ออน-พิ | ‘ความรัก’ เริ่มต้นจากการขอพร หลังจากนั้นคือการเฉลยข้อสอบ

The Conversation
14 Feb 2019
เรื่องโดย:

ธนดิษ ศรียานงค์, พัทธมน วงษ์รัตนะ

ความรักจากการขอพร ฟังดูเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อของใครหลายคน เช่นเดียวกับ ‘ออน’ – กรกมล ชัยวัฒนเมธิน นักร้องนำเสียงใสแห่งวงละอองฟอง ที่บังเอิญจับพลัดจับผลูตามแก๊งเพื่อนสาวไปกราบไหว้ ‘เทพเจ้าแห่งความรัก’ ชื่อดังของไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะฟ้าบันดาล โชคชะตา หรือความบังเอิญ ที่ในวันรุ่งขึ้นเธอได้พบกับ ‘พิ’ – พิริยะ วัชจิตพันธ์ ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ปัจจุบันได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมากว่า 4 ปี

แต่ก่อนที่จะตามไปกราบไหว้ขอพรกันบ้าง ทั้งคู่รีบออกตัวว่า สุดท้ายแล้วไม่ว่าจุดเริ่มต้นของความรักจะเกิดจากอะไร สิ่งที่สำคัญคือช่วงเวลาการดูแลความสัมพันธ์หลังจากนั้นต่างหาก

ออน-พิ

 

ได้ยินมาว่าความรักของคุณเกี่ยวข้องกับการไหว้ขอพร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

     ออน: ต้องออกตัวก่อนว่าออนไม่ได้เป็นคนเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ หรือมันมีอยู่จริง เพราะวันก่อนที่จะได้เจอเขา แก๊งเพื่อนสาวของเรานัดกันไปดู Iron Man 3 รอบดึก เพราะอยากให้เลิกสามทุ่ม เพื่อจะได้ไปขอพรจากพระตรีมูรติ ซึ่งเพื่อนก็ยืนยันว่าต้องมาวันพุธหลังสามทุ่มเท่านั้น เพราะเคยมีคนมาขอเรื่องความรักกับท่าน พอผ่านไปหนึ่งเดือนก็ได้เจอเลย แต่เราก็เฉยๆ ฟังหูไว้หู เห็นเพื่อนอยากไปก็ไปด้วยแค่นั้น

     พอดูหนังจบ เราก็เดินไปตรงซื้อเครื่องถวายพระตรีฯ ก่อนไหว้มีคาถาสวดวางเรียงรายอยู่ เราก็หยิบขึ้นมาทุกใบแล้วอ่านไปตามนั้น แต่มีอยู่แผ่นหนึ่ง อ่านไปแค่สองประโยคแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่บทสวดหรือเปล่า มันเป็นเพลงนี่ แปลกจัง เลยคิดว่า งั้นร้องเพลงให้ท่านฟังแล้วกัน ก็เลยร้องไปจนจบบท แล้วบอกท่านว่า ไม่รู้ว่าท่านมีจริงหรือเปล่า แต่หนูไม่ได้ลบหลู่นะคะ แต่ถ้าท่านมีจริงก็พิสูจน์ให้เห็นหน่อย ส่งมาให้หนูสักคนหนึ่ง เอาแบบไอรอนแมนค่ะ เจาะจงไปด้วย เพราะเพิ่งดูหนังมาอินๆ เลย พอไหว้เสร็จก็เดินออกมา แล้วถามเพื่อนว่า แกๆ มีใบหนึ่งมันเป็นเพลงหรือเปล่า แกได้ไหม เพื่อนอีกหกคนบอกว่าไม่มีใครได้เลย ก็แปลกใจ แต่ไม่ได้สนใจอะไร จนวันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานปกติ เป็นงานพิธีกรของรายการ Happy Society แล้วก็ได้เจอกับพี่พิเป็นครั้งแรก

 

 

ความรู้สึกที่ได้เจอกันครั้งแรกเป็นอย่างไร หัวใจเต้นแรง มือไม้สั่น ทำตัวไม่ถูก ตกตะลึงเหมือนที่เราเห็นกันในหนังโรแมนติกต่างๆ บ้างไหม

     พิ: เราก็รู้แหละว่าเขาจะมาสัมภาษณ์ แล้วทีมงานที่ออฟฟิศก็เอารูป ออน ละอองฟอง ที่หาจากกูเกิลมาให้ผมดู ก็เป็นภาพออนใส่วิกสีม่วง ฟ้า เขียว ตอนนั้นผมก็คิดว่า บ้าชัวร์ (หัวเราะ) แต่พอเจอก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ เพราะเวลาเขาร้องเพลงอยู่ในวงก็อาจจะต้องใส่อะไรพิลึกๆ หน่อย แต่เวลาปกติเขาก็จะดูเป็นมนุษย์ธรรมดา

     พอถึงเวลาสัมภาษณ์ก็คุยนานอยู่เหมือนกัน แล้วทีนี้ช่างภาพเขาเก็บภาพไม่หมด อยากให้มีหลายๆ มุม ก็เลยให้ผมไปนั่งเพ่งหน้าเขา พูดประโยคเดิมๆ สลับไปมาอยู่นาน พูดเรื่องเดิมซ้ำๆ แล้วก็จ้องตาด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่อะไร เราเป็นผู้ชาย ไปมองหน้าสาวอยู่นานๆ หลายๆ ทีก็อาจมีอ่อนเรี่ยวอ่อนแรงเหมือนกัน เพ่งอยู่นานก็เลยปิ๊ง (ยิ้มหวาน)

 

     ออน: มัน awkward มากเลยเอาจริงๆ

 

     พิ: ใช่ ทีนี้พอปิ๊งแล้วเลยหาอุบายจะคุยต่อ ก็เลยชวนกินข้าว กินอยู่นานจนไปถ่ายอีกคิวเกือบไม่ทัน

 

     ออน: ตอนนั้นที่กองถ่ายก็ประทับใจเขา เพราะเขาเลี้ยงทีมงานเราทุกคนอย่างอลังการมาก ให้นั่งร้านอาหารไฮโซ ทั้งๆ ที่ปกติเรากินแค่ข้าวมันไก่ข้างทาง ทำให้รู้สึกประทับใจในแรกพบว่าคนนี้ดูใส่ใจคนทั่วถึงดี หลังจากนั้นก็พัฒนาความสัมพันธ์ จีบกันอยู่สัปดาห์เดียวก็ตัดสินใจคบกันเลย ทุกอย่างเร็วมากจนเราตกใจ คือทุกอย่างมันถูกต้องทั้งหมด ยกเว้นเรื่องเวลาที่ทำให้เราสับสนว่ามันเร็วเกินไปหรือเปล่า ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ทุกอย่างลงล็อกเป๊ะๆ เราคุยเข้าขากันดีมาก แถมยังคิดอะไรเหมือนๆ กัน ชอบอะไรคล้ายๆ กัน พออยู่ด้วยก็สบายใจ

 

     พิ: ผู้ชายส่วนใหญ่เดตแรกจะชอบพาผู้หญิงไปร้านดีๆ หรูๆ ใช่ไหม แต่ผมพาไปข้างถนนเลย (หัวเราะ) พาไปกินส้มตำ

 

     ออน: แล้วใส่ชุดละอองฟองไปด้วยนะ เต็มมาก คือนั่งภัตตาคารได้

 

     พิ: แต่ไม่ เราไปกินส้มตำริมทาง ง่ายๆ สบายๆ

 

     ออน: เราไม่ชอบคนขี้เก๊ก แล้วพี่เขาเป็นคนเป็นกันเอง สนุกสนานกับชีวิต พอ 7 วันเขาขอเป็นแฟนเลย เราก็สับสนสุดๆ เพราะมันเร็วมาก แต่ความรู้สึกของเราคือใช่แล้วนะ ไม่เจออะไรที่ไม่ใช่เลย ทั้งในวิธีคิด การคุยกัน การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เรารู้สึกว่าคนนี้คือสิ่งที่เรามองหา ทำให้นึกย้อนไปฉุกคิดถึงตอนที่ร้องเพลงให้พระตรีฯ ฟัง เราก็บอกเพื่อนว่า แก ฉันไวมากเลย ขอเมื่อวานได้วันรุ่งขึ้น แต่ตอนนั้นไม่ได้เล่าเรื่องขอพรให้พี่เขาฟังนะ ผ่านไปนานถึงค่อยเล่าให้เขาฟัง กลัวเขาหาว่าเรางมงาย

 

 

แล้วทางด้านฝ่ายชายล่ะ เชื่อเรื่องพวกนี้บ้างไหม

     พิ: ถ้าขอความรักไม่เคยนะ เราก็ใช้ความพยายาม ความดั้นด้นของเราเอง จะมีแค่เชื่อในเลข 13 ที่ชอบทำให้เกิดเรื่องดีๆ กับเรา งานที่เคยติดขัด พอมาทำวันที่ 13 ก็สำเร็จ เป็นตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่างมงายหรือเปล่า ออนก็โผล่มาวันนั้นพอดี เหมือนถูกบิลต์มาก่อนแล้ว เราเลยคิดว่าใช่เลย แน่นอน (หัวเราะ)

 

ออน-พิ

 

หลังจากพรที่ขอไปกลายเป็นจริง คุณยังมองว่าเรื่องแบบนี้งมงายอยู่ไหม

     พิ: หลังจากนั้นออนเขาก็ไม่เคยขออะไรแบบนี้อีกเลยนะ แค่วันนั้นเพื่อนๆ เขาไปกันพอดีมากกว่า แล้วเขาก็ไปอยู่สถานการณ์นั้น แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่อะไร หลังจากนั้นก็ไปไหว้ขอบคุณอีก

 

     ออน: แต่ลึกๆ เราคิดว่ามีอยู่แล้วแหละสิ่งที่มีบุญ ศักดิ์สิทธิ์ เราไม่ลบหลู่ แต่ใครจะสัมผัสได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง สุดท้ายทุกอย่างมันก็อยู่ที่ตัวเรา มีคนบอกว่าเป็นเพราะเราไม่ค่อยขอหรือเปล่า ก็เป็นไปได้ เราก็ไม่ค่อยขออะไร

 

 

คุณทั้งสองมองว่าความรักที่เกิดจากการขอพรนั้น โรแมนติกน้อยกว่าความรักที่เกิดจากความพยายามไหม

     พิ: มันไม่ได้ต่างกันมากอย่างชัดเจน เพราะเราไม่ได้คิดตั้งต้นไว้แบบนั้น เราคิดว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์เพราะมาเอะใจทีหลังมากกว่า ผมเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน คบกับออนได้สักพักเขาถึงเล่าให้ฟัง แต่พอรู้แล้วก็รู้สึกแปลกใจ

 

     ออน: เหมือนมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเฉยๆ แต่หลังจากนั้นมันเป็นเพราะเราคุยกันรู้เรื่อง คุยภาษาเดียวกันมากกว่า

 

 

เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงานในเวลาอันรวดเร็ว

     พิ: จริงๆ ผมไม่เคยคิดจะแต่งงานด้วยซ้ำ ชาตินี้ผมเกิดมาก็ตั้งปณิธาน บอกเพื่อน บอกครอบครัวว่าจะไม่แต่งงาน อยากอยู่คนเดียว แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากที่เจอเขาเรารู้สึกว่าได้รับการเติมเต็ม เหมือนเราไม่อยากจะอยู่คนเดียวอีกแล้ว ตอนแรกอยู่คนเดียวมีความสุขมาก แต่พอเจอเขา หลังจากเขากลับบ้าน พอแยกกัน มันก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนอะไรบางอย่างมันหายไป เหมือนเราอยากมีใครนั่งอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยตั้งแต่เกิดจนโต พอเกิดขึ้น เราก็คิดว่ามันคงมีอะไรบางอย่าง เลยทำให้รู้สึกอยากแต่งงาน

     อีกอย่าง เหมือนว่าถ้าเราแต่งงานแล้ว เราก็จะมีเวลาไปโฟกัสเรื่องอื่นอีกมากมาย เรื่องความรักก็ตัดไปได้ เพราะการคบกันแบบรักๆ เลิกๆ มันเป็นอะไรที่กินเวลาชีวิตของมนุษย์ไปมาก ถ้าเรื่องนี้ลงตัวแล้ว ชีวิตมนุษย์จะเหลือเวลาอีกเยอะเลยที่จะไปทำอะไรดีๆ ให้กับโลก แล้วช่วงนั้นเป็นอะไรไม่รู้ คนรอบตัวแต่งงานกันหมดเลย ทำให้เราเริ่มคุ้นๆ กับอารมณ์และบรรยากาศของการแต่งงาน

 

     ออน: ตอนแรกเราก็กลัวนะ แต่ไม่รู้สิ รู้สึกว่าโตๆ กันแล้ว น่าจะพูดอะไรกันตรงๆ เราก็ถามเขาไปเลยว่า ที่เราคุยกัน คบกัน วัตถุประสงค์ในชีวิตของพี่คืออะไร

 

     พิ: เราคุยกันตั้งแต่จีบกันว่าเป้าหมายในชีวิตออนคือเขาอยากมีครอบครัว แล้วเขาอยากจะแต่งงานก่อนอายุสามสิบ ผมก็เลยถามว่า ตอนนี้ออนอายุเท่าไหร่แล้ว เขาก็บอกว่ายี่สิบเก้า ตายละ หมายความว่าไงวะเนี่ย (หัวเราะ)

 

     ออน: ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น ประเด็นคือเราบอกก่อนว่า ในอนาคตเราอยากแต่งงานมีครอบครัว ก็เลยถามเขาว่า ที่เราคุยกันนี่พี่อยากหาเพื่อนเพิ่มหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเราจะไม่คุยกันต่อนะ ถ้าพี่อยากหาเพื่อนเพิ่มเราจะได้รู้ว่าเราคุยกันในฐานะไหน เพราะมีผู้ชายหลายคนที่เขายังอยากใช้ชีวิตเป็นโสดอยู่ เคลียร์กันแบบนี้ชัดเจนเลย เราไม่ได้บอกว่า คบกันออนแล้วต้องแต่งงานเท่านั้น เราลองศึกษากันดู ถ้าไม่ใช่ ไม่มีปัญหา

 

     พิ: ใช่ แต่พี่จริงจัง พี่อยากแต่ง แล้วหนูอายุเท่าไหร่ อายุยี่สิบเก้า (เน้นเสียง) แล้วความฝันสูงสุดของหนูล่ะ แต่งงานก่อนสามสิบ! ไอ้หยา! (หัวเราะ)

 

     ออน: นั่นแหละ เราก็เฉลยข้อสอบกันตั้งแต่ต้นว่าเราเป็นคนยังไง เขาเป็นคนยังไง เราก็บอกว่า เราเป็นคนง่ายๆ ใจร้อนบ้าง แต่โกรธง่ายหายเร็วนะ พี่ไม่ผิดก็ได้ แต่ถ้าออนโมโห อยากให้พี่พูดคำว่าขอโทษคำเดียว รับรอง หายเกลี้ยงทันที แล้วถ้าออนผิด ออนรู้ตัว ก็จะกลับมาขอโทษเอง เฉลยข้อสอบ เราคบกันแบบคนโตๆ แล้ว ชีวิตเราไม่ควรจะเสียเวลากับเรื่องนี้

 

     พิ: แล้วเขาจะไม่มีการงอนไร้สาระ เวลาเขาไม่พอใจก็จะบอกว่า การที่จะทำให้ฉันพอใจคือทำแบบนี้ 1 2 3 4 5 เราก็ทำตาม ไม่อย่างนั้นไปเดาเองมันเหนื่อยนะ ไม่มีงี่เง่า บอกเลย ทำตามนี้ ชีวิตดี

 

 

ก็จริงนะเพราะถ้าเรามัวแต่เก็บงำความรู้สึกของตัวเองไว้ แล้วคาดหวังไปว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจ จะรู้ว่าเรากำลังโกรธ เธอต้องมาง้อฉันสิ พอไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกโดนบั่นทอนลงไปอีก

     ออน: ไม่มี เขาจะไปรู้ได้ไง เสียเวลาไหมถามจริง ต้องอยู่ในภาวะเครียดอีกกี่วัน แล้วถึงขั้นเฉลยข้อสอบเลยว่า พี่ๆ ถ้าเราทะเลาะกันก็อย่าให้เกินหนึ่งวันนะ มันก็เลยราบรื่น ตั้งแต่คบกันมาก็ไม่เคยทะเลาะกัน

 

     พิ: ใช่ ไม่มี ถ้าเขาไม่พอใจอะไรเขาก็บอกให้เราไปทำ เราก็เลยเลียนแบบ เธอไปทำแบบนี้นะ เขาก็ทำ

 

ออน-พิ

 

การแต่งงานทำให้สถานะเปลี่ยนไป พอไม่ได้เป็นแค่แฟนกันแล้วมันทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปไหม

     พิ: ผมว่าก็เหมือนตอนจีบ ยังอยากเจอ ห่างกันสักพักก็คิดถึง แล้วผมเป็นคนรูทีนด้วยมั้ง ถ้าชอบอะไรแล้วก็ชอบอย่างเดิมตลอดเวลา กินข้าวก็กินร้านเดิม ไปที่เดิมๆ ทำอะไรก็เป็นแพตเทิร์นของมัน

 

     ออน: เราว่าองค์ประกอบที่สำคัญของความรักคือความสม่ำเสมอ ยังคุยกันว่า ถ้าเราทะเลาะกัน หนูก็จับพี่มายืนหน้าตู้นี้นะ ซึ่งเป็นตู้เก็บความทรงจำของเรา เช่น ของที่ซื้อมาตอนไปเที่ยวด้วยกัน เอาเล่มนี้มาเปิดให้ดู รับรองหาย แม่เองก็เห็นว่าเวลาเราคบพี่พิ เราเป็นตัวเอง 100% แม่กับป๊าก็ชอบถามพี่พิอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน

 

 

ฟังแล้วดูดีหวานชื่นไปหมดเลย ถามจริงๆ ว่าการแต่งงานนั้นต้องแลกกับอะไรบางอย่างของชีวิตไปด้วยไหม เพราะเราคิดว่าความสุขทุกอย่างในชีวิตยังไงก็มีราคาที่ต้องจ่าย

     ออน: ไม่มีนะ นี่พูดจริงๆ เวลาพูดกับใครก็บอกเขาว่า แต่งงานเถอะ แล้วชีวิตจะได้ไปโฟกัสที่ด้านอื่น พ่อออนก็ชอบเชียร์ให้เพื่อนออนแต่งงาน ท่านเล่าว่า ตอนป๊าแต่งกับแม่ก็ไม่พร้อม แต่พอแต่งแล้วก็สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกัน เหมือนถามว่า เวลาเดินเข้าห้องสอบ เราเคยพร้อมที่จะสอบไหม ไม่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองพร้อมเลย อ่านหนังสือกี่รอบก็ไม่คิดว่าพร้อม

 

     พิ: ผู้ชายชอบคิดว่าการแต่งงานจะทำให้ไม่มีอิสระ เหมือนติดคุก แต่เผอิญว่าเราชอบทำอะไรเหมือนกันอยู่แล้ว แล้วเราก็ไม่ใช่คนติดเพื่อนด้วยนะ เราติดแฟน อยู่กับแฟนได้ทั้งวี่ทั้งวัน ก็เลยไม่ได้คิดว่าความอิสระมันหายไปไหน ปกติก็ชอบอยู่บ้าน อยู่กับแฟน ก็เลยไม่เหมือนว่าเราติดคุก

 

     ออน: ยิ่งเรื่องการหึงหวง การเป็นเจ้าข้าวเจ้าของยิ่งไม่มีเลย ทุกอย่างเกิดจากการที่เราเฉลยข้อสอบอีกละ

 

 

วิธีคิดเฉลยข้อสอบมาจากไหน เราเชื่อว่าหลายๆ คนมีอีโก้ของตัวเองจนไม่กล้าบอกแฟนเราทุกอย่างขนาดนั้น แล้วบางทีมันฟินกว่าด้วยเวลาแฟนรู้ใจเราโดยไม่ต้องบอก

     ออน: เราถึงบอกว่าวัตถุประสงค์ในความสัมพันธ์ที่เราคุยกันตั้งแต่ต้นถึงได้สำคัญไง คุยกันไปเลยว่าเรามองอนาคตยังไง วัตถุประสงค์ในชีวิตคืออะไร เพราะถ้าวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน ยังไงเฉลยไปก็เท่านั้น

 

     พิ: การคุยกันก่อนทำให้เราไม่ทะเลาะกัน เพราะถ้าทะเลาะกันแล้วแล้วค่อยมาคุยกันมันยาก

 

     ออน: เราเคยได้ยินเพื่อนบอกว่า ความรักเหมือนการเล่นเกม ใครรักมากกว่าคนนั้นแพ้ หรือคนที่ให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าเรารักมากกว่า คนนั้นจะแพ้ เราฟังแล้วไม่เห็นด้วยมากๆ คือมีคนชนะ มีคนแพ้ แล้วมันได้อะไร มันน่าจะชนะไปด้วยกันไหม เอาจริงๆ เราเป็นคนเฉลยข้อสอบมาแต่ไหนแต่ไร บางคนเขาฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำให้

     สมมติบอกว่า ถ้าเรางอน แค่ขอโทษคำเดียวเราหาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะทำ มันก็ไม่ใช่ว่าเฉลยข้อสอบแล้วทุกอย่างจะราบรื่นจริง มันอยู่ที่วัตถุประสงค์ของคนสองคนที่มองว่าอยากจะทำความรักครั้งนี้ให้ดีที่สุด เราไม่อยากพูดคำว่าเสียใจ เสียดาย เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เรามีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วจะตัดสินใจอะไร เราก็จะถามว่าคิดดีแล้วนะ ถ้าพี่ทำแล้วคิดย้อนกลับมาแล้วไม่เสียใจ งั้นทำเลย

 

ออน-พิ

 

คนสมัยนี้ก็คิดเหมือนกันนะว่าการใช้ชีวิตคู่ไม่ต้องมีลูกหรอก ซึ่งเราก็รู้มาว่าพวกคุณเองก็ไม่อยากมีลูกด้วยเหมือนกัน แต่พวกคุณก็ดูมีความพร้อมทุกอย่าง แล้วทำไมถึงเลือกที่จะอยู่กันแค่สองคน

     ออน: เราเคยบอกพี่เขาว่าอยากมี เขาก็ถามกลับมาว่า เพราะอะไร ถามกลับด้วยเหตุผล คือเราไม่ได้อยากให้ลูกมาเลี้ยงตอนแก่หรอกนะ เดี๋ยวนี้มีลูกแล้วเราต้องเลี้ยงเขาไปตลอดชีวิตแหละ แต่ก็อยากมีเพื่อเป็นเพื่อนเราแค่นั้น เขาก็บอกว่า คิดดูดีๆ นะ เหตุผลของหนูมันเป็นเหตุผลเพื่อตัวหนูทั้งนั้น อยากมีลูกไว้เป็นเพื่อนยามแก่ มันไม่ได้เป็นเหตุผลเพื่อเขา พูดง่ายๆ คือเห็นแก่ตัวไหม แล้วชีวิตที่จะเกิดมาเขาอยากเกิดหรือเปล่า ก็ไม่รู้ เขาก็บอกให้เราลองไปนึกเหตุผลอื่นที่มันดีพอแล้วค่อยมาคุยกัน แล้วเราก็คิดไม่ได้จริงๆ 

     แล้วเขาก็ถามว่า ทำไมเราต้องรักคนที่เราคลอดออกมาเท่านั้นล่ะ หนูรักหลานหนูแบบลูกไม่ได้เหรอ ก็มานั่งคิดดูว่า เออ ก็น่าจะได้ อาจเป็นเพราะว่าแม่พี่พิเสียตั้งแต่เขา 6 ขวบ แล้วก็โตมากับแม่บุญธรรม ซึ่งรักเขาเหมือนแม่จริงๆ ทุกอย่าง แต่ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าเราจะเปลี่ยนความคิดหรือเปล่า พี่พิเขาเลยยอมให้เราเก็บไข่ไว้

 

 

ถึงตอนนี้ยังมีความฝันในชีวิตคู่ที่อยากทำร่วมกันอีกไหม

     ออน: ความฝันของออนคืออยากให้เราได้รักกันแบบนี้กันต่อไปเรื่อยๆ จนอายุ 90 100

 

     พิ: อยู่บ้านสองคนก็แฮปปี้แล้ว สิ่งที่เขาอยากทำมันเป็นเรื่องง่ายมากๆ ชอบนอน ชอบกินปิ้งย่าง ชอบหมูกระทะสกปรก บอกเองด้วยนะว่าขอไปที่ที่สกปรกที่สุด! หน้ามันๆ หัวเหม็นๆ การใช้ชีวิตกับเขาก็เลยง่าย

 

     ออน: เขาเคยบอกว่าชอบเราเพราะเราเป็นเหมือนไข่เจียว อย่างการไปกินสปาเกตตี หรือร้านมิชลินสตาร์มันก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ข้าวไข่เจียวมันคือความง่าย ทำบ่อยแค่ไหนก็ไม่เบื่อ แล้วเขาเป็นคนสนุก ทำให้เรามองโลกในแง่ดีขึ้นมาก ถ้ามีปัญหา เขาก็สามารถพลิกมุมให้เป็นแง่บวกได้ เราจึงได้ฝึกการสร้างความสุขของตัวเอง

 

     พิ: ผมเป็นคนชอบของโบราณครับ บอกเขาไว้ตั้งแต่แรกเลย เธอไม่ต้องกลัวว่าถ้าแก่แล้วฉันจะไม่ชอบ ยิ่งแก่ฉันยิ่งชอบ ยิ่งมีรอยก็ยิ่งอยากมานั่งพิจารณา (หัวเราะ)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี