปเป็นลูกโซ่ ไม่ไหวก็ไม่ไหว เราไม่ควรจะมาพังด้วยอะไรแบบนี้ ไม่ว่าจะรักแค่ไหนก็ตาม นี่ไม่ใช่การบูชายัญที่จะต้องเอาสมองและสติตัวเองเข้าไปแลกกับความไม่พยายาม ความเอาแต่ใจของคนป่วย เราเข้าใจว่าคุณป่วยโว้ย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามึงจะทำอะไรกับเราก็ได้ มันคนละเรื่อง ไม่ว่าจะในสถานะไหนก็ตาม 

กรณีที่ผู้ป่วยพยายามจะจับคนข้างๆ เป็นตัวประกันด้วยคำขู่ว่า ‘จะฆ่าตัวตาย’ เราควรรับมือเขาอย่างไร 

        ก็ตายไป ทุกวันนี้มันก็มีคนในชีวิตของเราที่ป่วยแล้วเลือกจะฆ่าตัวตาย แน่นอน เรารู้สึกไม่ดี มีคนตายอะ ไม่มีใครจะรู้สึกดีได้ แต่พอถึงจุดหนึ่งมันเป็นทางเลือกของเขา และเราก็ยอมรับการตัดสินใจของเขา ส่วนคนที่บอกว่าจะฆ่าตัวตายนะ ถ้าดูแลกันได้ก็ดูแลกันไป อย่างเราแม่จะฆ่าตัวตาย เราก็… แอดมิตไปแม่ มันเกินมือเราแล้ว ตอนนั้นคือนอนเฝ้า ประสาทเสียไปหมดแล้ว หมอก็บอกว่าไม่ได้แฮปปี้นะครับ ถ้าจะได้คนไข้จากตระกูลนี้มาทั้งตระกูล 

        ความรักอย่างเดียวมันไม่ใช่คำตอบสำหรับคนป่วย คือเขาป่วยยังไงคุณก็ต้องใช้เหตุผลกับเขา แม้ว่าเขาจะไม่รับฟังยังไงก็ตาม ดังนั้น ถ้าสมมติเขายื่นเงื่อนไขมาอย่างนี้ก็บอกไปตามที่รู้สึก หรือจริงๆ ถ้าเขาอยากจะตาย จากใจผู้ป่วยนะ มันไม่ได้มีผลมาจากใครทั้งนั้นแหละ มันมาจากตัวเราเอง ดังนั้น คนที่ลุกขึ้นมาจับคนอื่นเป็นตัวประกันทางอารมณ์ เราว่ามันไม่แฟร์ ระบบทาสหมดไปแล้วนะ มันไม่ควรมีใครโดนล่ามไว้แบบนั้น 

ยากขนาดไหนกว่าจะก้าวข้ามความรู้สึกผิดที่สังคมขีดเส้นใต้คำว่า ‘ลูกอกตัญญู’ ออกไปได้ เมื่อแม่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณป่วยจริงๆ  

        ยากมาก แต่ว่าอาจจะโชคดีอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องก้าวข้าม ก็ลากมันไปด้วยกันทั้งๆ ที่มันเป็นแบบนี้แหละ สิ่งที่เราฉุกคิดคือเวลาเราบ่นเรื่องแม่กับหมอไป เขาถามง่ายๆ มากเลยนะว่า ‘ทรายโอเคไหม เรามีสิทธิ์ไม่ชอบแม่ได้นะ ก็ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำ ไม่เกี่ยวกัน ไม่ได้หมายความไม่ชอบคือเขาไม่ต้องเป็นแม่เรา และเราไม่ต้องเป็นลูกเขานะ’ เราก็ เออว่ะ ถ้ามองในความเป็นคน เราก็เป็นคนเหมือนกัน ถ้าเราบอกว่าพ่อแม่ก็เป็นคน พ่อแม่ก็มีความผิดพลาดได้ แต่นานมากจริงๆ กว่าจะกล้าพูดมันออกมาดังๆ เมื่อพูดออกมาได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับว่า ‘ปัญหา’ มันเป็นปัญหา เราก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ จนวันหนึ่งเรายอมรับมัน แล้วก็รู้สึกอันล็อกหลายๆ อย่างมาก แต่เรายังแตะเรื่องนี้ด้วยความแผ่วๆ มาก ระวังไม่พูดให้มันหักหาญเกินไป เพราะยังไงเราก็โตมาในสังคมที่มีมายด์เซตอย่างนี้อยู่อย่างยิ่งใหญ่ และอย่างเข้มแข็งมากๆ เพราะแม้ว่าเราจะเป็นดื้อประมาณหนึ่งแล้วนะ แต่เราก็ยังอยู่ในกรอบนี้ 

        จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังจัดการความรู้สึกระหว่างเรากับแม่ได้ไม่ 100% นะ ตอนช่วงที่แม่เสียใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าตัวเองเสียใจพอหรือยังวะ หรือเราต้องเสียใจมากกว่านี้ หรือกูต้อง move on บางทีก็ยังมีคิดว่านี่กูร่าเริงไปหรือเปล่า มันไม่ง่ายเลยที่จะตบตีกับตัวเอง แล้วพูดออกมาดังๆ ได้ โดยที่รู้ว่าสิ่งที่พูดไปมันต้องมีคนไม่เห็นด้วย แต่มันมีกี่คนแล้วที่พังเพราะไม่กล้าที่จะไม่ชอบสิ่งที่พ่อแม่ทำกับตัวเอง

 

ทราย เจริญปุระ

คิดว่าโครงสร้างทางสังคมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าไหม 

        ใช่ เราก็เลยไม่เข้าใจคนที่บอกว่าอย่าไปด่าเรื่องโครงสร้าง อย่าไปพูดถึงประเด็นสังคม อย่าด่ารัฐบาล ต้องด่าดิ เราเป็นพลเมือง เราอยู่ในสังคมที่มันห่วย เอาแค่เวลาขึ้นรถไฟฟ้าเรายังรู้สึกว่ามันยากเกินไปเลย ไปนั่งประเทศอื่นไม่เห็นยากขนาดนี้ หรือสะพานลอยกว่าจะเดินไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง แถมลื่นเชียว ไหนจะสายไฟระโยงระยางอีก แล้วถ้าเป็นคนที่แก่กว่าเรา ถ้าเป็นคนตาบอด ถ้าเขาเดินไม่ไหว คือยังไง ต้องไม่ออกจากบ้านเหรอ แล้วมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราเคยไปทำโครงการสัมภาษณ์เด็กๆ ที่อยู่กันสองคนพี่น้องเพราะพ่อแม่หายไปไหนไม่รู้ แล้วพวกเขาอาศัยเลี้ยงตัวเองด้วยการล้างขวดเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อนำกลับใช้ใหม่ แต่ล้างด้วยโซดาไฟ คือนิ้วน้องเขาสึกจนไม่มีเลือดเลย 

        การเป็นพลเมืองมันคืออะไรอย่างนี้เหรอวะ มันแย่อะ ไม่ต้องไปมองถึงแอฟริกา มองใกล้ๆ ของเราก็เห็น ลองคิดดูว่าถ้าเรามีระบบที่ดี สวัสดิการที่ดี น้องมันไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้าวกินไหมในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยก็ได้เรียนแน่ๆ ช่องทางในชีวิตเขาก็ต้องเปิดกว้างขึ้นอยู่แล้ว หรือในสังคมบ้านเราการที่พ่อแม่เขาคาดหวังได้รับการดูจากลูกหลาน ก็เพราะเขาไม่มีระบบอะไรรองรับ เขาไม่ได้มีสวัสดิการอะไรที่จะแก่ได้อย่างมีความสุขเลย 

        แล้วทุกวันนี้ชีวิตเด็กคนหนึ่งต้องแบกคนอื่นนอกจากครอบครัวตัวเองด้วย เช่น ถ้าเป็นแฟนกัน พ่อแม่เราป่วย แฟนก็ต้องเทมาฝั่งเรา พ่อแม่แฟนป่วยเราก็ต้องเทไปฝั่งเขา แล้วถ้ามีลูกอีกก็ยิ่งหนักไปยิ่ง คือคนหนึ่งมันแบกเยอะเกินไปโดยไม่มีอะไรมาผ่อนแรง แถมพอคิดจะหาคนมาช่วยผ่อนด้วยการเอาพ่อแม่ไปฝากบ้านพักคนชราก็ถูกผู้คนตัดสินอีกทุกคนก็จะมองด้วยสายตาแบบว่า ‘คนเลว’ มันเลยเกิดเป็นความเครียดที่วนลูปกันไปเรื่อยๆ ตรงนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากทั้งสภาพสังคมและความเป็นพลเมือง สำหรับเราจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะพูดถึงเรื่องรอบๆ ตัวโดยไม่ได้มองสภาพสังคม โดยไม่ได้กังวลเรื่องของนโยบายในระยะสั้นและระยะยาว 

มองว่าสังคมเราหล่อหลอมแนวคิดให้คนจะต้องมีความสุขหรือคิดบวกไหม เพราะบางทีการบอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า บางคนก็อาจจะรู้สึกตกใจ

        เราว่ามันไม่ได้ว่าต้องมีความสุขมากไปหรอก แต่เราว่าทุกคนพยายามหาคำตอบมากเกินไป เป็นโรคซึมเศร้า ทำไมอะ คำถามมาละ พอหาคำตอบมันก็จะเกิดการเปรียบเทียบอยู่เรื่อยๆ เหมือนต้องหาคำตอบหรือต้องโทษอะไรให้ได้เพื่อความสบายใจ เราก็เลยรู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องมันเป็นก็เพราะมันเป็นแบบนั้น ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน 

        ส่วนเรื่องมีความสุข มองโลกในแง่บวก มันก็เป็นวิธีจัดการปัญหาตามวิถีของชีวิตของหลายคน และก็ไม่ใช่ความผิดของเราที่เราเจอเรื่องแบบนี้แล้วมองในแง่ลบ ถ้าเป็นแต่ก่อนเราอาจจะรู้สึกว่า ‘เราต้องทำแบบนี้ให้ได้ดิ’ ‘เราต้องพยายามวางดิ’ ‘เราต้อง move on’ เราต้องตลอดเวลา จนวันหนึ่งที่เราคิดว่าต้องทำนู่นนี่ก็ผ่านไปแล้ว 5 ปี เราเลยรู้ว่า อ๋อ มันไม่จำเป็นว่ะ ถึงเราไม่จอยกับอะไรเลยบนโลก แต่เราก็มีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เฉพาะว่าโลกนี้ทุกคนต้องมีความสุขเท่านั้นถึงคู่ควรที่จะอยู่บนโลกนี้

ฟังดูเหมือนการเป็นซึมเศร้าช่วยให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น

        ช่วยมาก การเป็นซึมเศร้านับว่าเป็นพรอย่างหนึ่งในชีวิตเลย เราไม่เคยสำรวจตัวเองเยอะขนาดนี้มาก่อน ตั้งแต่เล็กจนโตเรามีชีวิตอยู่เพื่อการสปอยล์พ่อแม่ เด็กทำงานอะเนอะ ให้คนอื่นปลื้มใจยังไงก็ไม่เท่าพ่อแม่ปลื้มหรอก เราก็ไม่เคยถามตัวเองว่าอยากได้อะไร เรารู้สึกว่าแม่เลือกให้ก็ต้องดีแหละ แต่พอป่วยก็เริ่มมีการนั่งสแกนกิจกรรมอันไหนที่เราชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งเราก็สบายใจขึ้น เราเลยนับให้มันเป็นพรอย่างหนึ่งที่อย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้จักกับคนที่ควรจะรู้จักมากที่สุดบนโลก นั่นก็คือ ‘ตัวเอง’ 

รู้สึกอย่างไรกับบทบาทใหม่ในการเป็นคนที่ทำให้คนส่วนหนึ่งเข้าใจตัวเอง และมีความกล้าที่ออกจากบ้านไปพบจิตแพทย์  

        คล้ายๆ พระเครื่องเข้าไปทุกวันแล้วตอนนี้ (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้เพิ่มพลังให้ใครด้วยความงดงามเลยนะ เพียงแต่เรารู้สึกว่ามันต้องแย่ขนาดไหนวะในชีวิตคนหนึ่งที่เอาปัญหาชีวิตมาเล่าให้ดาราฟัง ถ้าเราแค่อ่านและตอบกลับไป แล้วมันจะให้เขาได้คำตอบบางอย่างก็น่าจะดี เราอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรหรอก แต่แค่อยากให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว และเราจะไม่ปลอบคนด้วยการ ‘ดูคนที่เขาขาขาดสิ เขายังลุกมายืน’ ไม่เกี่ยวกัน ชีวิตเราต้องขาขาดเท่านั้นเหรอถึงจะเศร้าได้ แล้วคนขาขาดเขามีความสุขไม่ได้เหรอ เราจะไม่ค่อยซื้อวิธีคิดอะไรแบบนี้ ดังนั้น เราเลยรู้สึกว่าการมีเราอยู่สักคนเพื่อให้เขาได้ด่า ให้เขาได้ฟัง ให้เขารู้สึกว่าอีนี่ไร้สาระ มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ซึ่งก็มีหลายครั้งมากที่เรารู้สึกขี้เกียจสัมภาษณ์เรื่องนี้แล้วนะ แต่ทุกครั้งเราก็จะรู้สึกว่าเดี๋ยวต้องมีคนได้ยิน และท่ามกลางคนที่เบื่อก็ต้องมีสักคนแหละที่กล้าไปหาหมอเพราะเรา 

สรุปแล้วการเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าจะทำให้ตัวเองดีขึ้นได้อยู่ที่หมอ ยา ตัวเราเอง หรือคนรอบข้าง

        ทุกอย่างที่บอกมาเลย รวมถึงความคาดหวังด้วย ทั้งของตัวเราเองและคนรอบข้างที่มีต่อตัวเราด้วยนะ หลายคนที่ยังรู้สึกไม่โอเค เพราะคิดว่า ‘ทำไมมันไม่เหมือนเดิม’ การที่เรามีบาดแผลไปแล้ว อาจจะเป็นที่สมอง นิสัย หรือในหัวใจ ก็คือเป็นแผลไปแล้ว เราลบมันไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีร่องรอยอยู่ เราเองก็ไม่ 100% มีอะไรตั้งหลายอย่างที่เรากลับไปทำอย่างเดิมไม่ได้แล้ว ถามว่าถ้าเรามัวแต่นั่ง suffer ว่าทำไมไม่ได้วะ เวลามันก็ยิ่งผ่านไปเรื่อยๆ แล้วอย่าลืมว่าไม่ใช่เฉพาะโรคที่ทำให้คนเราไม่เหมือนเดิม อายุ วิธีคิด เรื่องที่เจอมา มันส่งผลหมด จริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติมากนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่บางคนไม่ได้เรียงอย่างนั้นเฉยๆ อย่างเราก็เจ็บแซมขึ้นมาก่อนแล้วค่อยมาแก่ 

        มันจึงขึ้นอยู่กับความคาดหวัง บางทีก็ต้องปล่อยบ้าง พังบ้าง ช่างแม่งบ้าง เมื่อคุณเลือกหนทางที่จะรักษาแล้ว คุณก็ต้องเลือกทางนั้น ทุกอย่างมันมีราคาของมัน จะให้ได้ทุกอย่างโดยไม่เสียอะไรเลย มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เป็นได้ก็หายได้ค่ะ หายได้ก็เป็นอีกได้ เป็นอีกก็กินยาอีก แค่นี้ อย่าไปรู้สึกแย่เลย เรายังรู้สึกว่าอย่างน้อยก็ดีแค่ไหนที่โรคที่เราเป็นมันมีคำตอบ แล้วสิ่งหนึ่งที่จะช่วยคนป่วยได้มากๆ เลย คือการลดความคาดหวังว่าคนใกล้ตัวจะเข้าใจลงไปเลย ไม่หวังไปเลยยิ่งดี เอาว่าตัวเองเข้าใจตัวเองให้ได้ก็พอแล้ว บางคนเจ็บเพราะความคาดหวังนี่แหละ กะว่าแฟนเราต้องเข้าใจเรา พ่อแม่ต้องเข้าใจเรา เพื่อนเราต้องเข้าใจเรา นั่นแหละเจ็บ เพราะวันหนึ่งเขาก็ไม่เข้าใจ และไม่ใช่ความผิดเขาที่เขาไม่เข้าใจนะ เพราะเขาไม่ได้ป่วยเหมือนเรา ฉะนั้น ลดความคาดหวังไปเลย ไม่ต้องไปนั่งอธิบายหรอก แล้วมันจะเจ็บน้อยลงมาก

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สุธามาส ทวินันท์

อินโทรเวิร์ตที่ผ่อนคลายชีวิตด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN