พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา: ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องเก่งทุกอย่าง

The Conversation
30 Sep 2019
เรื่องโดย:

adB Team

Highlights

หลังจากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยนานกว่า 6 ปี LINE ก็กลายเป็นแอพพลิเคชันแชตที่มีคนใช้มากถึง 44 ล้านคน ตัวเลขขนาดนี้พอจะบอกได้ว่า LINE ประสบความสำเร็จอย่างมากในไทย ส่วนหนึ่งมาจากการใช้งานที่ง่าย และการขยายตัวเพื่อเข้าถึงผู้ใช้อย่างเป็นมิตร ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการหลากหลายที่ตรงใจ

        ในงาน LINE CONVERGE THAILAND 2019 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา LINE ประเทศไทย ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า LINE ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แอพพลิเคชันแชต หรือซูเปอร์แอพฯ แต่ LINE คือ Life Infrastucture เป็นแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์และบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน พร้อมกับการเปิดตัวซีอีโอคนล่าสุด ดร. พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท LINE ประเทศไทย จำกัด 

        ดร. พิเชษฐ ถือเป็นอีกคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมไอทีมายาวนาน ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตยุคแรกที่ยังต่อเข้าด้วยโมเด็มและโทรศัพท์บ้าน เรื่อยไปจนถึงเคยทำงานกับหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการทำงานในบริษัทเสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ของโลกตะวันตก ก่อนจะมาทำงานกับ LINE ประเทศไทย เมื่อปี 2559 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ และก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอในปัจจุบัน 

         การพูดคุยกับ ดร. พิเชษฐ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของ LINE ประเทศไทย ณ วันนี้ จึงน่าสนุกและน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความท้าทาย ที่เขาจะพาองค์กรนี้ก้าวไปข้างหน้าด้วยสปีดความเร็วที่เร็วกว่าเดิม แต่เรากำลังจะได้ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไอทีของไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา และมองไปข้างหน้าเพื่อคาดการณ์สังคมดิจิตอลที่ทุกคนกำลังวาดฝันให้มันเป็นจริง

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

การมองดูผลิตภัณฑ์และบริการของ LINE ในทุกวันนี้ สะท้อนให้เห็นเทรนด์เทคโนโลยีของโลกและของประเทศไทยได้เลยใช่ไหม 

        กลยุทธ์ของ LINE พูดถึง 3 เรื่องหลัก ได้แก่ OMO (online-merge-offline), AI และ Fin Tech นี่คือเสาหลักในระดับโกลบอล เราเอาสิ่งเหล่านี้มานำเสนอให้เหมาะสมกับผู้ใช้ในประเทศไทย ไม่มี One Size Fits All อีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มแล้วให้คนนำไปใช้ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสิบปีที่แล้วอาจจะใช่ แต่วันนี้ไม่ใช่ โดยเฉพาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญในแง่ประสบการณ์ใช้งาน เคยมีงานวิชาการบอกว่า จะมีผู้ใช้งานมากถึง 1 พันล้านคนจากภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้น นี่คือเรื่องของการ customization และ Hyper-localization เราต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน 

        หลักคิดสำคัญคือทำอย่างไรให้โมเดลธุรกิจ LINE ระดับโลกเข้ากับผู้ใช้ เราอยู่ในไทยมา 6 ปี มีการเติบโตอย่างมาก นอกจากยุทธศาสตร์หลักของบริษัทแม่แล้ว ในส่วนของไทย เราต้องสร้างบริการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ จริงๆ มีหลายบริการที่เราคิดขึ้นมาและมีแค่ในไทยเท่านั้น อย่าง LINE MAN ก็เป็นหนึ่งในบริการที่เรามักยกมาพูดถึงเป็นตัวอย่าง ว่านี่คือ Hyper-localization การตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในประเทศนั้นจริงๆ 

        ถ้าถามว่า แล้วจะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาอีกไหม แน่นอนว่าเรามีบริการใหม่ๆ ออกมาอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้คนไทยอยู่ตลอด ในปีหน้าเรากำลังมี Kasikorn LINE นี่คืออีกตัวอย่างที่เราตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย เพราะว่าความต้องการด้าน Financial Tech แต่ละประเทศแตกต่างกัน นอกจากนี้ เรื่องของข่าวสารใน LINE TODAY ก็มีความแตกต่าง อย่างเช่นเนื้อหาข่าว เรากำลังจะมีข้อมูลสภาพการจราจร ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคไทย เพราะทุกวันนี้รถติดก็ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ยังมีรถติดที่เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ฉะนั้น เราจะดึงข้อมูลมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้มากที่สุด

Hyper-localization สำหรับประเทศไทยยากแค่ไหน 

        จากประสบการณ์ที่ทำงานอุตสาหกรรมไอทีมา LINE ถือว่าให้อิสระในการทำงานค่อนข้างเยอะ การ localization ไม่ได้หมายความแค่แปลเป็นภาษาไทยแล้วเปิดให้บริการ เราต้องลงรายละเอียดมากกว่านั้น ต้องดูความต้องการของตลาด ดู Pain Point ของแต่ละประเทศ แล้วนำมาพัฒนาบริการ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คนไทยชอบดูดวง ชอบลุ้นผลสลากกินแบ่งรัฐบาล เราก็นำความต้องการนี้มาพัฒนาบน LINE TODAY เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในจุดนี้ แม้ LINE TODAY จะมีในไต้หวัน แต่เนื้อหาของเราก็แตกต่างกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคต่างกัน  

นี่คือปัจจัยแห่งความสำเร็จของ LINE ในประเทศไทยใช่ไหม 

        คงไม่ปฏิเสธว่า LINE เป็นแอพฯ แชตที่ถูกจริตคนไทย แม้ก่อนหน้านั้นจะมีหลายแอพฯ ทำตลาดก่อนเรา แต่ LINE ก็เติบโตขึ้นมาเพราะสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ เราเริ่มจากแชตแอพฯ และกลายเป็นที่จดจำจากสติกเกอร์ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่ช่วยสร้างสีสันให้การพูดคุยสนุกขึ้น สื่ออารมณ์มากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก นอกจากนี้ เรายังสร้างงานให้กับครีเอเตอร์จำนวนมาก หลายคนทำสติกเกอร์เป็นอาชีพหลัก มีรายได้ค่อนข้างสูง เพราะเราให้โอกาสทุกคน

        หลังจากนั้นเราก็เริ่มสร้างบริการใหม่ๆ อีกเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์คนไทย ทั้ง LINE TV, LINE TODAY, LINE MAN, LINE JOBS หรือจะเป็นบริการล่าสุดอย่าง LINE Melody เรียกได้ว่าบริการของ LINE ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ทำให้เราประสบความสำเร็จในตลาดไทย ยังไม่รวมถึงบริการด้านการเงินที่จะเปิดตัวในอนาคต คงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราจะบอกว่า LINE ได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิตของทุกคนไปแล้ว 

บริษัทแม่ให้ความสนใจกับตลาดประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน 

        ไทยถือเป็นประเทศที่เติบโตเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น บริษัทแม่จึงให้เราทำงานค่อนข้างอิสระ เราไม่ได้สร้างบริการบนพื้นฐานของธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังอยู่บนประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เราอยากสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Wow’ เมื่อเกิด Wow แล้ว เดี๋ยวหลังจากนั้นโมเดลทางธุรกิจจะเกิดขึ้นเอง เรายังโฟกัสที่ประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดี แก้ปัญหาของเขาได้ ผมมองว่าโอกาสอยู่ตรงนั้น 

วันนี้ผู้ใช้ LINE มีอายุที่กว้างมาก ตั้งแต่เด็กจนถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ 

        เราเคยนำกราฟอายุผู้ใช้มาพลอตกัน เส้นกราฟแสดงผลคู่ขนานเลยกับตัวเลขประชากรไทย จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ แสดงว่าผู้ใช้ LINE มีความหลากหลายและครอบคลุม ไทยเราเป็นสังคม Aging Society ค่อนข้างเยอะ การทำให้เข้าถึงง่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องทำให้เข้าถึงโดยไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง เช่น คุณพ่อของผมอายุ 82 แล้ว การที่เขาจะมาล็อกอินใช้งานน่าจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ทุกวันนี้เขาใช้เทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว คุยผ่าน LINE วิดีโอคอล ส่งรูปภาพ เราทำให้ทุกอย่างง่าย ทำให้ทุกคนใกล้กันมากขึ้นตามมิชชัน ‘Closing the Distance’ 

        ในทางกลับกัน ก็มีเรื่องของความเชื่อถือ ความถูกต้องของข้อมูล ผมเติบโตมาในยุคที่เราเชื่อว่าอะไรที่พูดในทีวีเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มีการตรวจสอบมาหมดแล้ว คุณพ่อผมเองก็เชื่อถือสิ่งที่เห็นจากอินเทอร์เน็ตเช่นกัน นี่คือเรื่องของคอนเทนต์ ผมคิดว่าแต่ละตลาดก็จะพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่พร้อมกัน การที่เรามีผู้ใช้งานเยอะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละประเทศก็จะมีพฤติกรรมแตกต่างไป ซึ่งเราต้องทำให้ผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน

ตอนนี้มีผู้ใช้งาน LINE ในไทยประมาณ 44 ล้านคน แนวโน้มการเติบโตเป็นอย่างไรบ้าง

        ตัวเลข 44 ล้านคน เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย ก็นับว่ากว่า 90% แล้ว เรียกได้ว่าเป็นปลายของ S curve มากแล้ว ถ้าคำถามของคุณหมายความว่าเราจะโตอีกได้ไหม ผมว่าตราบใดที่ยังไม่ 100% ก็แสดงว่าเราเติบโตต่อไปได้ 

        นอกจากตัวเลข 44 ล้านคน เรายังต้องดูตัวเลขที่บอกว่าคนใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 200 นาทีต่อวัน ใช้ LINE ไม่ต่ำกว่า 60 นาที เรากำลังคิดว่าจะทำให้คนใช้งาน LINE มากกว่า 60 นาทีได้อย่างไร เหมือนที่เราพูดในงาน LINE CONVERGE THAILAND 2019 เรื่องของ Life Infrastructure ง่ายๆ คือให้คนใช้ผลิตภัณฑ์เราตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ตอนนี้ก็มีบริการที่ตอบโจทย์นี้ค่อนข้างครอบคลุมแล้วนะครับ ถ้าพูดถึง LINE ทั่วโลก เรามีบริการที่หลากหลายกว่านี้มาก แต่เราเลือกเฉพาะสิ่งที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนไทยมาเท่านั้น 

        ผมคิดว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดของเรามากกว่า อย่าง LINE MAN ที่อื่นไม่มี บางอย่างที่เราอยากเอามาทำที่นี่ เราก็ต้องดูเรื่องของความพร้อมของตลาด อย่างตอนนี้ LINE ญี่ปุ่นกับไต้หวัน ก็ลงทุนในเรื่อง Fin Tech เยอะ และเรากำลังพิจารณา เพราะมันตอบโจทย์สารพัดเลย นอกจากนี้ LINE Official Account ถ้าเมื่อสามปีที่แล้ว มันคือเครื่องมือสื่อสาร แต่ทุกวันนี้คือ Business Solution ซึ่งทำให้งานบริหารองค์กรง่ายขึ้น แต่แน่นอน มันยังต้องพัฒนาทำให้คนใช้งานง่ายขึ้นอีก สังเกตเลยว่าเราชอบใช้ LINE คุยเรื่องงาน เหมือนเรามี meeting anywhere ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานสูงขึ้น กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกวันนี้เรื่องงานเราจบที่แชตแล้ว ต่อไปเราคงไม่จำเป็นต้องส่งอีเมลแล้ว 

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

คุณคร่ำหวอดในวงการเทคโนโลยี มาถึงทุกวันนี้ ชีวิตประจำวันของคนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน เปลี่ยนแปลงไปโดยเทคโนโลยีมากแค่ไหน 

        แนวคิด Life on LINE ของเราคือการเข้าไปอยู่ในชีวิตทุกคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าไปยุ่งกับชีวิตเขา แต่เราจะคอยซัพพอร์ตยามที่เขาต้องการ เขารู้ว่าใช้บริการแพลตฟอร์มเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน อาจจะตื่นเช้ามาอ่านข่าว ดูสภาพจราจร ผ่าน LINE TODAY หรือดูละครย้อนหลังบน LINE TV คุยแชตกับเพื่อน ฟังเพลงระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้า เมื่อหิวก็สั่ง LINE  MAN จะสั่งเมื่อไหร่ก็ได้ตลอดเวลา แล้วเรามีร้านค้ามากกว่า 50,000 ร้านค้าให้คุณเลือกสรร ชีวิตกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว 

คุณมาทำงานกับ LINE ประเทศไทย ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการอย่างไร 

        LINE ประเทศไทย เติบโตอย่างก้าวกระโดดมากๆ ตอนที่ผมเข้ามาทำงานที่นี่เมื่อสามปีที่แล้ว มีพนักงานไม่ถึงร้อยคน แต่ตอนนี้มีมากกว่า 500 คน เป็นสิ่งที่ดีว่าทางญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทย เมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เรามีธุรกิจที่ครอบคลุม และมีการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเวลาเราพูดถึงการลงทุน ไม่ได้หมายถึงการสร้างตึกรามบ้านช่อง แต่เป็นเรื่องของ Know-how และบุคลากร คนที่ทำงานกับเราทุกวันนี้ถือว่ามีคุณภาพในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นสัญญาณที่ดีที่เห็นการเจริญเติบโตขององค์กร 

         วัฒนธรรมองค์กรที่นี่มีความหลากหลาย ความเปิดกว้างขององค์กร น้องๆ ก็จะมีคำนิยามเฉพาะที่ใช้เรียกผม เรียกว่าถ้าไม่สนิทก็คงไม่เรียกกันแบบนี้ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่าเราคุยกันง่ายๆ ไม่ต้องมานัดประชุมให้เสียเวลา บางอย่างพอเจอกัน คุยกัน 5 นาทีก็เสร็จ แล้วเราก็ไปทำงานต่อ ผมเชื่อว่าพอเอาความเป็นทางการออกไปงานจะขยับเร็วขึ้น แล้วก็อยากให้เป็นอย่างนั้นอยู่ 

การเป็นซีอีโอในวันที่องค์กรประสบความสำเร็จมากๆ คุณกังวลหรือหนักใจอะไรบ้างไหม

        ไม่ครับ เราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมไม่อยากใช้คำว่า leader มุมมองของผมคือการทำให้คนรอบๆ ตัวเก่งขึ้น ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้ LINE ประเทศไทย มีการสลับตำแหน่งหรืออยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่ใช่ว่าเป็นซีอีโอแล้ว สเตปถัดไปคือต้องไปอยู่ที่อื่น เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเป็นไปไม่ได้ที่คนคนหนึ่งจะต้องเก่งทุกอย่าง สักวันหนึ่งอาจจะต้องเป็นมุมมองของคนอื่นที่ขึ้นมาแทน แล้วมันต้องโอเคนะ โดยที่คนเก่าไม่ต้องไปไหน ถ้าเขายังอยากอยู่ ซึ่งผมก็อยากพาองค์กรให้เป็นแบบนั้นด้วย 

วาดอนาคตไว้อย่างไร 

        วันนี้เรามีทีมผู้บริหารที่แข็งแรง และภายใต้ทีมผู้บริหารนี้ เราก็มีหัวหน้าทีมที่เก่ง ผลิตภัณฑ์และบริการของเราก็สร้างรายได้ที่ค่อนข้างเสถียร เราจึงอยากโฟกัสการพัฒนาบุคลากรและองค์กร คือมันคงยากที่จะทำให้ทุกคนแฮปปี้กับโซลูชันของเราทั้งหมด แต่ผมคิดว่า เราต้องสร้างวัฒนธรรมที่จะให้คนเติบโตไปพร้อมกับเรา ด้วยความหลากหลายของบริการ อนาคตอาจจะกลายไปเป็นอย่างอื่นก็ได้ เรามีหลายบริการที่พร้อมจะโตแบบเอกเทศ คนที่เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานของเรา คุยกันรู้เรื่อง ผมว่าสำคัญ แล้วก็หาโซลูชันที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโซลูชันเดียว อยากจะทำให้ได้อย่างนั้นช่วงกลางปีหน้า น่าจะเห็นอะไรที่ทำให้เห็นว่าสถานการณ์มันดีขึ้น 

คุณคิดว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ มอง LINE ประเทศไทย อย่างไร

        มุมมองในการทำงานของน้องๆ สมัยนี้อาจจะไม่เหมือนคนรุ่นก่อน โจทย์ที่ยากคือทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่ามี Career Path ชัดเจน ทำแล้วในอนาคตไปตรงไหน ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกองค์กร ซึ่งแน่นอนว่าเราก็อยากให้เขาเห็นอนาคต เพราะหลายคนออกไปก็ไม่ได้ไปทำงานแบบเดิมกับองค์กรอื่น บางคนได้โอกาสที่ดีก็มี หรือออกไปแล้วกลับมาทำกับเราใหม่ก็มี ซึ่งความที่เราเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีคนหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่อายุน้อย เราก็ต้องมีวิธีหรือเครื่องมือในการคุยกับเขาภายใต้บรรยากาศที่ดีในองค์กร

คนแบบไหนที่ fit กับ LINE ประเทศไทย

        หลากหลายมากเลย อย่างแรกสุดคือคนที่แก้ปัญหาเป็น ผมคิดว่าเรามีคนที่จบมาหลายด้านมาก ไม่จำเป็นว่าต้องจบสาขานี้ แล้วต้องทำงานตรงสายเสมอไป ยกเว้นงานที่เฉพาะทางจริงๆ อย่างตอนนี้ผมก็มีน้องที่เรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มเขียนโค้ดดิ้งแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตผมจะเสียเขาไปทำงานวิศวะหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าเขาจะหาสิ่งที่ต้องการเจอ ด้วยความที่ LINE ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เป็นโอกาสที่เขาจะได้ลองค้นพบตัวเอง ถ้าทำตรงนี้แล้วไม่ใช่ ก็ลองขยายไปทำผลิตภัณฑ์อื่น เหมือนเราทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

พูดถึงคนหนุ่มสาวและความหลากหลายในองค์กร พวกคุณแชตเรื่องงานและตามงานกันใน LINE เหมือนอย่างที่พวกเราโดนกันไหม 

        (หัวเราะ) แน่นอนอยู่แล้ว และนอกจากนี้ ผมตั้งเป้าว่าในแต่ละปี ปีละสัก 3-4 หน เราจะมาประชุมกันแบบ Town Hall คือจะมาเล่าให้ฟังว่าบริษัทเรามีอะไร แต่ทีนี้ถ้ามีอะไรด่วนหรือเป็นพิเศษ อยากให้พนักงานรู้ก่อน เราก็จะบอกเขาก่อน อันนี้ผมคิดว่าเป็นวิธีสื่อสารทั่วไป แต่สำหรับบางกลุ่มที่แยกออกไปเป็นเซกเมนต์ ถามว่ามีสูตรสำเร็จในการสื่อสารไหม จริงๆ แล้วคงไม่หรอก แต่สิ่งที่ผมอยากได้ คือน้องๆ เดินเข้ามาคุยกับผมได้เสมอ บางคนที่นี่เรียกผมว่าพี่ แต่ส่วนใหญ่จะชอบเรียกน้ากับลุง (หัวเราะ) คือรู้สึกใกล้ชิดแบบที่พวกเขามานั่งกินข้าวข้างๆ ได้ ไม่ได้รู้สึกว่า เฮ้ย… ผมเดินถือจานข้าวมาแล้วน้องๆ เขยิบหนี ผมอยากให้คุณรู้สึกว่าเคาะประตูแล้วเดินเข้ามาคุย เพราะคนของเราเก่ง การได้รีเฟรชไอเดียจากคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเชื้อเพลิงที่ผลักดันองค์กรไป ผมไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเราต้องคุยผ่านองค์กรเท่านั้น ไม่ใช่เลย แบบว่าเจอใครก็คุยได้ 

ทุกวันนี้ LINE ได้ถูกนำไปเป็นแชตสำหรับสั่งงาน หรือการคุยงาน จนบางคนรู้สึกกลัวหรือไม่ชอบ โดยส่วนตัวคุณมองอย่างไร 

        อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร LINE คือวิธีสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ในอดีตคือการ Conference Call ไม่ใช่ผ่านจอ โทร.กลุ่มสามสาย การที่มี LINE เข้ามา ก็ลดการผิดพลาดของการสื่อสาร ทำอย่างไรให้มันไม่ไปก้าวก่ายสิทธิส่วนตัว อันนี้ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี มันน่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร

        เชื่อไหมว่าผมไปพักร้อน ผมก็ไม่ตอบ ถ้าเป็นเรื่องด่วน ก็จะต้องมีคนที่อยู่ตรงนี้ทำแทนกันได้ มันเป็นเรื่องของทีม แต่ว่าเราก็พยายามบริหารงานดีๆ นะ ไม่ใช่ว่าหายไปพร้อมกันหมด คือผมเชื่อว่า องค์กรอยู่ในจุดที่สลับหมุนเวียนกันได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญ เราก็พยายามส่งเสริมเขาว่า Once you go on leave, you try to switch off. บางทีผมก็มีพนักงานลาพักร้อนแล้วผมไม่รู้ ก็ต้องขอโทษนะ (หัวเราะ) คือพยายามที่จะไม่กวน เพราะเราให้ความสำคัญกับ Work-life Balance มากๆ

        เช่น มีพนักงานคนหนึ่งต้องทำงานเสาร์อาทิตย์ สามารถมาขอเป็นวันหยุดเพิ่มได้ อันนี้ผมคิดว่าพิเศษมาก เพราะมันคือการ humanization เราต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ง่ายต่อการใช้งาน เราก็คือบริษัทเทคโนโลยีที่ยังต้องขับเคลื่อนโดยบิ๊กดาต้าและพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อหาจุดที่ลงตัว เราสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดี และการมีชีวิตประจำวันที่ดี ก็คือการใช้เวลาบนแอพฯ ของเราทำหลายสิ่งในหนึ่งวัน 

        บางคนก็กลัวการสั่งงานผ่านทาง LINE เป็นไปได้ไหมว่าอนาคตอาจจะซ่อน Read เอาไว้ ไม่ให้รู้ว่าอ่านแล้ว ผมคิดว่าที่เรามีตอนนี้ก็น่าจะตอบโจทย์จริงๆ ผมเชื่อจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรม คือถ้าด่วนจริงๆ แล้วเขาไม่ตอบ เขาก็จะโทร.มา แต่ว่าเราไปอยู่ในกลุ่มคนที่ยอมรับได้หรือเปล่า เพราะบางทีผมก็ไม่ได้อ่าน บางทีอีเมลผมก็เป็นร้อย LINE แชตก็เป็นร้อย แต่อันไหนที่สำคัญเขาก็จะเมนชันผม พอเมนชันปุ๊บ มันก็ง่ายที่จะอ่านแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องดูว่าฟีเจอร์ในอนาคตมันเป็นอย่างไร ต้องดูว่าคนต้องการอะไรมันจะมี unsent หรือ read แล้ว เดี๋ยวต้องมานั่งดู บางคนอยากอ่าน แต่ยังไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าอ่าน ก็น่าจะได้ใช้ประโยชน์ 

ในบรรยากาศการทำงานกับคนรุ่นใหม่ คุณมองเห็นอะไรในคนกลุ่มนี้

        ผมทำงานกับองค์กรพวกนี้มานาน ผมอยู่บริษัทไอทีตั้งแต่สมัยบริษัท Telco ความคิดผมจะเป็นแบบ First Adopter ของเทคโนโลยีตลอด ฉะนั้น ผมคิดว่าแม้อายุต่าง แต่ก็คุยกันรู้เรื่อง แน่นอนอาจมีช่องว่างระหว่างวัย ผมก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ แล้วก็พยายามเติมเต็มความต้องการของเขา ผมจะพูดกับน้องๆ เสมอว่า เราอยู่ในบริษัทไอทีที่มีความเปลี่ยนแปลงเร็ว เขาอาจจะคิดว่าเพื่อนเขาอยู่องค์กรอื่น ได้ตำแหน่งแบบนั้นแบบนี้ บางคนทำงานมา 2 ปี มีตำแหน่ง VP ติดตัว แต่ผมจะบอกว่าสิ่งที่เขาได้ลงมือทำมันจับต้องได้ และน้องๆ จะรู้สึกภูมิใจอย่างมาก

        อย่างตัวผมเอง ทุกวันนี้ก็ภูมิใจนะ มันเป็นอะไรที่มันจับต้องได้กับคนทั่วประเทศ น้อยคนมากในประเทศไทยที่ถามว่ารู้จัก LINE ไหมแล้วบอกไม่รู้จัก ผมเชื่อว่ามันเป็นสมมติฐานที่เชื่อได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้จัก LINE 

เทียบกับเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว การทำงานในวงการเทคโนโลยีวันนี้แตกต่างกันอย่างไร

        ยี่สิบปีที่แล้วผมทำงานบริษัท Telco ก็เคยนึกทบทวนดูว่ามันต่างกันไหม พอมาดูเรื่อง Core Value ก็มีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น เรื่องของออฟฟิศเปิด เรื่องการมีกิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต่างจากออฟฟิศแบบเดิมๆ สมัยนั้นจำได้ว่ามีแม้กระทั่งตัวสกูตเตอร์เข็นไว้ตรงออฟฟิศ คนสมัยนั้นก็มีพลังงาน ไม่ต้องการกรอบการทำงาน มีอิสรภาพทางความคิด การแสดงออก ซึ่งตอนนั้นทำได้ระดับหนึ่ง ก็ถือว่าดีมากๆ 

        พอมาสมัยนี้มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ อุปกรณ์การสื่อสารมันยิ่งง่ายขึ้น อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงานมีเยอะ ถ้าถามว่าอีก 5 ปีจะเป็นอย่างไร ผมบอกตรงๆ ว่าผมไม่รู้ ไม่ได้บอกว่าไม่รู้แล้วมันจะไม่มั่นคง แต่ผมคิดว่าใครมาบอกเดาได้ว่าเทคโนโลยีจะไปทางไหน มันอาจเป็นการตั้งเป้าหมายเกินจริง

แสดงว่าวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเทคโนโลยียังคงเหมือนเดิมมาตลอด

        หลักๆ ก็คือเรื่องของความทันสมัย และความเป็นทางการลดลง อย่างที่คุณถามว่าผมมองหาคนอย่างไร ผมมองหาคนที่แก้ปัญหาเป็น เพราะว่าทุกวันนี้ เราอยู่ในธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วคู่แข่งของเราไม่ได้ใหญ่แค่ประเทศไทย แต่ใหญ่ในระดับโลก ฉะนั้น จุดแข็งของเราภายในประเทศไทยและภายในประเทศที่ LINE อยู่ เรามีความสามารถจะปรับตัวได้เร็วกว่าพวกเขา เด็กต้องแก้ปัญหาเป็น เด็กต้องรู้สถานการณ์ของตลาด มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าบอกว่าอะไรผิดหรือถูก 

เทรนด์เทคโนโลยีในตอนนี้เป็นอย่างไร

        ผมเป็น First-adopter อย่างเรื่องการเขียนโปรแกรม ผมเคยหัดเขียนตั้งแต่ปี 1987 ตอนนั้นเรียกว่า GW Basic หน้าจอยังเป็นสีเขียวๆ ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะการรับรู้เรื่องเทคโนโลยี การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนสมัยนั้นคือห่างไกลมาก จนมาสิบปีที่แล้ว เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การทำงาน การเรียนรู้ พวกคุณเคยเห็นหรือเปล่า สมัยก่อนจะเข้าอินเทอร์เน็ตต้องต่อโมเด็ม แต่ทุกวันนี้ไร้รอยต่อ การจะใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ต้องเป็นแบบนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าเข้าแอพฯ หนึ่งแล้วออกไปเข้าอีกแอพฯ คนจะรู้สึกว่าไม่ใช่ ความจริงต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ชีวิตของคน ให้มันทำได้มากกว่าหนึ่งอย่าง 

        ผมอยู่ในรุ่นโทรศัพท์กระเป๋าหิ้วเครื่องเป็นแสน ซื้อรถได้เป็นคัน คือมันชัดเจนอยู่แล้วว่าคนเราต้องการจะสื่อสารด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อันนี้เราก็เห็นการสื่อสารของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ทำอย่างไรให้มันเร็วขึ้น ผมอยู่สมัยแฟกซ์ ทุกวันนี้หลายคนที่อแดปต์เข้ามาใช้เทคโนโลยี เขาก็จะไม่ใช้แฟกซ์แล้ว มันเซฟไว้ในโน้ตได้ แต่จริงๆ มันไปตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน การทำธุรกิจ การที่ครอบครัวรู้สึกว่าไม่ห่างกัน ผมเดินทางไปทำงานผมก็คุยเห็นหน้าลูก เห็นหน้าภรรยาได้ เขาก็รู้สึกว่าผมไม่ได้ไปไหน อนาคตจะไปถึงไหนมันก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีขึ้น แต่จุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหนผมเองก็ไม่รู้ แต่เชื่อว่าถ้าอยู่ในทางที่ถูกต้องในชีวิตของผู้ใช้ ชีวิตน่าจะดีและสะดวกขึ้น เพื่อที่เขามีเวลาจะได้ไปทำอะไรที่เขาอยากจะทำ

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

บางคนหวาดกลัวเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเป็นส่วนตัว 

        ผมว่าเป็นเรื่องดีที่คนไทยตื่นตัวกับเรื่องนี้ มันมีคำพูดว่า Data is the new oil. ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ถามว่าคนที่ใช้ตรงนี้รู้ตัวแล้วหรือยังกับการที่จะใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไรไม่ให้เป็นเหยื่อ ต่างประเทศก็มีเรื่องพวกนี้ แต่มันอยู่ในช่วงเวลาของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เราต้องเรียนรู้ ซึ่งมันดีที่ผู้ใช้เริ่มถามว่าคุณเก็บข้อมูลฉันไปทำอะไร เช่น มีคนเขียนว่าแพลตฟอร์มนั้นเอาข้อมูลไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันมีทั้งจริงและไม่จริง โดยเฉพาะกับ LINE เราไม่ได้เก็บข้อมูลที่เป็น Identify Data เราใช้ AI ประเมินผลของพฤติกรรมการใช้งานเพื่อคาดคะเนว่าผู้ใช้มีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มไหน LINE ไม่เคยใช้ข้อมูลบัตรประชาชนหรืออายุ เราประมวลจากพฤติกรรม เราไม่ได้ขอไปเพื่อเอาข้อมูลส่วนตัวของเขา ไม่ใช่เพื่อการดักฟัง แต่เป็นเพื่อให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีขึ้น ทำยังไงให้ข้อมูลที่เขารับรู้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ นี่เป็นจุดสำคัญ

        LINE แชต กับ LINE คอล จะมีการเข้ารหัส (encryption) หมายความว่า ผมส่งแชตกับคุณ ถ้ามีคนกลางมาแอบดู มันต้องมีตัวถอดรหัสไปถอด ซึ่งตัวถอดรหัสอยู่ที่เครื่องของผู้ใช้ LINE เอง เราก็ดูไม่ได้ มีคนถามผมเยอะว่า LINE ปลอดภัยไหม เราบอกว่าปลอดภัยแน่นอน มันก็เหมือนคลื่นโทรศัพท์ที่คนดักฟังได้ไหม ก็ไม่ได้ เช่นเดียวกัน เหมือนเวลาเราต่ออินเทอร์เน็ตสมัยก่อน เสียงมันเป็นแบบนั้นเลย ฟังไม่รู้เรื่องหรอก 

โดยส่วนตัวคุณใช้โซเชียลมีเดียทุกอันไหม 

        ผมใช้อยู่แล้ว ทุกอย่างที่มีบนโลกใบนี้ ผมพยายามใช้ด้วยพฤติกรรมที่ปลอดภัย แม้กระทั่ง banking ผมจะไม่ต่อกับ Public Wi-Fi แต่จะใช้กับ Secured Wi-Fi เท่านั้น เพราะผมรู้ว่ามันมีความเสี่ยง จริงๆ มันเป็นสิ่งที่คนทุกคนควรรู้ คือไม่ได้หมายความว่าการใช้บริการเป็นเรื่องไม่ดี แต่การไปต่อไว-ไฟที่ไม่ใช่ของตัวเอง มันมีความเสี่ยง ผมจะใช้ไว-ไฟแค่ที่ทำงานหรือที่บ้าน หรือแม้กระทั่งการเซตพาสเวิร์ดพื้นฐาน เป็นเรื่องที่โดนมองข้าม มันเป็นเหมือนกุญแจบ้าน ผมมีวิธีเซตพาสเวิร์ดโดยที่แต่ละเว็บไม่เหมือนกัน อันนี้เป็นสิ่งที่คนในสังคมควรทำ

        เอาจริงๆ น้อยมากนะที่ผมจะใช้ไว-ไฟ ผมจะใช้อินเทอร์เน็ตมือถือเลย เพราะความเร็วอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้จะดีกว่าไว-ไฟด้วยซ้ำ คือผมอาจจะรู้เรื่อง Cyber Security เป็นพิเศษ เลยคิดว่าปลอดภัยไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องของการโอนเงิน ผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ Public Wi-Fi

อยากให้เล่าถึงการทำงานด้าน Government Affair คุณมาสนใจงานด้านนี้ได้อย่างไร

         แพสชันของผมตรงนี้ ตอนเรียนหนังสือ ผมเรียนสายศิลป์ คิดว่าจะเข้ามัณฑนศิลป์​ แต่สมัยนั้นการเรียนมัณฑนศิลป์ก็จะทำให้พ่อแม่กังวลเรื่องความมั่นคง เลยเปลี่ยนจากสายศิลป์มาเรียนสายวิทย์ แล้วก็ไปเรียนวิศวะ พอจบมาก็ทำงานสร้างทางด่วน โชคดีว่าเราทำได้ปีเดียวก็ไปเรียนต่อปริญญาโท เสร็จแล้วก็มีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐ ทำเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นหนึ่งในทีมทำงานของสภาพัฒน์ฯ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วถ้าเรามีข้อมูลกับไอเดียใหม่ๆ ให้หน่วยงานภาครัฐไปทำงานระดับนโยบายได้ ก็น่าจะพาประเทศไปในทางที่ดีได้ เลยเกิดเป็นความสนใจในเรื่องของนโยบายภาครัฐขึ้นมา 

        หลังจากนั้นมีบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งกำลังหาคนทำงานด้านนี้ ก็โชคดีได้ไปทำงาน พอผมทำไปได้จังหวะหนึ่ง ทาง LINE ประเทศไทย ก็ใหัโอกาสมาทำ เลยรู้สึกว่ามันน่าทำ เพราะผลิตภัณฑ์ค่อนข้างหลากหลาย แล้วนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็หลากหลายด้วย เรามองเห็นภาพใหญ่ว่าเป็นอย่างไร ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ทำงานในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับที่เรียนมาเท่าไหร่

        ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทยยังไม่ครอบคลุม ทำให้ประเทศเสียโอกาสค่อนข้างเยอะ แต่ทุกวันนี้ผมว่าครอบคลุมเกือบหมดแล้ว เราต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อดูว่านโยบายภาครัฐจะออกมาในทิศทางไหน แต่ผมเชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ภาครัฐให้ความสำคัญอยู่แล้ว ก็ต้องดูกันต่อไป ประเทศเรามีคนเก่งเยอะมาก ถ้าเรามีอะไรมาสนับสนุนตรงนี้ ผมเชื่อว่าการที่ประเทศไทยจะมียูนิคอร์นได้ไม่ใช่เรื่องที่แปลกเลย 

คุณมองเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอลของประเทศอย่างไร โครงสร้างพื้นฐานพร้อมหรือยัง ภาครัฐสนับสนุนแค่ไหน กฎหมายล้าหลังยังมีอยู่เยอะไหม 

        ผมว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิตอลมีเกือบครบแล้ว แต่ต้องมองว่านี่เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความคิดแบบใหม่ไปทำความเข้าใจ มันไม่ใช่ว่าเราผลิตที่นี่แล้วขายที่นี่อีกต่อไปแล้ว เช่น ผมจะมีออฟฟิศที่ประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม ผู้ใช้จะไม่รู้สึกถึงผลกระทบ นี่คือเราพูดถึงทั้งอุตสาหกรรมไอที ไม่ใช่แค่ LINE บริษัทเดียว แต่คราวนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ เราควรจะต้องทำความเข้าใจตรงกันว่า อย่าไปยึดติดว่ากฎหมายเดิมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราทำงานไม่ได้ ถ้ามันเป็นผลดีกับประเทศ แต่มันคงดีมากๆ ถ้าเราเห็นตัวแทนของคนที่มีความเข้าใจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสภา เพื่อให้นโยบายหรือกฎหมายที่ออกมาสอดคล้องและตามประเทศอื่นทัน เพราะจริงๆ แล้วในเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศเราเป็นต่อคนอื่นเยอะ เราเหมาะกับการเป็น Upper ASEAN ของบริษัทไอทีอย่างมาก 

แสดงว่าประเทศไทยก็เป็นสังคมดิจิตอลแล้ว

ประเทศเราเป็นสังคมดิจิตอลมาสักระยะแล้ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยนับว่าไม่ขี้เหร่นะครับ โครงสร้างพื้นฐานทั่วถึง แต่ทำอย่างไรให้การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นการค้นหาข้อมูลความรู้ มันคงจะดีมากๆ เลยถ้าเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้ และไม่ตกเป็นเหยื่อข้อมูลผิดๆ อันนี้ผมว่าน่าจะช่วยได้ อินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มทำให้เกิดการขายตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อได้ หรือร้านอาหารบางร้านก็ไม่จำเป็นต้องย้ายออกมาอยู่ริมถนนเหมือนในอดีต เพราะมีรถวิ่งผ่าน แต่ทุกวันนี้ร้านริมถนนอาจกลายเป็นภาระ เนื่องจากไม่มีที่จอดรถ ทำเลอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้เราเข้าถึงตรงนี้ได้ หรือการใช้ชีวิตประจำวันเรื่องการเรียนการศึกษา ทำอย่างไรให้เด็กต่างจังหวัดที่บางช่วงฤดูกาลเขาต้องทำนาเกี่ยวข้าวช่วยพ่อแม่ ต้องขาดเรียน อินเทอร์เน็ตก็อาจทำให้เนื้อหาการศึกษาไปถึงมือเขาได้ 

LINE ประเทศไทย มีบทบาทอย่างไรในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลของไทย 

        แพลตฟอร์มของเราใช้ง่ายและไปทั่วถึงแล้ว ถ้านำ LINE ไปใช้ในทางที่ให้บริการประชาชนในภาพใหญ่ ผมเชื่อว่าจะทำให้การบริการง่ายขึ้น พวกระบบจองคิว ระบบแจ้งเตือน มันคงจะดีมากถ้ามีหน่วยงานราชการเอาเราไปใช้ ยกตัวอย่างถ้าเจอฟุตพาทชำรุด ผมสามารถแจ้งได้เลย ข้อมูลพวกนี้นำไปใช้ประเมินผลได้ นำไปใช้ในบริหารจัดการบุคลากร บริหารจัดการงบประมาณ มันจะโฟกัสได้ตรงจุดมากขึ้น 

        ในส่วนของ Health Care ก็ช่วยได้ เช่น จองคิวของโรงพยาบาลรัฐ ที่เคยมีการจองคิวรองเท้าแตะ คือมาตั้งแต่ตีสาม เรื่องพวกนี้เราช่วยได้ ทำให้คนบริหารเวลาได้ ลองดูประสบการณ์การทำพาสปอร์ตสมัยก่อน ตอนเด็กๆ ผมทำพาสปอร์ตต้องรอเป็นเดือน แต่ทุกวันนี้ประมาณ 15 นาที ก็เสร็จแล้ว เทคโนโลยีทำให้คนใช้ชีวิตดีขึ้นได้จริงๆ การมองว่าเทคโนโลยีมาดิสรัปต์ แน่นอน คนที่ไม่สามารถตามทันก็ต้องกระทบ ผมเชื่อว่างานของเราได้สร้างมูลค่าให้ชีวิตคน สังเกตว่าเราพูดถึงเดลิเวอรีอย่าง LINE MAN บ่อยมาก เรามีส่วนช่วยให้ร้านอาหารเติบโตขึ้นแบบที่พวกเขาเองก็ไม่คาดคิด 

อนาคตประเทศไทยในสายตาของซีอีโอ LINE เป็นอย่างไร 

        ผมว่าประเทศไทยมีโอกาสมากๆ เพราะในส่วนของเซกเมนต์เกี่ยวกับเทคโนโลยี เนื่องจากเรามีบุคลากรที่ดี ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผมว่าเทคโนโลยีช่วยได้ หรืออาจจะช่วยให้คนเข้าถึงบริการหน่วยงานภาครัฐได้ดีขึ้น ในเวลาเดียวกัน มันจะทำให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ๆ ขึ้นมา ผมไม่อยากใช้คำว่า SMEs ด้วยซ้ำ เพราะว่าทุกวันนี้ผู้ประกอบการคนเดียวก็ทำมาค้าขายได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูง ทีนี้ทำอย่างไรให้มันเติบโตได้แล้วมีประโยชน์กับประเทศ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตคอนเทนต์ดีอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นละคร ข่าว แม้กระทั่งโฆษณา มันดีมากๆ ผมเชื่อว่า Fin Tech ยังมีโอกาสอยู่มาก ก็ยังอยากจะไปพัฒนาในส่วนตรงนี้อยู่ 

 


HUMANIZE 

ชาญวุฒิ ลือชัยสิทธิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด 

        ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ เขาต้องทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายและใกล้ชิดสำหรับผู้ใช้งาน ในแง่ของการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างตรงใจที่สุด ผ่านการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์บนข้อมูลและความเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

 

        “เราได้ฟีดแบ็กบอกเล่าเรื่องราวดีๆ จากผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอ ในแง่ที่พวกเขาเริ่มต้นจากการรู้สึกว่ามันเป็นแอพฯ แชตที่สร้างความใกล้ชิดผ่านการพูดคุยได้ง่ายขึ้น 

        “เรามักจะได้รับเรื่องราวประมาณว่าลูกทำงานกรุงเทพฯ แต่แม่อยู่ต่างจังหวัด พวกเขาวิดีโอคอลและส่งข้อความหากัน ทำให้เขาก็รู้สึกว่า แม้จะอยู่ไกลกัน แต่ทั้งครอบครัวยังใกล้ชิดกันได้บนแพลตฟอร์มนี้ ถือว่าเรา ได้บรรลุเป้าหมาย Closing the Distance ของ LINE อย่างแท้จริง  

        “ผู้บริโภคคนไทยจึงค่อนข้างรักแบรนด์ LINE และต้องการใช้งานแพลตฟอร์มในด้านอื่นๆ อีก จนทุกวันนี้ ผมเองมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปชัดเจน คืออยู่บ้านมากขึ้น ปกติเสาร์-อาทิตย์ต้องไปคาเฟ่ฮอปปิ้ง ไปเดินช้อปปิ้งกับเพื่อนบ้าง กลายเป็นผมอยู่บ้านแล้วสั่งอาหารมากิน เปิดดู LINE TV นอนอยู่บ้าน แล้วก็แชตคุยกับพ่อแม่ 

        “ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของ LINE ไปทั่วประเทศ ในต่างจังหวัดที่เราค่อยๆ ขยายตัวได้อย่างมั่นคง เราจึงต้องสื่อสารเรื่องราวในมุมมองของลูกค้า ศึกษาว่าถ้าเราจะไปต่างจังหวัด เราจะเอาบริการอะไรไปนำเสนอพวกเขา เพราะคนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพฯก็มีความต้องการที่ต่างกัน

        “คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมากับการใช้ LINE เขาก็จะรู้จักเลือกและรู้จักปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อย เขารู้ว่าเลือกใช้อะไรแล้วจะทำให้ชีวิตเขาง่ายกว่า ปัจจุบันทุกคนเห็นว่าสามารถเลือกเทคโนโลยีที่มาทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไงได้บ้าง 

        “เราจึงสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ด้วยการ humanize คือการที่เราจะเข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้า ทุกอย่างมันจะถูกเล่าเรื่องจากมุมมอง insight ความรู้สึก หรือบน Pain Point ในปัจจุบันของตัวลูกค้า เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างแบรนด์และลูกค้า จนเกิดความเชื่อมั่นกันและกันมากกว่าเล่าด้วยมุมมองของ LINE เองว่ามีผลิตภัณฑ์อะไร 

        “อย่างช่วงวันแม่ทุกคนมีปัญหาหมด ร้านอาหารเต็ม ไปห้างไม่มีที่จอดรถ ก็สั่งกินกับแม่ที่บ้านด้วย LINE MAN คือเราจะมองว่า เราจะ humanize ยังไง เราจะทำโมเมนต์ยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องง่ายและเข้าใจเขาจังเลย สุดท้ายแล้วปลายทางคือทุกคนต้องการความสะดวกสบายและเข้าใจพวกเขาจริงๆ” 

 

PARTNERSHIP

นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ 

        นรสิทธิ์รับผิดชอบด้านโซลูชันเชิงธุรกิจและการมองหาพาร์ตเนอร์ เพื่อดูโอกาสในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ทั้ง LINE และพาร์ตเนอร์ได้ประโยชน์ร่วมกัน และผู้ใช้งานก็ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปด้วย

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

 

        “ทุกๆ บริการของ LINE ในไทยจะเริ่มมาจากการศึกษาพฤติกรรมคนไทยก่อนจนเรารู้ว่าคนไทยชอบอะไร เราต้องการโฟกัสให้ได้ว่าคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้เวลาอยู่กับเราเยอะๆ เขาชอบอะไร พอเรารู้ข้อมูลที่ทำให้เราสรรหาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เพื่อให้มันตอบโจทย์พวกเขามากขึ้นได้ อันดับต่อไปคือการมองหาแนวทางเชิงธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับพาร์ตเนอร์ แล้วพิจารณาว่าเวลาการเข้าตลาดพร้อมหรือยัง สิ่งสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้คือเรากับพาร์ตเนอร์ต้องพร้อมไปด้วยกัน 

        “คนไทยเป็นคนที่ชอบความเอนเตอร์เทน เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นการขยับเข้ามาจับมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อทำคอนเทนต์ มีทั้ง LINE TV, LINE TODAY โดยเราก็มาดูว่ามีอะไรอีกบ้างที่คนไทยชอบ เช่น การช้อปปิ้งออนไลน์ เราก็กำลังมองถึงการจับมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อทำให้เป็นเอนเตอร์เทนไหม? เพื่อต่อยอดการช้อปปิ้งออนไลน์ให้เข้ากับความชอบคนไทยยิ่งขึ้น

        “นอกจากนี้ คนไทยสนใจเรื่องอาชีพการงานและปากท้องของครอบครัว ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจ นี่จึงเป็นไอเดียของเรากับพาร์ตเนอร์สำหรับโปรเจ็กต์ในปีหน้า คือเรื่องของ banking ที่เราได้ทำร่วมกับ KBank หรือในส่วนของ Rabbit LINE Pay ที่เราได้ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับ Rabbit และ AIS ที่คนไทยรู้สึกว่ามาช่วยเติมเต็ม ทำให้เรื่องการใช้จ่ายของพวกเขาสะดวกมากขึ้น และอีกอย่างที่ทางเราสนใจอยู่ไม่น้อยคือเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะเป็นในปีหน้า ที่ทางเรากำลังศึกษากันอยู่ 

        “หลักการสำคัญของ LINE ประเทศไทย คือการมองว่าผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์จะได้อะไรจากเรา เพราะว่าถ้าเรามองแค่ว่าเราจะได้อะไรจากเขา นั่นคือจบ 

        “ในเรื่องของการแข่งขัน เรามองว่าการมีคู่แข่งถือเป็นสิ่งที่ดีต่อตลาดและต่อตัวเราเองอยู่เสมอ มันเป็นโจทย์สะท้อนกลับมาที่เราได้ชัดที่สุดว่า แล้วตอนนี้เราทำหน้าที่ของเราได้ดีที่สุดหรือยังทั้งสำหรับผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์ เราตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้นได้ดีหรือยัง ถ้าในอนาคตเราทำเกี่ยวกับท่องเที่ยว เราควรต้องมองภาพใหญ่ไปด้วยว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง 

        “ทั้งเราและพาร์ตเนอร์ทุกคนก็จะตื่นเต้นและพร้อมที่จะผลักดันธุรกิจไปพร้อมกัน เพราะทุกฝ่ายมองภาพชัดว่าทำงานนี้แล้วใครจะได้รับประโยชน์อะไร รวมถึงผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายของทั้งทางเราและทางพาร์ตเนอร์ เพราะประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกธุรกิจที่เราทำ ทุกพาร์ตเนอร์ที่เรามี”

 

INSIGHTFUL 

กณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ 

        ก่อนหน้านี้เขาดูแลในส่วนของ LINE Stickers ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย ความท้าทายในวันนี้คือการรับผิดชอบในส่วนของคอนเทนต์ ทั้งใน LINE TODAY และ LINE TV กับการทำให้ LINE TODAY เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสำหรับการอ่าน และ LINE TV เป็นแพลตฟอร์มที่ปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมคนไทยในการรับชมคอนเทนต์แบบวิดีโอจากผู้ผลิตมืออาชีพ

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

 

        “LINE TODAY เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมคอนเทนต์จากผู้ผลิต หน้าที่ของเราคือนำคอนเทนต์มารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน และให้ผู้อ่านเป็นคนเลือกเอง แต่ละพาร์ตเนอร์ก็จะมีรูปแบบของวิธีการนำเสนอ มันผ่านกระบวนการที่ดีมาแล้ว เรารวบรวมและนำเสนอให้คนอ่านเข้ามาเลือกอ่านข่าวหรือคอนเทนต์ที่เขาสนใจ เราต้องการจะเซตตัวเองเป็น Content Portal ซึ่งคอนเทนต์ข่าวเป็นแค่หนึ่งในนั้น เราอยากให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเมื่อมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น ต้องมาเช็กข่าวใน LINE TODAY ก่อนเพราะเชื่อถือได้และรวดเร็ว

        “ในขณะเดียวกันเรามีคอนเทนต์อีกจำนวนมาก ที่เกิดจากผู้ผลิตสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่วันนี้มองเราเป็นช่องทางที่สำคัญในการนำเสนอคอนเทนต์สู่ผู้อ่าน มากกว่าแค่สื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิม วันนี้ถ้าเข้ามา LINE TODAY คุณจะมีความรู้สึกเหมือนเข้ามาร้านหนังสือ ที่เต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ให้คุณเลือกอ่านได้ฟรีทั้งหมด

        “ส่วน LINE TV จะเห็นว่ามีการนำคอนเทนต์ต่างๆ ที่อยู่บนทีวี ให้มันมาอยู่บนออนไลน์ในแบบ exclusive อย่างรวดเร็ว โดย LINE TV ตอบ insight ของลูกค้า เพียงแต่ว่าเขาไม่สะดวกที่จะดูบนช่องทางเดิม เพราะต้องใช้เวลาในการทำอย่างอื่น อย่างละครฉาย 2 ทุ่ม กว่าคนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองใหญ่ๆ จะกลับถึงบ้านก็คงดูไม่ทัน เราก็ทำให้เขาสามารถที่จะดูย้อนหลังได้ เราช่วยเขาบริหารจัดการเวลา พอนำคอนเทนต์จากบนทีวีมารีรันบน LINE TV แล้ว เขาเลือกดูได้แบบ On Demand คนจึงรู้สึกว่าจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนี้ยังเรายังมี Original Contents กับผู้ผลิตชั้นนำที่จะดูได้บน LINE TV เท่านั้น

        “สิ่งสำคัญคือช่วยให้พาร์ตเนอร์ของเรา ซึ่งก็คือผู้ผลิตรายการได้รู้ว่าจริงๆ แล้วคนยังชื่นชอบผลงานของคุณอยู่นะ เพียงแต่ว่าเขาเปลี่ยนช่องทางเท่านั้นเอง แล้วจาก 5 ปีที่ผ่านมา มันก็พิสูจน์แล้วว่าเราเข้ามาช่วยส่งเสริมธุรกิจทีวีและอุตสาหกรรมทั้งหมด

        “เราตั้งใจให้ LINE TV หรือ LINE TODAY เป็น Top of Mind ของคนไทย เมื่ออยากดูอยากอ่านคอนเทนต์คุณภาพที่หลากหลายและฟรี จะนึกถึง LINE เราเชื่อและพิสูจน์แล้วว่า ความต้องการในการดูหรืออ่านคอนเทนต์ไม่ได้หายไปไหน มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ และตามใจผู้บริโภคแต่ละคนมากขึ้น ทุกคนมีเวลาไพรม์ไทม์เป็นของตัวเอง สำคัญที่ว่าเรานำคอนเทนต์ไปเสิร์ฟให้เขาได้ตรงความต้องการในเวลาไพรม์ไทม์ของเขาได้แล้วหรือยัง”

 

STRATEGY

เจเดน คัง รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ 

         เขารับผิดชอบด้านการวางกลยุทธ์ให้แก่แพลตฟอร์ม สร้างพันธมิตรและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของ LINE โดยเฉพาะ LINE MAN ที่เป็นการบุกเบิกวัฒนธรรมการสั่งอาหารผ่านแอพฯ ในเมืองไทย และ LINE ScaleUp โปรแกรมเพื่อการต่อยอดความสำเร็จของสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก

 

พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา

 

        “ในฐานะผู้บริหาร LINE MAN ตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและขยายบริการไปยังพื้นที่อื่นๆ ในเมืองไทยมากขึ้น เรามีแผนจะเปิดตัว LINE MAN Grocery ช่วงปลายปีนี้ สำหรับบริการจับจ่ายสินค้าประเภท Grocery ในกรุงเทพฯ หรือจะเป็นการขยายบริการไปยังหัวเมืองใหญ่ในปี 2020 ซึ่งเริ่มแล้วที่พัทยาในช่วงที่ผ่านมา โดยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ LINE MAN มีศักยภาพกลายเป็นสตาร์ทอัพที่ก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย 

        “ท่ามกลางตลาดที่เปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นนี้ ผมยึดหลัก ‘วางแผน ลงมือ ล้มแล้วเริ่มใหม่’ ด้วยความเชื่อว่า หากเราล้มเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเจอหนทางที่ใช่เร็วขึ้นเท่านั้น มากกว่าการมัวแต่นั่งหาทางที่ใช่ก่อน ซึ่งจะต้องใช้เวลาแล้วอาจจะเสียโอกาสในตลาดไปเลยก็ได้

        “เราทำงานกันภายใต้วิธี ‘ถาม ถกเถียง และลงมือ’ เรามีการตั้งคำถามสำคัญและเปิดโอกาสให้ทีมถกเถียงกันเวลาประชุม เมื่อได้ข้อสรุป ก็จะรีบลงมือทำให้เร็วที่สุด แล้วเราก็จะได้บทเรียนใหม่ในทุกครั้ง

        “ความท้าทายของผมคือการบริหารจัดการ stakeholder ที่หลากหลายในออฟฟิศประเทศไทย ซึ่งการจะสร้างการเติบโตนั้นจำเป็นต้องมีทีมที่เปรียบเสมือนวงออร์เคสตราจากแต่ละธุรกิจมาทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสาน”  

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN