ไมค์ ภิรมย์พร: ชีวิตในวันที่ลาภ ยศ ชื่อเสียง ไม่มีความหมายเท่าการกลับแดนอีสานบ้านเกิด

The Conversation
12 Apr 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

Highlights

รถตู้พาลัดเลาะตามถนนลูกรังที่สองข้างทางเป็นทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา อุณหภูมิภายนอกราวสามสิบกว่าองศา เสียงแมลงเซ็งแซ่ซุกซ่อนตามต้นไม้ใบหญ้า ฤดูร้อนของอีสานร้อนสมคำเล่าลือ

        เพียงไม่นาน รถตู้เลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ของบริเวณบ้านหลังหนึ่งที่เป็นลานกว้าง มองออกไปเห็นสวนแปลงเกษตร ต้นไม้ร่มรื่น เจ้าของบ้านหลังนี้คือศิลปินลูกทุ่งฉายา ‘นักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงาน’ ไมค์ ภิรมย์พร ผู้หวนกลับมาสู่แดนดินถิ่นอีสานบ้านเกิดที่จังหวัดอุดรธานีด้วยการทำเกษตรอินทรีย์แบบเต็มตัว

        ในช่วงชีวิตหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะกระโจนออกจากพื้นที่อันคุ้นเคยไปผจญภัยในโลกกว้าง ไขว่คว้าหาฝัน เสาะหาตัวตนและความสำเร็จ เช่นเดียวกับไมค์ที่มุ่งตรงเข้าสู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อตามฝันในการเป็นศิลปิน เริ่มทำงานหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ก่อสร้างยันเด็กเสิร์ฟในผับ กระทั่งโชคชะตาพาให้เขาได้เป็นศิลปินลูกทุ่งคนแรกของค่ายแกรมมี่ในขณะนั้น และประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ถึงกระนั้น สิ่งหนึ่งที่เขายืนยันตลอดการสนทนากับเราคือ ไม่ว่าเขาจะยืนอยู่จุดไหน ‘ตัวตน’ ของความเป็นลูกอีสาน การเป็นชาวไร่ชาวสวนที่ถูกปลูกฝังจากบ้านเกิดและจากพ่อกับแม่ก็ยังไม่เคยเลือนหาย นั่นทำให้เมื่อถึงจุดหนึ่ง ชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่คำตอบในชีวิตของเขาอีกต่อไป 

        หากแต่เป็นการที่เขาได้กลับมาสร้างชีวิตอยู่บนผืนดินอันเป็นที่รักของเขา… ผืนแผ่นดินของภาคอีสาน

        ที่ดินอันเป็นบ้านผืนนี้ เขาตั้งใจสร้างมูลค่าและสร้างคุณค่าจากความรักและความผูกพันที่มีต่อเรื่องของการเกษตรตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งการทำไร่นาสวนผสม ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกผลหมากรากไม้ สำหรับการกินอยู่ และวาดฝันจะสร้างศูนย์การเรียนรู้ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ ในเรื่องการเกษตรให้กับผู้ที่สนใจ ด้วยความมุ่งมั่นส่งต่อไปสู่สังคมว่า ชาวไร่ ชาวนา และเกษตรกร เป็นอาชีพที่มีคุณค่า และการกลับมาหา ‘ตัวตน’ รากเหง้าของเราเอง พัฒนาและเรียนรู้อยู่กับสิ่งนั้น คือความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน 

        “สุดท้าย ผมขอตายที่นี่ เพราะผมผูกพันมาก ผมบอกลูกทุกคนว่า ลูกจะโตที่ไหน จบมาทำงานอะไร สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พ่อทำคือพ่อจะสร้างไว้ให้ทุกคน หากถึงเวลาพ่อปลดเกษียณ พ่อจะมาอยู่ที่นี่ ทำการเกษตรไปตามวิถี แค่ได้ตื่นเช้ามาเดินดูสวนเกษตรจนค่ำชีวิตก็มีความสุขมากแล้ว”

        ประโยคนี้อาจไม่ได้มาจากน้ำเสียงอันไพเราะยาม ‘อ้ายไมค์’ จับไมโครโฟนครวญเพลงบนเวที แต่มันมาจากความรู้สึกของใจจริง เมื่อเบื้องหน้าและฝ่าเท้าของเขาได้ยืนอยู่บนแผ่นดินบ้านเกิดอันเป็นที่รัก

        ไม่มีพวงมาลัยคล้องคอ แต่มีความสุขคล้องใจ

 

ไมค์ ภิรมย์พร

ชีวิตวัยเด็กคุณที่อีสานเป็นอย่างไร

        สมัยเด็ก ผมอยู่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี พ่อมีควายอยู่สองสามตัว ไปรับจ้างเขาปลูกอ้อย ผมต้องเป็นคนขี่ควายไปกับพ่อ พ่อเป็นคนไถยกร่อง ผมก็แบกอ้อยคอยวางตามร่อง (ยิ้ม) นั่นคือเรียนอยู่ ป.2 ผมจำได้หมด พออยู่ ป.5 พ่อกับแม่พาย้ายมาอยู่อำเภอบ้านดุง มาอาศัยปลูกกระต๊อบอยู่บนเถียงนา ไม่มีบ้านอยู่ พ่อกับแม่ก็ไปเก็บดอกไม้กวาด ดอกอ้อ มาถักเป็นไม้กวาด ผมเคยปั่นจักรยานไปขายไม้กวาดกับพ่อ แล้วมาอาศัยนอนวัด ตอนเย็นไม่มีข้าวกิน ต้องไปขอข้าวตามหมู่บ้าน หมู่บ้านแถวนี้ผมมาขอข้าวหมดแล้ว คุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย เขาก็จะให้เป็นข้าวเหนียว วันไหนโชคดีหน่อย ชาวบ้านสงสาร มีปลาแห้งก็ให้มาปิ้งกิน สิ่งเหล่านี้มันบอกให้รู้ว่าพ่อกับแม่ลำบากมาก ผมทำงานมาพร้อมกับพ่อ ผมเห็นว่าวิถีการใช้ชีวิตของพ่อกับแม่เป็นอย่างไร ทุกอย่างสอนให้รู้ว่า ความยากจน ความยากลำบาก ทำให้เราต้องอดทน

คุณเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุยังน้อย สมัยนั้นคนอีสานในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตลำบากไหม

        ถ้าถามว่าลำบากไหม โคตรลำบาก คือผมเองไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีคนรู้จัก ทุกอย่างต้องไปดิ้นรนต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ด้วยลำแข้งตนเอง ผมต้องบอกตัวเองว่า มาถึงแล้วต้องเอาชีวิตให้รอด ต้องหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้ได้ ต้องหางานทำให้ได้ จะอาชีพอะไรก็ตามแต่ ขอให้มีงาน ผมไม่เลือกงาน ทำได้หมด ครั้งแรกไปทำงานก่อสร้าง แล้วก็สมัครไปเป็นยาม วันไหนหยุดก็ไปขออาศัยทำงานเป็นเด็กรับรถ ไปเป็นเด็กเสิร์ฟในผับ เป็นเด็กนวดในห้องน้ำ เปลี่ยนงานไปเรื่อย ทำมาหมดแล้ว ชีวิตมันไม่มีทางเลือก พ่อแม่ก็ยากจน เราก็ต้องหารายได้ส่งกลับไปให้พ่อแม่ 

        สมัยนั้นผมต้องกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกปี คนอีสานจะเป็นอย่างนี้ คือต้องกลับมาหาพ่อแม่ หาญาติพี่น้อง ผมนั่งบนหลังคารถไฟตั้งแต่หัวลำโพงยันอุดรธานีเพราะที่นั่งปกติมันเต็ม แต่ก็ต้องกลับบ้านให้ได้ พอนั่งไปถึงแถวสะพานคนหัวแถวจะตะโกนบอกกัน ‘เตรียมนอนราบ’ เพราะมันมีหลังคา กลัวเกิดอันตราย แต่ก็ต้องเสี่ยง รถยนต์ก็มาไม่ได้ ถนนมันแน่นหมด ตื่นเช้ามาพอถึงอุดรธานีเนื้อตัวมอมแมมกันหมดทุกคน 

ความลำบากในวันนั้นสอนหรือให้บทเรียนอะไรคุณบ้าง

        กว่าผมจะมาถึงตรงนี้ได้ ต้องถามว่าไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มากี่ปี เดินทางไปแบบไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติพี่น้องที่อยู่กรุงเทพฯ เลย แต่ไปเพราะอยากไปตามความฝันตัวเอง คือเป็นนักร้อง ไม่มีความรู้ จะเอาความรู้ไปสมัครงานเหมือนคนที่เรียนจบสูงๆ ก็ไม่มีโอกาส ไปตายเอาดาบหน้าอย่างเดียว ไปครั้งแรกไปอาศัยอยู่กับเพื่อน เป็นห้องเช่าสลัมแถวคลองตัน ไม่มีหมอนหนุนหัว ต้องไปเก็บฟองน้ำเก่าๆ เก็บเบาะรถยนต์ที่กองขยะมาพันผ้าขาวม้าเป็นหมอนหนุนหัวนอน เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังนั้น ผมบอกได้เลย คุณจะทำอะไรสำเร็จภายในวันเดียวไม่มีทาง แต่คุณต้องมีความอดทน ไม่ยอมแพ้ และค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา

คุณสู้มาจนประสบความสำเร็จ ได้เป็นศิลปินอย่างที่ตั้งใจ ช่วงที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดมากๆ คุณใช้ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหม

        เปลี่ยน แต่ไม่ได้เปลี่ยนมาก อาจจะมีบางครั้งที่อยากกินอาหารหรูๆ เคยคิดอยากขับรถหรูๆ แต่พอคิดทบทวนแล้วมันไม่เหมาะกับเรา คือผมมักจะมองภาพหนึ่งว่าผมเองเป็นนักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงาน วันหนึ่งพอมีเงิน และมีความคิดอยากซื้อรถหรูมาขับ แต่พอคิดทบทวนบวกลบคูณหาร ก็คิดว่าไม่น่าจะเหมาะ หนึ่ง คนจะมองว่าเราเวอร์ สอง คาแรกเตอร์เราไม่เหมาะ คือถึงขับไปคนก็ไม่เชื่อหรอกว่า ไมค์ ภิรมย์พร มาขับรถยุโรปหรูๆ (หัวเราะ) ผมคิดว่าเอาเงินส่วนที่คิดจะไปใช้ซื้อรถมาทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า สมมติมีเงินก้อนหนึ่ง แทนที่จะซื้อรถ เราก็เปลี่ยนมาซื้อที่ทาง ซื้อที่ดินไว้ทำกินในอนาคตดีกว่า ทุกวันนี้ผมถึงได้มีที่ดินที่ค่อยๆ งอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ และสะสมมาจนผมมีที่ดินใช้ทำกินได้เพียงพอ แต่ผมก็ไม่ได้ทำทั้งหมด ผมทำเท่าที่ตัวเองดูแลได้

 

ไมค์ ภิรมย์พร

คุณภาคภูมิใจกับฉายา ‘ขวัญใจผู้ใช้แรงงาน’ ที่คนมอบให้คุณขนาดไหน หรือจริงๆ แล้วอยากให้คนมองคุณเป็นขวัญใจหรือมองด้านไหนในชีวิตของคุณ

        ตั้งแต่บริษัทแกรมมี่ทำเพลงให้ผม เรื่องของคอนเซ็ปต์งานเพลงก็เป็นเรื่องของผู้ใช้แรงงาน เพราะผมโตมาจากผู้ใช้แรงงาน ทุกอย่างเป็นตัวตน เป็นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนว่าเราสู้ชีวิตมา ผ่านการเป็นผู้ใช้แรงงานมาหมดทุกรูปแบบ พอทางแกรมมี่ให้อัตลักษณ์แบบนี้ สื่อมวลชนขนานนามแบบนี้ มันเลยกลายเป็นตัวเรา การที่บอกว่าผมเป็นขวัญใจผู้ใช้แรงงาน ผมรู้สึกว่ามีความภาคภูมิใจและได้รับเกียรติกับสมญานามนี้ ทุกวันนี้ยังคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใช้แรงงานเหมือนเดิม ถึงแม้จะอยู่ในจุดไหนก็ตามแต่ ผมยังมีความภาคภูมิใจกับจุดนี้ เพราะสุดท้ายมันไม่มีอะไรแน่นอน อย่าลืมว่าวงการบันเทิงพอคลื่นลูกเก่าไป เดี๋ยวก็จะมีคลื่นลูกใหม่มา เป็นวัฏจักร วันหนึ่งผมก็ต้องเดินลงมา แต่จะต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะเดินลงจากเวทีตรงนั้นว่าเราควรจะเดินลงมาในแบบไหน ผมถึงคิดว่าความเป็นตัวตนของผมนี่ไง คือเรื่องของการเกษตร ผมเป็นลูกชาวนา ผมอินในเรื่องของการเกษตร เหมือนเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ผมมองเรื่องการเกษตรเป็นเหมือนการสเกตช์ภาพในจินตนาการออกมาว่าที่ดินตรงนี้ ผืนดินแปลงนี้ จะทำอะไร ควรจะขุดบ่อน้ำ ปลูกอะไรถึงจะอยู่ได้ มันเป็นโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกิดจากจินตนาการ ไม่ใช่วิชาการที่เราเรียนมา 

พอถึงจุดหนึ่งคิดว่าชื่อเสียงมีความหมายไหม

        ผมว่ามันไม่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทางแกรมมี่ที่ให้โอกาสเราเป็นนักร้อง สิ่งหนึ่งที่ประทับใจในการเป็น ไมค์ ภิรมย์พร มากว่า 20 กว่าปี และปีนี้อายุ 54 แล้วก็คือ ทุกวันนี้ผมยังรับงาน มีคอนเสิร์ต และเจ้าภาพก็ติดต่องานมาเยอะพอสมควร นักร้องแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีมาใหม่ตลอดเวลา แต่ว่าผมเองถึงแม้จะไม่ได้มีเพลงต่อเนื่อง เพลงอาจจะไม่ได้หวือหวา มีเซอร์ไพรส์บ้างบางซิงเกิล แต่ผมก็ยังมีงานตลอด ทางเจ้าภาพก็ยังให้ความสำคัญ และแฟนเพลงก็ยังเยอะอยู่ ถามว่าแฟนเพลงเปลี่ยนไปไหม เปลี่ยนไป คืออาจจะมีรุ่นผู้สูงอายุมากกว่าวัยรุ่น แต่ก็ยังมีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ติดตามเราตามพ่อกับแม่ มันเป็นความภูมิใจ และยังดีใจ ถึงแม้ว่าอายุผมขนาดนี้แล้ว 

        ตอนนี้ผมไม่ได้ยึดติดคำว่าลาภ ยศ ชื่อเสียง ในกลุ่มชื่อ ‘คนแรงงาน’ ของผมก็มีเด็กที่เป็นแบ็กสเตจที่มีความสามารถ ผมก็เปิดโอกาสให้เขาได้ร้องเพลง ได้ทำซิงเกิล เวลาไปคอนเสิร์ตก็ให้เขาขึ้นเวทีไปกับผมด้วย ผมอยากเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้มายืนตรงนี้แทนผมด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งที่ผมฝันคือ ถ้ามีลูกศิษย์ลูกหาคนใดคนหนึ่งที่ผมเปิดโอกาสให้เขาได้ประสบความสำเร็จเหมือนผม ผมจะภูมิใจอย่างมาก อย่างน้อยเขาจะบอกว่า พี่ไมค์ ภิรมย์พร เป็นผู้ให้โอกาส เหมือนกับในวันนั้นที่แกรมมี่ และ คุณกริช ทอมมัส ให้โอกาสผม

คุณสอนอะไรให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่อยากเป็นศิลปินบ้าง

        ผมจะคอยบอกเขาตลอดว่า ถ้าอยากจะเป็นศิลปิน อยากจะยืนหยัดอยู่บนเวทีนานๆ ต้องเป็นคนที่มีความอดทน เป็นคนที่รู้จักกาลเทศะ รู้จักคำว่าบุญคุณ เคารพครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความกตัญญูต่อแฟนเพลง ให้เกียรติแฟนเพลง ถึงจะยืนหยัดได้ยาวนาน

ทำไมเพลงลูกทุ่งถึงมักถูกผูกโยงกับชีวิตคนชนบท เล่าเรื่องการสู้ชีวิต ความยากลำบาก การเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกับคนอีสาน

        ส่วนหนึ่งของเนื้อหาเพลงลูกทุ่งจะพูดถึงชีวิตการต่อสู้ของคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะคนอีสาน ซึ่งมาจากเรื่องของความรู้สึกของคนเขียนเพลง หรือแม้กระทั่งศิลปินเอง หลายคนมีชีวิตมีเรื่องราวคล้ายผม เพียงแต่เขาอาจจะยังไม่มีโอกาสมานั่งเล่า แต่เขาก็อาจจะมีความฝัน ฉะนั้น เพลงทุกเพลงที่เขียนให้นักร้อง ต้องดูตัวนักร้องว่าควรจะร้องเพลงแบบไหน เพลงลูกทุ่งส่วนใหญ่ ถ้าจะให้กินใจ หรือถูกใจคนฟัง ต้องเป็นเรื่องราวของคำว่าลูกทุ่งรากหญ้าจริงๆ เป็นคนพื้นบ้าน เป็นวิถี เป็นเรื่องราวการดำรงชีวิตของคนต่างจังหวัด ของคนอีสาน ที่เรียบง่าย เพลงลูกทุ่งถึงมีข้อจำกัดอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับลูกทุ่งสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแนวเป็นลูกทุ่งอินดี้ หรือลูกทุ่งสังคมเมืองของเด็กยุคใหม่ เพราะปัจจุบันอาจจะมีการเขียนเพลงลูกทุ่งที่เปลี่ยนไป เนื่องจากว่าทิศทางคนฟังเพลงเปลี่ยนไป ตอนนี้วัยรุ่นฟังเพลงส่วนใหญ่ที่เป็นสไตล์ที่ใกล้ตัวเขา เป็นวัยเดียวกับเขา

 

ไมค์ ภิรมย์พร

หลายคนมีภาพจำหรือภาพเปรียบว่าคนอีสานไม่มีการศึกษา บ้านๆ ซื่อๆ สมัยที่เข้ามากรุงเทพฯ ช่วงแรกๆ คุณเคยโดนคำพูดแบบนี้บ้างไหม

        ผมถูกมองว่าเป็นคนอีสาน เป็นคนต่างจังหวัด เมื่อก่อนคนในสังคมเมืองจะไม่ค่อยให้ความสำคัญสำหรับคำว่าคนอีสานอย่างเรา คือมักจะถูกมองว่าคนอีสานไม่มีการศึกษา เป็นชาวไร่ชาวนา ตาสีตาสา ไม่รู้อะไร แต่เขาลืมว่าเราเองก็เป็นคนเหมือนกัน อยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนภาคอีสานก็จริง แต่ว่าเราก็มีจิตสำนึก ถึงแม้ว่าการศึกษาเราจะไม่มีมากเหมือนคนในสังคมเมืองหลวง แต่เราก็รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก 

        คนอีสานบางคนอาจจะความรู้น้อย เป็นคนซื่อ จนมีเรื่องให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าคนอีสานโดนหลอก เอาง่ายๆ พ่อผมยังโดนหลอก สมัยก่อนจะมีนายหน้ามาติดต่อให้คนอีสานไปทำงานต่างประเทศ ที่ซาอุดีอาระเบียบ้าง อิสราเอลบ้าง ตอนนั้นพ่อมีไร่มีนา ก็ต้องเอานาไปขายเพื่อเอาเงินไปเดินเรื่องเพื่อไปทำงานต่างประเทศ แต่สุดท้ายไม่ได้ไป โดนหลอกเอาเงินสูญไปเปล่าๆ ตอนนั้นผมยังเด็ก ยังไม่รู้เรื่อง ถ้าเป็นปัจจุบัน หากรู้ว่าพ่อจะโดนหลอก อย่างน้อยเราก็คอยเตือนพ่อได้ แต่มันผ่านมาแล้ว ด้วยความที่พ่อก็คือพ่อ ด้วยความซื่อ ด้วยความคิดว่าอยากจะมีอาชีพ อยากมีงานทำที่ต่างประเทศ จะได้มีรายได้เยอะๆ เอาเงินกลับมาสร้างเนื้อสร้างตัว ให้ลูกเต้าได้มีเงินเรียนหนังสือ นั่นคือในมุมมองของคำว่าพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่สุดท้ายก็โดนหลอก

แล้วกับตัวคุณเองเคยโดนหลอกบ้างไหม

        แน่นอน ผมเข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งแรกโดนหลอกเก็บเงินค่านายหน้าไปสมัครงานตามสำนักงานจัดหางาน สูญเงินไปห้าร้อยบาท สุดท้ายก็ไม่ได้ทำงาน ผมมาคิดว่าสิ่งหนึ่งที่คนมองคนอีสานคือเขาอาจจะประเมินคนอีสานต่ำไปหรือเปล่า แต่ปัจจุบันนี้บอกได้เลยว่าคนอีสานพัฒนาขึ้นเยอะแล้ว เด็กยุคใหม่มีการศึกษา เขารู้เรื่องโซเชียลฯ ไอที เทคโนโลยี ผมเองก็ไม่ได้รู้ขนาดนั้น แต่อาศัยเอาจากประสบการณ์ที่เราโดนหลอกหรือมีโอกาสได้เห็นมา นำมาพัฒนา แก้ไข ลองผิดลองถูก และขยัน ตั้งใจทำ จนทำให้กล้าที่จะพูดว่า ถ้าเป็นเรื่องการเกษตร อาจจะไม่ใช่ทางวิชาการนะ แต่เป็นเชิงปฏิบัติ ผมสามารถเอาเชิงปฏิบัติของผมกับประสบการณ์การทำจริงทุกวันนี้มาใช้ชีวิต ดำรงชีวิต ในการทำเกษตรให้อยู่รอดได้

แต่คนก็ยังติดภาพว่าชาวนาต้องลำบาก ต้องยากจน หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน

        เมื่อก่อนสังคมเมืองมักจะมองว่าภาพลักษณ์ของชาวนาคือคนที่มีปมด้อย ถูกมองเหมือนคนที่ไม่ค่อยมีเกียรติ การศึกษาน้อย เขาอาจจะโดนผูกมัดหรือยึดติดในเรื่องของความหรูหรา แต่ชาวนาเขาใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ เสื้อผ้าก็เก่าๆ มอมแมม เขาไม่มีโอกาสได้ใช้สิ่งของที่หรูหรา เครื่องใช้ธรรมดา การดำรงชีวิตก็เรียบง่าย แต่อย่าลืมว่าข้าวที่เรากินทุกวันนี้ก็มาจากชาวนา ถามว่าเขาลำบากไหม ก็ลำบากนะกว่าจะปลูกข้าวได้แต่ละเม็ด แต่ปัจจุบันนี้ การทำนาไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราทำนาแบบพ่อแม่ ยังใช้แรงงาน ใช้ควายไถนา เพราะไม่มีเทคโนโลยีเหมือนปัจจุบัน ต้องก้มๆ เงยๆ กว่าจะดำนา กว่าจะเสร็จแต่ละปีก็ใช้เวลานานหลายเดือน แต่ปัจจุบันนี้เขามีเทคโนโลยีมาช่วยในเรื่องการเกษตรทำนา หลายคนก็หันมาใช้ หลายคนก็เริ่มปรับทัศนคติที่มีต่อชาวนาใหม่แล้ว

แล้วคุณมองว่าเป็นรูปแบบของคนต่างจังหวัดไหม พอการศึกษากลายเป็นแพตเทิร์น สุดท้ายลูกหลานชาวนาก็ต้องมีฝันในการไปทำงานในเมือง 

        ใช่ ยิ่งยุคหลังผมว่าทุกคนมีความกระตือรือร้นเรื่องการศึกษา ใครที่พอมีเงินส่งลูกเรียนต่อจนจบปริญญา พอได้ปริญญาก็อยากให้ลูกได้ไปสอบรับราชการเป็นตำรวจ เป็นทหาร ครู หมอ พยาบาล แต่สิ่งที่หายไปคือเด็กยุคใหม่ค่อนข้างจะลืมอาชีพพ่อแม่ คือการเป็นชาวนา เพราะเนื่องจากว่าหลังจากเรียนจบ ทุกคนก็จะตั้งความหวังว่าต้องเข้าเมืองหลวง ต้องไปทำงานในห้าง ในห้องแอร์ เขาอาจจะมองว่าเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง แต่บางคนความรู้ไม่ถึงก็อาจจะไปทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องยอมรับว่า หนึ่ง เขาไปอยู่ตรงนั้น เขาอาจจะมีค่าตอบแทนที่ดีกว่าการที่เขาจะมาทำนากับพ่อแม่ เพราะอย่าลืมว่าอีสานทำนาได้แค่ปีละหน เพราะไม่มีชลประทานในการส่งน้ำที่จะสามารถทำนาได้หลายรอบ ซึ่งแตกต่างจากทางภาคกลาง พอหลังเสร็จจากฤดูทำนา คนก็แค่ทำงานรับจ้างไปเรื่อย ใช้ชีวิตประจำวัน เขาไม่มีเงินเก็บ และหลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแค่สืบมื้อไปวันๆ ฉะนั้น คนรุ่นใหม่ๆ ก็ต้องดิ้นรนหาทางที่ดีกว่า

        ตอนนี้ผมว่ามีหลายๆ คนที่อยากจะกลับมาบ้านเกิด และให้ความสำคัญกับอาชีพของพ่อแม่เรา เพราะเนื่องจากว่าพออยู่ในกรุงเทพฯ นานๆ เหมือนผม ก็จะเริ่มรู้ว่าสังคมเมืองเป็นอย่างไร การดิ้นรน การต่อสู้ การแข่งขันสูงมาก ทุกอย่างต้องซื้อ ต้องใช้เงิน บางคนบอกว่าเงินเดือนได้มาจากการทำงาน ถามว่าทำงานเงินเดือนอาจจะสูงจริง แต่พอมาดูค่าใช้จ่าย ค่าเช่าบ้าน ค่าอยู่ ค่ากิน ค่ารถไปทำงาน สุดท้ายไม่เหลือเก็บเหมือนเดิม ไหนจะต้องไปทนกระเบียดกระเสียรกัน แออัดอยู่ในเมือง ตอนนี้มีหลายคนที่รู้จักผมบอกว่าอยากจะกลับมาทำเหมือนผม เพราะเห็นผมทำแล้วดูมีความสุข

 

ไมค์ ภิรมย์พร

ตอนนี้คุณกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดอุดรธานีเป็นหลัก ทำเรื่องของการเกษตรและเป็นวิทยากรให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องการเกษตร หน้าที่คุณมีอะไรบ้าง

        ผมมาอยู่ที่นี่ทำการเกษตร ก็มีกลุ่มผู้นำชุมชนเข้ามาดูงาน มาดูที่นา และทุกคนสนใจอยากเอาโมเดลเราไปทำ ผมก็ให้เรื่องประสบการณ์ ให้ความรู้ ไม่ใช่เชิงวิชาการ แต่เป็นความรู้เชิงที่เราทำ อย่างเรื่องเลี้ยงหอย ไร่นา เกษตรอินทรีย์ ส่วนหนึ่งเราจะมีปุ๋ยหมักเองจากเศษผัก เศษอาหาร ผลไม้ เอาไว้ใช้ผสมฉีดน้ำ ฉีดข้าว ฉีดมะนาว ทุกอย่างหมักเองโดยไม่ต้องไปซื้อหา ผมจึงพยายามสอนให้เขารู้ว่า กินหมดแล้วเศษอาหารอย่าทิ้ง คุณสามารถสร้างประโยชน์ต่อได้ทางเกษตร และยังปลอดภัยอีกด้วย 

        ฉะนั้น ลองคิดตรงนี้ง่ายๆ โดยเริ่มต้นจากตัวเราก่อน ลองมาเปลี่ยนแปลงดู และบอกทุกคนที่มาดูงานว่า ทำทุกอย่างให้เป็นอินทรีย์ ทั้งหมดนี้เราเก็บกินเองได้ ถ้าเหลือแล้วอยากจะขายก็ขายเพื่อนบ้าน ให้เขาได้กินของที่ปลอดภัยด้วย ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างจุดเริ่มต้นว่า ต่อไปนี้ พื้นที่ตรงนี้จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ ใครจะมาดูก็ได้ ผมไม่มีคำว่าหวงวิชา เพราะผมไม่มีวิชา แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ผมทำเอง ผมไม่มีหลักสูตรให้มาทำ ก. ข. ค. เหมือนทำข้อสอบ คุณมาเรียนรู้ มาจดเอาไปเลย มาเปิดดูถังน้ำหมักเป็นแบบนี้ ต้นไม้ปลูกแบบนี้ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า อย่าเรียกผมว่าวิทยากรเลย (หัวเราะ) แต่เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับกลุ่มพี่น้องเกษตรกรที่มีใจรักเหมือนกันดีกว่า ตอนนี้ผมมีเพื่อนพ้องน้องพี่ มีชุมชนเข้ามาร่วมดูงาน มาร่วมทำหลายกลุ่ม สิ่งไหนที่เราแนะนำให้เขาทำ ก็สามารถเป็นอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้เขาได้

ความสุขของการทำการเกษตรและให้ความรู้ชาวบ้าน ต่างจากความสุขตอนจับไมค์ร้องเพลงอย่างไร

        ต่างกันนะ ความสุขตอนอยู่บนเวทีเหมือนผมให้ความสุขคนอื่น แต่พอมาอยู่ที่นา ผมได้ทำการเกษตร ส่วนหนึ่งเป็นความสุขของผมเองด้วย แล้วยิ่งทวีคูณคือความสุขที่ผมได้แบ่งปันชาวบ้านเข้ามาดูงาน ได้มาหาประสบการณ์กับผม ทำให้เรารู้สึกว่าผมได้ทำประโยชน์กับสังคมส่วนหนึ่ง และเหมือนเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่ผมเกิดและอาศัยอยู่ ทำให้ผมมีความภาคภูมิใจในคำว่าลูกอีสาน 

ประสบความสำเร็จมากๆ ทำไมคุณไม่อยากทำธุรกิจใหญ่ๆ ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ อยู่กรุงเทพฯ

        ผมว่าผมใช้ชีวิตผ่านมาถึงจุดอิ่มตัวกับสังคมตรงนั้นแล้ว บ้านมีแต่ตึก มีแต่ความแออัด อากาศก็ไม่บริสุทธิ์ มีฝุ่นละออง อากาศยังแย่งกันหายใจ ฉะนั้น ผมว่ามันไม่น่าใช่ ผมมาอยู่ตรงนี้ ถึงจะไม่มีบ้านใหญ่โต แต่บ้านเราก็อยู่แบบสบายๆ บ้านคือที่ซุกหัวนอน ไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ อีกอย่างคือไม่ต้องไปเปลืองพื้นที่ บ้านหลังใหญ่ทำความสะอาดยากนะ ดูแลจัดการยากด้วย แล้วสร้างใหญ่ไปใครจะมาอยู่ในอนาคต สร้างไว้ให้ใคร บางทีลูกเต้าเขาโตขึ้นเขาอาจจะมีแนวความคิดทิศทางที่เปลี่ยนไป และไม่ได้อยากอยู่บ้านก็ได้

บ้านในความหมายของคุณคืออะไร

        ที่สำหรับได้พักพิงอาศัย ในบรรยากาศที่มีทุ่งนา มีต้นไม้ มีผักสวนครัว มีแหล่งน้ำที่ทำการเกษตรได้ และไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่เลิศหรู หรือมีเรื่องของความสะดวกสบายที่มากเกินไป ที่บ้านผมแห่งนี้ ผมสามารถตื่นขึ้นมาตอนเช้าและสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ ตอนกลางคืนช่วงเดือนหงายก็จะเห็นพระจันทร์สวยๆ มองไปบนฟ้าเห็นดวงดาว ไม่มีเมฆไม่มีฝุ่นละอองมาบดบัง เห็นหิ่งห้อยบิน มีอยู่เช้าหนึ่ง มีนกสองตัวบินมาจิกเกสรดอกไม้ตรงหน้าครัว ผมก็ถ่ายรูปส่งไปให้ลูกสาวที่อยู่แคนาดาดูในไลน์ พอเขาเห็นเขาบอกว่า ‘พ่อรู้ไหม นี่มันนกฮัมมิงเบิร์ด มันมาได้ไง เป็นนกที่หายากมาก’ (เน้นเสียง) ผมก็ถามว่า จริงเหรอ ตื่นเต้นไปด้วย (หัวเราะ) แสดงชัดเจนว่าพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ นกถึงจะกลับมาอยู่ได้ ลูกสาวผมก็บอก ดีไม่ดีเขาอาจจะทำรังอยู่แถวนี้ก็ได้ พ่ออย่าไปทำอะไรเขานะ อย่าเอามาเลี้ยงในกรงเด็ดขาด ให้เขาอยู่กับธรรมชาติ วันดีคืนดีมันมาเกาะกระจกส่องเงาตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้ว่านกนี้ชื่ออะไรจนลูกสาวบอก นี่คือความสุขอีกอย่างหนึ่งที่เราได้เห็นสิ่งมีชีวิตคือนกที่ไม่เคยเห็น เขามาอยู่ที่นาเรา เท่ากับว่านี่คือความสุข และคือธรรมชาติที่กลับคืนมา ซึ่งมันเกิดกับคำว่าบ้าน 

คนต่างจังหวัดจำนวนมากที่อยู่กรุงเทพฯ เฝ้ารอวันหยุดยาวเพื่อจะได้กลับบ้าน ท้อใจเมื่อหมดวันหยุดและต้องกลับไปทำงาน คุณมองประเด็นนี้อย่างไร ในฐานะคนที่เคยเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

        มันเหมือนกันทุกยุคทุกสมัย ยกตัวอย่างคนอีสาน แน่นอนว่าการทำงานมาทั้งปี พอถึงวันหยุดยาว อย่างเช่น วันสงกรานต์ ทุกคนมีความมุ่งมั่นว่าต้องกลับบ้านให้ได้ เพื่อมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว รถจะติดขนาดไหน คนไหนมีรถส่วนตัวก็จะเบียดเสียดกันมา คนไม่มีรถก็นั่งรถโดยสารมา แต่สุดท้ายมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคืออยากกลับมาอยู่กับครอบครัว บางคนมีเงินก็อยากเอาเงินมาให้พ่อแม่ เป็นเรื่องวัฒนธรรมของคนอีสาน เพราะเป็นคนรักถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน แต่หลังจากนั้นพอถึงเวลาต้องกลับกรุงเทพฯ ก็ต้องบอกว่าเป็นเหมือนหน้าที่ที่จะต้องกลับไป เพราะข้อหนึ่งคือการเริ่มต้นซึ่งได้ไปเริ่มต้นไว้ที่นั่นแล้ว พอจะกลับมาก็ทิ้งไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาที่จะทิ้งกลับมา เพราะยังมีความรับผิดชอบอยู่ที่นั่น อีกข้อคือเรื่องของรายได้ อยู่ตรงนั้นยังสร้างรายได้ได้อยู่ ก็ต้องทำไปก่อน เพราะอย่างที่บอก หลายคนมีครอบครัวที่ต้องส่งเงินกลับมาให้กินให้ใช้

 

ไมค์ ภิรมย์พร

เนื้อเพลง ละครชีวิต ของคุณร้องไว้ว่า ‘กลับแดนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอน ลาแล้วละครบทชีวิตเศร้า ทุ่มเทเท่าไหร่ ได้มาแค่ความว่างเปล่า กลับมาบ้านเรา ยังมีพ่อแม่เฝ้ารอ’ หากเปรียบชีวิตคนอีสานหลายๆ คนเป็นบทละครที่ต้องมาแสดงในกรุงเทพฯ เมื่อวันหนึ่งที่ละครไม่ได้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เช่น เราไม่สำเร็จ เราไม่ได้รวย เรายังมีคุณค่าหรือมีเหตุผลพอจะกลับบ้านไหม

        ไม่ว่าอะไรก็ตามแต่ ถึงในสังคมที่เราอยู่ ที่เราต่อสู้ เขายังไม่มีช่องทาง ไม่มีช่องว่างที่จะให้โอกาสเรา แต่เรากลับมาที่บ้าน คำว่าพ่อแม่ให้โอกาสลูกเสมอ ถึงแม้ลูกจะเดินผิดบ้างบางครั้งบางคราวก็ตาม และเมื่อวันหนึ่งที่เราคิดได้ เรายังสามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้ สามารถที่จะมีสติเอาตัวรอด และค่อยก้าวเดินต่อไปใหม่ได้ อย่างที่บอก วันนี้ถึงจะล้มอย่างไรก็ตามแต่ ถึงจะคลานกลับไปหาพ่อแม่ เขายังช่วยพยุงให้ลูกได้ลุกขึ้นเดินต่อได้ ไม่มีใครที่จะซ้ำเติมลูกหรอก 

ถึงตอนนี้เราคิดว่าบั้นปลายชีวิตของคุณน่าจะอยู่ที่ผืนดินแผ่นนี้แน่ๆ ใช่ไหม

        แน่นอน พูดตรงๆ ว่าสุดท้ายผมขอตายที่นี่ ผมผูกพันมาก ผมบอกลูกทุกคนว่า ลูกจะโตที่ไหน จบมาทำงานอะไร สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พ่อทำคือพ่อจะสร้างไว้ให้ทุกคน หากถึงเวลาพ่อปลดเกษียณ พ่อจะมาอยู่ที่นี่ ทำการเกษตรไปตามวิถี แค่ได้ตื่นเช้ามาเดินดูสวนเกษตรจนค่ำชีวิตก็มีความสุขมากแล้ว เวลาผลผลิตมันออกลูกออกผลก็เอาไปขายที่ร้านของฝากเรา ร้านกาแฟเรา เพราะผมมีความฝันอยากทำร้านกาแฟกลางทุ่งนา ใครไปมาก็มีน้ำมะพร้าวน้ำหอมจากที่นาเย็นชื่นใจจากธรรมชาติและปลอดสารพิษให้ดื่ม หรือมีมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปลูกเป็นอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์กับข้าวเหนียวมะม่วงให้ชิม คือแค่ผมคิดแบบนั้นก็มีความสุขแล้ว ส่วนธุรกิจจะให้ลูกเป็นคนบริหารจัดการในอนาคต ผมไม่ต้องการอะไรมากมาย ตื่นเช้ามามีเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียน มีแขกมาดูที่นา เรายินดีต้อนรับทุกคน เหมือนวันนี้น้องๆ a day BULLETIN มา ผมก็ดีใจ อยากให้เห็นว่าชีวิตผมเป็นแบบนี้ ผมไม่ได้มาทำอะไรเลิศหรู แต่อยู่แบบเรียบง่าย กับข้าวก็ทำกินตามวัตถุดิบที่ใกล้ตัว ตามอาหารพื้นบ้านพื้นเมืองที่คิดว่าน่าจะทำได้ และอยู่ได้อย่างมีความสุข

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN