เรืองโรจน์ พูนผล | ก้าวต่อไปของโลกดิสรัปต์ที่ใหญ่ขึ้นของนักฝันผู้มีความทะเยอทะยาน

The Conversation
17 Jun 2019
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

การใส่พลังงานแห่งความทุ่มเทลงไปอย่างที่สุด การพยายามมากกว่าคนอื่น ทำให้วันนี้ของ ‘กระทิง’ – เรืองโรจน์ พูนผล ขึ้นมาเป็นประธาน Kasikorn Business-Technology Group (KBTG) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

     จากเด็กกำแพงเพชรที่มีความฝันและความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยม เขามีโอกาสไปเรียนที่สแตนฟอร์ด และได้เข้าทำงานที่ Google ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด ดูตลาดเอเชียและลาตินอเมริกา

     ณ ซิลิคอนวัลเลย์ แหล่งกำเนิดของ Google ก็ได้หล่อหลอมให้เขามีความสนใจด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพอย่างมาก แนวคิดของโลกที่ก้าวไปข้างหน้าทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อสตาร์ทอัพเมืองไทย ในวันที่วงการสตาร์ทอัพไทยเพิ่งก่อร่างสร้างตัว

     เขาเป็นผู้จัดการกองทุน 500 TukTuks และก่อตั้งโรงเรียนสตาร์ทอัพ Disrupt University แถมยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรและกรรมการตัดสินในฐานะผู้เชี่ยวชาญสตาร์ทอัพ 

     มันก็หลายปีจนทุกอย่างลงตัว และเหมือนกับการได้ออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง เมื่อต้องมาดูแล KBTG ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ที่สุดที่เขาเคยดูแลมา โดยมีภารกิจอันท้าทายคือนำ KBTG ให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอาเซียนภายในปี 2564 และเปลี่ยนกสิกรไทยให้เป็นธนาคารที่รู้ใจลูกค้ามากที่สุด

 

กระทิง พูนผล

 

ชีวิตการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง

     ยุ่งมากๆ แต่ก็สนุกมากขึ้นด้วย มันท้าทายน่ะครับ คือสมัยก่อนตอนผมทำกองทุน 500 TukTuks ก็นับว่ายุ่งแล้วนะ แต่หลังๆ เริ่มกลายเป็นคอมฟอร์ตโซนไปแล้ว เพราะทำมานาน 3 ปีแล้วไง ส่วน Disrupt University นั่นก็ทำมา 6 ปีแล้ว เริ่มเข้าที่เข้าทาง การมาทำที่ KBTG จึงเป็นเหมือนความท้าทายใหม่

     ช่วงเดือนแรกนี่ต้องบอกตรงๆ เลยว่ามันคือ Fear Zone ของจริง ผ่านไปสักพัก พอผมออกจากตรงนั้นมาได้ มันเริ่มกลายเป็น Learning Zone ผมก็หวังว่าถัดๆ ไปจะกลายเป็น Growth Zone ซึ่งในที่สุดมันก็จะกลายเป็น Comfort Zone แห่งใหม่ต่อไป แต่สำหรับตอนนี้ผมก็เพิ่งหลุดจาก Fear Zone มาได้นิดเดียว ยังอยู่ในช่วง Learning Zone อยู่เลย

     ความแตกต่างที่สำคัญสำหรับองค์กรแบบนี้ คือที่นี่เรามีพนักงาน 1,200 คน ถ้าเรารวมพนักงานที่เป็นเอาต์ซอร์สด้วย จะมีทั้งหมด 2,000 คน ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยทำงานมา อย่างตอนทำกองทุน 500 TukTuks พวกเราก็ไปลงทุนกับสตาร์ทอัพ 64 บริษัท แต่พวกเรามีกันแค่ 4 คนเองนะ ผิดกับที่นี่ มี 2,000 คน คือคนละเรื่องกันเลย แล้วมันก็อยู่ในอุตสาหกรรมที่ highly regulated เสียด้วย คือมีกรอบกติกาเยอะมากที่จะต้องทำตาม

     อีกอย่าง ระบบไอทีของแบงก์เป็นระบบที่ซับซ้อนมาก สมัยผมทำงานอยู่ดีแทคก็คิดว่านั่นซับซ้อนแล้ว อันนี้ซับซ้อนกว่าเยอะ แต่ก่อนสโคปงานดูแค่ผลิตภัณฑ์ไง ตอนนี้เราดูทั้งระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมอะไรพวกนี้ทั้งหมด แล้วก็ดู traditional IT ด้วย ระบบมันใหญ่มาก อย่างงบลงทุนด้านไอทีของที่นี่ปีหนึ่งๆ 5 พันล้านบาท นับเป็นงบขนาดมหึมามากๆ

     นอกจากปัจจัยเรื่องขนาดแล้ว โจทย์ก็ยังต่างกัน ตอนผมอยู่สตาร์ทอัพ ข้อจำกัดหลักๆ คือเรื่องการไม่มีทุน ไม่มีลูกค้า แต่ที่นี่เรามีหมดทุกอย่าง business model ลูกค้า ทุน และกำลังคน แต่ข้อจำกัดหลักคือกรอบที่เรียกว่า regulation ซึ่งตอนนี้ สุดท้ายไม่ว่าจะทำอะไรก็มีข้อจำกัดหมด ดังนั้น ข้อสรุปที่ค้นพบคือเราจะทำอย่างไรให้ข้อจำกัดนั้นเป็นประโยชน์ที่สุด

     ตอนนี้รู้แล้วว่ามีตัวแปรต่างๆ ที่จะต้องโอเปอเรตอยู่ในกรอบนี้ มันยังมีเรื่องนวัตกรรมในโลกของ Financial Services เช่น ฟินเทค ที่เราสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้กรอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ นอกจากนี้ ทำอย่างไรให้องค์กรที่มีพนักงานกว่า 1,200 คนที่เก่งมากๆ แต่อยู่ในกรอบเยอะ ให้มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวเหมือนเป็น big startup ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่ทาง KBTG ให้ผมเข้ามาทำ

     ปีที่ผ่านมา เขาเรียกว่าเป็นปีของ disruptor แต่ปีนี้จะเป็นปีของ incumbent คือผู้เล่นดั้งเดิมเริ่มตั้งหลักได้ และเข้าใจว่าต้องขยับเร็วขึ้น ซึ่ง KBTG ก็เช่นเดียวกัน ที่นี่ปรับฐานกันมาหลายปี พอผมเข้ามาก็ใช้เวลาปรับฐานกันอีก ผมก็คิดว่าจะไม่ได้เป็นช้างอีกต่อไป จะเป็นก็อดซิลลา คือทำอย่างไรให้มันวิ่งได้เร็วขึ้นภายใต้กรอบที่มีอยู่

 

เหตุผลจริงๆ ที่คุณตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งประธานบริษัท กสิกร บิสซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) นอกจากการออกจากคอมฟอร์ตโซนเดิมของตัวเองแล้ว จริงๆ คืออะไร

     อย่างแรกเลย คือคุณปั้น (บัณฑูร ล่ำซำ) ซีอีโอของกสิกรไทย ผมเป็นที่ปรึกษาให้ท่านมา 3 ปี เรื่องดิสรัปชันกับฟินเทค พอดีตอนที่คุณปั้นอยากให้มาช่วย KBTG ผมเองก็อยากมาเรียนรู้ด้วย และอย่างที่สองคือ กสิกรไทยเป็นดิจิตอลแบงก์ของประเทศไทย ซึ่ง KBTG สามารถทำบางอย่างที่มันใหญ่มากได้ เพราะตอนนี้ถ้ามองในแง่ความสนใจเรื่องเทคโนโลยีของโลก จะไปอยู่ที่อินโดนีเซียและเวียดนาม ทำให้ต่อไปเราอาจจะล้าหลังกว่าเขา โจทย์คือทำอย่างไรที่จะดึงความสนใจระดับโลกมาที่เรา เรียกว่าการเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียนมาที่ประเทศไทย

     จากประสบการณ์ทำให้พอจะรู้ว่าโลกกำลังขยับไปทางไหน ผมก็เอาความรู้ตรงนี้มาใช้กับ KBTG สามารถสร้างเทคโนโลยีเจ๋งๆ ที่แข่งขันในลีกที่มีมากกว่าผู้เล่นที่เป็นธนาคารแล้ว เราต้องไปแข่งกับผู้เล่นที่เป็น Internet Player ตอนนี้คงเริ่มเห็นแล้วว่า Apple เพิ่งเปิดตัว Apple Card แสดงว่าเริ่มเข้ามาอยู่ใน Financial Services หรือบริษัทอย่าง Google และ Alibaba ก็เข้ามาเล่นในโลกการเงิน ดังนั้น กสิกรไทยไม่ได้แข่งกับธนาคารอื่นแล้วนะ แต่เรากำลังแข่งกันในลีกที่สูงขึ้น

     หน้าที่ของ KBTG คือทำให้เป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอาเซียน เพื่อแข่งกับผู้เล่น Non-bank และ Internet Player รายใหญ่ วิชันนี้ท้าทายมาก ในแง่ที่เราจะสามารถเปลี่ยนทั้งแกนเทคโนโลยีมาที่ประเทศไทย และทำให้ KBTG เป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอาเซียน

 

ภารกิจของ KBTG โดยการนำของคุณ จะส่งผลต่ออนาคตของเคแบงก์อย่างไร

     คาดว่าจะมีสองอย่างครับ อย่างแรก เราต้องการสร้าง KBTG เป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอาเซียน เพราะต้องแข่งกับพวก Non-bank และ Internet Player ซึ่งเชื่อว่าธนาคารต้องถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีไปเรื่อยๆ คือแบงก์เองจะต้องเปลี่ยนเป็น Technology Company ดังนั้น KBTG จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงของธนาคารในครั้งนี้

     ยกตัวอย่างวิชันของธนาคารในปีนี้คือ Data Learning Bank คือการนำ Machine Learning ที่เป็น Advanced Data Analytic มาใช้ ดังนั้น KBTG ก็ต้องไปสร้างเทคโนโลยีเพื่อไปสนับสนุนวิชันตรงนั้นของแบงก์ อีกอย่างคือ เราต้องการดูดคนเก่งๆ มาทำงานด้วยกัน เพราะโลกเทคโนโลยีแข่งขันกันด้วยคนเก่งๆ

     เนื่องจากเราจะทำให้เคแบงก์เป็น Cognitive Banking คือแบงก์ที่รู้ใจลูกค้า แต่อันดับแรกก็ต้องรู้จักลูกค้าก่อน เรียกว่า Perceptive Banking ไม่ใช่แค่รู้ว่าเขามีบัญชีอะไร แต่เห็น Customer Journey เพื่อให้ทุกคนในเคแบงก์เห็นภาพลูกค้าเป็นภาพเดียวกัน ถัดมาเป็น Prescriptive Banking คือการที่เราสามารถให้คำแนะนำเขาได้ และสุดท้ายถึงเป็น Cognitive Banking ยิ่งกว่ารู้ใจเขาอีก ดังนั้น เรามีเป้าหมายในปี 2563 จะเป็นธนาคารที่รู้ใจลูกค้า (Cognitive Banking) และต้องอยู่ทุกที่ทุกเวลา นั่นคือภารกิจในการทรานส์ฟอร์มเคแบงก์

 

การขยับตัวครั้งนี้ขององค์กรยักษ์ใหญ่อย่างกสิกรไทย จะส่งผลต่อสังคมไทยโดยภาพรวมอย่างไร

     คิดว่าจะช่วยประเทศไทยได้เยอะเลย อย่างเช่นเรื่องเทคโนโลยี ถ้าเมื่อไหร่ที่แกนโลกเทคโนโลยีเปลี่ยนมาที่ประเทศไทย เราจะดึง talent และเงินทุนมหาศาลเข้ามาได้ พวกคนไทยเก่งๆ ปัจจุบันทำงานในต่างประเทศทั้งนั้น บางคนทำงานให้เฟซบุ๊กก็มี ถามว่าเขาอยากกลับมาทำงานที่ไทยไหม ก็อยากนะ แต่ยังไม่มีที่ให้เขามา

     ปัจจุบัน เราได้คนในซิลิคอนวัลเลย์ จาก Google, Apple, Facebook มาร่วมงาน เราสามารถดึงคนเก่งๆ ที่ไปทำงานต่างประเทศกลับมา เรียกว่า Reverse Brain Drain (สมองไหลกลับ – แรงงานคุณภาพกลับเข้ามาทำงานในประเทศ) สิ่งนี้เราเคยเห็นที่เวียดนามในเวฟแรกของดิจิตอลทรานส์ฟอร์เมชัน คือการที่คนเวียดนามที่อยู่ต่างประเทศกลับมา แล้วช่วยกันเปลี่ยนประเทศไปเลย ซึ่งถ้า KBTG และวงการสตาร์ทอัพไทยทำได้ ก็จะดึงคนไทยเก่งๆ ให้กลับมา เพราะเรื่องของเทคโนโลยีเป็นเรื่องของคนล้วนๆ ถ้าดึงคนเก่งๆ เข้ามา เงินทุนไหลเข้ามา พลิกประเทศไทยแน่นอน

     ยกตัวอย่างนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในอาเซียน บอกว่าภูมิภาคนี้มีศักยภาพที่จะสร้างบริษัทเทคโนโลยีที่มีขนาด 1 แสนล้านเหรียญฯ ได้ในอีก 15 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้เรามีบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่สุดในอาเซียนอย่าง Grab ที่มีมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาเป็น GoJek อยู่ที่ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ Grab เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2011 ใช้เวลาแค่ 7 ปีเท่านั้น ซึ่งต่อไปจะมีบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพราะถ้าดูประเทศจีน เรามีบริษัทสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดมูลค่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ อยู่ถึง 3 ตัว ได้แก่ Baidu, Alibaba และ Tencent ซึ่งก็จะมีตัวอื่นตามมาอีก ลองถามตัวเองว่าทำไมไม่ใช่คนไทยที่จะทำมัน เพราะไทยเป็นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เราเจริญกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม เมื่อไหร่ที่มีคนทำสำเร็จ เราสร้างบริษัทที่มีมูลค่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ มันเท่ากับ 25% ของจีดีพีประเทศไทย

 

กระทิง พูนผล

 

อยากรู้ว่าเมื่อถึงเวลาที่เคแบงก์กลายเป็น Cognitive Banking จริงๆ ภาพมันจะออกมาเป็นแบบไหน

     ธนาคารที่รู้ใจเรามากกว่าตัวเราเองอีก เปรียบเทียบแล้วอาจจะคล้ายกับ Amazon, Alexa และ Siri แต่ไม่ใช่ มันจะเหนือกว่านั้นอีก เราแนะนำลูกค้าได้เลยว่าจากประวัติของลูกค้า มีรายรับเท่านี้ ควรเอาเงินไปทำอะไรบ้าง เก็บเงินเท่าไหร่ แล้วต้องลงทุนอะไร จะสามารถผ่อนหรือกู้ยืมเงินได้มากน้อยแค่ไหน สมัครเครดิตการ์ดได้ไหม เป็นเหมือนเพื่อนที่รู้ใจทางการเงิน

     แล้วจะรู้ใจได้อย่างไร ก็มาจากฟีดแบ็กของธนาคารที่มีต่อลูกค้า และมาจากสองทัชพอยต์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เราเอาข้อมูลที่ลูกค้ายินยอมมาวิเคราะห์ ก็จะทำให้เห็นภาพที่บอกได้เลยว่าการเงินของเขาควรจะทำอย่างไร เหมือนคุณมี Personal Financial Adviser ผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล ที่ปกติคุณต้องเป็นเศรษฐีพันล้านหรือมีเงิน 150 ล้านขึ้นไปถึงจะมีแบบนี้ แต่ต่อไปเคแบงก์จะมีสิ่งนี้บริการให้ลูกค้าทุกคน

 

ที่บอกว่าใช้ AI กับ Big Data ในการขับเคลื่อนองค์กร พอจะยกตัวอย่างให้คนทั่วไปเข้าใจได้ไหม

     ปัจจุบันเราใช้ในการแนะนำกองทุนในแอพฯ Kplus มีตัวอย่างการแนะนำเงินกู้ แต่ว่าต่อไปเราต้องแนะนำได้ว่าเขาควรเก็บเงินไว้หรือเอาเงินนี้ไปทำอะไร แม้กระทั่งเรื่องการแนะนำสินค้า Kplus Shop ที่สามารถนำแนะสินค้าที่เกี่ยวข้องกันเราก็มีแล้ว ก็จะคล้ายๆ กับ Amazon’s Recommendation Engine ที่แนะนำสินค้า แต่เราจะให้บริการทางการเงินที่เหมาะสมกับเขา ซึ่งแต่ละคนจะได้ฟีดไม่เหมือนกัน

 

งานแรกที่คุณเข้ามาสร้างเปลี่ยนแปลงใน KBTG คืออะไร

     อันดับแรกเป็นเรื่องของคนและวัฒนธรรม เพราะสุดท้ายคือเรื่องของวิธีการทำงาน ทำยังไงให้องค์กรนี้เป็น agile มากขึ้น เราลองเอา agile มาใช้เป็นเวลา 2 ปี แต่มันยังเป็นสเกลเล็กอยู่ แต่ต่อไปเราจะต้องเอามาใช้ทั่วทั้ง KBTG แล้วก็ใช้ร่วมกับฝั่งเคแบงก์ด้วย เพราะจะทำให้นวัตกรรมออกเร็วมาก เรียกว่า Continuous Delivery ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ใช้กันทั้งนั้น

     พูดง่ายๆ ถ้าเป็นไปตามเป้าหมาย เคแบงก์ก็ไม่ใช่แค่ธนาคารอีกต่อไป มันคือ Tech Company มันคือ Tech Driven Company, Very Innovative Company แต่อยู่ในกรอบของธนาคารนะ ผลิตภัณฑ์ที่เราทำยังเป็น Financial Service แต่หน้าตาจะแบบ… นี่คือธนาคารหรือ? มันต้องเปลี่ยน 3 อย่างครับ คน วัฒนธรรม และกระบวนการทำงาน

 

เราจะขยายกรอบของธนาคารได้อย่างไร

     หลักๆ ผลิตภัณฑ์ของเราคือปล่อยกู้ แต่ประเด็นคือปล่อยกู้อีกแบบก็ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าเราจะปล่อยกู้กับคนขับรถแท็กซี่ หากเป็นแบบแต่ก่อนไม่ได้แน่นอน เขาไม่มีสเตตเมนต์ พอเราเอาดาต้ามาจับสามารถดูรายรับของเขาได้ ทำเครดิต สกอร์ ซึ่งก็ยังอยู่ในกรอบ แม้กรอบของธนาคารจะดูหนักหน่วงแต่ยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ เรายังทำได้แค่ 1-2% เท่านั้นเอง กับ Line เรากำลังจะทำ Social Banking ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Social Life หรืออย่าง Grab เป็นเรื่องของซูเปอร์แอพฯ เราจะทำเรื่องปล่อยกู้กับคนขับ ดังนั้น แม้กระทั่งในกรอบเอง เรายังแตะแค่ในจุดเล็กๆ ยังมีโอกาสให้เราทำอะไรได้อีกเยอะ

     เพราะนวัตกรรมหลายครั้งเกิดจากการที่เรามีข้อจำกัดทางนวัตกรรม บริษัทเทคโนโลยีมันก็ควรมีกรอบมากำกับดูแลบางอย่าง อย่างสตาร์ทอัพ โลกที่ผมเคยอยู่มาก่อน มันเล็กไงก็ move fast break things ได้ แต่พอมันใหญ่ขึ้นมามันก็ต้อง ffiix things ที่ break ไว้อยู่ สุดท้ายก็ต้องเคารพกฎ แต่ผมใช้กรอบให้เป็นโอกาส มันจะกลายเป็นความท้าทาย

 

คุณมาจากแวดวงสตาร์ทอัพที่เพิ่งก่อตัว แต่ที่ KBTG เป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้น มีวัฒนธรรมองค์กรระดับหนึ่งแล้ว คุณมีความท้าทายยังไงบ้าง

     การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรคือเรื่องใหญ่ KBTG แต่ก่อนจะประกอบจาก 5 บริษัทเข้ามารวมกัน แต่ละแห่งจะมีวัฒนธรรมของตัวเอง สิ่งแรกที่ผมพยายามทำคือ One KBTG รวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน กับอีกสิ่งใส่เข้ามาเรียกว่า A-Class มันคือ You’ll be the best wherever you are. เพราะว่าเราจะเป็นที่หนึ่งในอาเซียน หมายความว่าคุณจะอยู่ฝ่ายใดในองค์กรคุณก็เป็นผู้เล่นคนหนึ่งของทีมที่จะต้องเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุด และทั้งทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

คิดว่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่

     การสร้างวัฒนธรรมเป็นการวิ่งมาราธอนไม่มีวันสิ้นสุด ต้องปรับตลอดเวลา คือจากประสบการณ์ไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตาม องค์กรใหญ่ขึ้นปุ๊บ สถานการณ์เปลี่ยน ทำให้การสร้างวัฒนธรรมต้องทำทุกวัน เพราะมันคือพฤติกรรมพนักงานที่เกิดขึ้นตอนไม่มีใครจับตามอง ทำไมสี่ทุ่มแล้วพนักงานยังทำงานกันอยู่ ทำเพราะมีความสุข นั่นเป็นสิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมไง เราต้องรักษาตลอดเสมอ ไม่สามารถขี้เกียจได้ ทุกวันก็ต้องสู้เพื่อวัฒนธรรมที่ดีและพัฒนาให้ดีขึ้น

     มันเป็นอะไรที่เปราะบางมากเลยนะ ถ้ามีใครที่ทัศนคติไม่ดีปุ๊บ โอ้โฮ! ทีมเสียหมดเลย ตอนผมอยู่ Google ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นเรื่องของการสัมภาษณ์พนักงานทุกคน ต้องขึ้นไปถึงระดับผู้ก่อตั้ง อย่างผมได้ลายเซ็นจาก แลรี เพจ ผู้ก่อตั้ง Google ในหมายตอบรับสมัครงาน ที่ KBTG ก็เหมือนกัน ผมต้องสัมภาษณ์ทุกคนที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ แล้วมี exit interview พนักงานที่จะลาออกทุกคน ผมลงทุนกับคนเยอะมาก นอกจากนั้นมี stay interview ที่เรียกว่า chairman lunch ทานข้าวกับพนักงานในทุกระดับเลย นี่ก็น่าจะ 400-500 คนแล้วในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

 

กระทิง พูนผล

 

คุณเคยประกาศเป้าหมายจะทำให้ KBTG เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2564 คิดว่าเป็นไปได้จริงไหม แล้วทรัพยากรที่มีอยู่ตอนนี้ของ KBTG พร้อมที่จะไปถึงเป้าหมายแค่ไหน

     ถ้าพูดถึงทรัพยากร ผมไม่ห่วงเลย เราแทบจะมี unlimited resource คนที่อยู่ปัจจุบันก็เก่งมาก ในวงการแบงก์มีแต่จะอยากมาดึงคนของเราไป เรามีโปรแกรมเมอร์มือหนึ่งของเมืองไทย ที่เขียนภาษาคอมพิวเตอร์เก่งที่สุดคือภาษา Go ที่ Google เป็นคนคิด ซึ่งใช้กับพวก Machine Learning และ AI แต่ประเด็นจริงๆ คือมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันมากกว่า ที่ตอนนี้ยังดึงศักยภาพของคนออกมาไม่ได้ ถามว่าเป็นไปได้ไหม ผมเป็นไปได้แต่มันจะยาก ถ้าให้เวลา 5 ปี ผมว่าทำได้แน่

     แต่เราทุกคนควรมีเป้าหมายที่ท้าทายตัวเองไง ที่ตั้งไว้แค่ 3 ปี ผมว่ามันคงจะเห็นผลตอนปีที่ 5 และถ้าเราตั้ง 5 ปี มันก็จะเห็นผลตอนปีที่ 7 (หัวเราะ) เราเรียกว่า Big Hairy Audacious Goal หรือ BHAG คือเป้าหมายที่มันบ้ามากๆ ที่ความเป็นไปได้มันน้อยกว่าความเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราตั้งเป้าหมายแบบที่คนอื่นก็ตั้งได้ แล้วเราจะทำไปทำไม? จริงไหม มันไม่ใช่เป้าหมายสำหรับผู้ชนะ ผมอยากสร้างเป้าหมายให้กับ KBTG ที่เป็นองค์กรของผู้ชนะ ทีมที่ดีที่สุดต้องไขว่คว้าและกระหายกับเป้าหมายที่ท้าทายที่สุด ดึงศักยภาพของคนออกมาเพื่อไปให้ถึง จะผ่อน 80% ไม่ได้ คุณต้องเหยียบคันเร่ง 100-120% คุณจะไปถึงเป้าหมาย เหมือนวิ่งมาราธอน วิ่งไปร้อยเมตรแล้วหยุด เสร็จแล้วว่ายน้ำต่อ จากนั้นปั่นจักรยาน

 

ในยุคที่ธนาคาร และ Financial Services ถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี ถ้าเกิดธนาคารปรับตัวไม่ทัน สถานการณ์ที่แย่ที่สุดจะเป็นอย่างไร

     ก็คงหายตัวไปเหมือนมีเดีย ผมว่าตอนนี้มีแค่ 4 ธนาคารที่จะรอด ส่วนแบงก์อื่นนอกจากนี้ยังนึกไม่ออก เพราะว่าเรื่องของไอทีเป็นเรื่องที่คุณต้องลงทุนมานานมากแล้ว ซึ่งเคแบงก์ก็ลงทุนมาเป็นสิบๆ ปี ทำให้รากฐานดีมากแล้ว ดังนั้น เวลาทำทรานส์ฟอร์เมชันก็ไม่ได้ยากมากนัก อีกอย่างเป็นเรื่องของสเกล เพราะการลงทุนด้านไอที สเกลของแบงก์เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน แบงก์เล็กๆ ที่ควบรวมกันจึงจะลงทุนไอทีสเกลใหญ่ๆ ได้ เพราะถ้าไม่ปรับตัวด้านดิจิตอล เวลาโดนดิสรัปต์มันจะเหมือนโดนสึนามิ

     ระยะแรกเรียกว่า digitization พูดง่ายๆ คือข้อมูลลูกค้าถูกทำให้เป็นดิจิตอลทั้งหมด ระยะถัดไปคือ deception การหลอกตาตัวเอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกดูเรื่อยๆ ติดดิน สักพักหนึ่งมันจะหักศอกเลย แล้วจะเป็นแบบนี้อยู่สองสามปีสำหรับคนที่ปรับตัวไม่ทัน ในแง่กำไรจะร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเทคโนโลยีมันเทกออฟ ทุกอุตสาหกรรมเป็นแบบนี้หมด การลงทุนกัลเทคโนโลยีเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่ออกแอพพลิเคชันมา ไม่ใช่แค่ไปจ้างเอาต์ซอร์สทำโมบายแอพฯ แต่ต้องดูความสามารถของคนในองค์กรด้วย ต้องรักษาการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องจากข้างใน

     ขณะที่วัฒนธรรมองค์กรที่คนทำงานด้านเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกันกับฝั่งธุรกิจ การสร้างทีมเล็กๆ ในลักษณะที่เรียกว่า agile ก็จะตอบโจทย์ของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท เพราะทุกแบงก์มีพนักงานนับหมื่นคน มันจะเป็น agile ยังไง ก็ต้องเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและวัฒนธรรม ฉะนั้น จะเห็นว่าไม่ใช่แค่การลงทุนอย่างเดียว มันคือเรื่องการหาคนที่เหมาะสม เปลี่ยนกระบวนการทำงาน โครงสร้างองค์กร การให้รางวัลและผลตอบแทน พวกนี้ใช้เวลาทำนานมาก ซึ่งนี่แหละคือความท้าทายของมัน

 

เทคโนโลยีฟังดูเป็นเรื่องน่ากลัว

     น่ากลัวสิ น่ากลัวอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน ประเทศไทยเราสามารถก้าวกระโดดได้จากพื้นฐานด้านอาหาร เราก็เป็นครัวโลกมีอาหารหลากหลาย ถ้าเราสามารถทำเนื้อเบอร์เกอร์จากพืช แต่รสชาติเหมือนเนื้อจริงๆ เลย หรืออกไก่ทำจากขนุนที่มีขายจริงแล้วที่อเมริกา พวกนี้เป็นเรื่องของ Food.Agri.Bio Tech อีกหน่อยเราไม่ต้องเลี้ยงวัวแล้ว ธุรกิจอาหารสัตว์ก็ไม่จำเป็น ไม่ต้องมานั่งฆ่าวัว เรากินพืชแทน แต่ว่าตอนนี้มันยังมีราคาแพงมากอยู่

     แม้กระทั่งแอลกอฮอล์ เหล้าหรือไวน์ที่บ่มมา 30 ปี นำมาเข้าเครื่องสแกนเนอร์แยกโมเลกุลแล้วทำออกมารสชาติเหมือนกับไวน์ที่ราคาขวดเป็นแสน แต่ใช้การผลิตแค่คืนเดียว ผมเคยไปลอง blind test ชิมไวน์มอสคาโตว่าอันไหนคือของจริงกับสังเคราะห์ เราแยกไม่ออกเลย ถ้าเราคิดกลับกัน ทำไมเราไม่กระโดดข้ามไปเลย ทดลองพวกเกษตรกรรมเลยได้ไหม เรื่องของไบโอเทคโนโลยี หรือในส่วนของการท่องเที่ยว Transformative Tourism ก็เป็นเรื่องใหญ่ ที่เราจะเปลี่ยนการท่องเที่ยวของเราให้เป็นเชิงลึกและเน้นประสบการณ์มากขึ้น

 

ธุรกิจไหนที่ปรับตัวไม่ทัน สถานการณ์ที่แย่ที่สุดคืออะไร

     ก็ปิดตัว เริ่มจากจะขาดทุน เหมือนกับที่อเมริกาในปี 2017 เป็นหายนะของวงการค้าปลีก มีห้างค้าปลีกปิดตัว 5 พันกว่าสาขา และ 4 พันกว่าสาขาในปี 2018 อยู่ดีๆ ห้างเกือบหมื่นสาขาปิดตัว หรือก่อนหน้านั้นธุรกิจมีเดียของอเมริกาก็ได้รับผลกระทบไปแล้ว แต่เลยจุดนั้นไป มีเดียที่รอดตายก็อย่าง The New York Times ที่โมเดลการบอกรับสมาชิกสร้างรายได้ร้อยกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ

     ดังนั้น หลังจากการดิสรัปชันผ่านไปจะมีโอกาสให้เราสร้างนวัตกรรมหรือเกิดใหม่ ผมถึงบอกว่าการดิสรัปชันคือวงจรของการทำลายล้างเพื่อให้ผู้ที่อยู่รอดปรับตัวและเกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา ถ้าปรับตัวไม่ได้ก็ต้องหายไป ในทำนองเดียวกันก็เป็นโอกาสของเขาในการเกิดใหม่ ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหนก็ตาม คุณต้องปรับตัว ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า จะเกิดสึนามิใหญ่เลยนะ เป็นเรื่องของ 5G และ IoT พอไปผสมกับ AI และ Machine Learning มันเกิด self driving cars, autonomous driving และ drone เป็นต้น

 

สถานการณ์ตามความเป็นจริงในตอนนี้สตาร์ทอัพอีโคซิสเตมของไทยเป็นอย่างไร

     ก็ยังโตอยู่ แต่บ้านเรายังตามหลังเวียดนาม เขาสร้างไป 800 กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ ของไทยประมาณ 100 กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ เราตามหลังเขาประมาณ 8 เท่า แต่เวียดนามอยู่ในเวฟที่สองไง มีการให้คำแนะนำสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ๆ ที่เก่งๆ เยอะมาก เราเองก็มีใช้เอาต์ซอร์สจากเวียดนาม เพราะหาคนไทยไม่ทัน ปัญหาคือคนเก่งๆ ที่จบใหม่ยังน้อยอยู่ อย่างวิศวกรที่จบมาใช้งานได้จริงๆ มีกี่คน ก็ต้องไปดูที่ระบบการศึกษาของบ้านเรา คนไทยที่อยู่ต่างประเทศก็กลับมาน้อย เดี๋ยวผมก็ต้องบินไปอเมริกาหาคนเก่งๆ ด้านเทคโนโลยีเข้ามาเสริม

     อีกอย่างคือในสตาร์ทอัพอีโคซิสเตมของไทย เรามีสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าเกินร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ แค่ 2 ตัว แม้จะยังไม่เป็นยูนิคอร์น แต่ก็ทำสำเร็จแล้วในแง่ของสตาร์ทอัพที่ระดมทุนได้เกินร้อยล้านเหรียญฯ ซึ่งมันมีแค่ 4% จากสตาร์ทอัพทั่วโลก ดังนั้น เวฟแรกของเมืองไทยอยู่ที่สองตัวนี้ แล้วก็จะเทกออฟให้ไปต่อได้ ก็จะมีการลงทุนในซีรีส์ใหญ่ๆ เราก็หวังว่าจะกลายเป็นยูนิคอร์นในสักวัน

 

กระทิง พูนผล

 

ทำไมไปๆ มาๆ ในโลกยุคใหม่ เราแพ้เวียดนาม

     เพราะเวียดนามไปอยู่เวฟสองแล้วไง มีกลุ่มที่สำเร็จแล้วเป็นยูนิคอร์นตัวหนึ่งชื่อ VNG คราวนี้ก็มีการบอกต่อกันว่าเวียดนามทำสำเร็จแล้ว นักลงทุนก็เชื่อ มีคนเก่งๆ เริ่มกลับมา และสตาร์ทอัพรุ่นพี่ก็ให้คำแนะนำแก่รุ่นน้อง ก็กลายเป็นเทกออฟเลย ส่วนเราศักยภาพไม่ได้แพ้เขา แต่ตามหลังอยู่ 10 ปีเท่านั้นเอง เพราะเราเริ่มช้ากว่า สตาร์ทอัพไทยเริ่มในปี 2012 นี้เอง

 

ประเทศไทยเรายังมีอนาคตมากน้อยแค่ไหน และอุปสรรคคืออะไร

     ผมว่าติดเรื่องข้อกฎหมายเยอะ พอระดุมเงินในระดับซีรีส์ A ก็ต้องย้ายฐานไปจดทะเบียนในสิงคโปร์ กลายเป็นว่าตัวดีๆ ไปอยู่ที่นั่นหมด อย่าง Zilingo ระดับหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็เริ่มจากเมืองไทยแต่จดทะเบียนที่สิงคโปร์ ทำให้ไม่นับว่าเป็นสตาร์ทอัพไทย แต่จ้างคนไทยเต็มเลย ทำให้พอโตสักพักหนึ่งก็ต้องออกจากประเทศเพราะติดข้อกฎหมาย

     แล้วคนเก่งๆ มาทำงานเมืองไทยก็ค่อนข้างลำบาก ทั้งเรื่องของตัวนักลงทุนที่ลงทุนในสตาร์ทอัพไทยก็ลำบาก กฎหมายบางอย่างก็ยังไม่รองรับ เช่น กฎหมายรองรับวีซ่าก็ยังไม่มี คือทุก 3 เดือนก็ยังต้อง renew visa ใหม่เป็นวีซ่าท่องเที่ยว เพราะถ้าเป็นวีซ่าทำงานต้องได้เงินเดือนสองแสนขึ้นไป ทั้งๆ ที่ต่างชาติมาเมืองไทย เขาชอบเมืองไทย สมัยก่อนที่เชียงใหม่จะเกิดวิกฤตอากาศ ฝรั่งอยู่กันเต็ม สตาร์ทอัพที่ดีที่สุดแต่ก่อนของผมก็อยู่เชียงใหม่

 

ทำไมแอพฯ ของธนาคารถึงต้องมุ่งไปในทิศทางที่เป็นไลฟ์สไตล์แอพฯ มากขึ้น

     เพราะสุดท้ายธนาคารเป็นแค่ตัวโอน เติม จ่าย กู้เงิน นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ใช่อะไรที่เราใช้ อย่างของเคแบงก์ ลูกค้ามีเอนเกจเมนต์กับเราเยอะมาก เรามีฟีดต่างๆ ที่ส่งไปให้ลูกค้า เป็นเรื่องของดาต้าและข้อมูลวงจรชีวิตของลูกค้าซึ่งในที่สุดก็คือการเพิ่มเอนเกจเมนต์ สาเหตุที่ลูกค้าชอบเราคือเอาข้อมูลมาพัฒนาตรงนี้ได้ แล้วทุกธนาคารมุ่งไปตรงนั้นหมด แต่เคแบงก์นำหน้าคนอื่นโดยไม่ต้องไปตามจุดต่างๆ มันเลยคำว่าแอพฯ ไปแล้ว เป็น Multiple Ecosystem ที่ไปอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่

 

คุณมีแผนระยะยาวที่มากกว่า 3 ปีไหม

     ผมว่า 3 ปีนี้ก็เหนื่อยแล้ว ทำให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเป็นเรื่องของ beyond banking มันต้องออกนอกกรอบของแบงก์ คือเป็นเรื่องใหญ่เลย แล้วโลกปัจจุบันเราไม่สามารถวางกลยุทธ์เกิน 3 ปีได้ เนื่องจากโลกเปลี่ยนเร็วมาก ไม่สมเหตุสมผลที่จะวางแผนยาว 5 ปี คุณจะไม่รู้เลยว่าโลกจะพลิกไปทางไหน

     ยกตัวอย่าง Apple อยู่ดีๆ ก็เปิดตัว Apple Card ออกมา หรือ Huawei ดันกลายเป็นสมาร์ตโฟนที่ขายดีกว่า ก็เป็นการดิสรัปต์กันไปมา อันดับแรกเราต้องสร้างองค์กรที่ปรับตัวได้เร็ว มันจึงเป็นเรื่องของ agile พอโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว ทางด้านไอทีพร้อม คราวนี้เราจะไปทางไหนก็ได้ ตัวเบาแล้ว

 

การที่ Apple เปิดตัว Apple Card ออกมา ดูเหมือนจะท้าทายธุรกิจธนาคารพอสมควร

     มันจะกระทบแน่นอน อย่างแรกคือเรื่องของเพย์เมนต์ เป็นการดิสรัปต์ตัวเครดิตการ์ดและเพย์เมนต์ทั้งหมด แต่ตอนนี้น่าจะโฟกัสฝั่งสหรัฐฯ ก่อน ผมว่าฟินเทคอาจจะโดนกระทบก่อนแบงก์ เพราะแบงก์ยังถูกปกป้องด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเรกูเรเตอร์ แต่ฟินเทคเละแน่ๆ

 

กระทิง พูนผล

 

เทคโนโลยีอะไรที่กำลังมาและคนให้ความสนใจ

     วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตก่อให้เกิด Google, Facebook, Apple เป็นบริษัทระดับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เต็มไปหมด แต่ไบโอเทคจะใหญ่กว่านั้น เพราะมันแตะทุกคนในโลก ผมว่า Food.Agri.Bio Tech เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไบโอเทคอย่างเดียวใหญ่กว่าอินเทอร์เน็ตถึง 4 เท่า ถ้าคุณมีลูกนะ ผมแนะนำให้เรียน Computational Biology (ชีววิทยาเชิงคำนวณ) จะต่อยอดได้ อย่าไปเรียน Machine Learning แล้วนะ เพราะมันเริ่มโหลแล้ว

 

คนรุ่นใหม่ที่โตมาในยุคดิจิตอล แวดล้อมด้วยเทคโนโลยี ต่างจากคนรุ่นคุณอย่างไร

     พฤติกรรมต่างกันมหาศาล เด็กรุ่นใหม่สมาธิสั้นมาก อ่านหนังสือแค่ 1.6 วินาที สอง คือเขาชอบการสนทนา ไม่ชอบการค้าขายโดยตรง และเชื่อในคอมมูนิตี้ของเขา ลองดูเด็กสมัยนี้ว่าขนาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังขวดละ 10 บาท ยังเขียนรีวิวกันเลย คือรีวิวทุกอย่างสุดท้ายค่อยมาขายของ เพราะเป็นคนมัลติทาสกิ้ง ชอบเข้า hyper convenience เขาบอกว่า I want what, I want when I want. นี่แหละคือคอนซูเมอร์ยุคใหม่ ดังนั้น วิธีการคือให้คนรุ่นเดียวกันคิดผลิตภัณฑ์สำหรับคนรุ่นเดียวกัน

     ที่ KBTG มีเด็กรุ่นใหม่อายุยี่สิบกว่าๆ เดี๋ยวนี้อ่านนิยายกันเป็นแชต คือโหดมาก อย่างมังกรหยก ก็เอาก๊วยเจ๋งขึ้นมาเป็นตัวละครพูดกันในแชต เด็กมันอ่านแบบนั้น แล้วดูวิดีโอ 5 วินาทีก็เบื่อแล้ว คนไทยกดข้ามโฆษณาบนยูทูบกันมากที่สุดในโลก ทีวีไม่ต้องพูดถึง นี่คือพฤติกรรมที่ต่างกันมหาศาล

     เจเนอเรชันเล็กลงเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เป็นไมโครเจเนอเรชัน เนื่องจากวงจรแต่ละรุ่นสั้นลง เด็กรุ่นใหม่ในอเมริกาตอนนี้เขาเรียกว่า digital baby เพราะมีอุปกรณ์สองชิ้นที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คือ smart pampers และ sock ที่วัดออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจได้ พอเด็กนอนผิดท่า หายใจไม่ได้ มันก็จะแจ้งเตือน โดยไม่ต้องสอดเครื่องมือวัดออกซิเจนในเลือดเข้าไป เป็นยุค wearable

 

แล้วดีหรือไม่ดี

     เราไม่รู้ ดีหรือไม่ดีอยู่ที่คนใช้ อย่างนิวเคลียร์ถ้าใช้เป็นจรวดก็เลว เพราะมนุษย์เอาเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่ไม่ดี ผมว่ามันถึงต้องอยู่ในการศึกษาของคนไทยทั้งหมดในแง่ของ Technology Literacy จริยธรรม และความเท่าทันเทคโนโลยี เดี๋ยวนี้มันมีการล่อลวงกันในเกม พ่อแม่ตามจับลูกไม่ทันแล้วครับ แต่สังคมไทยยังไม่มีการบรรจุเรื่องพวกนี้เลย

 

ธรรมชาติของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยอดทน เปลี่ยนงานบ่อย อันนี้จริงเท็จมากน้อยแค่ไหน

     อันนี้เป็นทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ผมว่าเราต้องดูจุดแข็งและความคิดสร้างสรรค์ของเขา เพราะเขาเป็นคนที่มีทักษะแบบมัลติทาสก์ถูกไหม เราต้องใช้ให้ถูก ให้เขาทำงานที่ถนัด เด็กรุ่นใหม่จริงๆ ทำงานเลิกดึกนะ ผมว่าเป็นเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ การดึงศักยภาพของเขาออกมาให้ได้มากที่สุด อย่างคนรุ่นผมทำงานตามคำสั่งบ้าง แต่เด็กรุ่นใหม่มันมีวิญญาณขบถ คิดอะไรก็ต้องดิสรัปต์และเข้าใจผู้บริโภครุ่นเดียวกัน นี่คือจุดแข็งของพวกเขา คือพวกนี้พอมีปัญหาก็กัดไม่ปล่อย อย่างแรกคือเรื่องของการฟังและเคารพเขา อย่าไปมองว่าเขาเด็กกว่าคุณ

 

แสดงว่าคนรุ่นคุณไม่ค่อยมีความขบถ

     ถ้าผมไม่ขบถ ผมก็ไม่มาอยู่ตรงนี้ คือคนรุ่นผมก็ขบถ มันมีในทุกรุ่น บางคนก็จะลืมตอนโต ตั้งแต่สมัยพ่อแม่ที่ออกมาประท้วงสงคราม บุปผาชน ฮิปปี้ มันคือสิ่งที่มีมากับมนุษย์ มันคือจิตวิญญาณเสรี ผมว่ามนุษย์ทุกคนมีแบบนี้ทั้งหมด บางคนก็ไม่กล้าออกมา องค์กรสมัยใหม่มันต้องมีวิญญาณความขบถบ้าง

 

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่านอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง ตอนนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม

     ที่เพิ่มมาคือกินยาวันละ 14 เม็ด เป็นทุกโรค มันนอนไม่ได้ บางทีลูกน้องโทร.มาตอนเที่ยงคืนครึ่ง กว่าจะได้นอนก็ตี 2 แต่มันคือความสนุก ผมว่าเดี๋ยวเราก็ได้นอนตอนเราตาย สมัยก่อนผมนอนเที่ยงคืนตื่นตี 4 ขึ้นมาอ่านหนังสือทุกวันตลอดหกปี มันเลยเกิดเป็นนิสัย ผมอายุ 40 แล้ว ก็มีเรื่องของสุขภาพ ต่อมลูกหมากโตเท่ากับคนอายุ 50-60 ปีด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ผมเอาชีวิตในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน

 

ทำไมถึงต้องเอาชีวิตในอนาคตมาใช้

     ผมไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด ไม่ได้เป็นอะไรที่ดีที่สุด ผมมาถึงตรงนี้ได้ต้องใช้พลังงานและความทุ่มเทที่เหนือกว่าปกติ เป็นแค่สิ่งเดียวที่คนธรรมดาๆ จะทำได้

     ผมได้รับเลือกให้เป็น Young Global Leader ผู้นำโลกรุ่นใหม่ เป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้ คนที่ได้ก็มี แลรี เพจ, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ก หม่า เป็นต้น แต่เด็กกำแพงเพชรจากวัดคูยางมาถึงตรงนี้ได้เพราะเป็นเรื่องของความฝัน ถ้าคนธรรมดาจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ต้องใส่ความพยายามเกินศักยภาพและขีดจำกัดไปเยอะมาก ถึงบอกว่าไม่มีทางหรอกที่คนธรรมดากับความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายเราพิสูจน์แล้วว่าทำได้ พอเราทำตรงนี้ได้ เด็กรุ่นหลังก็อยากทำให้ได้เหมือนกัน มันไม่ได้ง่าย เป็นต้นทุนทั้งนั้น

     ครึ่งปีหลังต้องดูแลสุขภาพให้มากขึ้น เพราะผมป่วยหลายอย่างสืบเนื่องจากการทำงานหนัก ผมเป็นโรคความดันตั้งแต่อายุ 31 หมอต้องจ่ายวิตามินสำหรับคนอายุ 50 ให้ทาน เจ๋งไหมล่ะ แต่จริงๆ ก็ต้องปรับพฤติกรรมการนอนและโรคอ้วน การไม่ออกกำลังกาย นี่เดี๋ยวเดือนพฤษภาคมจะไปบวชวัดป่าประมาณ 10 วัน

 

มีกรณีศึกษาที่เป็นโมเดลธุรกิจแล้วปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ได้ไหม

     ถ้าเป็นธนาคาร ผมว่าเป็น DBS ของสิงคโปร์ ที่ปรับตัวมาเป็นดิจิตอลเกือบเต็มตัว เพราะเขาทำดิจิตอลทรานส์ฟอร์เมชันมา 4 ปี ไปเปิดตัวธนาคารที่อินเดียแบบไม่มีสาขา เป็นดิจิตอลเท่านั้น แล้วใช้ AI ในการทำงาน

     หรืออย่างธุรกิจรถยนต์ก็น่าสนใจ เพราะมันกำลังถูกดิสรัปต์จากเทสลา เพราะทิศทางรถยนต์ไปไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งจากค่าย Mercedes, BMW, Porsche ลองคิดว่าถ้า Porsche ทำรถไฟฟ้าแข่งกับ Tesla ได้สบายๆ อุตสาหกรรมก็จะไปได้เร็ว หรืออย่าง Ford ก็ไปหาสตาร์ทอัพที่ทำ self-driving car ชื่อ Cruise ลงทุนไป 3 หมื่นล้านเหรียญฯ ต่อไปทุกค่ายไปรถยนต์ไฟฟ้าแข่งกับ Tesla ได้สบายๆ เพราะการทำรถยนต์ยากมากนะ แต่ค่ายรถยนต์จีนน่าจะมาดิสรัปต์ เพราะราคาถูก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตรถของโลก

 


เรื่อง: อริญชัย วีรดุษฎีนนท์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN