ธเนศ อังคศิริสรรพ: เอาตัวรอดจากยุคธุรกิจ ‘ปลาเร็วกินปลาช้า’ ด้วยแนวคิด Everyday Learning

The Conversation
25 Nov 2019
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์

ยุคก่อน บัญญัติของธุรกิจคือโลกของ ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ แต่ในยุคปัจจุบัน แทบทุกอย่างต่างเผชิญการดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี ความยิ่งใหญ่ของธุรกิจถูกสั่นคลอนด้วยความรุดหน้าอย่างรวดเร็วของนวัตกรรม พร้อมกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

        ความสำเร็จและความล้มเหลวในโลกธุรกิจจึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที จนพูดได้ว่าโฉมหน้าของโลกธุรกิจในวันนี้เปลี่ยนไป และกลายบัญญัติเป็น ‘ปลาเร็วกินปลาช้า’ ไปแล้ว

        เราได้มีโอกาสไปพูดคุยกับ ธเนศ อังคศิริสรรพ หัวเรือใหญ่ของบริษัทด้านไอทีจากแดนมังกรอย่าง Lenovo ถึงภาพรวมความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในวงการไอที ประสบการณ์ตลอด 28  ปีในวงการ ทำให้ธเนศได้เห็นสัจธรรมหลายประการที่เกิดขึ้น ทั้งเทรนด์ใหม่ๆ ของเทคโนโลยี แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ปรับเปลี่ยนไปตาม Customer Centricity จากเดิมที่มักจะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บนข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีอยู่เป็นหลัก ไปจนถึงเรื่องการควบรวมกิจการของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ (Merger and Acquisition: M&A) ซึ่งทำให้เส้นแบ่งชัดเจนระหว่างบริษัทที่ทำฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์แทบจะเลือนหายไปสิ้น เพราะผู้ประกอบการต่างทำธุรกิจไปในทิศทางเดียวกันหมดแล้ว

        ในวันที่มีโจทย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด บริษัทไอทีใหญ่บางแห่งล้มหายตายจากไป หัวใจสำคัญที่ธเนศคิดว่าจะทำให้ธุรกิจไอทีเดินหน้าต่อไปได้ คือการสร้างทัศนคติในการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าในทุกๆ วัน เพราะว่าใครที่เรียนรู้ได้มากกว่า ก็จะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า

        “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเป็นจำนวนมาก เพื่อทำความเข้าใจว่าความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าคืออะไร กระบวนการคือ Everyday Learning เราต้องเรียนรู้ในทุกๆ วัน เพราะลูกค้าจะมีความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา”

        เรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตของตัวจริงในวงการไอทีคนนี้ จะทำให้คุณเข้าใจความเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับมือโลกแห่ง ‘ปลาเร็วกินปลาช้า’ นี้ได้ดีขึ้น

 

ธเนศ อังคศิริสรรพ

ผมมองว่ายุคนี้ไม่ใช่เรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า เพราะถ้าคุณขยับตัวช้า คุณปรับตัวช้า คุณก็ล้าหลัง

เป็นปีที่ 3 ของคุณธเนศในฐานะหัวเรือใหญ่ของ Lenovo ความท้าทายในวันแรกกับวันนี้เปลี่ยนไปอย่างไรไหม

        ผมอยู่ในวงการไอทีมา 28 ปี ตั้งแต่เรียนจบ ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของตลาดไอที และเห็นความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เห็นความเปลี่ยนแปลงจากยุคคอมพิวเตอร์ 286/12 เครื่องอ่านแผ่น floppy disk เครื่องละแสนสอง แล้วมาถึงวันนี้คอมพิวเตอร์เครื่องละหมื่นกว่าบาท แต่ประสิทธิภาพแตกต่างกันเยอะ เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสัจธรรม เราจะเห็นว่าตลาดมีแนวโน้มการทำ M&A (Merger and Acquisition) หรือการควบรวมกิจการกันมากขึ้น ความชัดเจนระหว่างบริษัทที่ทำฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์แทบจะหมดไป เพราะทุกคนทำแทบจะเป็นทิศทางเดียวกันหมดแล้ว หรือการเกิด Digital Disruption ที่มีการนำ AI นำเทคโนโลยีไอทีเข้ามาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์มากขึ้น เห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เห็นการหยิบเอาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันแทบจะทุกวินาที

        ดูจากตัวผมเอง ทุกวันนี้น้อยมากที่จะไปเดินห้าง แม้แต่ซื้อต้นไม้ ซื้อปลา ซื้อนก ซื้อของใช้ ผมก็ซื้อผ่านออนไลน์หมด พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแบบนี้สะท้อนให้ผู้ผลิตอย่างเราต้องปรับตัว ซึ่งในแง่ของวงการไอทีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เรามีการปรับใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริการลูกค้ามากขึ้น อย่าง Lenovo เราก็มีการพัฒนา Chatbot มาใช้ในการตอบคำถามลูกค้า ในระบบการจัดการหลังบ้าน เรื่องการขนส่ง หรือเรื่องการวางแผนออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ เราก็นำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการ

การปรับตัวของ Lenovo มุ่งที่เรื่องใดบ้าง

        Lenovo มีการวางแผนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า Intelligent Transformation ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ เราเรียกว่า 3S ตัว S แรกคือ Smart IoT หรือ Internet of Things ในวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักแล้ว ซึ่งจะเห็นภาพว่าเราได้ไปควบรวมกับบริษัท IBM PC มาหลายปีแล้ว และวันนี้กลายมาเป็น Lenovo PC รวมทั้งเรายังมีสินค้าสำหรับกลุ่มผู้บริโภคและสินค้าในกลุ่มเชิงพาณิชย์อื่นๆ เช่น แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน และสมาร์ตดีไวซ์ที่ครอบคลุมในเรื่อง Internet of things ด้วย

        ถัดมาคือ Smart Infrastructure ชัดเจนว่าเราเป็นมัลติแบรนด์ที่มีบริการครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า รวมทั้งการเป็นผู้ให้บริการ Server, Storage หรือระบบปฏิบัติการหลังบ้านของลูกค้า ว่าจะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับโจทย์และความต้องการที่แตกต่างไปในแต่ละเจ้า

        ส่วนสุดท้ายคือ Smart Vertical หรือการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะวันนี้ลูกค้ามีความต้องการที่เฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล กลุ่มภาคการศึกษา กลุ่มภาคการผลิต หรือแม้แต่ภาครัฐบาล เพราะฉะนั้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Lenovo ก็ต้องตอบโจทย์เหล่านั้น ด้วยการพัฒนาศักยภาพ จัดทีมผู้เชี่ยวชาญ ดูแลลูกค้าเฉพาะด้านมากขึ้น ยกตัวอย่างในธุรกิจ Health Care เราก็ต้องเข้าไปรู้จัก Pain Point ของเขา ในการที่จะดูแลลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูคิวจ่ายยาอย่างไรไม่ให้ลูกค้ารอนาน เราต้องดูว่ามีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยตรงนี้ได้บ้าง 

ในวงการไอที แนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ในอดีตกับปัจจุบัน มีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

        แต่ก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะอิงกับซัพพลายเออร์ของเราอีกทอดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป หน่วยประมวลผล ฮาร์ดดิสก์ แต่วันนี้วิธีคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตอนนี้ต้องใช้คำว่า Customer Centricity แทน การมองหานวัตกรรมใหม่ๆ จะเริ่มโฟกัสจากความต้องการของลูกค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์จะดูก่อนว่าลูกค้ามีการใช้งานด้านไหน อย่างเช่น ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ที่พนักงานต้องใช้การคำนวณโปรแกรม Excel หนักๆ การใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดาอาจจะไม่แรงพอ เขาอาจจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่ CPU ใหญ่และแรงขึ้น หรืออย่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำอย่างไรให้สามารถรองรับการใช้งานแบบมัลติฟังก์ชันได้ เพราะการใช้งานคอมพิวเตอร์สมัยนี้ คนใช้จะทำอะไรหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน นี่คือการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Customer Centricity

ทำอย่างไรที่จะเข้าใจ Insight ของลูกค้า

        Lenovo เป็นผู้ผลิตอยู่ในวงการนี้มายาวนาน เดือนนี้เราฉลองครบรอบ 35 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเป็นจำนวนมาก เพื่อทำความเข้าใจว่าความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าคืออะไร กระบวนการคือ Everyday Learning เราต้องเรียนรู้ในทุกๆ วัน เพราะลูกค้าจะมีความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา 

        ยกตัวอย่างเมื่อเช้าก่อนมาสัมภาษณ์ ผมมีนัดกับลูกค้า Heath Care เจ้าหนึ่ง ผมเดินทางเข้าไปเพื่อพูดคุยกับอาจารย์หมอที่โรงพยาบาล โดยโจทย์ของเขาคือต้องการจัดระบบปฏิบัติงานของโรงพยาบาลใหม่ โจทย์ที่ได้รับเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา เช่น เขาต้องการ tracking ติดตามผู้ป่วยเด็ก ในกรณีที่ถ้าเด็กดึงสายน้ำเกลือและวิ่งหายออกไปจากวอร์ด ซึ่งเราก็เสนอไปว่าอาจจะมีผลิตภัณฑ์แบบ Internet of Things เป็นริสต์แบนด์หรือที่ห้อยคอที่สามารถ tracking หาตำแหน่งของผู้ป่วยได้ ในการทำงานของเราต้องลงไปเข้าใจความต้องการของลูกค้า ซึ่งถ้านั่งอยู่แต่ในออฟฟิศเราไม่มีทางเห็นภาพว่าการทำงานเบื้องหลังของหมอกับพยาบาลเป็นอย่างไร มันคือการไปเข้าใจเรื่องใหญ่ในมุมของเขา และเราก็สามารถหยิบไอเดียต้องนั้นมาทำ PoC (Proof-of-Concept) ให้เขาได้ ซึ่งการเข้าใจความต้องการของลูกค้า ผมว่ามันคือหัวใจของธุรกิจ

การรับฟังถือเป็นพื้นฐานของการสร้างนวัตกรรม

           ใช่ อย่างล่าสุดผมเองอยู่ในกลุ่มของคนที่ชอบ gadget ก็มีคนมาโพสต์ถามว่า มีหูฟังตัวไหนไหมที่ใส่ฟังไปด้วยว่ายน้ำไปได้ด้วย ก็มีคนเข้าไปถามว่าเวลาว่ายน้ำพี่ยังจะฟังเพลงอีกเหรอ (หัวเราะ) บางครั้งเราไปเห็นหรือไปรับฟังความต้องการของลูกค้าแบบนี้ อาจกลายมาเป็นไอเดียที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

        ผมว่าในการทำธุรกิจหรือขายของ มันคือ Art and Science เป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ในสิ่งเดียวกัน ในแง่วิทยาศาสตร์มันมีทฤษฎีแบบ Sales101 อยู่แล้วแหละ ที่พูดเรื่องเปิดการขาย ทำอย่างไรถึงทำให้ลูกค้าสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา ทำอย่างไรถึงปิดการขายได้ แต่ในแง่ของฝั่งของศิลปะ มันคือการซื้อใจลูกค้า ทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกดี ไม่ใช่มาถึงเราคิดจะปิดการขายอย่างเดียว มีลูกค้าหลายรายที่เราทำงานด้วย ที่บางทีเราไม่ได้คุยเรื่องขายของเลย พี่เป็นไงบ้าง หมาที่บ้านเป็นไงบ้าง คุยกับเขาในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องงานอย่างเดียว แล้วบางครั้ง innovation มันเกิดมาจากการฟังเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปก็เกิดจากการฟัง 

 

ธเนศ อังคศิริสรรพ

คุณคิดว่าความต้องการลึกๆ ของผู้คนในยุคนี้ ต้องการผลิตภัณฑ์ไอทีแบบไหน

        ผมว่าในยุคนี้เศรษฐกิจแบบนี้ คนต้องการผลิตภัณฑ์ที่ durable มีความทนทานมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่น่าเชื่อถือและดูดี เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนไม่ต้องการทำงานในออฟฟิศอย่างเดียวแล้ว คนออกไปทำงานตามร้านกาแฟ ไปทำงานในร้านอาหาร สิ่งที่เขาใช้ก็เป็นการสื่อภาพลักษณ์ของเขาไปพร้อมกันด้วย และถัดมาเรื่องสุดท้ายคือเรื่องความปลอดภัย อย่างผมเองเป็นคนที่ทำงานอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ทำอย่างไรให้เวลาที่ผมไปใช้ไว-ไฟของร้านกาแฟ แล้วข้อมูลของบริษัทผมไม่ถูกแฮ็ก ไม่หลุดออกไป อุปกรณ์เหล่านี้ของเราต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้

ในวงล้อธุรกิจที่หมุนเร็วจัดแบบนี้ คุณมีวิธีสร้างองค์กรให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างไร

        ในบริษัทไอทีเองส่วนใหญ่จะวางโครงสร้างองค์กรแบ่งตามกลุ่มของลูกค้า กลุ่มองค์กรใหญ่ๆ กลุ่มผู้ค้าปลีก กลุ่มซื้อรายย่อย อันนี้คือหนึ่งในหลัก Customer Centricity เลย Lenovo พัฒนาทีมงานที่เข้ามาดูแลลูกค้าให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ คนหนึ่งเก่งและรอบรู้ด้านการศึกษา สามารถคุยกับอาจารย์คุยกับคณบดีรู้เรื่อง เราก็ให้เขาดูแลกลุ่มลูกค้าด้านการศึกษาไป หรืออีกคนดูแลภาคราชการ อีกคนดูแลกลุ่ม SMEs หรือสตาร์ทอัพที่ธุรกิจเกิดเร็วและอาจจะหายไปเร็ว แพ็กเกจอะไรที่เหมาะกับเขา ทำโปรฯ ศูนย์เปอร์เซ็นต์สิบเดือนไหม หรือกลุ่มลูกค้ารายย่อย มีไลฟ์สไตล์ชอบดูหนังฟังเพลงเล่นเกม เราจะออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ gaming ไหม 

        เราต้องพัฒนาพนักงานให้มีความรู้พื้นฐาน ถ้าเขาดูแลกลุ่มลูกค้าภาคการผลิต ทำอย่างไรเขาจะเข้าใจกระบวนการผลิตของลูกค้า ถ้าระบบการใช้งานเก่าของลูกค้ามีหลายขั้นตอนมากกว่าจะใช้แอพพลิเคชันได้ เราจะทำอย่างไรให้ง่ายขึ้น ปรับระบบเป็น single sign on ได้ไหม แทนที่จะต้องเปิดแอพพลิเคชันทีละตัวๆ และวันๆ หนึ่งต้องกดยืนยันเป็นสิบๆ แอพพลิเคชัน เราแก้ปัญหาตรงนั้นให้เขา แต่ละจุดของธุรกิจก็สามารถสร้างโอกาสในการขายของให้เราได้ เราจะเห็นรูปแบบการซื้อของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน และเราก็ต้องหา solutions ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละกลุ่มลูกค้า ซึ่งการแบ่งโครงสร้างแบบนี้ทำให้ Lenovo สามารถปรับตัวกับความเร็วและความต้องการของเขาได้

เราเห็นข่าวบริษัทไอทีใหญ่ๆ หลายรายล้มหายตายจากไป อะไรเป็นหัวใจสำคัญให้บริษัทไอทีสามารถอยู่รอดต่อไปในอนาคตได้

        บริษัทไอทีก็ไม่แตกต่างจากบริษัทในธุรกิจประเภทอื่นๆ พวกเราก็ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดในยุคดิจิทัลเหมือนกัน เราจะเห็นว่าในยุคหนึ่งบริษัทไอทีใหญ่ๆ ล้มหายตายจากไปบ้าง เพราะผมมองว่ายุคนี้ไม่ใช่เรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า เพราะถ้าคุณขยับตัวช้า คุณปรับตัวช้า คุณก็ล้าหลัง

        จะสังเกตว่าในเรื่องอายุการวางขายของแต่ละผลิตภัณฑ์จะเร็วและกระชับขึ้น อย่างสมัยก่อนเราสามารถทำผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งออกมา มีอายุอยู่ในตลาดได้เกือบสามปี แต่เดี๋ยวนี้หกเดือนเก้าเดือนต้องมีรุ่นใหม่ออกมาแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแวดวงไอที ซึ่งผมคิดว่าในแต่ละบริษัทจะมี Core Value ของตัวเองว่าจะยึดในเรื่องอะไร อย่างของ Lenovo เรามี KPI (Key Performance Indicator) ที่ชัดเจนว่าภายในหนึ่งปี สามปี ห้าปี เราจะไปอยู่จุดไหน และเป้าหมายของเราต้องวัดผลได้ ว่าจากจุดนี้ไปจุดนั้นเราต้องมีอะไรบ้าง แต่ละก้าวที่เดินทางไปเราจะวัดผลด้วยอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประกอบการ Market Share หรือว่าเรื่องพัฒนาศักยภาพของพนักงานที่เราเรียกว่า People First เราก็จะวัดในแต่ละตัวต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งเป้าหมายถึงจะมองหาวิธีไปถึงจุดนั้นได้

คุณมองว่าจุดแข็งของ Lenovo ในวันนี้คืออะไร

        ก่อนหน้านี้แท็กไลน์ของ Lenovo ใช้คำว่า ‘Different is Better’ เรามองว่าความแตกต่างคือสิ่งที่ดีกว่า แต่ในวันนี้แค่แตกต่างไม่เพียงพอแล้ว วันนี้เราเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของแบรนด์เป็น ‘Smarter Technology for All’ โดยความหมายคือเทคโนโลยีของเราคือส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของลูกค้าของเราดีขึ้น และเทคโนโลยีของเราจะสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์สำหรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกวัย

        ประกอบกับการที่เราอยู่ในวงการไอทีมา 35 ปี เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มีการเรียนรู้ลองผิดลองถูกมามากมาย และเรามี Best Practice หรือตัวอย่างที่ดีมากมาย Lenovo เป็นแบรนด์จากประเทศจีน ซึ่งที่จีนก็มี Best Practice ที่ดีหลายๆ ตัวอย่าง และเราสามารถหยิบมาใช้ได้ บางเรื่องอาจจะใช้ได้เลย แต่บางเรื่องอาจจะเอามาใส่ขิงข่าตะไคร้นิดหนึ่งให้ออกกลิ่นแบบไทยๆ อย่างเช่น ถ้าเราเอาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่เป็น commercial จากบริษัทแม่มาขาย ผลิตภัณฑ์ที่ได้มามักจะออกมาในโทนสีขรึมๆ ดำๆ  แต่พอเขามาว่าขายในตลาดอาเซียนมันอาจจะดูขรึมเกินไป เพราะว่าเราเป็นประเทศแถบทรอปิคอล เราก็อาจจะขอไปว่าปรับเป็นสีเงิน สีเมทัลลิก หรือสีที่ฉูดฉาดเพิ่มขึ้นได้ไหม

คำว่า Smart สำหรับคุณ หมายความว่าอย่างไร

        เพื่อนๆ รอบตัวของผมจะชมว่าผมเป็นคนบาลานซ์เรื่องชีวิตและการทำงานได้ดี ผมเองก็มองว่าตัวเองเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ น้อยครั้งที่จะหยิบงานไปนั่งทำที่บ้าน เพราะส่วนหนึ่งเป็นคนที่ไม่ชอบเห็นงานค้าง พอมีงานก็พยายามรีบทำให้เสร็จ พองานเสร็จเราก็จะมีเวลาว่างไปใช้เวลากับชีวิตด้านอื่นๆ อย่างอาทิตย์ที่แล้ววันศุกร์ผมก็ไปดูไลอ้อนคิง มิวสิคัลกับครอบครัวมา หรือแม้แต่ออกกำลังกาย ผมจะเป็นคนที่กำหนดตัวเองให้ต้องออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ห้าโมงเย็น แต่ก่อนผมเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย แต่ผมเป็นออฟฟิศซินโดรมเมื่อสี่ปีก่อน หมอจะผ่าตัด เพราะไปฝังเข็มไปทำกายภาพแล้วก็ไม่หาย ผมเลยตัดสินใจไปยิมเพื่อออกกำลังกาย และผมก็มีวินัยกับสัญญาของตัวเองตรงนั้น ผมว่าเราต้องมีวินัยในการดูแลชีวิตตัวเองด้วย โดยที่ทำให้ในส่วนของงานไม่บกพร่อง ส่วนเรื่องของการทำงาน คือเรื่องของความเข้าใจและก็รักมันมากกว่า เมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจและรักงานของคุณ คุณจะไปได้เร็ว คุณจะไม่งมกับมันนานมากนัก แต่จะใช้เวลากับงานอย่างที่จำเป็นเท่านั้น 

        แต่ถ้าถามว่าทำยังอย่างไรถึงจะรักษาวินัยได้ ผมว่ามันอยู่ที่ใจล้วนๆ เมื่อไหร่ที่คุณตั้งมั่นตั้งใจกับคำสัญญาของตัวเองได้ คุณก็จะหาความสำเร็จได้ ซึ่งในโลกความเป็นจริง เราต้องตั้งเป้ากับชีวิตของตัวเอง รู้ว่าการตั้งเป้าและเดินไปให้ถึงมันยาก ต้องเก็บเงินเท่านี้ ต้องมีรถ มีบ้าน มีครอบครัว ดูแลสุขภาพ ความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ทำได้ยากหมดแหละ แต่อย่างน้อยเรามีเป้าเอาไว้ก่อน มีคำมั่นสัญญากับตัวเองไว้ก่อน บางทีเป้าหมายอาจจะไม่ถึงภายในปีนี้ เราก็สามารถอนุญาตให้ดีเลย์ไปอีกปีสักหนึ่ง หรือลดเป้าหมายของเราลงมา แล้วปีต่อไปค่อยไปให้ถึง คือเป้าหมายจริงๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องแช่แข็งมันไว้อย่างนั้น มันต้องปรับเปลี่ยนได้ ผมก็ใช้วิธีนี้แหละที่ดูแลตัวเองมา เพราะว่าเป้าหมายที่ดีมันควรที่จะวัดผลได้และไปถึงได้จริง

 

ธเนศ อังคศิริสรรพ

คุณเข้าใจเรื่องการบาลานซ์ชีวิตตัวเองแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรเลยไหม

        ความจริงชีวิตผมก็มีช่วงที่เสียบาลานซ์เหมือนกัน ช่วงสักสิบปีที่แล้วพอลูกของผมโตได้ประมาณหนึ่ง ผมก็เริ่มมีเวลาให้ตัวเอง ก็ออกไปสนุกกับเพื่อนๆ ไปปาร์ตี้ ปรากฏว่าเริ่มเสียบาลานซ์ ส่งผลต่อสุขภาพ มีอาการออฟฟิศซินโดรมอย่างที่ว่า มีโรครุมเร้า ผมก็ต้องมาจัดสมดุลใหม่ ต้องเพิ่มส่วนของการออกกำลังกายเข้ามา ลดปาร์ตี้ลง

        ผมว่าชีวิตมันเหมือนวงกลมหนึ่งวงว่าคุณจะแบ่งมันอย่างไร มีพาร์ตของครอบครัว พาร์ตของการทำงาน พาร์ตของชีวิตส่วนตัว พาร์ตของเพื่อนฝูง ซึ่งในแต่ละช่วงชีวิตคุณแบ่งออกเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าๆ กันไม่ได้หรอก ในช่วงเริ่มต้นที่ทำงาน พาร์ตของการทำงานอาจจะ 40% ด้วยซ้ำ พาร์ตของครอบครัว ชีวิตส่วนตัว เพื่อนฝูงก็จะน้อยลง แต่พอมันมาถึงจุดหนึ่งเราจะค่อยๆ ถาหาสมดุลและรักษาบาลานซ์ให้ตัวเองได้ รูปร่างของวงกลมในชีวิตคุณก็จะเปลี่ยนไป สัดส่วนมันก็จะลงตัวมากขึ้น ณ วันนี้ผมแบ่งมันได้ลงตัวและพอใจกับมัน

กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผาผลาญพลังชีวิตกับงาน คุณจะแนะนำพวกเขาอย่างไร

        พูดตรงๆ ว่ายากจริงๆ นะ ที่จะบอกว่าคุณต้องแบ่งวงกลมในชีวิตคุณให้เท่ากับผมสิถึงจะถูก เพราะในแง่ปัจจัยของแต่ละคนแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน ต้องบอกว่าผมโชคดี ที่ผมเข้าไปเรียมหาวิทยาลัยแล้วคบกับแฟน คบกันมา 9 ปีผมก็แต่งงานและมีลูก ตอนนี้ลูกอายุ 20 แล้ว ชีวิตผมต้องพูดว่ามันราบเรียบมาตลอด มันไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดและเป๋ไปมากมายขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่าเด็กยุคใหม่ๆ อาจจะมีสิ่งเร้าอื่นๆ มีโจทย์อื่นๆ ที่ผมไม่อาจคาดเดาได้

มองเรื่องความสำเร็จกับความล้มเหลวอย่างไร

        ผมว่าสองสิ่งนี้มาคู่กัน คือไม่สำเร็จก็ล้มเหลว แล้วโอกาสที่จะสำเร็จไม่ใช่ไม่มี แต่เราจะเห็นว่าโอกาสตรงนี้บางทีในร้อยคนไม่ได้แปลว่าจะสำเร็จทั้งร้อยคน แต่ผมอยากให้มองว่าสิ่งที่ล้มเหลวคือประสบการณ์มากกว่า ผมตอนนี้อยู่ในวัย 50 ปี ที่ผ่านมาผมเองก็ทำอะไรล้มเหลวมาหลายอย่าง และหยิบสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน เป็นขั้นบันไดว่าฉันจะเหยียบความล้มเหลวนี่แหละขึ้นไป

        ผมไม่ได้เป็นคนที่เอาความล้มเหลวมาฟูมฟาย ว่าทำไมฉันทำไม่ได้ ชีวิตทำไมแย่แบบนี้ เราแค่ต้องเข้าใจกับมัน เข้าใจกับสัจธรรมเหล่านี้ เราต้องเข้าใจว่าความล้มเหลวไม่ใช่ความผิด แต่สิ่งที่ควรทำคือต้องมองเข้าไปในความล้มเหลวว่าปัจจัยที่เกิดขึ้นคืออะไร ที่ทำให้เราไม่ประสบผลสำเร็จ เราทุ่มเทเต็มที่หรือยัง เราใส่เต็มร้อยหรือเปล่าหรือมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้ไหม ซึ่งสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ก็เป็นสิ่งยาก เช่นเศรษฐกิจโลกอย่างนี้ เราก็ควบคุมไม่ได้

        แต่กับความสำเร็จ ผมมองว่าพอเราไปถึงได้ก็ดีใจนะ แต่แล้วแป๊บเดียวความรู้สึกนั้นก็หายไป เวลาเรารู้สึกสุขกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่พอมองออกไปเราจะเห็นว่ามียอดเขาตรงอื่นอีกนี่ ที่เราต้องเดินต่อไป 

ผมรู้สึกว่าถ้าเราไปคิดว่าความสุขความสำเร็จ ต้องมาจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว ความสุขแบบนั้นจะไม่อยู่กับเรานานหรอก เพราะว่าเราจะอยากมีความสุขจากสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ อยู่ดี ผมอยากเป็นคนที่มีความสุขเรื่อยๆ มากกว่า

คุณพูดในช่วงต้นว่าการทำงานในวงการไอที ต้องมีวิธีคิดแบบ Everyday Learning อยากให้ขยายความว่าสำหรับคุณการเรียนรู้ในทุกๆ วันคืออะไร

        อันที่จริงการเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนในห้องเรียน สิ่งที่ได้จากการเรียนก็เป็นพื้นฐานของเราแหละ แต่ว่า Everyday Learning มันคือการหยิบประสบการณ์ที่เราเรียนรู้ได้จากการทำงานหรือการใช้ชีวิตมาใช้ 

        ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่ง ผมเรียนจบเอแบคมาทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท แต่จบมาผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คือเวลาเรียนที่เอแบค เขาจะมีการสอบปากเปล่าเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็จะมีสคริปต์และท่องเลย ว่าวันนี้จะไปพูดอะไรให้อาจารย์ฟังบ้าง ห้ามไขว้เขวห้ามชวนคุยอย่างอื่น เพื่อที่จะผ่านการสอบพูดปากเปล่าได้ (หัวเราะ) ผมสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ สามารถอ่านได้เขียนได้เพราะเท็กซ์บุ๊กเป็นภาษาอังกฤษหมด แต่ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมมาพูดได้ตอนทำงาน เพราะว่าต้องดีลงานกับฝั่งสิงคโปร์ พอเราต้องดีลงานกับต่างชาติก็ได้ใช้ได้เรียนรู้ทุกวัน จนทุกวันนี้ผมสามารถไป on stage และพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษให้กับลูกค้าต่างชาติได้ อันนี้คือ Everyday Learning งานของเรานี่แหละคือการเรียนรู้ และทุกวันนี้ผมก็ยังเรียนรู้อยู่

 

ธเนศ อังคศิริสรรพ

นอกจากเรียนรู้กับการทำงานทุกๆ วันแล้ว ทุกวันนี้คุณมีสิ่งใดอีกที่สนใจและกำลังเรียนรู้อยู่

        ผมเป็นคนที่สนใจหลายอย่าง ชอบสะสมของเก่าด้วย สะสมเครื่องลายคราม ก็โดนหลอกมาเยอะเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ) เฮ้ยนี่มันของสมัยราชวงศ์ชิงหรือสมัยราชวงศ์หมิง แล้วพอยิ่งไปศึกษาดูวิดีโอ โอ้โฮ เดี๋ยวนี่ปลอมกันได้ มีการเผาหลอกปีซึ่งทำกันได้เหมือนขนาดนี้เลยเหรอ ก็อยู่ในช่วงเรียนรู้วิธีดูว่า อย่างถ้าลวดลายแบบนี้เป็นสมัยราชวงศ์เฉียนหลง รูปร่างแบบนี้นี้คือสมัยคังซีนะ นอกจากนั้นก็เรียนรู้เรื่องต้นไม้ ช่วงนี้ก็บ้าเฟิร์น ไปเอาสปอร์เฟิร์นมาหัดเพาะ อย่างช่วงก่อนก็บ้าเลี้ยงนก ทำตั้งแต่การทดลองจีโนไทป์เลยนะ ว่านกพันธุ์นี้มีหน้าสีดำสีแดงสีส้ม ถ้าเราเอานกสีดำกับแดงมาผสมกันจะได้หน้าเป็นสีอะไร คือเวลาที่ผมสนใจเรื่องอะไรสักอย่าง จะศึกษาลงไปค่อนข้างลึก แต่พอรู้แล้วก็จบ หาอะไรใหม่ที่เราสนุกและอยากเรียนรู้ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบผมก็ไม่สนใจนะ

        แต่การจะสร้างวิธีคิดแบบนี้ให้เด็ก ไปบอกเขาว่าศึกษาอะไรต้องให้ลึกนะ ทำอย่างนู้นทำอย่างนี้ เราอาจจะพูดไม่ได้ ต้องปล่อยให้เขาไปเห็นเองและสนใจเรื่องเหล่านั้นด้วยตัวเอง 

แนวคิดเหล่านี้เข้ามาอยู่ในตัวคุณได้อย่างไร

        พื้นฐานบ้านผมเป็นคนจีน มีระบบกงสี ธุรกิจของอากงเขาทำโลงศพ เขาก็จะมีโรงงาน เราก็จะเข้าไปยุ่งวุ่นวายอยู่ในนั้น ผมเกิดไม่ทันอากง แต่ว่าอากงเป็นคนสะสมของเก่า เราตื่นเช้าออกจากห้องนอนมาก็จะเห็นของเก่าที่วางอยู่ตรงที่ตั้งรูปอากงตลอด คงจะเห็นทุกวันแล้วก็ติดตัวมา ผมคิดว่าพื้นฐานตัวตนของผมได้รับอิทธิพลจากครอบครัวเป็นหลัก แล้วมันส่งผลกับเรื่องงานและเรื่องรสนิยมส่วนตัว ผมมาจากครอบครัวที่แม่เป็นคนทำงาน พ่อก็ทำงานเดินทางไปทั่วประเทศไทย ผมเองต้องรับผิดชอบชีวิตน้อง ผมอยู่ ม.1 กลับมาจากโรงเรียนก็ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเตะบอลกับเพื่อน แต่มีหน้าที่ไปรับน้องที่อยู่ ป.1 ผมก็ต้องไปตลาดหาข้าวให้น้องกิน บางทีรอแม่กลับมากินด้วยอีกต่างหาก เราก็จะเข้าใจเรื่องการรับผิดชอบครอบครัวมาตั้งแต่วันนั้น มันปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เรารู้ว่าเราต้องจัดการชีวิตให้ได้

        พอมีความรับผิดชอบ มันก็ส่งผลกับการทำงาน ผมเองกึ่งๆ เป็นเปอร์เฟกชันนิสต์ ผมก็อยากให้งานของตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ผมจะติดขี้เกียจนิดหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนขยันที่ทำงานเจ็ดโมงเช้าถึงสามทุ่ม ผมจะเป็นคนที่ทำงานเสร็จเร็วแต่ต้องให้สมบูรณ์ เพราะว่าเรามีเรื่องอื่นอีกให้รับผิดชอบ เราก็จะหาคีย์พอยต์แล้วมองว่างานนี้เราต้องโฟกัสที่จุดไหนที่สำคัญที่สุด แล้วผลลัพธ์ของงานจะออกมา จริงๆ ความขี้เกียจก็มีข้อดีนะ มีคนเคยพูดไว้ว่าเวลาหาคนมาทำงานให้หาคนที่ขี้เกียจ เพราะว่าเขาจะหาทางลัดที่สุดเพื่อให้งานจบเร็วๆ แต่ต้องขี้เกียจแต่มีความรับผิดชอบด้วยนะ (หัวเราะ)

ในเรื่องของงานเราอาจจะหาทางลัดได้ แล้วมีเรื่องไหนในชีวิตที่คุณคิดว่าไม่มีทางลัดในการจัดการไหม

        น่าจะเป็นเรื่องครอบครัวนะ อันนี้สำคัญจริงๆ ทุกวันนี้คุณแม่ของผมอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว เขาก็จะหลงๆ ลืมๆ  เราก็ต้องให้เวลาใส่ใจ หรือแม้แต่การดูแลลูกของตัวเอง ซึ่งการดูแลเขาในแต่ละช่วงชีวิตก็แตกต่างกัน ตอนเขาเล็กๆ เราก็ตัวติดกันเหมือนแม่เหล็กติดตู้เย็น แต่พอตอนนี้เขาก็มีระยะกับเรา กอดปุ๊บสะบัดๆ อันนี้ก็เป็น Everyday Learning ของผมเหมือนกันนะ ว่าการดูแลครอบครัว การจัดการพื้นที่ของความสัมพันธ์ในครอบครัว มันมีความยากคนละแบบกับงานเลย

ทุกวันนี้นิยามความสุขในชีวิตอย่างไร

        ผมรู้สึกสุขเรื่อยๆ นะ ผมไม่ชอบความรู้สึกสุขแบบพีกสุดๆ แบบนั้น เพราะรู้สึกว่าความสุขแบบนั้นเดี๋ยวก็หายไป แต่ถ้าเรามีจังหวะกับความสุขได้เราก็ทำ อย่างการไปดูมิวสิคัล หรือใกล้วันเกิดก็นัดเพื่อนๆ ไปชิมไวน์กันสักหน่อย เสาร์อาทิตย์เลี้ยงนก เลี้ยงปลา หรืออย่างอาทิตย์หน้าผมมีประชุมที่ไต้หวัน เราก็จองไฟลต์บินไปถึงให้เช้าหน่อย จะได้ไปเดินดูบ้านเมือง ไปพิพิธภัณฑ์ดูเครื่องลายครามของเขาที่นั่น ผมว่าเราทำชีวิตให้มีความสุขระหว่างทางได้ตลอดเลย 

        ผมรู้สึกว่าถ้าเราไปคิดว่าความสุขความสำเร็จต้องมาจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว ความสุขแบบนั้นจะไม่อยู่กับเรานานหรอก เพราะว่าเราจะอยากมีความสุขจากสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ อยู่ดี ผมอยากเป็นคนที่มีความสุขเรื่อยๆ มากกว่า ผมเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ celebrate กับชีวิตไประหว่างทาง 

        ส่วนเรื่องความทุกข์ ผมใช้คำว่าตัวเองโชคดีแล้วกัน คือมีทุกข์ไหม มี แต่ไม่ได้สาหัส เป็นคนที่เข้าใจความทุกข์นะว่าความทุกข์กับความสุขมันเหมือนหัวงูกับหางงู ถ้าเราจับด้านใดด้านหนึ่งไปนานๆ หัวงูก็แว้งมากัดเราได้ เหมือนเราเหลิงกับความสุขความสำเร็จในชีวิตนี่แหละ เราให้ความสำคัญกับมันระดับหนึ่งพอ เพราะนี่ไม่ใช้คำตอบเดียวของชีวิตหรอก แล้วผมว่าทุกคนรู้คำตอบแหละว่าความสุขในชีวิตของตัวเองนั้นคืออะไร บางคนต้องการอยู่กับครอบครัว บางคนต้องการมีเงินเยอะๆ มีรถสปอร์ตหรูๆ ซึ่งแต่ละคนก็ต่างกันไป เราไปตอบแทนไม่ได้หรอกว่าคืออะไร แต่ละคนต้องหามันเองนิยามมันเอง 

        แต่ถ้าบางอย่างยากเกินไป ลองแบ่งย่อยความสุขความทุกข์ออกมาเป็นกล่องๆ เหมือนที่ผมทำ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

ภาพโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN