กรกฎ พัลลภรักษา | ไขความลับ ค้นหาความหรูหราและความหมายของชีวิตนักเดินทางรอบโลก

เปิดลิ้นชักแห่งความทรงจำจากการออกเดินทางรอบโลกของ ‘นิ่ม’ – กรกฎ พัลลภรักษา เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ค้นหาความหมายของตัวตนที่การเติบโตท่ามกลางโลกที่แปรเปลี่ยน และเข้าใจความหรูหราอันเที่ยงแท้ของการเป็นพลเมืองโลก ว่าในสายตาของนักเดินทาง ‘อะไรคือความหรูหราใหม่ของชีวิต’

     เรื่องราวและเรื่องเล่าจากการออกเดินทางของเธอ อาจทำให้คุณคิดทบทวนเรื่องราวการเดินทางของตัวเอง ถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ทันได้หยุดเพื่อพินิจถึงการมีอยู่ของบางสถานที่ ของบางสิ่ง หรือแม้กระทั่งใครบางคน ยิ่งค้นยิ่งเจอ ยิ่งหายิ่งพบ ในความลับที่ทำให้ชีวิตมีความหมายและเติบโตต่อไป…

     เป็นความหรูหราที่น้อยคนนักจะได้ไปสัมผัส

กรกฎ พัลลภรักษา

 

ย้อนกลับไป จุดเริ่มต้น ความปรารถนาที่จะออกเดินทางของคุณเริ่มขึ้นมาอย่างไร

     เด็กๆ ไปไหนไม่ได้เลย ก็บ้านคนไทยน่ะนะชอบเห็นเราอยู่ในสายตา เป็นห่วงไปหมด จนกระทั่งตอนเรียนอยู่ม.6 ก็พบว่านี่แหละเป็นสิ่งที่ฉันชอบ เป็นสิ่งที่ใช่ มันเกิดขึ้นเพราะว่าตอนนั้นมีละครเวทีที่โรงละครเล็ก จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว เราโดดเรียนกลับบ้านแต่งตัวไปดูละครเวที มันมลังมเลืองมาก ก็เลยเลือกเรียนละครเวทีที่ธรรมศาสตร์เพราะรู้สึกว่า I’ve found you.

     เรียนละครทำให้เราได้อ่านหนังสือ เรียนรู้โลกจากการอ่านบทละคร ตอนอ่านบทเรื่อง A Streetcar Named Desire ของ Tennessee Williams เขาพูดถึงชีวิตในเมืองนิวออร์ลีนส์ พูดถึงรถราง พูดถึงชีวิตตัวละครที่ชื่อ บลองช์ ดูบัวส์ พูดถึงเหงื่อ พูดถึงระเบียงที่เธอจะไปยืนเปิดไหล่รับลมเพราะอากาศร้อน ก็เกิดคำถามที่เราอยากรู้ว่านิวออร์ลีนส์ร้อนเหรอ? แล้วเราก็เรียนละครกรีก กษัตริย์อะกาเมมนอน (Agamemnon) มีจริงเหรอ ไคลเทมเนสตรา (Clytemnestra) มีจริงเหรอ เราชอบความสงสัยที่เกิดขึ้นตอนนั้น จึงเกิดเป็นความกระหายอยากที่จะทำอะไรสักอย่าง

     เสน่ห์ของละครเวทีคือไม่จำเจไม่น่าเบื่อ แต่ละรอบคนดูจะมาดูกี่คน จะปรบมือดังแค่ไหน ฉันพลาดอะไรหรือเปล่า แล้วมันไม่มีอะไรที่จะมาเทียบเทียมความรู้สึกที่สดขนาดนี้ได้เลย เราพบว่าไม่มีอะไรมาเทียบละครเวทีได้นอกจากการเดินทาง 

     อยู่มาวันหนึ่งเกิดความรู้สึก depressed เราเป็นซึมเศร้ารุ่นแรกๆ เลยนะ เบื่อ นั่งร้องไห้ จะทำยังไงดี ชีวิตโคตรน่าเบื่อเลย เราทำละครเวทีแต่ละครเวทีหากินไม่ได้จริงๆ แล้วไงต่อล่ะ ชีวิตคืออะไร ผ่อนรถผ่อนบ้าน บ้าเหรอ เราไม่ได้อยากได้อะไรแบบนั้นเลย

     จนกระทั่งตอนนั้นรายการทีวี ‘ลุ้นข้ามโลก’ เปิดรับสมัครผู้จัดการกองถ่าย เราได้เข้าไปทำงาน ได้ใช้ภาษาอังกฤษ หัดทำโปรดักชัน หัดเขียนสคริปต์ให้พิธีกร รู้สึกว่าที่นี่โคตรเหมาะเลย โคตรใช่ แล้วหลังจากนั้นก็ทำรายการ ‘บันทึกปลายฟ้า’ เกิดไม่ทันล่ะสิ (หัวเราะ)

     จากนั้นเจอวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง เราขายรถขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเอาเงินเก็บไว้ในบัญชีเพื่อผ่อนบ้านไป แล้วก็ออกเดินทางรอบโลก ช่วงปี ค.ศ. 1999-2000 ชีวิตก็เป็นไปในแนวทางนั้น รู้สึกว่าไม่มีหมุดตัวไหนจะมาปักเท้าของฉันให้ติดอยู่กับพื้นได้อีกแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999

 

พูดถึงละครเวที ผมทราบมาว่าบทละครแปลเรื่อง อันตราคนี เป็นเหมือนหมุดหมายของคุณด้วย อยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย 

     อันตราคนีเป็นเรื่องราวของตัวละครกรีก แปลมาจาก Antigone ของ Jean Anouilh เป็นเรื่องการตัดสินใจตอนนั้นเราเหมือนเป็นปูเสฉวนที่เพิ่งออกมาจากกระดองหลังจากจบม.6 พอได้มาเรียนละครมันเปิดโลกมาก แล้วอันตราคนีคือผู้หญิงที่เลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเธอเอง ใครห้ามอะไรเธอจะไม่ยอม เธอคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของเธอที่เธอจะทำ

     เราว่าเด็กในวัยนั้น 19 ปี 20 ปี มันสำคัญที่ว่าคุณอ่านอะไร แล้วได้ไปเจออะไร เรารู้สึกว่าการที่เราซื่อสัตย์ต่อตัวเอง การที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรตอนนั้นมันสำคัญที่สุดและจุดประกายความกล้าที่จะไม่กลัว กฎไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป ศีลธรรมไม่ได้แปลว่าตามกฎ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน เป็นหน้าดินให้เมล็ดพันธุ์อย่างเราได้ฝังตัวแล้วเติบโตไปเป็นต้นไม้ การเลือกของอันตราคนีอยู่กับเราตลอดเวลา คือเราอยู่กับการเลือกตลอดเวลารวมถึงการเลือกตั้ง (หัวเราะ) 

 

ในฐานะนักเดินทางที่เดินทางรอบโลกมาแล้ว ผมสนใจว่า มันไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเดินทางไปในที่ที่ selected หรือ uniqueness จริงๆ และถ้าผมตีความหมายของความหรูหราในการเดินทางแบบของคุณว่าเป็นเอกสิทธิ์หรืออภิสิทธิ์เหนือกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 

     ไม่เลยเราไม่คิดว่าการท่องเที่ยวเป็นความหรูหรา แล้วเราไม่คิดว่าการเดินทางเป็นเรื่องเอกสิทธิ์หรือเป็นอภิสิทธิ์มากกว่าใคร เพราะ ณ วันนี้ ใครๆ ก็เดินทางได้ แต่เอาเป็นว่าเราจะลองเปรียบเทียบตัวเองในบริบทของสังคม ณ วันนั้น คือเราไม่ได้อยากจะทำตัวติดดินโม้ว่าเราไม่อภิสิทธิ์แต่เราจะอธิบายว่าเราไม่อภิสิทธิ์ยังไง 

     สมัยก่อนการเดินทางเป็นเรื่องหรูหราน่ะใช่ ได้ยินญาติห่างๆ ชื่อป้าแหวว ทำงานแบงก์ชาติ เขาเดินทางรอบโลก ในจินตนาการของเราคือมีเขาลากกระเป๋าเดินรอบลูกโลก ทำให้เราคิดว่าทำยังไงถึงจะได้ไปถึงตรงนั้น ก็ต้องไปทำงานแบงก์ชาติสิ ซึ่งมันไม่มีทาง แต่คิดในใจเสมอว่าอยากเดินทางหลังจากเรียนจบ แต่ไม่ใช่ด้วยความหรูหรานะ มันเป็นการเลือกของเด็กอายุก่อน 26 หรือ 27 ว่าถ้าไปยุโรปจะได้ลด 15 หรือ 20% ของ euro pass

     ขณะที่เพื่อนบางคนเริ่มผ่อนบ้านผ่อนรถ ทำงานโฆษณา ซึ่งรวยกว่าเราอีก เราทำงานละครเวทีก็ไม่ค่อยมีตังค์แต่เลือกที่จะเดินทางเพราะเรามีความอยากรู้ แล้วก็ไม่คิดว่าคอมฟอร์ตโซนคือที่ที่ใช่ของเรา ก็เลยเลือกใช้เงินเก็บในสิ่งที่รู้สึกว่ามันจะตอบสนองเรา

     จริงๆ มีแผนเรียนต่อปริญญาโท แต่เลือกเอาเงินก้อนนั้นไปเดินทางแล้วก็บ่มเพาะตัวเองจากการเดินทางมากกว่า 

     สำหรับเรามันจึงไม่ใช่ความหรูหรา เพราะก่อนหน้าจะเดินทางรอบโลกเราก็ได้เดินทางไปทำงานแล้ว ทำรายการลุ้นข้ามโลก บันทึกปลายฟ้า เราได้ทำในสิ่งที่ต้องการทำจริงๆ ถามว่าทุกคนอยากทำแบบเราไหมก็อาจจะไม่ได้อยากทำเป็นงาน

     สำหรับเรามันคือกระบวนการที่ทำให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เราตื่นขึ้นมาแล้วได้รู้จักกับสิ่งใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากจะพยายามในทุกๆ เช้าที่ตื่นขึ้นมา ถูกไหม แล้วเมื่อเราเดินทางที่ต้องทำให้เป็นงานด้วยมันยากกว่านะ ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ สะสมความรู้ เหมือนคุณเป็นครูสอนคาราเต้ คุณรู้แค่สิบท่าไม่ได้คุณต้องต่อไปเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่คุณเก่งคนเดียว แต่คุณต้องให้คนอื่นเก่งด้วย

     เราคิดว่าการเดินทางเป็นการแบ่งปัน ทุกอย่างจะสวยงามขึ้นเมื่อเราแชร์ให้คนอื่นได้เห็น หมุดหมายของเราคือตรงนี้มากกว่า เราอยากจุดประกายให้คนเกิดแรงบันดาลใจ อยากให้คนได้มีสมุดบันทึกการเดินทางเป็นของตัวเอง อยากให้เกิดความหิว อยากให้รู้สึกแบบที่เราเคยรู้สึก มันจึงเป็นเรื่องของ sharing มากกว่า luxury

 

กรกฎ พัลลภรักษา

 

เชื่อว่าประสบการณ์จากการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของการก่อร่างสร้างตัวตนของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กิน ภาษาที่ใช้ ที่ที่เราอยู่ การออกเดินทางหล่อหลอมตัวคุณอย่างไรบ้าง 

     ทุกครั้งที่เดินทาง 70% ของเวลา เราแบ่งให้ magic เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เราจะไม่จัดตาราง เพราะความหรูหราจริงๆ ในการเดินทางคือ access หรือการได้เข้าถึงอะไรบางอย่าง เพราะฉะนั้นในการเดินทางหรือการทำงาน เราใช้เวลาเตรียมตัวในการหา access นานมาก คือการหาข้อมูลว่าเราจะเข้าถึงในหัวข้อไหนที่ลุ่มลึกเป็นแง่มุมที่เราจะได้รู้จักเขาและเราสนุก

     เราจะมีพื้นที่ให้กับ magic หรือความเซอร์ไพรส์มากที่สุด เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเจอกับอะไรระหว่างทาง แล้วมันจะทำให้เราได้เรื่องได้ราว การได้เจอคน ได้คุยกับเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นคนขนาดตำบล อำเภอ จังหวัด หรือประเทศ ไม่ได้สำคัญเท่าเขาเปิดโอกาสให้เราได้รู้จัก

ในการเดินทาง ทุกชีวิตมีเรื่องราว เราหามุมมองในการใช้ชีวิตจากเขาได้ 

” 

     การเดินทางทำให้เรานอบน้อม สำหรับเรายิ่งเดินทางมากเรายิ่งค้อมหลังไปกับพื้นมากเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าเดินทางมากแล้วตัวเองจะดีกว่าคนอื่นเลย ยิ่งเดินทางยิ่งรู้ว่าตัวเองโคตรต่ำอยู่ติดพื้น เพราะทุกอย่างเป็นครูของเรา แม้กระทั่งต้นมะกอกที่ประเทศกรีซ รู้ไหมว่าต้นมะกอกที่อยู่มามากกว่า 1,000 ปี จะแยกตัวออกโดยธรรมชาติ แล้วเราสามารถเดินลอดผ่านตรงกลางของต้นมะกอก มันมหัศจรรย์มาก คนกรีซเขาปฏิบัติกับธรรมชาติด้วยความเคารพ คุณคิดว่าแนวคิดเช่นนี้ทำให้เราคิดอะไรได้ คิดว่าทำไมประเทศไทย ทำไมกรุงเทพฯ ถึงไม่ทำแบบนี้ แค่ได้เจอต้นไม้ต้นเดียวกับการดูแลบำรุงรักษาก็ทำให้เราเกิดความนอบน้อม ยิ่งเดินทางยิ่งนอบน้อม 

 

กรกฎ พัลลภรักษา

 

เรามักจะได้ยินเสมอว่าจุดหมายปลายทางไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด หากแต่เป็นระหว่างทางต่างหากแต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เพราะทั้งสองอย่างล้วนสำคัญในตัวเอง เราเลือก destination เพราะเราอยากไป ส่วนระหว่างทางคือช่วงเวลาที่เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์บางอย่าง มันต่างทำหน้าที่ของมันเอง คุณคิดเห็นเหมือนกับผมไหม 

     Destination ก็เป็นเหมือนกับยอดเขา มีไว้ให้เราปีน แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องปีนขึ้นยอดเขา แล้วถามว่าเรื่องเล่าจะเหมือนกันไหม ไม่เหมือน เราจะมีเรื่องเล่าไม่เหมือนคนอื่น หลายครั้งเรารู้สึกโคตรแฮปปี้เลยที่ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง แปลว่าเราเจอเรื่องระหว่างทางที่ดีมาก เมื่อคุณเจออะไรแบบนั้นเยอะมากคุณจะไม่เสียดายปลายทางเลยจริงๆ ปลายทางมีเอาไว้เป็นหมุดหมายเพื่อขอวีซ่า (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่หมุดหมายสำคัญ 

 

ถ้าเปรียบเทียบการเดินทางกับการทำงานในเมือง ในห้องสี่เหลี่ยมแบบผม มันมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วจริงๆ ผมรู้สึกว่าคุณมีความสุขกว่าผมมากเลย 

     มันมีคนที่อิจฉาแบบคุณนี่แหละ จึงคิดว่าการเดินทางคือความหรูหรา แต่เราข้ามพ้นตรงนั้นไป เราไม่ได้มีความหรูหราในการที่ต้องเดินทางไปในที่ไกลขึ้นแพงขึ้นเพื่อจะหนีคน เปล่าเลย luxury ของเราคือไปในที่ที่มัน simple ที่สุดเพราะทุกวันนี้คนไม่ simple เลย พวกเราเป็นคนส่วนน้อยนะที่ไม่เสริมอะไรกันเลย นึกออกไหมว่าเราเป็นคนที่ไม่ตามกระแส เราไม่ต้องการเป็นคนแตกต่างอะไรหรอกนะเพียงแต่เราไม่ชอบกระแส 

     เราอยากสร้างเซนส์ของการ inspired ให้เกิดขึ้นและแน่นอนว่า mainstream ไม่ได้อยากฟังในประโยคที่เราอยากพูดเพราะประเทศไทยไม่ได้ register value ของคน แต่เรา register value ของคนซึ่งเดินสวนทางกับ mainstream อย่างมากเราก็แค่ทำหน้าที่ของเราไป ไม่จำเป็นต้องถูกใจคนทุกคน คลื่นเดียวกันก็รับกันได้ คนละคลื่นรับกันไม่ได้ก็จบ ไม่ต้องคิดเยอะ

     อย่างถ้าเราไปญี่ปุ่นก็ไปเมืองที่คนอื่นเขาไม่ไป เราจะได้มีเรื่องกลับมาเล่า เราไปเจอคุณป้าคนหนึ่งทาปากสีแดงนั่งสูบบุหรี่ริมหน้าต่างของร้านกาแฟแล้วมาเล่าให้พี่แขกคำผกาฟัง เขาก็บอกว่า อ๋อ เขานั่งแบบนี้มาไม่รู้กี่ปีแล้ว ทำให้เราคิดต่อไปว่าเขารอใคร รู้สึกไหมว่ามันไกลกว่าที่เราเห็น เขามีเรื่องอะไร เขารอลูกกลับมาจากสงคราม หรือเขานัดพบผู้ชายคนหนึ่ง หรือเขาเป็นเจ้าของร้าน เราชอบบทสนทนาไม่ว่าจะในหัวตัวเองหรือกับใคร แล้วเรารู้สึกว่าประเทศไทยไม่ค่อยมีบทสนทนา

     การที่เราคุยกันในวันนี้อาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณไปญี่ปุ่นในครั้งต่อไป หรืออย่างน้อยมันจะทำให้คุณได้เปิดลิ้นชักใหม่ ทุกคนมีอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเพิ่งได้รับกุญแจไปเปิดลิ้นชักที่ไม่เคยเปิดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเวลาเดินทางพี่จะทำตัวเป็นสะพาน (ทำท่าโค้งตัว) ที่เชื่อมความรู้กับความไม่รู้ของเรา ทำให้ถนนเส้นนั้นของเราเสร็จสมบูรณ์ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ 

     ณ วันนี้ ตั๋วเครื่องบินถูก ทุกคนสามารถเดินทางได้ คุณจะไปไหนแค่คุณมีเอกสารที่ถูกต้อง ทางการรับรอง คุณก็ออกเดินทางได้ แต่ถามกลับไปว่าคุณอยากได้อะไรจากการเดินทาง แล้วคุณได้สิ่งนั้นหรือเปล่า หรือคุณแค่กินเบียร์ ช้อปปิ้ง  คุณได้แล้วจบไม่ต้องทำอะไรนั่นก็เรียกว่าสุขได้เหมือนกัน 

     แต่ในฐานะที่เราเป็นสื่อ ทำแค่นั้นไม่พอ เราอยากมีประโยชน์ อยากสร้าง value เราจึงลงทุนไปกับการเดินทาง พี่ไม่มีเงินสะสมเป็นก้อน แต่เราวางแผนชีวิตนะ มีประกันชีวิต ก็ไม่ใช่หลับหูหลับตาใช้เงินเที่ยวอย่างเดียว เพียงแต่ว่าเราเลือกอยู่บนถนน อยู่กลางสายฝน กลางแสงแดด ทุ่งหญ้า มากกว่าที่จะอยู่ในบ้านสง่างาม แล้วมองออกไป โดยที่ไม่ได้สัมผัสโลก

     เราแต่งงานกับการเดินทาง เราอยากอยู่แบบนี้จริงๆ แล้วเราปวารณาตัวแล้วว่าเราจะไม่หยุดเรียนรู้เขา มันคือความสัมพันธ์ เรารู้สึกมี relationship กับการเดินทาง I dance with the world. เต้นไปกับโลก จริงๆ นะ (ยิ้ม) ยิ่งพูดยิ่งมีความสุข (หัวเราะ) ยิ่งพูดยิ่ง high การเสพติดการเดินทางมันสร้างพลังได้มากเลย 

 

กรกฎ พัลลภรักษา

 

ผมเชื่อว่าทุกอย่างมีราคาต้องจ่าย เหมือนเหรียญมีสองด้าน ผมอยากรู้ว่าการเดินทางทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้างไหม นอกจากเงินทองที่จ่ายไป 

     เป็นคำถามที่ดีเลย เราไม่เคยรู้สึกว่า loss อะไรเลยในการเดินทาง แม้กระทั่งเวลา เงิน ความรู้สึก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือ investment เป็นการลงทุนของชีวิต เป็นปุ๋ย แสงแดด สายลม ดวงจันทร์ ทำให้ต้นไม้ซึ่งคือตัวเราได้เติบโต

     เรามีประโยคเด็ดคือ ถ้าการคาดหวังมันทำให้เราผิดหวัง แต่ถ้าเราไม่คาดหวังเลย อะไรจะเกิดมันคือเซอร์ไพรส์ แล้วเรารู้สึกยึดโยงกับการเปิดกว้างรับทุกอย่าง ถึงแม้ว่าสถานที่นั้นๆ take ไปจากเรา เราจะไม่ใช้แม้กระทั้ง Google Map หลงก็หลง หลงก็เผื่อได้เจอของใหม่ ถ้าไม่เจออะไรใหม่ๆ ชีวิตคงจะหยุดอยู่แค่นั้น จะไม่เห็นนกพิราบจู๋จี๋กัน ไม่เห็นแสงกระทบบนเรือที่แล่นผ่าน ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นที่ใส่ชุดคาร์นิวัลเดินผ่าน

     สิ่งแรกคือต้องเปิดใจ บางคนเดินทางไปแล้วชอบพูดว่าประเทศไทยก็มี อันนี้ประเทศไทยดีกว่าอีก ไม่… ไม่ต้องเปรียบเทียบ เรามาเปิดหูเปิดตา เราไม่ได้มาเพื่อบอกว่าประเทศไทยดีที่สุด เรามาดูว่าคนอื่นมีอะไร ไม่ได้แปลว่าเราต้องมีทุกอย่างแบบเขา หรือไม่ได้แปลว่าเรามีดีกว่า 

     เราชอบเดินทางคนเดียว เขาพูดกันว่าเพื่อนกินหาง่าย สำหรับเราเพื่อนตายหาง่ายและมีมากขึ้น แต่เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวหายาก เพราะว่าคุณต้องปรับให้เข้ากันให้ได้ เราจะคิดถึงเพื่อนที่เราเที่ยวด้วยแล้วสนุกที่สุด เราไม่เที่ยวกับคนที่ไม่รู้จัก ไม่ไปด้วยกันแล้วแชร์ห้อง ไม่ มันไม่ใช่เรื่องแชร์ค่าที่พัก แชร์มื้อกินข้าว เราต้องการบทสนทนาที่ทำให้เรากระโดดจากก้อนหินหนึ่งไปยังอีกก้อนหินหนึ่ง เราคิดว่าความหมายในการเดินทางคือการสร้าง value ให้กับตัวเอง มันคือการเรียนรู้ เราอยากเจอการเดินทางที่ทำให้เราข้ามไปเรื่อยๆ ไม่ว่าแม่น้ำจะกว้างแค่ไหนก็ตาม เราจะข้ามไปเรื่อยๆ จนถึงฝั่ง ก็คือจบการเรียนรู้ คือตาย 

     เราไม่รู้ว่าจะเดินทางเก็บใบไม้มาใส่ในบันทึกได้จนถึงอายุเท่าไหร่แต่ก็จะขอเดินเก็บใบไม้ไปจนแก่ตาย มันคือสิ่งที่ให้ความสุขแบบมีคุณค่าโดยไม่จำเป็นต้องมีราคา อะไรก็ได้ที่เข้ามาลึกกว่าการเห็นมันเข้ามาในใจ 

 

คุณเริ่มต้นเดินทางมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 จนถึงตอนนี้ มีความเปลี่ยนแปลงเข้ามา โดยเฉพาะเทคโนโลยีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้การเดินทางในวันนั้นกับวันนี้ของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

     เปลี่ยนแปลงไปมาก แล้วมันก็ไม่เหมือนกัน อาจเทียบกันไม่ได้ เหมือนเอาสับปะรดมาเทียบกับมะพร้าว แต่ความสุขที่ได้ในสมัยที่ท่องเที่ยวครั้งแรกๆ คือได้อารมณ์มาก ได้ความละเมียดละไม ได้สัมผัสในมิติของคน ได้รู้สึกน้ำใจโดยที่ไม่ต้องขู่ได้ครบทุกรสชาติทุกอย่างในจานเดียวกันนั้นคือการท่องเที่ยว

     ในสมัยก่อนเราเดินทางไป Tiger Leaping Gorge หรือช่องเขาเสือกระโจน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เป็นช่องหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลกแต่ก็แคบขนาดที่เสือกระโดดข้ามได้ ในวันนั้นไม่มีใครเช็กอินให้เราได้ตามไป หรือมีคนรู้จักเยอะ นั่นทำให้เราต้องนั่งตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพื่อหาไดอารีของคนที่เคยเดินทางไปแล้วอ่าน เราว่าโคตรจะหรูหราเลยนะการได้อ่านเรื่องส่วนตัวของคนอื่นในสถานที่สาธารณะ เราคิดถึงสิ่งเหล่านี้ คิดถึงการแอบลักลอบรู้จักคนอื่น แอบชื่นชมนักเดินทางรุ่นก่อนหน้านี้ เพราะเขาทิ้งเส้นทางไว้ให้ได้เดินตาม แล้วเราก็เขียนเส้นทางทิ้งไว้ให้คนอื่นได้เดินทาง มันคือความสัมพันธ์ ได้เดินเขาเพราะแผนที่ของคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ถ้าไม่มีแผนที่นั้นเราจะไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ใดๆ 

     แล้วสมัยก่อนก็ไม่สามารถถ่ายรูปได้เยอะเพราะฟิล์มแพง จะถ่ายแต่ละรูปต้องคิดแล้วคิดอีก เราจึงได้เทรนตาและทักษะให้การถ่ายรูปรูปเดียวใช่ที่สุด เราเติบโตในมิติของการตัดสินใจผ่านเฟรม เอาไม่เอา ใช่ไม่ใช่ รอไม่รอ เป็นอย่างหนึ่งที่เราโตจากตรงนั้นแล้วมันเป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้อีกแล้ว

     ในวันนี้การที่จะได้ make love กับสิ่งที่เห็นมันไม่มีแล้ว หลายอย่างมันเร็ว เราต้องเข้าใจตรงนั้น ดิจิตอลเทคโนโลยีทำให้ myth และ magic ความลึกลับมหัศจรรย์มายากลในโลกหายไป เราค่อนข้างโหยหากับสิ่งที่เคยสัมผัส

ดิจิตอลเทคโนโลยีทำให้ความโรแมนติกหายไป บั่นทอนความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทางด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวเข้าไปใหญ่

” 

     มันตลกไหมขณะที่เราสามารถเข้าถึงอะไรก็ได้ แต่เรากลับรู้สึกโดดเดี่ยว เราจมอยู่ในข้อมูลข่าวสาร เราว่ายอยู่ในคลื่น อินเทอร์เน็ตข้อดีคือทำให้คนเดินทางเยอะขึ้น และสะดวกขึ้น มันเป็นไปตามกระแสการเดินทางของโลกเท่านั้น เรามีอิสระภาพจากการเดินทางมากขึ้น แต่เราจะสูญเสียความโรแมนติกที่เคยได้ ขณะที่เราอยู่ในโลกแห่งความโรแมนติกในวันนั้นเราไม่ได้เสียเวลานะ เราได้เวลา เพราะตอนนี้เดินทางไปก็ไม่ได้แบบนั้น สิ่งที่เขียนในไดอารีหลายๆ อย่างไม่มีอีกต่อไปแล้ว ที่เราเคยเดินตามรอยคนญี่ปุ่นตอนนี้รถขึ้นไปถึงแล้ว

     มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าคนเขียนนิยายไม่ได้ทำให้คนคิดภาพตาม การเดินทางก็เหมือนนิยายที่เราเขียนโลกจินตนาการที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยให้คนได้จินตนาการแล้วเกิดความรู้สึก มันมีความสุขมากในการเดินทางโดยใช้มือถือกระดาษ สิ่งที่ได้คือบันทึกของโลก โลกสมัยใหม่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันไม่มีความจงรักภักดี เราไม่ได้เป็นคนที่ได้รับประโยชน์มากขนาดนั้น อย่าลืมนะว่า ถ้าเราเอนมากเกินไปรากของเราจะหลุดออกจากดิน พี่ก็ไม่ใช่ไม่ไหวติง อะไรดีเราก็ใช้ ค่อนข้างปรับตัวแต่เราไม่เปลี่ยนแกนที่เราเป็น

 

กรกฎ พัลลภรักษา

 

เมื่อคุณรู้สึกมีผูกพันกับอะไรบางอย่างมากๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทำให้สิ่งเหล่านี้หายไป คุณรู้สึกโหยหาไหม อย่างกรณีประเทศซีเรียที่เราได้เห็นภาพชัดมากจากข่าว สิ่งที่เคยมีอยู่ถูกทำลายลง แล้วเราก็รับรู้และเห็นภาพการทำลายนั้นมาโดยตลอด

     (หยุดนิ่งชั่วครู่ถอดหายใจยาว) อยากร้องไห้เลยนะ สิ่งต่างๆ ที่หายไปจะด้วยอะไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของเราก็หายไปด้วย เรารู้สึกว่าเป็น citizen of the world เป็นคนของโลก เราใช้เขาเป็นพลัง ใช้สายตากับความรู้สึกที่มีไปสัมผัสเขา อย่างดีที่สุดคือเราไม่อยากให้มีอะไรถูกทำลาย แต่อย่างน้อยที่สุดถ้ามันถูกทำลายไปแล้ว เรายังมีหลักฐานจากภาพถ่าย จากการพูดคุยกับคน จากการจดประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าไม่มีอะไรจีรังในโลกนี้แม้กระทั่ง Anthony Bourdain คนที่เรารู้สึกว่าเขาทำประโยชน์ไว้มาก และเราเกือบได้ทำงานกับเขา แล้วเขาหายไป โคตรเศร้าเลยนะ 

     กลับไปพูดถึงกรณีที่ซีเรีย มันกัดกินใจของเรา (นิ่งเงียบ)

ทำไมในการเปลี่ยนแปลงเราต้องลบอะไรบางอย่างทิ้งไปโดยไร้รากไร้รอย ทำไมเราไม่สามารถหาวิธีอยู่ร่วมกัน

     ถ้าคุณมีจิตใจสุนทรีย์ จิตใจที่ดีกับโลก คุณจะไม่มีวันทำลายแบบนั้น มันเป็นเพียงความสะใจ การแก้แค้น การเอาชนะบ้าๆ บอๆ คงเป็นเพราะคนพวกนี้เดินทางไม่มากพอ เพราะเขาไม่รู้อะไรเลย โลกนี้มีอะไรอีกเยอะแยะที่ต้องไปกังวล คนที่เป็นแบบนี้อยู่กับความโกรธและเปิดใจไม่พอ คุณแค่ถือดีและหลงเข้าไปในความคิดความเชื่อของตัวเอง ทุกอย่างมันหลงกันได้ แต่คุณจะออกมาจากที่หลงยังไง เมื่อคุณหลงทางคุณจะทำอย่างไร จะตีโพยตีพาย หรือหาทางเพื่อเจอผู้คน เจอเส้นทางใหม่ หรือหลงไปในอารมณ์ที่โกรธ 

     การเดินทางทำให้เรียนรู้ที่จะนอบน้อม บางทีอะไรแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นทำให้พี่คิดว่าเขาออกเดินทางยังไม่พอ เพราะเราจะหาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่า ในวันนี้ถ้าทรัมป์ได้ไปอยู่อีกฝั่งของเม็กซิโกแล้วจะอยากสร้างกำแพงอยู่ไหม ปัญหาคือเราไม่สร้างสะพานมันเลยมองไม่เห็นความสัมพันธ์ ถึงได้เกิดปัญหา เพราะเราไม่ได้คุยกัน ถ้าเราคุยกันเราจะรู้ว่าปัญหามันไม่ได้ใหญ่เกินกว่าจะแก้ไข ถ้าเป็นปัญหาจริงเราจะแก้ได้

 

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคสมัยของการอวด โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์ เหมือนเป็นธรรมเนียมของคนยุคนี้ ก่อนเดินทางต้องมีการอัพรูป boarding pass คู่กับพาสปอร์ต ขึ้นเครื่องก็อัพ window view มีภาพลงตลอดทริปอีก คุณคิดว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพฤติกรรมนี้ 

     เวลาเราออกเดินทางไม่ใช่แค่เพียงว่าเดินทางไปเพื่อเช็กอิน แต่ ณ วันนี้ โลกมันเป็นแบบนี้ คุณจะเลือกขึ้นเครื่องบินหรือรถไฟ คุณจะไปเรือหรือเดินเท้า มันคือการเลือกของคุณ แต่เราไม่ได้เลือกที่จะโชว์ว่าเรามีสิทธิพิเศษในการเดินทาง แต่ในสังคมปัจจุบันที่ต้องประกาศตัวว่าตัวเองทำอะไรเพราะมันเกิดความรู้สึก insecure เรากลับเศร้าด้วยซ้ำ ตัวเราเองก็คิดนะ พอเราเห็นอะไรแบบนั้นแล้วคนที่เขาไม่มีปัญญาเดินทางเขาจะคิคยังไง ไม่ depressed ตายไปเลยหรอ 

     เราคิดเสมอว่าการเดินทางไม่ใช่การอวด แต่เป็นกระบวนการสร้างตัวเอง เมล็ดของต้นไม้ได้หย่อนตัวเองลงไปในดิน เราเติบโตเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องออกดอกตลอดเวลาก็ได้ แต่แค่ให้ร่มเงาคนที่แวะเวียนมาหา เวียนมาเจอกัน และต้นไม้ต้นนี้ก็จะเป็นต้นไม้ต้นเดิม ไม่เป็นพืชล้มลุก ในการเดินทางปัจจุบันนี้เราเดินทางด้วยวิธีการแบบโลกสมัยใหม่ เราไม่ได้ต่อต้านนะแต่สำหรับเรา เรา secure กับพื้นที่ กับมนุษย์ต่างหน้า กับคนต่างภาษา เรารู้สึก comfortable ในความแตกต่าง มากกว่าพลังพลวัตกลุ่มที่จะทำในสิ่งเดียวกันเหมือนกัน 

     แท้จริงแล้วเราเดินทางเพื่อรู้จักชีวิตของคนอื่นๆ เป็นการอ่านหนังสือเคลื่อนที่ เป็นการใช้เวลากับสิ่งมีชีวิต มันพิเศษมากเลยนะที่เราเดินทางไปที่ไหนแล้วเจอดอกไม้ของประเทศนั้นในฤดูนั้น อย่างที่เม็กซิโกปลูกดอก Jacaranda มันบานเป็นสีม่วงทั้งเมือง เราก็ไปหาข้อมูล ปรากฏว่ามีคนญี่ปุ่นชื่อ Sanshiro Matsumoto เดินทางมาตามหาพ่อที่นี่ การตามหาเป็นไปไม่ลำบากเลย เพราะพ่อของเขาเป็นคนสร้างสวนใน Crystal Palace ที่สร้างเพื่อฉลองครบรอบร้อยปีของการประกาศอิสรภาพในช่วงปี ค.ศ. 1920-1924 หลังจากประเทศผ่านเรื่องความขัดแย้งแล้วสองพ่อลูกขออนุญาตประธานธิบดี Alvaro Obregon ปลูกต้น Jacaranda เป็นอนุสรณ์ในการขอบคุณเม็กซิโกและเป็นเครื่องเตือนถึงความสุขในการอยู่ในเม็กซิโก นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว 

     แม้กระทั่งต้นพยอมออกดอกที่ยโสธรค่าตั๋ว 700 บาท เราก็บินไปเลย ไปดมแล้วก็บินกลับในวันเดียว บ้ามาก ถามว่าเล่าแบบนี้แล้วคุณอยากไปด้วยไหม เห็นไหมล่ะ เรื่องเล่าคือ value เราอยาก inspired ด้วยคุณค่า แค่คุณได้อ่านเรื่องราว ได้คุยกัน ก็คือได้แบ่งปันความสุขให้กัน ดังนั้น การเดินทางของเราเป็นการหาคำตอบจากสิ่งที่เราสงสัยและแชร์ความโชคดีนี้ให้คนอื่นด้วย เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่ได้ให้ค้นหาตัวเอง ไม่ (ลากเสียงยาว) หายังไงก็หาไม่เจอ หาเจอก็ไม่สนุกสิ เราเปลี่ยนแปลงตลอดแต่แกนของเรายังเป็นต้นไม้ต้นเดิม เพียงแต่ชอบแสงก็หันไปหาแสง ชอบฝนก็หันไปหาฝน บริบทรอบตัวเราคืออาหารที่ลงดินทั้งหมด เราต่างเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีความแตกต่างกัน เราเคารพใน individualism มาก 

 

กรกฎ พัลลภรักษา

 

ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีกำลังหรือเรี่ยวแรงเดินทางแล้ว ถึงวันนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไร 

     ถึงวันนั้นเราก็ต้องยอมรับความจริง มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปร้องห่มร้องไห้ เดินทางขนาดนี้แล้วพอถึงวันนั้นยังจะไม่เข้าใจอีกหรอ เราก็ต้องถามตัวเองว่า ในเมื่อเธอได้เห็นขนาดนี้แล้วเธอยังไม่เข้าใจความจริงของความไม่แน่นอนอีกหรอ ต้องยอมรับและทำให้ใจมีความสุขกับบางสิ่งบางอย่าง แล้วการเดินทางก็จะเปลี่ยนรูปแบบไป ไม่ได้แปลว่าต้องเดินทางด้วยร่างกาย เรามีเรื่องมากมายที่เอากลับมาคิดแล้วหัวเราะ เรามีหนังสือที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกดีโดยที่ไม่ต้องเดินทางเรามี substitute หรือสิ่งที่เป็นตัวแทน

การเดินทางด้วยร่างกายไม่ได้สำคัญเท่าใจ แม้ว่าร่างกายไปไหนก็ตามแต่ใจอยู่นิ่งกับที่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลหรอก และต่อให้อยู่นิ่งกับที่แต่เราเปิดใจ นั่นแหละคือการได้เดินทาง

     ดังนั้น การได้เดินทางไปในที่ต่างๆ คือ tools ที่หล่อหลอมตัวเราได้ มันไม่ใช่ปัจจัย 4 ที่ถูกบัญญัติไว้ แต่มันคือสิ่งที่ก่อร่างสร้างเราให้กลายเป็นเรา บางคนที่ไม่ชอบเดินทางเขาก็ไม่ชอบเดินทางจริงๆ นะ แต่ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าบทสัมภาษณ์นี้ทำให้เขาเห็นมิติการเดินทางใหม่ๆ เราก็ว่ามันเป็นประโยชน์นะ ถ้ามีใครที่ได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้ แม้คนเดียวนะ เราก็ปีติมีความสุขมากๆ แล้ว

 

อย่างน้อยในตอนนี้ เรื่องราวของคุณก็ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดที่มีต่อการออกเดินทางไปเยอะมาก 

     บ้า จริงหรอ มันฟินเนอะ บางทีที่เราเศร้าเพราะเราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่กับที่ ส่วนหนึ่งเป็นกลไกของสมอง เราจึงต้องมีการตากอากาศ เปลี่ยนสถานที่ อาจจะเปลี่ยนที่เศร้า เปลี่ยนที่ร้องไห้ก็ขอให้เปลี่ยนไปบ้าง เพราะมนุษย์เป็นแบบนี้ ถึงบอกไงว่าทำไมเห็นหอไอเฟลแล้วตื่นเต้น เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นชิน การเดินทางจึงทำให้ชีวิตประจำวันน่าสนใจขึ้น ง่ายๆ แค่นี่แหละ การเดินทางเป็นแบบนั้นสำหรับเรา เราว่านะ 

 


ขอบคุณภาพถ่าย: กรกฎ พัลลภรักษา

ภาพ: ณัฐริกา มุคำ 

Share Post
Like 10 View 2599

Author

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมระดับบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์ทางสังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและองค์ความรู้จิตวิทยา