ในทรรศนะของ มาโนช พุฒตาล ตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่มถึงวันที่เข้าใจกระแสการไหลเลื่อนของชีวิต

The Conversation
6 Apr 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ปลดปล่อยตนเองไปตามลำธาร เปลี่ยว 

โดดเดี่ยวคนเดียวเหลียวมองดูรอบ กาย 

โดดเดี่ยวเดียวดาย กระหายพบเพื่อนร่วมทาง 

โลกที่อ้างว้าง เส้นทางที่ไกล ในความเงียบงัน 

พลันได้ยิน ได้รู้ได้เห็นเป็นเสียงดนตรี 

ลีลาประสานทำนองคล้องจอง 

เกิดแก่เจ็บตายลวดลาย อิ่มหิวกระหายหัวเราะน้ำตา 

จึงตัดสินใจ ส่งมอบกายให้กับแม่น้ำ 

ทอดกายลงน้ำไหลตามลำธาร

 

        ส่วนหนึ่งของเพลง ลำธาร จากอัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า ซึ่งออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2539 ของ มาโนช พุฒตาล ซึ่งในตอนนั้นเขาเป็นนักคิด นักเขียน และพิธีกรรายการ บันเทิงคดี ที่หยิบเอาเพลงและเรื่องราวจากศิลปินในต่างประเทศมาแนะนำให้กับวัยรุ่นยุค 90s ที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย และการรับชมรายการเพลงจากช่องเคเบิลทีวียังเป็นสิ่งที่ไกลตัวมาก ด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่ม การเล่าเรื่องที่มีจังหวะจะโคน ประกอบกับความรู้ที่มีมากมายทั้งการสั่งสมมาจากประสบการณ์ของตัวเอง และการค้นคว้าข้อมูล แล้วนำมาย่อยเพื่อส่งต่อไปยังคนฟังอย่างเป็นลำดับขั้น ทำให้เราสนุกไปกับเรื่องราวของหนังและเพลงที่ออกมาจากปากของชายคนนี้ทุกครั้ง ซึ่งจะบอกว่าอาซันเป็นไอดอลของวัยรุ่นในตอนนั้นก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปาก

        แม้ในตอนนั้นเพลงของอาซันจะเข้าใจยาก ฟังแล้วรู้สึกว่ามันลึกและดำดิ่งเกินไปสำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่เพิ่งจะรู้จักกับวง Weezeer จากการแนะนำในรายการ บันเทิงคดี ของอาซัน และกำลังเห่อกับเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟจากวง Blur และ Oasis ในตอนนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป การหยิบเพลงของ มาโนช พุฒตาล มานั่งฟังอีกครั้ง กลับทำให้เรานิ่งคิด และเข้าใจความหมายที่เขาถ่ายทอดโดยที่ไม่รู้สึกงงงวยแบบเมื่อก่อน 

        วัยที่เติบโตขึ้นทำให้เรามองโลกในมุมมองที่เปลี่ยนไป บางเรื่องเข้าใจ บางอย่างปล่อยวาง แต่สุดท้ายเราก็ต้องไม่หยุดที่จะใฝ่รู้ เหมือนกับชายคนนี้ที่ยังคงแอ็กทีฟชีวิตและหาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัวตลอด ไม่หยุดนิ่งหรือปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามกระแสของเวลา การสนทนาในครั้งนี้ เราจึงขอให้อาซันพาไปพบกับเรื่องราวของเขาตั้งแต่อดีตในวันที่ยังเป็นชายหนุ่มที่มีพลังล้นเหลือ ในวันที่เริ่มออกเดินและตามหาฝันของตัวเอง จนถึง ณ ปัจจุบัน วันที่ตัวเลขของชีวิตเข้าสู่เลขหลักหก ที่ใครหลายคนมองว่าเป็นช่วงชีวิตของการหยุดพัก และเตรียมตัวรับมือกับความแก่ชรา เกษียณตัวเองจากชีวิตการทำงาน แต่เขากลับมองว่าตัวเองยังสามารถทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ แค่เพียงบาลานซ์ชีวิตให้ดี 

        เรื่องเล่าของอาซันครั้งนี้อาจจะเป็นเคล็ดลับที่ช่วยไขข้อสงสัยได้ว่าทำไมผู้สูงวัยหลายคนถึงยังดูไม่แก่ ยังคงเก๋าอยู่ตลอดเวลา เป็นที่เคารพรักของเด็กรุ่นใหม่ และยังเป็นบุคลน่าชื่นชมของคนในวัยเดียวกันอยู่เสมอ

 

มาโนช พุดตาล

วัยรุ่นไทยในสมัยของคุณนั้นเขาใช้ชีวิตกันแบบไหน 

        วัยรุ่นสำหรับตัวผมน่าจะเป็นตอนอายุประมาณ 16-17 นั่นคือช่วง พ.ศ. 2516 ผมมองว่าตัวเองเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นช้ากว่าคนอื่น และตอนนั้นผมอาศัยอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพที่เห็นจึงเป็นบรรยากาศของวัยรุ่นแถบชนบท แต่ก็ติดตามภาพของผู้อื่นบ้างจากทางหนังสือพิมพ์ เพราะสมัยก่อนโทรทัศน์มีแค่สองช่องเอง นอกจากนั้นก็ติดตามรายการวิทยุตามสถานีต่างๆ 

        สภาพภูมิอากาศก็ยังเป็นไปตามฤดูกาลตามปกติ ฤดูร้อนก็ร้อน ฤดูฝน ฝนก็ตกต่อเนื่อง พอเข้าสู่ปลายฤดูฝนก็จะกลายเป็นอีกฤดูหนึ่ง เรียกว่าฤดูน้ำหลาก คือน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วก็เอ่อล้นท่วมตลิ่ง แต่บ้านเรือนของผู้คนในตอนนั้นถูกสร้างถูกออกแบบมาสำหรับวิถีชีวิตแบบนี้อยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ได้ถือว่าเป็นภัยพิบัติอะไร แต่กลับเป็นช่วงชีวิตที่ดีงามด้วยซ้ำ เพราะเป็นเวลา 3-4 เดือนที่สนุกมาก เด็กๆ ก็มีน้ำให้เล่นถึงหน้าบ้าน หลังบ้าน ไม่ต้องออกไปไหนไกลเลย ไม่ต้องลงคลอง เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ซักกันได้เลย อาหารการกินก็มีมาตามน้ำ ของสดคือปลาที่เราตกขึ้นมา ของที่ทำเสร็จแล้วก็มีคนพายเรือมาขาย ไม่ต้องเดินทางไปไหน ยกเว้นไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ ถึงฤดูหนาวอากาศก็หนาว ผมยังจำได้ว่าเรายังคงต้องก่อกองไฟแล้วมานั่งผิงไฟ ก่อนไปโรงเรียนยังต้องสวมแจ็กเกต สวมเสื้อกันหนาวเวลาไปโรงเรียน ฤดูหนาวก็จะหนาวยาวไป 3-4 เดือนหลังจากฤดูน้ำหลากผ่านไป  

        เศรษฐกิจในยุคนั้นยังเป็นยุคสมัยที่ผู้คนเป็นทำอาชีพชาวสวน ชาวไร่ ชาวนากันเยอะ อีกอาชีพหนึ่งก็จะเป็นอาชีพข้าราชการ ครู พนักงานบริษัทห้างร้านยังมีไม่มากนัก มีแต่คนทำการค้าขาย การเงินการทองก็พอมีพอกินเป็นส่วนใหญ่ สมัยผมยังเป็นวัยรุ่นก๋วยเตี๋ยวยังถ้วยละบาทเดียวอยู่เลย หรืออย่างมากก็หกสลึง คนที่มีเงินติดตัวแค่ห้าบาทก็อยู่ได้ทั้งวัน ภูมิอากาศเป็นไปตามฤดูกาล เศรษฐกิจพออยู่พอกันได้ การเชื่อมโยงต่อนานาชาติยังไม่มากเท่าทุกวันนี้ เราก็จะรับวัฒนธรรมจากต่างชาติไม่มากนัก ที่จะรับมามากก็จะเป็นวัฒนธรรมอเมริกัน เพราะเป็นช่วงเวลาของสงครามเวียดนามพอดี จะมีทหารอเมริกันมาเมืองไทยเยอะ ซึ่งเขาก็นำเข้าเครื่องแต่งกาย เพลง อีกทั้งหนังจากฝั่งอเมริกา ฝั่งตะวันตกเริ่มเข้ามาเมืองไทยเริ่มเยอะขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะมีผลกับวิถีความคิด แนวทางของเยาวชนในเวลานั้น   

วัยรุ่นอยุธยาเฮี้ยวมากไหม เหมือนวัยรุ่นฝั่งพระนครประมาณ แดง ไบเล่ แบบนี้หรือเปล่า 

        เรื่องตีรันฟันแทงมีกันเป็นปกติอยู่แล้ว เด็กจิ๊กโก๋ตีกัน ปาระเบิดขวดใส่กัน โดยทั่วไปนักเรียนอาชีวะตีกันก็เป็นเรื่องที่มีให้เห็นกันเป็นระยะ ไม่ใช่แค่ที่อยุธยาหรอก มีทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ ที่ใดที่มีเยาวชนก็ย่อมมีงานรำวง มีงานรำวงก็จะมีการแย่งนางรำกัน รำวงเป็นงานบันเทิงชนิดหนึ่งเวลามีงานปีใหม่ งานกาชาด งานวัด โดยจะเป็นเวทีสองชั้น วงดนตรีก็เล่นอยู่บนชั้นสอง ชาวบ้านที่มามุงดูก็จะอยู่บนพื้นดิน บทเวทีก็จะมีนางรำนั่งอยู่ ราคาตั๋วก็ตั้งแต่หนึ่งสลึงไปจนถึงหนึ่งบาท แต่ละงานก็จะมีเจ้าถิ่นของแต่ละที่อยู่ ซึ่งเจ้าถิ่นคนนี้จะรำกับรางรำคนนี้ ถ้าคนต่างถิ่นมารำกับเด็กของตนก็จะเกิดการตีกัน เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องทั่วไปอยู่แล้ว

สงครามเวียดนามที่เกิดขึ้นส่งผลกับมุมมองของคุณต่อชีวิตในตอนนั้นอย่างไร 

        ที่ผมมองก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไปตามธรรมชาติ เพราะเด็กๆ ถูกพ่อแม่ตีกรอบให้ว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พ่อแม่ก็อยากให้ลูกเป็นข้าราชการ อยากให้เป็นหมอ อยากให้เป็นทหาร ตำรวจ ครู แต่สุดท้ายเด็กเขาก็จะมีความปรารถนาของเขา เด็กบางคนเขาจะอยากเป็นนักฟุตบอล ในยุคนั้นยังไม่มีนักฟุตบอลอาชีพในเมืองไทย เด็กบางคนก็อยากเป็นนักดนตรี แต่ดนตรียังไม่ใช่อาชีพที่คนในสังคมให้การยอมรับมากนัก เพราะฉะนั้น เด็กส่วนใหญ่ก็ยังต้องอยู่ในกรอบของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ แต่มันก็ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้อย่างดีงามพอสมควรเลย

        ผมก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ตอนแรกก็อยากเป็นทหารอากาศ อาจจะเป็นอิทธิพลมาจากพี่ชายผม พี่ชายคนโตเป็นทหารอากาศ แล้วเราเป็นเด็กที่เห็นเครื่องบินก็อยากขับเครื่องบิน แต่ไม่ได้รู้หรอกว่าเป็นทหารอากาศเขาไม่ได้จะได้ขับเครื่องบินทุกคน โตขึ้นมาอีกหน่อยชอบเล่นกีฬา ก็อยากเป็นนักฟุตบอล แต่ก็ไม่ได้คิดในแง่อาชีพนะ แต่พอถึงประมาณสักมัธยมปลายความอยากเป็นนักดนตรีเริ่มชัดเจนแล้ว เพราะพี่ชายผมคนหนึ่งเขาเล่นดนตรีอยู่ในวงรำวง ผมก็รู้สึกว่าเราเองก็ชอบฟังเพลง เหมือนคนชอบเล่นฟุตบอลก็อยากเป็นนักฟุตบอล คนชอบเล่นฟุตบอลก็อยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ คนที่ชอบฟังเพลงก็อยากเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง  

เพื่อนรุ่นๆ เดียวกันเขาอยากเป็นนักดนตรีเหมือนคุณด้วยไหม

        ในกลุ่มผมก็จะมีการตั้งวงกันขึ้นมา แต่ผมเป็นคล้ายๆ ลูกน้องในวง ไม่ได้ขึ้นเล่นดนตรีหรอกนะ ผมมีทำหน้าที่วิ่งซื้อโอเลี้ยงให้เพื่อนเวลาซ้อม ช่วยเก็บช่วยแบกกีตาร์ แต่ก็ได้เรียนรู้วิธีการเล่นดนตรีจากเพื่อนๆ กลุ่มนี้ เมื่อแยกย้ายกันไปแล้ว ผมไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เป็นเด็ก AFS ตอนปี 2517 สาเหตุที่ผมอยากไป AFS เพราะผมสนใจเพลงร็อก ผมชอบวงอย่าง Grand Funk Railroad ผมชอบ Alvin Lee หรือ Ten Years After แล้วเราก็รู้ว่าวงเหล่านี้มาจากอเมริกา ทำยังไงเราถึงจะได้ไปสัมผัสใกล้ชิดกับวงดนตรีเหล่านั้น ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ก็เลยสมัครสอบชิงทุน AFS ดีกว่า เพราะคิดว่าพอไปอยู่อเมริกาแล้วผมจะได้เจอคนเหล่านี้ แต่ก็เปล่าเลย (หัวเราะ) แต่ผมก็ได้ไปอยู่อเมริกา 1 ปี ไปเรียนโรงเรียนมัธยมปลายที่นั่น ได้สมัครเข้าวงดนตรีของโรงเรียน ได้หัดเล่นดนตรีที่โรงเรียน ก็ได้พัฒนาความรู้และประสบการณ์ของเราทางด้านดนตรี แต่ว่ายังมีเรื่องอื่นอีกหลายอย่างที่เราได้เรียนรู้จากการไปอยู่ในวัฒนธรรมอื่น เมื่อกลับมาผมมาสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มทำวงดนตรีกับเพื่อนๆ

ในตอนนั้นเจอคนอเมริกาที่มองคนเอเชียในแง่ลบบ้างไหม

        ขึ้นอยู่กับว่าเราไปอยู่เมืองไหนด้วย ถ้าไปอยู่เมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลายพันคนหรือเป็นหมื่นคน เช่น ไปอยู่เมืองหลวงของรัฐนั้นๆ ผมเชื่อว่าอาจจะ… ที่บอกว่าผมเชื่อว่า เพราะผมไม่เคยได้ไปอยู่ ผมไปอยู่เมืองขนาดเล็ก เป็นเมืองชนบท มีประชากรแค่ 500 คน ความที่คนรู้จักกันไปหมดทำให้แรงกดดันเหล่านั้นแทบจะไม่มี เพราะเราก็รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันหมด แล้วเขารู้ว่าเราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จึงได้รับเกียรติมากเป็นพิเศษด้วยซ้ำ เดี๋ยวบ้านโน้นเชิญไปนอนด้วย เดี๋ยวบ้านนี้เชิญไปดินเนอร์ด้วย กลายเป็นคล้ายๆ ทูตวัฒนธรรมคนหนึ่งไปเลย แต่ว่าเพื่อนผมซึ่งไปอยู่เมืองใหญ่ๆ เขาก็นึกว่าอาจจะเป็นผู้อพยพหรือเปล่า มาแย่งงานหรือมาทำอะไรเขาหรือเปล่า บางครั้งก็อาจจะมีอารมณ์กีดกันเกิดขึ้นมา 

 

มาโนช พุดตาล

เมืองเล็กๆ ที่ว่านี้คือเมืองอะไร

        ชื่อว่าเมือง Fall River เป็นเมืองที่ไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่เพราะมันเล็กมาก อยู่ในรัฐวิสคอนซิน ทางเหนือของสหรัฐอเมริกา ติดแคนาดา ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวโพด ขึ้นชื่อด้านนมเนย เพราะว่ารัฐนี้เลี้ยงวัวนมเยอะ และนำไปผลิตชีส แต่ก็เป็นเมืองเบียร์ด้วย เขาผลิตเบียร์เยอะมาก แล้วก็มีเมืองผลิตฮาร์ลีย์-เดวิดสันด้วย ชื่อมิลวอกี เมืองผมอยู่ห่างจากเมืองมิลวอกี ถ้าเดินทางด้วยรถยนต์ก็จะใช้เวลาประมาณสองสามชั่วโมง

ไปอยู่ในที่ไกลขนาดนั้นแล้ว ความตั้งใจที่จะไปดูวงดนตรีร็อกที่หมายมั่นไว้ทำอย่างไร

        ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าสังคมไทยกับสังคมอเมริกันต่างกันในเรื่องนี้ สังคมไทยคือถ้าอยู่เมืองหลวง มันมีพร้อมทุกอย่าง หรืออยู่ตัวอำเภอเมืองใหญ่ๆ ก็มีพร้อมพอสมควร แต่ถ้าอยู่ชนบทคุณอาจจะไม่มีอะไรที่คุณอยากจะสัมผัส การศึกษาก็เหลื่อมล้ำ แต่ถ้าในประเทศฝั่งตะวันตกหรือฝั่งอเมริกาที่เขาเจริญมากๆ การศึกษาจะเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองที่ใหญ่โตอย่างนิวยอร์กหรือคุณจะอยู่เมืองเล็กอย่าง Fall River ที่ไม่มีในแผนที่ การศึกษาก็มีคุณภาพใกล้เคียงกัน เมื่อการศึกษามีคุณภาพใกล้เคียงกัน อย่างอื่นก็ใกล้เคียงกันด้วย การเข้าถึงดนตรีก็ไม่แตกต่าง โรงเรียนเล็กๆ ซึ่งมีนักเรียนอยู่นิดเดียวก็มีครูสอนดนตรี มีวงดนตรีของโรงเรียน มีเครื่องดนตรีพร้อมสรรพ มีวัตถุดิบ มีแผ่นเสียง มีข้อมูลข่าวสารให้เราเข้าถึงได้ เพียงแต่ว่าจะไม่มีวงระดับประเทศหรือระดับโลกมาแสดงที่เมืองแบบนี้หรอกเพราะเมืองมันเล็กเกิน เช่น พูดถึง Grand Funk Railroad เขาไม่มาเล่นที่เมืองนี้หรอกเพราะไม่มีลูกค้า เขาจะไปเล่นเมืองหลวงของรัฐชื่อแมดิสัน เราก็ต้องตามไปดูที่แมดิสัน

สุดท้ายก็ได้ดูสมใจ

        ไม่เลย ผมไม่ได้ดูวงที่อยากดูหรอก (หัวเราะ) แต่ได้ไปดูวงที่เป็นวงซึ่งกระตุ้นแรงบันดาลใจในการทำเพลง ชื่อวง Yes เป็นวงโปรเกรสซีฟร็อกจากอังกฤษ เป็นวงที่นักกีตาร์เก่งมาก ชื่อ สตีฟ ฮาว นักร้องก็เป็นคนปรัชญามาก ชื่อ จอน แอนเดอร์สัน มือเบสก็เชี่ยวชาญการเล่นเบสมาก ชื่อ คริส สไควร์ มือกลองชื่อ บิล บรูฟอร์ด แต่ตอนที่ผมไปเมื่อปี 1975 สมาชิกเปลี่ยนไปนิดหน่อย ซึ่งสมาชิกทั้งห้าคนในวง แต่ละคนเขาเรียกว่าเป็นพ่อมดคีย์บอร์ด พ่อมดกีตาร์ พ่อมดต่างๆ คำว่าพ่อมดไม่ได้สื่อไปในทางลบเลยนะ แต่คล้ายๆ ว่าเขามีเวทมนตร์เสกได้เลย พอได้ดูการแสดงแล้วเราจะรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันขึ้นไปอยู่บนเวทีได้ยังไง อะไรทำให้เขาสร้างเพลงที่ซับซ้อนได้ขนาดนี้ ความรู้สึกตอนนั้น เราเป็นวัยรุ่น อายุ 17 แรงในตัวมันเยอะ ก็อยากเป็นอย่างนั้นอยากทำอย่างนี้ เมื่อกลับมาจากการดูคอนเสิร์ตครั้งนั้น ทำให้ผมตามหาแผ่นเสียงเขา ตอนนั้นอัลบั้มที่ดังมากของเขาชื่อ Relayer ออกปี 1975 พอดี แต่อัลบั้มก่อนหน้า Relayer หลายปีคืออัลบั้มชื่อ Fragile ซึ่งเป็นอัลบั้มที่มีเพลงซับซ้อนอยู่ในนั้นเยอะ เช่น Roundabout ผมก็อยากจะเล่นเพลง Roundabout ก็หาเพื่อนฝรั่งที่เขาเล่นเพลงนี้ได้ เขาก็สอนให้ มันเลยกลายเป็นแรงกระตุ้นว่าฉันอยากทำแบบ สตีฟ ฮาว ได้บ้าง 

 

คุณไว้ผมยาวด้วยไหม

        เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งเหมือนกัน ผมเรียนอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ซึ่งเรามีระเบียบเครื่องแต่งกาย กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล ใส่รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาล และผมต้องสั้น ต้องไม่เกิน 4 เซนติเมตร ทุกเช้าครูจะเดินมาพร้อมไม้โปรแทรกเตอร์ ครูก็จะเอามาวัดที่หัวเราแล้วดูว่าเกิน 4 เซนติเมตรหรือเปล่า ถ้าเกินเขาจะใช้กรรไกรมากล้อนผมเลยเพื่อให้เราดูน่าเกลียด เราจะได้รีบไปตัดผมสั้น (หัวเราะ) ตอนนั้นเก็บกดมาก เพราะว่าผมฟังเพลงเป็นแล้ว มีผมหนังสือ I.S. Song Hits มีหนังสือ Starpics เห็นภาพวง The Eagles ผมยาว เห็นนักดนตรีทุกคนผมยาวหมด ริก เวกแมน ผมยาวถึงกลางหลังเหมือนกัน นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมสมัครสอบ AFS เพราะอยากจะไปอเมริกาเพื่อจะไปไว้ผมยาว ตั้งใจว่ากูไปถึงเมืองอะไรก็แล้วแต่ที่ไปอยู่จะไว้ผมยาวให้สะใจเลย (หัวเราะ)

         พอไปถึง ด้วยความที่เป็นเมืองขนาดเล็ก มีประชากรแค่ 500 คน วัฒนธรรมมจึงค่อนข้างเข้มข้น มีความเป็นชนบทสูง ความเป็นฮิปปี้ไม่มี เมื่อก้าวเข้าไปในบ้านของครอบครัวที่ผมไปอยู่ด้วย คำแรกที่คนเป็นหัวหน้าครอบครัวพูดเลยก็คือว่า ที่บ้านนี้ห้ามไว้ผมยาว ถ้าเกิดจะไว้ผมยาวต้องไปอยู่ที่อื่น ผมก็ต้องสะระตะไตร่ตรองว่า หนึ่ง เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เราแบกภาระของความเป็นตัวแทนสังคมไทยมา เราส่งตัวแทนสังคมไทยเพื่อมาเล่าให้เขาฟังว่าคนไทยเป็นยังไง แล้วถ้าผมมาทำอหังการในบ้านหลังนี้ว่ากูจะไว้ผมยาว กูยอมย้ายบ้านก็ได้ ผมว่าผมกำลังสร้างภาพที่ไม่ดีให้กับบ้านเมือง ผมก็กลั้นใจว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ผมก็ทนไม่ไว้ผมยาว แค่ปีเดียวเอง เดี๋ยวกลับมาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เมืองไทยค่อยไว้ก็ได้ ผมได้ไว้สมใจเมื่อผมมาเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งพอไว้ผมยาวแล้วรู้สึกทุเรศมาก ดูน่าเกลียด ไม่ได้ดูดีอะไรเลย แต่เพราะความเป็นเด็ก จึงมีแค่ว่าอยากทำหรือไม่อยากทำ บางคนมันไม่เหมาะจะไว้ผมยาวนะ ตอนผมไว้ผมยาว เพื่อนผม พ่อแม่ผม บอกว่าเหมือนจิ้งเหลน บอกเหมือนโก๋มาเลย ซึ่งสุดท้ายผมก็ตัดผมสั้นแล้วก็ไม่เคยไว้ผมยาวอีกเลย ตอนนั้นไว้อยู่ 3 ปี ตั้งแต่ปี 1-3 

ประเด็นผมสั้นผมยาวนี่เหมือนจะเป็นข้อถกเถียงของเด็กทุกยุคทุกสมัยเลย 

        เป็นความคิดของแต่ละคนด้วย คนที่เขาเป็นครูบาอาจารย์ คนที่เขาเป็นผู้บริหาร ก็มองว่าเป็นเรื่องของวินัย เหมือนทหารทำไมต้องไว้ผมสั้น หนึ่ง เป็นเรื่องของวินัย สอง เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ เช่น หญิงสาวในนิวซีแลนด์ ซึ่งผมเคยไปทำงานที่นิวซีแลนด์ ผู้หญิงส่วนใหญ่ไว้ผมสั้นหมดเลย เพราะที่นั่นลมมันแรง พอไว้ผมยาวแล้วชีวิตมันลำบาก สู้ตัดผมสั้นเสียดีกว่า ผมคิดว่าเรื่องประเด็นไว้ผมสั้นผมยาวมันไม่ใช่ประเด็นที่จะอธิบายง่ายๆ ว่า เฮ้ย มันเป็นกฎระเบียบนะ หรือมันไม่ได้ทำให้เรียนเก่งหรือเรียนไม่เก่งหรอก แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร อากาศบ้านเราร้อน แล้วดูวัฒนธรรมฝรั่งสิตอนนี้เป็นยังไง เชื้อโรคแพร่ระบาด เอาไม่อยู่ ในขณะที่บางวัฒนธรรมเอาอยู่ได้ง่ายกว่าด้วย เช่น วัฒนธรรมคอมมิวนิสต์กลับเอาอยู่ แต่วัฒนธรรมประชาธิปไตยนั้น… ดังนั้น เราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไรกับเรื่องอะไร บางเรื่องวินัยสำคัญ บางเรื่องจิตวิญญาณสำคัญ บางเรื่องเสรีภาพสำคัญ มันเป็นคนละเรื่องกัน เราก็ต้องรู้ว่าทำยังไงถึงจะดีที่สุดในการบาลานซ์ คอมมิวนิสต์ไม่ได้ดีที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้ดีที่สุด เผด็จการก็ไม่ได้ดีที่สุดก็ต้องบาลานซ์กันว่าบางเรื่องต้องเข้มงวด เรื่องโรคระบาดอย่างนี้ต้องเข้มงวด แต่เรื่องแฟชั่นอาจไม่ต้องเข้มงวด เรื่องการศึกษาอาจจะต้องให้อิสระ แต่ละเรื่องเราจะใช้ประเด็นใดประเด็นหนึ่งตอบคำถามใดคำถามหนึ่งไม่ได้ 

ยุคผมยาวเฟื่องฟูของคุณ ตอนนั้นพลังวัยรุ่นในตัวมีเยอะแค่ไหน เช่น เป็นคนหัวสมัยใหม่ที่ออกมาตั้งข้อสงสัยในทุกอย่างของสังคมอะไรทำนองนี้

        ผมไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้นหรอก คำว่าสมัยใหม่เกิดจากเพลงฝรั่ง เพราะว่าเราฟังเพลงฝรั่ง เรามีวัตถุดิบใหม่ๆ อย่างตอนที่ผมทำรายการ เที่ยงวันอาทิตย์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ก็มาจากโปรเจ็กต์ที่ผมทำส่งอาจารย์ เป็นรายการที่มีคอนเซ็ปต์ เนื้อหา โครงสร้างมาจากตอนเรียน ผมนำมิวสิกวิดีโอจากต่างประเทศมาเปิด เลยอาจจะทำให้ดูว่าเป็นคนที่ทันสมัยหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ผมมาใช้โทรศัพท์มือถือทีหลังชาวบ้านเลยนะ และตอนแรกผมปฏิเสธคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

         ผมอาจจะเป็นคนคิดต่าง แต่เป็นการคิดแบบเราเป็นตัวของตัวเองมากกว่า ซึ่งการเป็นตัวของตัวเองมากเกินไปเลยทำให้กลายเป็นความคิดต่าง แต่ไม่ได้แปลว่าเราคิดผิดนะ เราอาจจะถูกส่วนใหญ่อาจจะผิดก็ได้ เราไม่ใช่แกะดำ แต่เราอาจจะเป็นแกะขาวท่ามกลางแกะดำก็ได้ ผมเป็นคนมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม แล้วก็ไม่อหังการ คิดแล้วก็จะเก็บไว้ในใจ ถ้าไม่เห็นด้วยกับผู้ใหญ่ก็จะเงียบ ถ้าอธิบายได้ก็อธิบาย ถ้าเขารับฟังก็ดีถ้าไม่รับฟังก็แล้วกันไป แต่ผมไม่ไปหักดิบกับใครหรอก

ยิ่งแก่ตัวก็ยิ่งหัวแข็ง สำหรับคุณคงใช้คำนี้ไม่ได้ใช่ไหม

         ไม่หรอก ตอนนี้เราก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่หัวแข็งสำหรับเด็กรุ่นใหม่แล้ว เหมือนเวลาผมพูดอะไรให้กับลูกๆ เขาก็จะบอกว่า ‘โห! พ่อ… พ่อพูดแบบนี้เป็นพันครั้งแล้ว’ มันเป็นเรื่องของเจเนอเรชันที่แต่ละรุ่นจะต้องเป็นแบบนี้ รุ่นพ่อผมชอบ เอลวิส เพรสลีย์ ผมว่า โอ้โฮ… พ่อฟังได้ไง เชยฉิบเป๋งเลย ฟังทำไม แอนดี วิลเลียมส์ (หัวเราะ) ต้องรุ่นของผมนี่ The Rolling Stones, The Beatles รุ่นพ่อเขาก็จะมองว่าถ่อย The Rolling Stones ถ่อย The Beatles สมัยนั้นไว้ผมยาว ทุเรศ แล้วพอมารุ่นเรา เราบอกว่านี่ฮีโร่ของเรา พวกเด็กๆ มันบอกเชย ต้องของผมนี่เดธเมทัลสิของจริง นักดนตรีสามารถฉี่ลงไปบนพื้นแล้วก็ลงไปเลียฉี่ตัวเองได้ (หัวเราะ)

ไม่แปลกนะที่เขาจะไปถึงขั้นนั้น เพราะวงฮาร์ดร็อกรุ่นคุณก็เผากีตาร์บนเวทีมาแล้ว 

        การเผากีตาร์มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่สมัย Jimi Hendrix หรือ The Who แล้ว อย่าง The Who เขาทุบกีตาร์เพราะว่ามันเป็นกีตาร์ที่เขารักมาก แล้ววันหนึ่งเขาเล่นอยู่ในผับ ผับนั้นเพดานมันเตี้ย ลีลาเขาเยอะ เขามีการเล่นแบบเหวี่ยงกีตาร์อะไรอย่างนี้ กีตาร์ก็เลยกระแทกเพดานคอหัก เขาก็เสียใจนะ แต่คนดูกลับคิดว่ามันแจ๋ว และในความเป็นเดอะโชว์ พอคนดูชอบเขาเลยต้องทำต่อ

คุณเองกล้าทำอย่างนั้นไหม

        ไม่ครับ เสียดาย ผมไม่มีสตางค์มากพอที่จะทำอย่างนั้นหรอก (หัวเราะ)

 

ล่าสุดคุณทำมิวสิกวิดีโอเพลง ลำธาร ออกมา ซึ่งเป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า ซึ่งอัลบั้มนี้ออกมาเมื่อปี 2539 แสดงว่านี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่เราจะได้เห็นงานเพลงใหม่ๆ จากคุณด้วยใช่ไหม

        ที่ผมทำมิวสิกวิดีโอเพลง ลำธาร เพราะผมอยากสุงสิงกับเด็กรุ่นนี้ว่าเขาทำอะไรกันอยู่ พอดีลูกชายผมเขามีกลุ่มทำเอ็มวีด้วย ผมก็รู้จักเด็กพวกนี้มานานแล้ว พอเขามาชวนผมว่ามาทำมิวสิกวิดีโอกัน ก็เลยได้ทำ ผมก็ได้ประชุมกับเขาบ่อยๆ ว่าตอนนี้ต้องทำอย่างนี้ ตอนนี้โลกของเรามันเป็นอย่างนี้แล้ว อารู้ไหมว่าตอนนี้เรามีเรื่องราวที่เรียกว่าซีรีส์วาย เป็นเรื่องแบบผู้ชายรักผู้ชาย แต่ไม่ใช่ชู้สาว ไม่ใช่เกย์ แต่เป็นผู้ชายรักผู้ชาย เราก็ไม่รู้มาก่อน แต่เด็กกลุ่มนี้ก็คอยป้อนข้อมูลให้เรา หรืออย่างตอนผมทำรายการ สามัญชนคนไทย ซึ่งไปถ่ายทำรายการที่ต่างจังหวัดอาทิตย์ละ 4 วัน และต้องนั่งรถหลายชั่วโมง แล้วทีมงานที่เป็นช่างกล้องเขาเป็นผู้ที่ติดตามวงการเพลงยุคใหม่อย่างใกล้ชิด เขาจะบอกว่าอาซันฟังเพลงนี้สิ เป็นเพลงจากสงขลา แต่เหลือเชื่อว่าร้อยล้านวิวแล้ว หรืออาซันฟังเพลงนี้สิ ชื่อเพลง ล้านนึง เป็นเพลงที่มีแต่ดนตรี และเป็นเสียงพูดเล่าเรื่องว่ากูจ้างมึงไปฆ่าไอ้นี่ให้หน่อย แล้วไอ้คนที่รับงานไปมันก็ไปจ้างต่อว่าไปฆ่าไอ้นี่ให้หน่อยกูให้ห้าแสน ต่อไปเรื่อยๆ คนสุดท้ายได้ค่าจ้างสามหมื่น (หัวเราะ) แล้วมันก็ไม่ไปฆ่าด้วย เราได้รู้อะไรๆ จากเด็กเหล่านี้ที่ป้อนข้อมูลมาให้ มันก็สนุก นี่อาฟังเพลงนี้มาจากใต้ โคตรลามกเลย มีเสียงเอากันซี้ดซ้าดด้วย แต่สองร้อยล้านวิวแล้ว อะไรอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่าโลกตอนนี้เป็นอย่างไร

         ผมได้เห็นความพยายามของคนที่จะทำให้ตัวเองได้สร้างงานออกมาและอยู่รอดให้ได้ ผมเพิ่งกลับมาจากอีสานเพราะไปทำสารคดีเกี่ยวกับธุรกิจเพลงอินดี้อีสาน มีค่ายเทปอยู่ค่ายหนึ่งเป็นค่ายแผ่นเสียงชื่อกีต้าร์เรคคอร์ด เป็นห้องเล็กๆ มีมิกเซอร์เล็กๆ ศิลปินของเขา เช่น วงฮันแนว ที่ร้องเพลง บักแตงโม มียอดคนดู 350 ล้านวิว จ๊อบ เสกสันต์ เจ้าของเพลง รถบ่มีน้ำมัน นี่ก็ได้ไป 120 กว่าล้านวิว เขาทำสำเร็จได้ด้วยความที่เขามีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ที่เขาให้รถแห่เอาไปเปิดแล้วไม่เก็บลิขสิทธิ์ ใครเอาเพลงเขาไปร้องก็ได้เขาให้ร้องฟรีเลย แต่อย่าเอาไปทำคาราโอเกะพอ เราถามเขาว่าตอนที่เขาแต่งเพลงเขาคิดอะไรอยู่ คิดว่าคนสนใจอะไร เขาบอกว่า ไอ้คำว่ารถบ่มีน้ำมัน มันเกิดจากที่ผมเห็นวัยรุ่นมานั่งสุมหัวกันแล้วเราก็ถามมันว่าทำไมไม่ไปหาแฟนล่ะ มันบอกว่า รถบ่มีน้ำมัน ขอตังค์แม่แล้วแม่ไม่ให้เลยไม่ไปดีกว่า เขาบอกว่าเด็กอีสานพูดคำว่า ‘รถบ่มีน้ำมัน’ บ่อยมาก หรือตอนนั่งอยู่ที่บ้านแล้วเห็นรถ Kerry สีส้มวิ่งผ่านทุ่งนาไป เขาก็แต่งเพลง Kerry ส่งรัก แล้วมันก็ฮิตชิบเป๋งเลย เพราะ Kerry มันเข้าถึงคน ไปทางไหนก็เห็นรถ Kerry สิ่งที่เราเห็นจากตรงนี้คือเราเห็นความพยายามที่จะพัฒนาหรือปรับตัวเองเพื่อให้ไปกับยุคสมัยให้ได้ ในเมื่อซีดีและแผ่นเสียงขายไม่ได้ เทปไม่มีขายแล้ว และมียูทูบเกิดขึ้น เขาก็ทำกับยูทูบ ทำกับเฟซบุ๊ก

         ส่วนงานของตัวเอง ผมแต่งเพลงใหม่และอยู่ในระหว่างการบันทึกเสียง ผมมีเพลงเยอะ เพราะผมทำรายการทีวี สามัญชนคนไทย ต้องแต่งเพลงทุกอาทิตย์ ตอนนี้ก็เลยเอาเพลงเหล่านี้มาเรียบเรียงใหม่ อย่างเพลงผมที่แต่งชื่อเพลง หกสิบแล้วไง เพราะสมาชิก 3 คน ในวงผมก็หกสิบกันแล้ว เดี๋ยวนี้ผมพยายามทำอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราสบายใจ อย่างเมื่อกี้ตอนถ่ายรูปผมจะอึดอัดเวลาคนสั่งให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็ใช้วิธีมองไปที่แผ่นโฟมแล้วคิดไปว่ามันทำอะไรได้บ้าง หรืออย่างตอนมองกีตาร์ผมก็นึกในใจว่ากีตาร์มันพยายามบอกอะไรกูวะเนี่ย ผมจะได้ไม่หงุดหงิด เวลาไปไหนมาไหนผมจะชอบนั่งและมองต้นไม้ว่ามันพูดอะไรหรือเปล่าวะเนี่ย พยายามเล่นสนุกกับตัวเองเพื่อให้ตัวเองมีความสุข

ยังมองว่าเราต้องใช้ชีวิตให้ถึงที่สุดอยู่ไหม

        ไม่เลย ผมสะระตะกับชีวิตแล้วว่าจะใช้ชีวิตพอดีๆ มีอยู่บางช่วงที่ผมหลงระเริงไปกับเพื่อนฝูง แต่พออายุเท่านี้แล้ว ย้อนเวลาไปได้ผมจะไม่ทำแบบนั้นเลยเพราะมันส่งผลเสียกับสุขภาพมาก การที่เราจะสุดโต่งไปกับวิถีชีวิตสักอย่าง มันส่งผลกับสุขภาพ แต่เราก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตเรา สุขภาพมาก่อนแทบจะทุกอย่างเลย ถ้าสุขภาพไม่ดีสักอย่าง สิ่งที่ทำอยู่คุณก็ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเป็นเรื่องเครื่องเสียงก็ได้ บางคนทุ่มเทเงินเป็นหลายล้านบาทเพื่อจะซื้อเครื่องเสียงที่ดีที่สุด สายลำโพงเมตรละสามหมื่นบาท ซึ่งมันใส่อะไรข้างในนั้นวะ (หัวเราะ) บางคนบอกว่าไฟเมืองไทยสกปรก ต้องซื้อเครื่องแปลงไฟมาใช้เพื่อให้ไฟสะอาดขึ้น แล้วค่อยเสียบปลั๊กเข้าเครื่องเสียงอีกทีหนึ่ง โอ้… แล้วเราจะได้เสียงชั้นเลิศ แต่หูคุณอื้อ เส้นประสาทหูคุณเสื่อม จบไหมทุกอย่างที่คุณลงทุนทำ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือต้องดูแลประสาทหูก่อน ถ้าประสาทหูคุณเนี้ยบแข็งแรงดี สามารถสัมผัสเสียงทุกชนิดได้ รับเสียงจากความถี่สูงไปยังความถี่ต่ำได้ แล้วค่อยมาทำเครื่องเสียงให้ดีที่สุด มีเครื่องเสียงดี วิเศษ แต่หูคุณพัง มันจบตั้งแต่ต้นแล้ว

        ผมเพิ่งมาคิดได้ตอนอายุเยอะแล้วว่าควรให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพที่สุดก่อน ทุกวันนี้ผมก็จะบอกลูกๆ เสมอ อย่างลูกสาวผมขยันเรียนหนังสือมาก อ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังเลย ไม่รู้ระบบการศึกษาบ้านเราเป็นอะไร เหมือนเห็นคนเป็นเครื่องจักร ให้เวลาในการอ่านหนังสือถ้ามาคำนวณแล้วมันไม่คุ้ม ไม่พอกับสิ่งที่จะได้จากการไปสอบ ผมก็บอกลูกว่าสอบตกดีกว่าลูกสุขภาพเสียนะ สุขภาพมันต้องมาก่อนทุกเรื่องเลย 

        เหมือนที่ท่านทะไลลามะพูดอยู่เสมอเลยว่า คนเราประหลาด บ้าคลั่งทำงานจนเสียสุขภาพ แล้วเงินที่ได้มาก็เอาไปซ่อมสุขภาพแล้วไม่ได้ของเดิมกลับมาด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างจุดสมดุลให้ได้ ผมไม่ได้จะสอนให้ขี้เกียจนะ แต่คิดว่าต้องนอนให้พอ กินให้ดี โอเค สังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้เต็มที่กันอยู่แล้ว ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนผมก็ห้าว คือเราห้าวกับเพื่อนสังสรรค์กันจน 6 ทุ่ม จริงๆ ร่างกายไม่ไหวแล้วนะ แต่ทำไมจะต้องยืนหยัดเพื่อให้สว่างคาตาก็ไม่รู้ ความสนุกก็ไม่ค่อยได้มีเท่าไหร่ด้วย เหมือนเราหลอกตัวเองว่าถ้ากูอยู่จนถึงสว่างจนพระบิณฑบาตแล้วกูจะเจ๋งมาก วันนี้มานั่งทบทวนแล้วเสียดายมากเลย ถ้าเราผ่อนๆ หน่อย 6 ทุ่มไม่ไหวแล้ว กูกลับบ้านดีกว่า ถึงวันนี้เราอาจจะแข็งแรงกว่านี้เยอะ แล้วถ้าเราแข็งแรง เราทำอะไรที่เราอยากทำได้อีกเยอะ ปีน ป่าย เข้าป่า ดำน้ำ ปีนเขาก็ยังได้

 

มาโนช พุดตาล

ตอนไหนที่ร่างกายฟ้องเราว่าควรหันกลับมาดูแลตัวเองได้แล้ว

        ประมาณ 4 ปีที่แล้ว ผมห้าวมาตลอดเลยจนอายุ 58 ปี แล้วเหตุการณ์มันเกิดขึ้นได้เร้าใจมาก ผมเองก็ไม่รู้ตัวมาก่อนด้วย เพราะผมขึ้นเขาลงห้วย ไปนอนป่าก็ไม่มีอาการอะไรเลย จะมีแน่นหน้าอกเป็นพักๆ แล้วคิดว่าเป็นกรดไหลย้อน จนวันเกิดเหตุคือหัวใจวาย หมอต้องทำบอลลูน ผมมีบอลลูนสองเส้น คือมีสปริงเส้นเลือดหัวใจสี่วง เหตุเกิดที่จุฬาฯ วันนั้นผมไปสอนหนังสือที่นั่น

เหตุการณ์นั้นทำให้คุณกลัวความแก่ชราไหม ยิ่งตอนนี้ที่สถานการณ์ไวรัสระบาดคนที่จะโดนหนักๆ จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุด้วย

        ผมไม่รู้นะว่าธรรมชาติอาจจะต้องการกำจัดคนสูงอายุหรือเปล่ากับการที่ส่ง COVID-19 มา เพราะที่เห็นคือ COVID-19 มันจะอันตรายกับคนที่อายุเยอะ หรือว่าเป็นวิถีของธรรมชาติที่ต้องการกำจัดคนแก่วะ (หัวเราะ) เพราะว่าตอนนี้คือถ้าเป็นคนแก่เป็นก็ถือว่าเสี่ยง

        แต่ความแก่ก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น เข้าศูนย์การค้ามีที่จอดรถให้ ผมเคยจอดแล้วยามแม่งวิ่งมาเลย ผมก็ยื่นบัตรประชาชนให้ดูว่าผม 64 แล้ว (หัวเราะ) หรืออย่างเวลาเข้าอุทยานแห่งชาติก็ฟรี ดูหนังครึ่งราคา ขึ้น BTS ครึ่งราคา ดีจะตาย เราต้องยอมรับว่าสังคมผู้สูงอายุมันได้เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ เมืองไทยอีก 4 ปีข้างหน้า ก็เป็นคนแก่กันหมดแล้ว แต่จะไปตระหนกทำไม เพราะผมไม่เห็นว่าคนแก่จะเป็นปัญหาอะไร หรืออาจจะเป็นเพราะผม protect ตัวเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ผมไม่เคยให้ลูกรับผิดชอบชีวิตผมเลย เพราะผมก็รับผิดชอบลูกอยู่เลย ไม่ต้องไปตระหนกเรื่องสังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องแก้ไขคือการแก้ไขเรื่องสุขภาพของคนในสังคม รัฐต้องเลิกกระตุ้นสิ่งที่ทำลายสุขภาพแก่ประชาชนเสียบ้าง

คนเราควรเกษียณตัวเองไหม

        ผมตอบไม่ได้ แต่ส่วนตัวผมไม่เกษียณตัวเองหรอก เพราะผมสนุกกับสิ่งที่ผมทำอยู่ จริงๆ การมีชีวิตอยู่มันคือการทำงานชนิดหนึ่งอยู่แล้ว ร่างกายมันก็ต้องทำงาน ต้องเผาผลาญ ต้องขับถ่าย นั่นเป็นการทำงานของร่างกายอยู่แล้ว นี่คือข้างในร่างกาย แต่ข้างในจะทำงานได้ ข้างนอกก็ต้องทำงานไปด้วยถึงจะทำให้ร่างกายเราทำงาน เพราะฉะนั้น เราต้องขยับเขยื้อน ต้องขับเคลื่อนตัวเอง มนุษย์สมัยโบราณเขาไม่มีการเกษียณหรอกใช่ไหม พอแก่หรืออายุเยอะเขาก็มีงานในแบบของคนอายุเยอะ ถ้าแข็งแรงหน่อยก็ไปไร่ไปนา อายุเยอะ แรงไม่มี ไปไร่ไปนาไม่ไหวก็อยู่ที่บ้าน ทำงานที่บ้าน ปัดกวาด เช็ดถู รดน้ำต้นไม้ ถักแหให้ลูกไปทอดแหจับปลาก็ว่ากันไป

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN