มิกกี้ ปองภพ | การแข่งขันในชีวิต ที่ความพยายามอย่างเดียวอาจไม่พอ

‘ชีวิตคือการแข่งขัน’ เป็นคำเปรียบเปรยถึงสังคมที่ทุกคนต่างมุ่งไปสู่จุดหมาย แต่รางวัลที่ปลายทางไม่ได้มีมากเพียงพอสำหรับทุกคน บางครั้งเราชนะ แต่บางครั้งไม่ใช่ และคงไม่มีใครจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีไปกว่าคนที่ใช้ชีวิตทุกวันเพื่อแข่งขันเป็นอาชีพ

     ไม่ว่าประเทศไทยจะมองว่า eSport จัดเป็นกีฬาหรือไม่ แต่การแข่งเกมก็เป็นอาชีพของ ‘มิก’ – ปองภพ รัตนแสงโชติ หรือ Mickie ผู้เล่นชาวไทยของทีม Dallas Fuel ทีมแข่งเกม Overwatch ในสหรัฐอเมริกา ที่ทำรายได้หลักล้านแลกกับความกดดันและชีวิตวัยรุ่นที่หายไปกับการเก็บตัวซ้อมในประเทศที่ไม่ใช่บ้าน

     “มันไม่ได้กดดันที่ว่าเราจะแพ้หรือเราจะชนะ แต่มันเป็นการกดดันว่าจะมีคนจะมาแทนที่เราเมื่อไหร่ เพราะว่าอาชีพแบบนี้ การแข่งขันทุกประเภทในโลกนี้ จะมีคนที่เก่งกว่าและพร้อมจะแทนที่เราเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่”

     ชีวิตที่ต้องอยู่กับการแข่งขันตลอดเวลาในสถานะที่พร้อมจะถูกแทนที่ของเขาทำให้ a day BULLETIN สนใจว่าในชีวิตที่เป็นการแข่งขันนั้น ‘ผู้ชนะ’ ถูกสร้างขึ้นมาจากอะไร

 

มิกกี้

 

เราเล่นเกมเพื่อความสนุก คลายเครียด แต่สงสัยว่าสำหรับคุณแล้วเกมยังเป็นความสนุกอยู่ไหม

     เอาจริงๆ แทบไม่มีความสนุกแล้ว เป็นตั้งแต่ก่อนที่ผมจะมาเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตด้วยซ้ำ สมัยเรียนอยู่ปีสามปีสี่ผมก็เริ่มเฉยๆ กับการเล่นเกม จากที่เมื่อก่อนจะรู้สึกว่า ถ้าไม่ได้เล่นเกมแล้วเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป อีกอย่างคือผมติดเพื่อนด้วย เพื่อนเล่นเกมกันเยอะผมก็เลยเล่นด้วย แต่พอมาช่วงหลังๆ ทุกคนเริ่มโตกันหมด ก็แยกย้ายกันไปทำงาน มีเล่นบ้างนิดหน่อย ทีนี้พอเล่นคนเดียวมันก็น่าเบื่อเนอะ ยิ่งได้มาเป็นนักกีฬาต้องเล่นทั้งวัน คราวนี้เลยไม่ได้เล่นด้วยความรู้สึกสนุกอีกเลย

     เกมมันกลายเป็นความกดดันอย่างหนึ่ง ไม่ได้กดดันว่าเราจะแพ้หรือชนะ แต่กดดันว่าจะมีคนมาแทนที่เราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะอาชีพแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรืออะไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าการแข่งขันแล้ว มันจะต้องมีคนที่เก่งกว่าและพร้อมจะแทนที่เราเสมอขึ้นอยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ ทุกๆ ปีจะต้องมีคนโดนคัดออกจากทีม แล้วปีนี้ล่ะถึงเวลาของเราหรือยัง ความกดดันมันคือตรงนี้ แต่ไม่รู้นะ ผมก็ทำให้เต็มที่ อย่างน้อยจะได้ไม่มานั่งเสียดายว่าตอนนั้นน่าจะทำแบบนี้ ดังนั้นมันไม่มีอะไรที่ผมพอใจมากไปกว่านี้แล้ว

 

ถ้าเราจำไม่ผิด สาเหตุที่คุณได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมในทีม EnVyUs เป็นเพราะเขาดูจากนิสัยของคุณใช่ไหม

     ใช่ครับ เพราะว่าระยะเวลาในการดูฟอร์มของผมมันสั้นมาก เขาชวนผมเข้าไปโดยที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักผมเลย เคยเล่นกับผมแค่ตอนเวิลด์คัพเท่านั้น ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากๆ เต็มที่ก็แค่ 3 แมตช์ ระยะเวลาเท่านี้ไม่สามารถบอกได้ว่าเราเก่งหรือเปล่า ที่บอกได้คือเขารู้ว่าตัวตนผมเป็นยังไง ดูจากการแสดงออกบนเวที เวลาคุยกับเพื่อนในทีม เวลาคุยกับเขา ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็คุยกันไม่ถึงสิบประโยคเพราะภาษาอังกฤษผมแทบไม่ค่อยได้ แต่เขาสังเกตเห็นว่าผมเป็นคนพูดเยอะ คอยให้กำลังใจทีม

 

แล้วนิสัยจริงๆ ของมิกเป็นยังไง เหมือนที่แสดงออกบนเวทีแข่งขันหรือเปล่า

     ถ้าให้ผมมองตัวเองมันน่าจะยาก ขึ้นอยู่กับคนมองด้วย ถ้ามองด้านดีก็จะบอกว่าผมเป็นคนดี ถ้ามองด้านแย่ๆ ก็จะบอกว่าผมเป็นคนไม่ดี บางคนบอกว่าผมเป็นคนดูแฮปปี้ ตลก ร่าเริง แต่ชีวิตผมมันก็มีโมเมนต์ที่ไม่ตลก ไม่ร่าเริงอยู่เหมือนกันนะ มีบางช่วงที่ต้องคิดจริงจังกับชีวิต คิดเรื่องอนาคต คิดเรื่องครอบครัว แต่โดยรวมแล้วผมไม่ชอบให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ด้วยที่ทำให้ผมต้องทำตัวร่าเริงแบบนี้

 

มิกกี้

 

รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตเต็มตัวที่มีหน้าที่การงานและรายได้มั่นคงหรือยัง

     ผมไม่เคยคิดว่าหน้าที่การงานของผมมั่นคงแล้ว ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตามสำหรับผมมันก็ไม่มีความมั่นคงทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตด้วยซ้ำ ถ้าพูดให้ถึงที่สุดคงต้องบอกว่า ในโลกนี้ไม่มีงานอะไรมั่นคง พนักงานบริษัทก็โดนไล่ออกได้ อุบัติเหตุก็ทำให้เราจบชีวิตได้เหมือนกัน ทุกอย่างในโลกนี้มีความเสี่ยง ถ้าใครบอกว่า อ๋อ เลือกเรียนหมอสิ อาชีพหมอมั่นคงนะ เงินเดือนดีนะ ผมไม่เชื่อ เกิดอุบัติเหตุเสียมือแล้วทำยังไงล่ะ เป็นหมอได้ไหม ผมคิดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรมั่นคงหรอก

 

อย่างน้อยอาชีพนี้ก็ทำให้คุณเป็นที่รู้จักและพาตัวคุณเองไปโด่งดังต่างประเทศเลยนะ

     อืม… มันก็มีบางอย่างที่ผมต้องแลก คือผมต้องไม่ได้อยู่กับครอบครัว ผมต้องไม่ได้เจอเพื่อน ผมต้องอยู่รับแรงกดดันที่นู่น มีปัญหาไม่รู้จะปรึกษาใคร มันจะมีบางโมเมนต์ที่อยากกลับบ้าน อยากจะพอแล้ว ผมมานั่งคิดนะว่าผมจะทำแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน เพราะมันเป็นงานที่แข่งขันกับตัวเอง แล้วมันต้องสู้ตลอด มันเห็นอยู่ตรงหน้าว่าสิ่งที่ทำมันมีสถิติเก็บไว้หมดเลย คุณเล่นกี่ชั่วโมง คุณซ้อมกี่ชั่วโมง คุณพัฒนาอะไรบ้างในแต่ละสัปดาห์ แล้วมันจะแสดงออกมาทุกสัปดาห์ในการแข่งขัน เราหยุดไม่ได้ เราท้อไม่ได้

     ช่วงซีซันแรกที่แพ้บ่อยๆ ผมอยากกลับบ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตวัยรุ่น คิดถึงวันหยุดพักผ่อน ไปทะเล เที่ยวเฮฮากัน นั่งเล่นคุยกัน เล่าประสบการณ์ ผมเสียดายช่วงเวลาชีวิตวัยรุ่นนะ ถ้าผมกลับมาตอน 30 ผมก็ไม่เรียกตัวเองว่าวัยรุ่นแล้ว แล้วนี่แทนที่ผมจะได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปต่างจังหวัดกันตอนที่ยังมีแรงอย่างนี้ ผมต้องไปนั่งเล่นเกมอยู่ที่อเมริกา ผมก็รู้สึก (ถอนหายใจ) แต่ผลตอบแทนที่ได้มันคุ้มค่าครับ (ยิ้ม)

     จริงๆ แล้วผมก็แพลนคร่าวๆ ไว้ในใจว่าอยากเป็นแบบนี้ไปอีกแค่ 3 ปีก็พอ ซึ่งปีแรกผ่านไปแล้ว เหลืออีกแค่ 2 ปี แต่ถ้าเงินมันพุ่งทะลุเป้า ผมจะอยู่ต่อ ซึ่งทะลุเป้าคือมันต้องไปไกลมากเลยนะครับ ผมให้ตัวเลขเลยแล้วกัน ถ้าผมสามารถทำได้ร้อยล้านบาทต่อปี หรือประมาณสามล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โอเค ผมจะอยู่ ถ้ามันไปถึงจุดนั้นนะ ซึ่งมันยากมากที่จะกระโดดไปถึงขั้นนั้นในระยะเวลา 3 ปี แต่ถ้ามันไปไม่ถึง ถ้าหยุดอยู่แค่ไม่กี่แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ประมาณเดือนละล้านบาท ผมว่าผมกลับมาไทย แล้วผมทำธุรกิจก็ได้

 

เราคิดว่าจะมาคุยกับคุณเรื่องแพสชันในการเล่นเกม แต่สิ่งที่คุณตอบมาทำให้เรารู้สึกเซอร์ไพรส์มากเลยนะที่ปลายทางมันกลับกลายเป็นเรื่องเงิน

     จริงๆ ผมไม่ได้อยากเป็นคนที่มีเงินเยอะนะ แต่อยากเป็นคนที่ได้ทุกอย่างที่อยากได้ มันดูขัดกันๆ ไหม พอผมบอกว่าผมอยากมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว อยากมีบ้านใหญ่ๆ อยากมีแม่บ้าน อยากมีรถที่ดีที่สุด อยากมีทุกอย่างที่ดีที่สุด แต่ผมไม่อยากเป็นคนรวย มันฟังดูยากเนอะ ผมอยากมีมากกว่าคนอื่น ถ้ามนุษย์สร้างเทคโนโลยีอะไรออกมา ผมอยากเป็นหนึ่งในคนที่ได้สัมผัสกับมัน สมมติว่าวันหนึ่งรถบินได้ถูกสร้างขึ้นมา ผมอยากเป็นหนึ่งในคนที่มีรถบินได้คันนั้น ซึ่งราคามันคงมหาศาล ผมไม่สนใจเรื่องเงิน แต่ผมแค่อยากมีรถคันนั้น ถ้ามนุษย์ผลิตแอร์ขึ้นมา ผลิตเครื่องทำน้ำอุ่นขึ้นมา ผมอยากเป็นหนึ่งในคนที่ได้ใช้มัน เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมคิด ผมอยากใช้เทคโนโลยี

     ผมอยากมีเฮลิคอปเตอร์ ผมอยากนั่งเฮลิคอปเตอร์ อยากให้เฮลิคอปเตอร์มาจอด ผมไม่ได้อยากเป็นคนหรูนะ แต่ผมแค่อยากรู้ว่ามีอย่างนั้นมันรู้สึกยังไง สักวันหนึ่งผมอาจจะรู้สึกว่า เออ ไม่เอาแล้ว เบื่อ แต่ผมแค่อยากไปให้ถึงจุดนั้น มันเป็นความรู้สึกว่าเขาทำขึ้นมาแล้วทำไมเราถึงไม่มีโอกาสได้ใช้ ทำไมเงินต้องใช้เป็นตัวชี้วัดล่ะ ถ้าเงินเป็นตัวชี้วัด งั้นผมหาก็ได้

     คือจริงๆ ผมไม่ได้ติดหรูนะ แต่ผมแค่รู้สึกว่าในเมื่อมันมีสิ่งนั้น ทำไมผมไม่มีสิทธิ์ใช้ ทำไมขึ้นเครื่องบินผมต้องนั่งชั้นประหยัด ทำไมผมต้องนั่งเบียดๆ ทำไมผมไม่ได้นั่งเก้าอี้ดีๆ ทั้งๆ ที่มันก็มี ก็เพราะมันสงวนไว้ให้กับคนมีเงิน เพราะฉะนั้น โอเค ถ้าในเมื่อคนคิดว่าเงินมีความสำคัญ งั้นผมจะหาเงิน ฟังดูเด็กไหม แต่บางคนเขาพอใจว่า ไม่เป็นไร มันก็ไปถึงเหมือนกัน ถ้าเขามีความสุขตรงนั้นผมโอเคมากนะ ผมคิดว่าการพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีเป็นสิ่งที่ดี ผมคิดเสมอนะว่าต่อให้ผมไม่ได้มาอยู่จุดนี้ ต่อให้ไม่ได้มีเงินเดือนขนาดนี้ ไม่มีบ้าน ไม่มีรถเหมือนทุกวันนี้ ผมว่าผมก็สามารถใช้ชีวิตพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ได้นะ ผมพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี แต่ผมมองหาอนาคตที่ดีกว่าเสมอ

 

 

คุณเคยผ่านช่วงที่ทางบ้านลำบากมาก่อนใช่ไหม

     คือตอนนั้น ก๋งที่เป็นเจ้าของกิจการป่วยเป็นเจ้าชายนิทราขยับไม่ได้ เงินทั้งหมดที่เก็บมาก็ต้องไปรักษาก๋งตลอด 7 ปี แล้วพ่อก็เสีย ยายก็ต้องมาดูแลก๋ง ทำงานไม่ได้ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้านมาตลอดทั้งชีวิต ไม่เคยทำงาน เสาหลักเสียสองคนเลยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน ก็เลยกลายเป็นชีวิตขาลง ช่วงนั้นเหตุผลจริงๆ ที่ยังเล่นเกม เพราะแม่ฝากไว้ที่ร้านเกม คือมันมีสิ่งไม่ดีมากมายในโลกนี้ที่เราติดแล้วมันจะแย่กว่านั้น แม่ก็เลยคิดว่าถ้าให้ลูกอยู่ร้านเกม แล้วคอยแวะมาดู ฝากเจ้าของร้านไว้ ก็ยังดีกว่าปล่อยไป คุณแม่ไม่มีทางเลือก เพราะตอนนั้นไม่มีใครสามารถช่วยผมได้ ไม่มีใครสามารถดูแลผมได้

     แต่ผมไม่ได้แนะนำนะ บางคนฟังเรื่องนี้แล้วคิดว่าส่งลูกไปอยู่ร้านเกมดีกว่า มันไม่ใช่นะครับ ถ้าผมไม่ถีบตัวเองเพื่อหาอะไรบางอย่าง ถ้าผมหามันไม่เจอ ถ้าผมอยู่ร้านเกมแย่ๆ มาทั้งชีวิต ผมถีบตัวเองมาถึงตรงนี้ไม่ได้หรอกครับ แต่ผมมองหาสิ่งที่ดีกว่า ถ้าถามว่าผมแตกต่างไหม จริงๆ ผมก็เหมือนๆ คนอื่นนี่แหละ ก็ไม่ใช่แกะดำ แต่ถ้าผมเจอสิ่งที่แตกต่างแล้วคิดว่ามันทำให้ชีวิตดีขึ้น ผมจะเดินหน้าต่อไป สำหรับตัวผมนะ ผมคิดว่าเกมก็คือเกม เกมก็อยู่ของมันเฉยๆ

เกมไม่เคยทำร้ายใคร เกมไม่เคยทำให้ใครชีวิตย่ำแย่ และเกมก็ไม่เคยทำให้ใครชีวิตดี ทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ที่คนเล่นต่างหาก เกมไม่เคยทำให้ผมได้ขนาดนี้ ผมต่างหากที่ทำ ผมใช้เกมเป็นเครื่องมือ

สงสัยว่าคนที่เล่นเกมเก่งๆ เขาจะมีนิสัยชอบเอาชนะคนอื่นหรือเปล่า

     ผมว่านิสัยอยากเอาชนะมันเป็นเรื่องของบุคคลเลยนะ สมมติบางคนเล่นเกม Flappy Bird กดจิ้มๆ แล้วกระโดดๆ เห็นมีคนทำคะแนนสูงสุดได้ร้อยครั้ง บางคนก็บอกว่า “โอ๊ย ทำไม่ได้หรอก แค่ได้สิบกว่า ยี่สิบกว่าก็ดีแล้ว” แต่ผมจะเล่นยังไงก็ได้ให้มันได้มากกว่านั้นครับ นี่คือนิสัยผม ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นนิสัยส่วนบุคคล ในแก๊งเพื่อนจะมีอยู่ 3-4 คน ที่เป็นแบบผมเลย นิสัยเหมือนผมเป๊ะ พอมีเกมที่เล่นง่ายๆ ออกมา ก็จะวัดคะแนนสูงสุดกัน แต่ละคนจะไปหาวิธีว่าทำยังไงให้ได้คะแนนสูงที่สุด ผมก็จะไปหามาสู้ ต่างคนต่างสู้แล้วมาแชร์กัน สุดท้ายก็จะเป็นอันดับท็อปๆ เลยของโซนในประเทศ

     อย่างเรื่องเรียน ผมก็ไม่ใช่คนเรียนเก่งมากนะ แล้วไม่เอาเรื่องเรียนเลยจนกระทั่ง ม.4 พอ ม.4 เป็นวัยที่ผมเกิดพลังอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็คิดถึงอนาคตว่า ถ้าจะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ต้องตั้งใจเรียนแล้วนะ ตอนนั้นมีสอบเลข พอเริ่มสอบ เวลาสอบ 50 นาที เพื่อนผมออกตั้งแต่ 5 นาทีแรก ประกาศคะแนนออกมาได้เต็ม ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว มันทำยังไง ผมอยากทำได้แบบนั้น มันเท่ ผมก็เลยถาม เฮ้ย ทำยังไงเหรอ เขาบอกว่า พวกนี้มันเรียนมาหมดแล้ว มันเรียนพิเศษมา แล้วก็ฝึกทำ ผมก็เอาบ้าง ช่วงนั้นเรียนถึงสองทุ่มทุกวันเลย นั่งฝึกทำโจทย์ เข้าสอบปุ๊บผมแข่งกันทำกับเพื่อนเลย คณิตศาสตร์ 20 ข้อ ไม่เกินห้านาที

 

แบบนี้รู้สึกยังไงเวลาเล่นเกมแพ้คนอื่น

     ผมคิดว่าการแพ้เป็นเรื่องธรรมชาติ การแพ้เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง การแพ้ทำให้เราชนะในวันข้างหน้า อย่างนักวิทยาศาสตร์ที่เขาประดิษฐ์หลอดไฟ ที่เขาทำล้มเหลวมาพันครั้ง เขาบอกว่ามันไม่ใช่ความล้มเหลวนะ มันแค่เป็นวิธีที่ทำไม่สำเร็จหนึ่งพันวิธีที่เขาได้เรียนรู้ ผมว่าเรื่องนี้ดีมากเลย

 

คนเขาก็พูดกันแบบนี้ แต่ขนาดเราเล่นเกมแล้วแพ้ ทั้งที่เกมไม่ได้สำคัญกับชีวิตเราเลย เรายังโกรธ รู้สึกว่าการแพ้มันไม่ใช่เรื่องปกติ มันมีอะไรผิดพลาดบางอย่าง

     ผมก็เป็นแบบนั้นแหละครับ รู้สึกว่าทำไมแพ้วะ ยิ่งพยายามเท่าไรยิ่งเจ็บมาก ยิ่งรู้สึกว่าเราทุ่มเต็มร้อยเพื่อเอาชนะมัน แล้วถ้าแพ้เราจะหัวร้อนมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่า เขาทำได้ดีกว่า เขาพลาดน้อยกว่า มันคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เราแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะว่าเขาก็เตรียมตัวมาได้ดี เรื่องนี้ผมเอาศาสนามาช่วยเยียวยาตัวเองครับ ในเมื่อมันแก้อะไรไม่ได้ ผมก็ เออ พระเจ้าคงอยากให้มันเกิดขึ้น (หัวเราะ) ในเมื่อมันแก้ไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะแก้ยังไง

 

ถ้ามีคนมาบอกว่า ฉันใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังเล่นไม่เก่งสักที เจอแบบนี้จะตอบเขากลับไปว่าอะไร

     ส่วนใหญ่ผมต้องพูดรักษาน้ำใจนะ แต่ถ้าเอาความเป็นจริงเลยนะครับ มันมีเพดานของแต่ละคนอยู่ มันไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเหมือนกับอีกคนได้ ผมเชื่อนะว่าถ้าผมไปเตะบอล ผมคงเตะไม่เก่งเท่าคริสเตียโน โรนัลโด เพราะผมมีเพดานว่า ผมไม่ได้มีความสามารถทางด้านนี้ แต่ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างคนมาให้เก่งด้านใดด้านหนึ่ง ผมเชื่อว่าตอนเด็กต่างหาก สังคมรอบข้าง การเลี้ยงดูของครอบครัวต่างหากที่ทำให้เราเก่งด้านไหน

     ทำไมผมเล่นเกมเก่ง 2 ขวบแม่ผมให้เล่นเกม แล้วก็เล่นเกมตั้งแต่ตอนนั้น เริ่มมีความรู้สึกอยากเอาชนะ เล่นเกมกับพี่ เล่นเกมกับที่บ้าน ผมเลยมีความรู้สึกว่าผมต้องคิดแบบนี้ แม่ผมชอบพาไปล่ารางวัลอย่างตามงานวันเด็ก ถ้ามีความกล้าแสดงออกขึ้นไปพูดจะได้รางวัลนะ ผมถูกปั้นมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าผมจะต้องโตมาเป็นแบบนี้ ผมไม่เชื่อว่าผมได้พรสวรรค์แบบเกิดมาแล้วเก่งเลย ไม่ใช่ ผมถูกสร้างมาโดยแม่ โดยที่บ้าน โดยคนรอบข้างตั้งแต่เด็ก

 

เคยเจอเพดานของตัวเองหรือเปล่า

     มีอยู่แล้วครับ ยกตัวอย่างเรื่องการเล่นเกมแล้วกัน ถ้าเกิดเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ การยิงให้แม่น ใช้เมาส์เล็ง ถ้าเกิดว่าคิดถึงในเกมก็คือ หันเป้าไปหาหัวฝั่งตรงข้ามแล้วกดคลิก แต่ถ้าคิดถึงร่างกายเราก็คือเมาส์อยู่ตรงมือเรา เราจะขยับยังไงให้มันพอดี กี่มิลลิเมตร สมองเราต้องบังคับกี่มิลลิเมตร ต้องหยุดที่กี่มิลลิเมตร อันนี้ผมคอนโทรลได้ไม่เท่าคนบางคนที่เขาสามารถขยับได้มากกว่านั้น ไม่ว่าผมจะเล่นมากแค่ไหน ผมก็ไปไม่ถึง แต่สำหรับบางคน สมมติว่าต้องขยับซ้าย 7 มิลลิเมตร มันก็ 7 แต่ผมไปไม่ถึง ผมทำอย่างนั้นได้ไม่ ผมอาจจะ 6 หรือ 8 ระยะห่างบวกลบ 1 แต่ของเขาอาจจะบวกลบ 0.5 ซึ่งนักกีฬาระดับโลกที่ยิงแม่นมากๆ มันอาจจะบวกลบต่ำกว่า 0.5 ด้วยซ้ำ ซึ่งอันนี้คือข้อจำกัดทางกายภาพ

 

การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจะทำให้เราสามารถเอาชนะข้อจำกัดทางกายภาพได้ไหม

     ได้ครับ แต่รู้ใช่ไหมครับว่าระยะห่างระหว่างตัวเลขมันเป็นอนันต์ ผมอาจจะขยับตรงขึ้น 0.0001 มิลลิเมตร แต่คือชาติหนึ่งมันก็ไม่ถึง 0.05 ซึ่งกว่าจะไปถึงผมอาจจะตายก่อนแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยเรียกจุดนี้ว่าเพดาน เพราะมันเข้าใกล้อนันต์แล้ว คือมันพัฒนาช้ามากจนมันช้าเกินไป

     อย่างผมเริ่มเล่นเกม Dota ตอนผม ป.6 พออยู่ ม.2 ผมเก่งแบบก้าวกระโดดเลยนะ แต่คนที่เล่นมาพร้อมกันตอน ป.6 พอผมอยู่ ม.2 เขาก็ยังไม่เก่ง แต่ผมเพิ่งได้กลับมาเล่นกับเขาตอนมหาวิทยาลัยปี 1 ผ่านมา 5 ปี เขาเล่นทุกวันเลยนะ เขาก็เก่งพอๆ กับผมตอนอยู่ ม.2 แต่ผมก็แซงไปแล้ว ผมก็เลยรู้สึกว่า จริงๆ มันไม่มีตันนะ แต่ผมให้นิยามคำว่าตันก็คือมันพัฒนาช้าแล้ว ถ้าคนข้างๆ ที่เป็นคู่แข่งฝึกไปด้วย มันไม่มีทางตามทัน ผมขอเรียกอย่างนี้ว่าตัน เพราะว่ามันมีคู่แข่งครับ ทุกการแข่งขันมันมีคู่แข่ง

     เพราะฉะนั้น สมมติว่าผมเล่น Overwatch แล้วผมพัฒนาหนึ่งหน่วย แต่คนใน Overwatch พัฒนาสองหน่วย ผมว่าผมตันแล้วแหละ เพราะว่าผมไม่มีทางตามทัน หนึ่งวันเขาสองหน่วย แต่หนึ่งวันผมหนึ่งหน่วย ผ่านไปเดือนหนึ่งเขาไปถึงไหนแล้วล่ะ ผมเก่งขึ้นนะ แต่เขาเก่งขึ้นมากกว่า

 

เหมือนคนที่เก่งจนสามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายแล้วแต่ทำยังไงก็ไม่มีวันที่จะสามารถล้มแชมป์ได้สักทีใช่ไหม

     ผมคิดอย่างนี้นะ คือถ้าเขาติดท็อปแล้ว มันจะต้องมีวันของเรา ผมมั่นใจว่าต้องมีวันของเรา

 

ถ้าวันนั้นมันมาไม่ถึงสักทีล่ะ

     โอกาส 50 ความสามารถ 50 นะ แสดงว่าโอกาสยังมาไม่ถึง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนะครับ คนที่เป็นที่หนึ่ง มีแรงกดดันมหาศาลเลย แล้วผมนับถือทุกคนนะครับที่สามารถอยู่ที่หนึ่งได้เป็นระยะเวลานาน ห้าสมัยอย่างนี้ เป็นไปได้ยังไง

     วาเลนติโน รอสซี แชมป์มอเตอร์ไซค์หลายสมัย ไมเคิล เฟลป์ นักว่ายน้ำ ชนะรัวๆ ไทเกอร์ วูด ช่วงพีกๆ ผมไม่เข้าใจว่าเขาทำได้ยังไง เพราะว่าการมาอยู่จุดที่เป็นที่หนึ่งนั้น ทุกคนจะศึกษาจากเรา

     ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์​ ที่เป็นนักมวย ต่อยไม่แพ้เลย 50 นัด ทำได้ยังไง ทุกครั้งที่เขาจะขึ้นต่อย คู่ต่อสู้ศึกษามาหมดแล้วว่าฟลอยด์ชอบทำแบบนี้ ต่อยอย่างนี้ หลบด้านนี้ ทำไมไม่มีใครชนะ ผมไม่เข้าใจ นี่เป็นสิ่งที่ผมหาคำตอบไม่ได้ แล้วผมพยายามคิดนะว่าผมจะทำแบบนั้นได้ยังไง คือเขาทำยังไงถึงไม่มีใครโค่นเขาได้ หรือเขามีความคิดบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่น แต่ผมเชื่อว่าสักวันเขาจะต้องพลาด แต่เขาเลิกก่อน แต่ไทเกอร์ วูด เห็นไหม เล่นจนพลาด แต่ฟลอยด์ต่อยชนะ 50 นัดแล้วไม่ต่อยแล้ว ขอทิ้งบัลลังก์ไว้เป็นตำนาน

     ผมว่าแบบนั้นดีนะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาไปตลอดกาล เป็นไปไม่ได้ ตอนที่บิล เกตส์รวยที่สุดในโลก ถ้าเกิดว่าเขาสามารถล็อกชื่อไว้ได้แล้วขอเป็นตำนานเขาก็คงทำไปแล้ว เพราะเขารู้ว่าสักวันหนึ่งมันต้องมีคนแซง ตอนนี้ Amazon คืออีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของโลก สักวันหนึ่งก็ต้องมีคนแซง อะไรประมาณนี้ครับ ที่หนึ่งมันไม่ได้อยู่ตลอดกาล เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าจะให้คำแนะนำคนที่ขึ้นไม่ถึงที่หนึ่งสักที ผมก็แค่บอกว่า ที่หนึ่งน่ะ เดี๋ยวมันก็ต้องลงมา แล้วพอถึงวันนั้นน่ะ พร้อมจะเป็นที่หนึ่งหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผม ผมจะอยู่ต่อ

 

มิกกี้

Share Post
Like 5 View 3992

Author

วิชัย สว่างพงศ์เกษม

ชายคนหนึ่งที่พยายามเติมเรื่องราวให้ชีวิตด้วยหนัง หนังสือ และบทสนทนา เพื่อหาคำตอบว่าจะแนะนำตัวเองว่าอะไรดี