สาระ ล่ำซำ | เรียนรู้ ปรับตัว และมีแพสชัน คือวิธีรับมือคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกในวันพรุ่งนี้

The Conversation
27 May 2019
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์, ภาสกร ธวัชธาตรี

ในโลกที่ความเร็วถูกนำมาใช้อธิบายและนำทางทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ บริการ บันเทิง หรือแม้แต่เทคโนโลยี ต่างต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเร็วที่เกิดขึ้น บริษัทใหญ่ๆ ที่คุ้นชินกับจังหวะความสำเร็จแบบเดิมๆ ต้องลุกขึ้นมาจัดการโครงสร้างขององค์กร สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ และเติมเคมีใหม่ๆ เข้าไป เพื่อรับมือกับโลกใหม่ ที่เราไม่อาจรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

     สำหรับหลายๆ คน โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ น่ากลัว และสิ้นหวัง แต่สำหรับ สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กลับมองต่างออกไป

     เขามองว่านี่คือโลกของโอกาสและเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับการผ่าตัดองค์กรขนาดใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 68 ปี อย่างเมืองไทยประกันชีวิตกับการจัดการโครงสร้างขององค์กรที่เคยเป็นแนวดิ่งให้มีพื้นที่ของความร่วมมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การปรับจูนมายด์เซตของพนักงานให้มีวัฒนธรรมของการเรียนรู้และสร้างสรรค์ รวมทั้งการสร้างแอดติจูดในการมองภาพรวมและเปลี่ยนไอเดียต่างๆ ที่มีให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ได้จริง ในวันที่คนส่วนใหญ่ติดกับดักกับการเอาแต่บอกว่าตัวเองถูกดิสรัปต์ แต่ไม่มองหาทางออกและผลลัพธ์จากสิ่งที่ตัวเองทำ

     “ผมพยายามที่จะเติมเต็มให้หลายๆ คนสามารถที่จะมองการแก้ปัญหาในภาพรวมได้ ไม่อย่างนั้นจะจบที่แค่ว่า good idea แล้วเป็นผักชีโรยหน้า”

     โจทย์เหล่านั้นทำให้เมืองไทยประกันชีวิตลุกขึ้นมาปรับภาพลักษณ์ในรอบ 15 ปี โดยใช้สโลแกนว่า Happiness Means Everything ซึ่งมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ตลอดจนการเพิ่มนวัตกรรมและวิธีคิดการทำงานแบบโลกสมัยใหม่เข้ามาอีกด้วย ซึ่งเขายืนยันว่าทั้งหมดที่ทำอยู่ภายใต้ความเชื่อว่า “เพราะความสุขคือทุกอย่าง” ซึ่งเขาและพนักงานของเมืองไทยประกันชีวิตทุกคนพร้อมที่จะเดินหน้าเติมเต็มความสุขให้กับผู้ใช้บริการในวันนี้และอนาคต

 

ยุคนี้เป็นยุคที่คนทำธุรกิจต้องมองจากมุมของข้างนอกเข้ามา เป็นเรื่องของ customer centric

 

ทำไมธุรกิจประกันชีวิตถึงต้องลุกมา Brightening the Brand ตัวเองในวันนี้

     เรื่องของดิสรัปต์ก็คล้ายๆ กันในทุกธุรกิจนะครับ ประกันชีวิตเองก็โดน แล้วก็โดนมาหลายปีแล้ว เป็นเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเจเนอเรชัน เช่น เป็นคนรุ่นใหม่ Gen Y ที่อาจจะมีความคิดแบบใหม่ มีความต้องการแบบใหม่ขึ้นมา รวมถึงต้องยอมรับว่าในยุคที่มีเรื่องของดิจิตอลเข้ามา ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ทั่วถึงกันทั้งโลกด้วยซ้ำไป ทุกคนมีการแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกันในฐานะผู้ใช้บริการ

     ผมว่าการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาประมาณสัก 4-5 ปี แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าความรวดเร็วในทุกๆ ปีมีมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้นอกจากมีผลกระทบกับพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว อีกด้านหนึ่งก็ทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆ ในธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะประกันชีวิต ที่ต้องยอมรับว่าเราอยู่ในภาคธุรกิจที่ถูกกำกับดูแลค่อนข้างเข้มข้น และความเข้มข้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีมาตรการต่างๆ เกิดขึ้น ด้วยการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ มากำกับดูแลมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น ในแง่ของโมเดลการทำธุรกิจที่เคยทำต้องมีการปรับตัว ซึ่งอันนี้มันก็ขึ้นอยู่ว่าปรับตัวทันหรือไม่ทัน

 

จุดไหนที่ธุรกิจประกันต้องปรับตัวมากที่สุด

     ในธุรกิจประกันชีวิต น้ำหนักส่วนใหญ่ที่ส่งผลกระทบคือเรื่องของคนนะครับ ยุคนี้เป็นยุคที่คนทำธุรกิจต้องมองจากมุมข้างนอกเข้ามา เป็นเรื่องของ customer centric แต่ว่าธุรกิจประกันชีวิตเนี่ย อย่างที่เรารู้กันว่าเป็นธุรกิจที่อยู่มากว่า 70-80 ปี อย่างเมืองไทยประกันชีวิตเองปีนี้อายุ 68 ปีเต็ม ภาพจำที่ทุกคนมีคือประกันชีวิตต้องขายใช่ไหมครับ คงมีน้อยคนที่เดินเข้ามาบอกว่า เออ ผมอยากจะซื้อประกันชีวิต วิธีคิดของธุรกิจประกันชีวิตยุคก่อนคือทำอย่างไรถึงจะขายได้ เป็นการคิดจากภายในองค์กรของเราไปหาลูกค้าข้างนอก เราสอนให้คนข้างในคิดจากข้างใน คือ inside-out มาตลอดเวลา แล้วพอโลกเปลี่ยน กลายเป็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคจากภายนอกเข้ามามีผลกระทบ ความต้องการของผู้บริโภคในการทำประกันชีวิตเป็นเรื่องเฉพาะตัวมากขึ้น และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้น

     ยกตัวอย่าง เดิมเวลาเราทำการตลาด เราก็จะมองลูกค้าเป็นเซกเมนต์ใช่ไหมครับ มองในเชิงรายได้ มองในเชิงของสถานะ คนหนุ่มสาว คนโสด คนที่เพิ่งจะมีครอบครัว แล้วก็คนที่เข้าสู่วัยเกษียณ อันนี้คือมิติปกติ แต่วันนี้มิติเหล่านั้นจะเริ่มมีย่อยลงไปอีก เช่นว่า ไลฟ์สไตล์เขาเป็นอย่างไร อาชีพการงานคนวัยนี้เป็นแบบไหน เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือฟรีแลนซ์ ไลฟ์สไตล์เขาอาจจะเป็นคนที่ชอบในเรื่องของความเอ็กซ์ตรีมหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นอีกมิติในเชิงของไลฟ์สไตล์ พอเทคโนโลยีไปได้ลึกถึงขั้นนี้ ก็ทำให้เรามีโจทย์ใหม่ๆ ขึ้นมาเต็มเลย เริ่มที่เราต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้นไปอีก ซึ่งจริงๆ ผมมองว่าดี เหมือนว่าสิ่งที่ลูกค้าเลือกคือสิ่งที่เป็นตัวตนของเขาจริงๆ

 

ทำธุรกิจยุคนี้ต้องมองลูกค้าให้ลึกขึ้นถึงระดับไหน

     พอเราเปลี่ยนมุมมองมาเป็น outside-in เป้าหมายในการมองลึกไปในมิติของชีวิตเขายังเหมือนเดิมนะครับ คือเรามองความพึงพอใจในตัวเขาเอง ความต้องการของเขาในเชิงของไลฟ์สไตล์ อย่างเราทำแบบประกันชีวิตสำหรับผู้ซื้อที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอันนี้อยู่ใน sandbox ที่กำลังทดลองอยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับ ซึ่งเบาหวานเนี่ยเป็นโรคที่คนไทยเป็นเยอะมาก อันนี้พูดจริงๆ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นมาจากกรรมพันธุ์ก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งคือมาจากพฤติกรรมของการใช้ชีวิต เราเลยสร้างแบบประกันชีวิตที่ทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าเขาได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งนี้ ก็คือนอกจากประกันชีวิตจะเป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองดูแลเขาในยามเจ็บยามป่วย เรายังกระตุ้นให้เขาดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งถ้าเขาทำได้ เบี้ยประกันภัยก็จะถูกลง

 

ฟังดูเหมือนว่าแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ในวันนี้ ไม่สามารถมองแค่ว่าเป็นสินค้าที่ไว้ขายทำกำไรเท่านั้นอีกแล้ว

     ใช่ มันเริ่มมีความเฉพาะตัวมากขึ้น และยุคนี้เราก็มีเครื่องมือมากขึ้น เรื่องของ data analytic เอย เรื่องของ Internet of Things เอย ก็ช่วยให้เราตอบโจทย์ของความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ได้ดีขึ้น นี่เป็นโลกของ outside-in แล้ว ไม่ใช่เป็นโลกของ inside-out เราควรจะเปลี่ยนคำว่าขายประกัน มาเป็นคำว่าการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษามากกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากนะ เราแค่ต้องฟัง ต้องคุย การให้คำปรึกษาไม่ใช่การหยิบเอาสินค้าอันหนึ่งแล้วก็ไปวางเลย บอกว่าผมจะขายตัวนี้ ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

 

สาระ ล่ำซำ

 

แล้วการ Brightening the Brand ครั้งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกบ้าง

     คำว่า rebrand หรือการปรับเปลี่ยนตัวโลโก้เนี่ย จริงๆ ก็เป็นแค่เพียงโลโก้ การปรับเปลี่ยนที่แท้จริงคือตัวตนขององค์กรมากกว่า สำหรับเมืองไทยประกันชีวิตเรามีการปรับตัวกับการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีมาประมาณสัก 5 ปีแล้ว และเรามองว่าเป็นโอกาสมากกว่า เราปรับหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างในองค์กร ทำอย่างไรให้องค์กรที่มีอายุ 68 ปี สามารถที่จะขยับได้เร็วขึ้น ทำอย่างไรให้องค์กรนี้สามารถจะดึงดูดคนใหม่ๆ ที่มาจากการมองโลกแบบ outside-in เข้ามาในองค์กร ไม่ใช่มีแค่คนทำงานในธุรกิจประกันชีวิต และในอีกมิติหนึ่งคือพัฒนาคนเดิมของเราเนี่ยให้สามารถที่จะวิ่งไปกับการเปลี่ยนแปลงที่มันรวดเร็วได้

     และอย่าลืมว่าเราก็เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ การที่อยู่ๆ จะบอก จะเอาแต่คนใหม่ เอาคนนอกเข้ามา มันเป็นไปไม่ได้ เราต้องพูดถึงว่าจะสามารถพัฒนาคนข้างในให้ปรับตัวไปกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเราต้องปรับในเรื่องของนโยบายกลยุทธ์ต่างๆ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างองค์กรข้างใน

     วันนี้ต้องบอกจริงๆ ว่า ต้องทำให้เร็ว คิดให้เร็ว ปรับแต่ง ทำเรื่องของ design thinking มองในมิติของลูกค้า เพราะลูกค้าเขาไม่รู้ว่างานของเราจะต้องผ่านกี่หน่วยงานในองค์กร เขาเห็นภาพเดียว คือชื่อของเมืองไทยประกันชีวิต เราต้องมองเลยว่าอะไรคือโลกในปัจจุบันที่ยังต้องเติมเต็มให้ครบ คำว่าเติมเต็มคืออะไร คือแก้ pain ต่างๆ ของลูกค้า แก้ pain ของเรา แล้วอะไรคือโลกที่อาจจะเรียกว่าไปไกลเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เป็น tomorrow’s world เราทำสิ่งเหล่านี้ ทั้งปรับโครงสร้าง พัฒนาคน ดึงดูดคนที่มีความสามารถใหม่ๆ ตลอดจนการลงทุนในเชิงของระบบ เทคโนโลยีต่างๆ และการเริ่มที่จะไปทำโปรเจ็กต์อะไรต่างๆ กับข้างนอก ที่อาจจะเป็น business partner ซึ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องของ ecosystem มากๆ

 

คำว่า ecosystem มีความสำคัญอย่างไร

     จริงๆ ถามว่า ecosystem เป็นของใหม่สำหรับคนไทยไหม ผมว่าไม่ เพราะ 15 ปีก่อนหน้านี้ เราก็เป็นคนที่ทำในเรื่องของการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในเชิงไลฟ์สไตล์ อย่างเมืองไทย Smile Club นี่เป็นวิธีคิดว่าทำอย่างไรให้เราไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนได้ เพียงแต่ว่าโลกวันนี้จากการที่บอกว่าเป็น business partner ก็เปลี่ยนมาเป็น ecosystem partner เราเจาะจงให้ชัดว่ามีไลฟ์สไตล์อะไรที่ใกล้กับเราและลูกค้า เช่น เรื่องของสุขภาพ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ธนาคาร

     รวมถึงอีกด้านหนึ่งที่เราทำเมื่อประมาณสัก 3 ปีที่แล้ว คือ Innovation house ที่เราเรียกว่า Fuchsia อันนี้เป็นการเปิดพื้นที่และดึงเอาบุคลากรจากข้างนอกเข้ามาคิดไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ขึ้น ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เราคิดว่าน่าจะเติมเต็มโลกปัจจุบันได้ หรือว่าน่าจะเป็นการต่อยอดไปในโลกอนาคต

     และอีกวิธีก็คือการที่เราไปจับมือกับพวกสตาร์ทอัพอย่าง InsurTech, FinTech, HealthTech และ Biotech ซึ่งอาจจะสร้างอะไรที่เป็นไปได้ใหม่ๆ ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ก็คือการสร้าง ecosystem ของธุรกิจในโลกอนาคต ผมว่าการสร้างวัฒนธรรมใหม่เป็นสิ่งที่ต้องทำ และถ้าจะทำให้ได้ องค์กรต้องปรับตัวเองให้เร็วขึ้น ให้ทำงานเป็นแนวนอนมากกว่าแนวดิ่ง

 

แต่ก่อนยอมรับว่าเป็นแนวดิ่ง

     เป็นแนวตั้งเลย (หัวเราะ) องค์กรทั่วไปพอยิ่งใหญ่ยิ่งเป็นแนวตั้ง แล้วปัญหาที่ทุกคนคุ้นเคยคือไซโล (Silo) เป็นเหมือนเป็นบริษัทย่อยๆ อยู่ในบริษัทหนึ่งเต็มไปหมด คนทำงานมีความรู้สึกว่างานของตัวเองเสร็จแล้ว คือเสร็จจากแค่ตัวเอง เสร็จจากฝ่ายฉันไปอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ได้เสร็จในมุมมองของลูกค้า ลูกค้าก็มอง อ้าว เสร็จจริงเหรอ ใช่ไหมครับ ผลสุดท้ายประสบการณ์ของลูกค้าเป็นอย่างไร ก็ไม่ดี เพราะในโลกวันนี้มันมีตัวชี้วัดอื่นที่ไม่ใช่เป็นเพียง ffiinancial ratio หรือตัวเลขเท่านั้นอีกแล้ว ต้องเติบโตเท่านี้ ผลลัพธ์จากการลงทุนต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่ได้จบอยู่แค่นี้

 

ตัววัดอย่างอื่นคืออะไร

     มันคือค่าความพึงพอใจของลูกค้า ค่าของความผูกพัน การบอกต่อ มันคือ Net Promoter Score (NPS) สิ่งที่เราทำไม่ได้จบอยู่แค่ในองค์กรเราเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ถูกใส่เข้าไปเป็น KPI ใหม่

 

สาระ ล่ำซำ

ในอีกมิติหนึ่งคือต้องยอมรับว่าเราไม่มีวันที่จะรู้ทุกเรื่อง แล้วการที่บอกว่า seniority จะต้องมาก่อน ก็อาจจะไม่เสมอไป ในโลกใหม่ บางทีต้องให้น้องๆ รุ่นใหม่ๆ เขาโค้ชเรา

 

กระบวนการผ่าตัดองค์กรอายุ 68 ปีแบบนี้ ส่วนที่ยากที่สุดในการจัดการคืออะไร

     คน วิธีคิดของคนเป็นสิ่งที่จัดการยากที่สุด อาจจะต้องยอมรับว่า คนที่มีประสบการณ์มานานบางทีก็รู้สึกว่ารู้เยอะจนทำให้น้ำเต็มแก้ว ไม่เปิดรับอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา เรามองแต่ว่าสิ่งที่เคยปฏิบัติเป็นอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปแล้ว และก็มีตัวช่วยเยอะแยะไปหมด แต่ว่าบางทีเรายังยึดติดกับเส้นทางที่เราเคยมา นี่คือสิ่งที่เคยทำ
นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ผมเองก็เป็นอย่างนั้นบ้างนะครับ เพราะฉะนั้น บางทีเราต้องมีช่วงเบรก แล้วในอีกมิติหนึ่งคือต้องยอมรับว่าเราไม่มีวันที่จะรู้ทุกเรื่อง แล้วการที่บอกว่า seniority จะต้องมาก่อน ก็อาจจะไม่เสมอไป ในโลกใหม่บางทีต้องให้น้องๆ รุ่นใหม่ๆ เขาโค้ชเรา เขาเกิดมากับเทคโนโลยี เขาเกิดมากับวิธีการคิดแบบใหม่ เขาต้องรู้มากกว่าเราในหลายๆ เรื่อง

     ซึ่งในกระบวนการทำ เราก็ต้องพูดคุยกันเยอะๆ กรอกใส่หูกันเยอะๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างก็ต้องใช้วิธีการ centralize คือทุบโต๊ะ เพราะไม่อย่างนั้นไม่ทัน หลายคนบอกว่ายุคนี้ต้องทำงานแบบ decentralize ปล่อยให้คิดเอง ผมว่าไม่จริง ผมว่า centralize กับ decentralize สามารถอยู่ในองค์กรเดียวกันได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคน เพราะการปรับโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ต้องมีการเริ่มต้นวางแผน มีการมอบหมายงาน มีการทุบโต๊ะ และก็ตรวจสอบ KPI ผมคิดว่าวันนี้เป็นโลกที่ทุกคนสามารถที่จะมีส่วนร่วม และสามารถที่จะทำ นำเรื่องของความคิดสร้างสรรค์มาในเชิงการพัฒนาได้

     ถ้าเราปรับโครงสร้างขององค์กรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรในทางที่ถูกต้อง การรีแบรนด์เปลี่ยนโลโก้ มันก็แค่โลโก้ ถ้าองค์กรข้างในยังไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ พูดให้ตายอย่างไร ผมจะเป็นนู่น ผมจะเป็นนี่ แต่องค์กรข้างในยังมีวัฒนธรรมแบบปิด ก็ไม่สามารถที่จะตอบรับกับคนรุ่นใหม่ได้ วิธีการทำงานกับคนรุ่นใหม่ๆ เราต้องทำให้เขาเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ใหม่ๆ คือเป็น project management ใหม่ๆ แล้วทำให้เขาสามารถสร้างผลลัพธ์หรือ outcome ออกมาได้ ให้โอกาสในการทำอะไรใหม่ๆ ในโลกวันนี้ ทุกคนต้องพยายามมีวัฒนธรรมของการอยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอด

 

แต่แน่นอนว่าในช่องว่างระหว่างการปรับเปลี่ยน ย่อมมีพนักงานยุคเก่าที่ปรับตัวไม่ทันอยู่ คุณทำอย่างไรกับช่องว่างตรงนั้น

     หลายๆ เรื่องยังไม่ได้หมดไปนะ อันนี้พูดแบบตรงๆ ไม่ใช่ง่ายๆ กับการเปลี่ยนแปลงพนักงานตั้งกี่พันคนใช่ไหมครับ แต่ว่าผมก็พยายามที่จะให้มีเวทีของการพูดคุย ทำให้รู้สึกว่าองค์กรนี้รีแลกซ์ ไม่ใช่องค์กรที่จะต้องรวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียว หรือรอรับคำสั่งจากบนลงล่างแบบ top-down อย่างเดียว ผมเปิดเวทีที่เรียกว่า town hall ทุกวันศุกร์ เวลาบ่ายสาม เพียงแต่ว่าผมไม่เรียกว่า town hall ผมเรียกว่า ‘Cap off’ ถอดหมวกแก๊ปออก คือไม่มีหัวโขน ไม่มีตำแหน่งเพราะฉะนั้น คุยกันได้ ถามกันได้ มีสิทธิ์ที่จะท้าทายกันได้ มีแค่กติกาเดียวคืออย่าหยาบมาก (หัวเราะ)

 

ทุกบริษัททุกองค์กรพูดกันว่าต้องเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ต้องสร้างนวัตกรรมๆ แต่มีน้อยบริษัทมากที่ประสบความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะอะไร

     ผมเห็นหลายๆ คนหลายๆ องค์กรพูดว่านั่นดิสรัปต์ นี่ดิสรัปต์ คือทุกคนบอกว่าโดนดิสรัปต์หมด แต่ไม่บอกวิธีการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะว่าไม่มีใครก้าวข้าม ในความเป็นจริงก็คือคนที่พูดก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

    สำหรับผมคนที่จะก้าวข้ามได้ ต้องเป็นคนที่บริหารจัดการสิ่งต่างๆ ในองค์กรจริงๆ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นซีอีโอนะ แต่เป็นทีมที่ต้องลงมือทำกัน ถึงจะรู้ว่าจะก้าวข้ามกันอย่างไร ไม่มีใครจะมานั่งบอกใครได้ว่าเราจะก้าวข้ามปัญหานี้อย่างไร ถ้าไม่ลงมือ

     สำหรับเมืองไทยประกันชีวิต ผมคิดว่าเรารู้วิธีการที่จะไปถึงจุดนั้น รู้เป้าหมายว่าเราจะทำอะไร ส่วนการที่เราปรับภาพลักษณ์เป็นการบอกตัวตนว่า จากนี้ไปเราจะเป็นองค์กรที่ไดนามิก เราจะเป็นองค์กรที่จับโฟกัสให้ได้ เราจะเป็นองค์กรที่จะดึงดูดคนที่มีความสามารถใหม่ๆ ให้ได้ แล้วเราก็จะเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมในการที่คนอยากจะเรียนอยากจะรู้ บุคลากรสามารถที่จะสลับสับเปลี่ยน สามารถที่จะโตแบบแนวเฉียง ไม่ใช่ต้องแนวตั้งหรือแนวตรงอย่างเดียว

 

คุณพูดคำว่า โฟกัส บ่อยมาก สิ่งนี้สำคัญในการทำงานทุกวันนี้อย่างไร

     ผมว่าคนหลายๆ คนมี good idea เยอะ แต่ว่าไปจอดตรงที่ execution หรือว่าการลงมือทำ ผมว่าพวกเขาไม่มีโฟกัส อาจจะเป็นเรื่องของคนที่ไม่คิดถึงเรื่องผลลัพธ์ ส่วนใหญ่ออกมาบอกว่าจะทำนู่นทำนี่ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้บริษัทเติบโต ประหยัดต้นทุน หรือมีศักยภาพมากขึ้น แล้วที่สำคัญที่สุดคือส่วนใหญ่ชอบทำไปเรื่อยๆ คือเปิดหาไปเรื่อยๆ พูดไปเปิดไป แต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะจบเมื่อไหร่

 

กระบวนการโฟกัส จริงๆ มันคืออะไร

     มันก็คือ business 101 ทั่วไป คือตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า outcome คืออะไร ถ้าไม่มี outcome ก็อย่าทำเลยตั้งแต่ต้น เพราะว่ายังไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์ที่จะได้คืออะไร จะทำแบบลอยไปเรื่อยๆ มันก็ไม่ใช่

 

สาระ ล่ำซำ

 

การ Brightening the Brand ครั้งนี้มีสโลแกนหนึ่งที่พูดถึงคำว่า คือ Happiness Means Everything ความหมายของมันคืออะไร

     15 ปีก่อน เมื่อตอนที่รีแบรนด์ครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วเราเปลี่ยน CI ของบริษัทมาเป็นสีบานเย็น มาจากแสงพระอาทิตย์ตอนเช้า เรามองว่าทุกวันคือวันใหม่ ช่วงเวลาเช้าเป็นช่วงเวลาของโอกาสหรือความสุข เรามองธุรกิจของเราเองเป็นประกันชีวิต ซึ่งสามารถที่จะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตคนสมบูรณ์ขึ้นได้ ทั้งในเชิงของการบริหารความเสี่ยง หรือในเชิงของการออมผ่านการทำประกันชีวิต

     วันนี้เราพูดถึงเรื่องของประกันชีวิตที่นอกจากจะช่วยป้องกันความเสี่ยงแล้ว เรายังพูดในเชิงการช่วยกระตุ้นเรื่องของ wellness หรือการมีชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้น ความหมายของ Happiness Means Everything ในการปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้ของเรา เป้าหมายนั้นก็เหมือนกับ 15 ปีที่แล้ว คือการมองว่าถ้าเราเติมเต็มชีวิตของเขาได้ รอยยิ้มของคนจะมา แล้วก็นั่นก็คือความสุข

     แล้วเราก็เชื่อว่าจริงๆ ทุกคนเองก็มองสิ่งที่สูงสุดของชีวิต คือการมีความสุข ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในหลายๆ คน ในแต่ละช่วงชีวิต พร้อมกันนั้นเราก็ปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างในองค์กรให้เดินหน้าไปกับโลก ที่เราเรียกว่าเป็นโอกาส เราก็แค่ผลักดันความเชื่อดั้งเดิมของเราขึ้นมา เราเชื่อว่าความสุขคือทุกอย่าง

 

ถ้าเกิดคุณสาระได้คุยกับเด็กรุ่นใหม่เยอะ ก็จะรู้ว่าคนรุ่นใหม่มักจะหาความสุขจากการทำงานไม่เจอ มองเรื่องนี้อย่างไร

     ผมมองต่างไปสักหน่อย ที่ผมสัมผัสได้จากพวกเขาคือเขาอยากที่จะประสบความสำเร็จในบางเรื่อง ผมสัมผัสกับน้องๆ ที่เขาลองทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ แล้วเขาได้ทำจริงๆ จากกระดาษเปล่า เขาทำเรื่องของตัวอีคอมเมิร์ซขึ้นมา ขายประกันชีวิตผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แล้วก็ไปผูกกับพาร์ตเนอร์เอง เขาเขียนระบบเอง เป็นสิ่งที่ไม่มีในกฎเกณฑ์มาก่อน แล้วผลสุดท้ายผลิตภัณฑ์ก็ออกมาเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว แล้วก็ขายได้โอเค

     ในมุมหนึ่งผมสัมผัสได้ว่าน้องเขารู้สึกสนุก เขารู้สึกว่าเขาได้ประสบการณ์ และเขาได้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ผมเห็นเลยว่าเขารู้สึกแฮปปี้มาก เขาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ลงในไลน์ เขียนสิ่งที่เขาทำออกมา เขียนถึงผม มันไม่ใช่แค่เรื่องของผลตอบแทนไงครับ เมื่อทุกคนเริ่มทำเริ่มแชร์ประสบการณ์ นี่คือเซนส์ของ happiness ในที่ทำงาน แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วย ต้องมีพื้นที่ การให้โอกาส ต้องมีสถานที่ให้เขาได้ปล่อยของ มันต้องมีโครงสร้างในองค์กร แพลตฟอร์มต่างๆ ที่จะตอบโจทย์ให้เขาด้วย ในมุมผู้บริหารต้องปรับให้ตอบโจทย์เขาให้ได้ ให้เขาพูดได้ ไม่มีหมวก

 

ในมุมของคุณ ทุกวันนี้คนทำงานต้องการอะไร 

     ในมุมของน้องๆ ผมว่าเรื่องของค่าตอบแทนยังเป็นเรื่องสำคัญ career path ของการเติบโตยังเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอยู่ แต่ผมอยากเพิ่มให้เขามีความรู้สึกใหม่ว่าเขาสามารถที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนไปทำในตำแหน่งอื่นๆ ได้ แล้วก็เขาอาจจะถูกมอบหมายในหน้าที่ใหม่ๆ ได้ เขาควรจะเห็นว่าเขาไม่ได้เติบโตเป็นแนวตั้ง เขาเติบโตได้ถ้าเป็นคนที่มี multi skills แล้วเขาจะไปที่ไหนก็ได้

     ความโชคดีอย่างหนึ่งของเมืองไทยประกันชีวิตคือเราเป็น regional company เป็นบริษัทข้ามชาติ คือมีสำนักงานในกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา เลยทำให้บางทีน้องๆ พวกนี้โดนโยกย้ายตำแหน่งไปลองทำที่นู่น จริงๆ เด็กรุ่นใหม่ชอบประสบการณ์อะไรแบบนี้นะ พอกลับมาเขากลายเป็นอีกแบบหนึ่งเลย มีมุมมองเป็นภาพกว้าง มองเป็นซีอีโอเลย ซึ่งเจ๋งมาก อันนี้พูดแบบตรงๆ เพราะว่าเขามองจากมิติของ outside-in เข้ามา

     แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตอบโจทย์ขององค์กร เรากลายเป็นองค์กรที่มีคนมี talent หรือถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่ามีเรื่องของการวางแผนที่ดีมากครับ เพราะว่าจะมีคนที่มีทักษะหลายๆ อย่างพร้อมอยู่กับเรา แต่แน่นอนเราก็ต้องดูแลเขาให้ดีนะ แล้วเราก็ต้องให้วัฒนธรรมเหล่านี้เติบโตไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็คือว่าน้องที่รู้สึกหาเป้าหมายไม่เจอ ก็จะเริ่มถูกไกด์ ถูกวางโครง ถูกดึงเข้ามา เพราะฉะนั้น นวัตกรรมหรือโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ขององค์กรก็ไม่ต้องมาจากศูนย์กลางที่เดียวอีกแล้ว อาจจะมาจาก Fuchsia innovation มาจาก the garage transformation หรืออาจจะเป็นนักพัฒนาในแต่ละฝ่ายเอง แบบนี้คือวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ของเรา

 

ทุกคนพูดว่า 21st-Century Skill นั้นสำคัญ สำหรับคนที่ทำงานในวันนี้และวันข้างหน้า ทักษะที่สำคัญที่สุดคืออะไร

     ผมว่าคือทักษะแบบใหม่ๆ ในเชิงของการวิเคราะห์ข้อมูล วันนี้เราพูดเรื่องของ data science เรื่องของการดีไซน์ต่างๆ เรื่องของ AI แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่จะทำให้เกิดศักยภาพได้ คือการที่คนใช้สิ่งเหล่านั้นต้องเชื่อมต่อกับคนที่เป็นพาร์ตเนอร์ให้ได้ เพราะถ้าเขาไม่มีความเชื่อในเรื่องของ data relevant หรือความเกี่ยวโยงกันของข้อมูล มันก็ไม่มีความหมาย

     แล้วธุรกิจประกันชีวิต ผมคิดว่ามันจะเรื่องไฮบริดระหว่างคนและเทคโนโลยีมากกว่า ผมพยายามบอกทีมงานว่าถ้าเขาแค่มีความเชื่อแบบนักทฤษฎี คิดว่า AI อย่างนั้น AI อย่างนี้ แต่ไม่สามารถที่จะลงมือทำมันได้ก็ไม่มีความหมาย เราต้องมองว่า เขาสามารถที่จะทำออกมาจริงๆ ไหม องค์กรสามารถที่จะหมุนไปได้เร็ว องค์กรสามารถที่จะเติบโตไปได้ไหม ผมดีใจที่ทีมงานมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ มีแพสชันในเรื่องพวกนี้ ผมพยายามที่จะเติมเต็มให้หลายๆ คนสามารถที่จะมองการแก้ปัญหาในภาพรวมได้ ไม่อย่างนั้นจะจบที่แค่ว่า good idea แล้วเป็นผักชีโรยหน้า

 

สาระ ล่ำซำ

 

สปีดของโลกใหม่ส่งผลต่อธุรกิจประกันแค่ไหน

     อืม โลกเดิมบอกว่า หนึ่งปี หกเดือน หรือเป็นไตรมาส เราต้องมาย้อนดูสิ่งที่ทำ แต่วันนี้เราดูกันเป็นวันๆ ดูไป แล้วก็ปรับแต่งไป สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ต้องเปลี่ยนวิธีการคิด ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอายุไหนก็ตาม ถ้ายังอยู่ในองค์กรนี้ต้องคิดแบบนี้ ทำงานกับความเร็วแบบนี้ได้ โดยที่ผมบอกว่าผมมีตัวช่วยให้เยอะ มีการวางโครง มีเครื่องมือ มีการสร้างนวัตกรรม มีการอะไรพวกนี้ แล้วก็มีการทุบโต๊ะเยอะ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น บางคนก็คุยกับผมว่าองค์กรต้องเป็นแบบ decentralize ผมว่า decentralize กับ centralize เนี่ยมันไม่ผิด มันไปได้ในองค์กรเดียวกัน มันขึ้นอยู่ว่าดีลกับสายไหน ดีลกับคนประเภทไหน ถ้าคนที่ต้อง empower เขาได้ เขาเข้าใจเบ็ดเสร็จ คำว่าเบ็ดเสร็จคือเขารู้ output เขาด้วยนะ ใช่ไหมครับ และรู้ timing เขาด้วย แต่ถ้าไม่เบ็ดเสร็จบางทีมันก็ต้องช่วยชี้นำเขา ช่วยไกด์กันไป อย่าเรียกว่าทุบโต๊ะเลย แต่ในความเป็นจริง คำว่า ทุบโต๊ะ บางทีมันก็ช่วยให้เข้าใจได้เร็วว่า ไม่อย่างนั้นมันช้ากว่าจะให้คิดเองได้

 

ในโลกใหม่ โลกอนาคต คุณมีสิ่งไหนที่รู้สึกน่ากังวลหรือน่ากลัวบ้างไหม

     ผมคิดว่าความประมาทกับการที่รู้สึกว่าตัวเองน้ำเต็มแก้ว การที่มั่นอกมั่นใจเกินไป ในมุมหนึ่งผมว่ากลัวๆ ไว้ดีแล้ว เพราะว่าเมื่อไหร่ที่กลัวจะทำให้เราอยากจะพัฒนา อยากจะดูอะไร อยากจะหาความรู้เพิ่มเติม อีกด้านหนึ่งที่สำคัญ ผมว่าเราต้อง sharing คือไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสไปเห็น ไปดู หรือไปฟังอะไรใหม่ๆ แต่เมื่อกลับเข้ามาคุณต้องกลับมาแชร์ กลับมาใช้ กลับมาทดลองดูว่าผลจะเป็นอย่างไร

     ซึ่งสำหรับผมแล้วเนี่ย องค์กรในโลกอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร พูดแบบตรงๆ ไม่มีใครรู้ แต่เอาเป็นว่าผมก็พยายามที่จะลองดูว่าสิ่งที่เราโฟกัสและทดลองทำในวันนี้เป็นอย่างไร มันได้ผลลัพธ์อย่างนั้นอย่างนี้ไหม แล้วเราก็ปรับแต่งและก็อยู่กับความไม่ประมาท อีกอย่าง ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียฟอร์มอย่างนั้นเสียฟอร์มอย่างนี้ ผมว่าบางทีเราเห็นไอเดียใหม่ๆ จากต่างประเทศเราก็สามารถเอามาปรับใช้ได้ เราไม่ได้ต้องเป็นคนแรกที่เริ่ม เพียงแต่ประเด็นคือว่า ถ้าเราใช้ไอเดียนี้แล้วเราทำให้มันเวิร์กได้ มันก็โอเค เราต้องกลัว แต่ไม่ใช่แบบ freak out จนทำอะไรไม่ได้เลย กลัวแล้วต้องทำ

 

ความเชื่อตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานของคุณคืออะไร ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า

     มันเป็นเรื่องของการอยากสร้างองค์กรให้สามารถตอบโจทย์กับคนไทย ในการทำธุรกิจประกันชีวิตมันมีเสน่ห์
สิ่งที่เราทำไม่ใช่เรื่องของมาร์เกตแชร์อย่างเดียว สำหรับผม มันคือความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยในระยะยาว งานของเราคือการติดต่อกับคนและได้เจอคนเยอะมาก เจอลูกค้าทั่วประเทศ เจอตัวแทน เราได้พูดคุย ได้เข้าใจว่าไลฟ์สไตล์เขาเป็นอย่างไร ชีวิตเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นเสน่ห์ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่กับเมืองไทยประกันชีวิตมา 20 กว่าปี ผมรู้สึกว่ามันสนุกมาก จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นโลกของการได้เจอกับคน เพียงแต่ว่าเรามีตัวช่วยเยอะ มีเฟซบุ๊ก มีโซเชียลมีเดีย มีเครื่องมือใหม่ๆ เยอะมาก แต่งานของเราก็ยังเป็นการคุยกับคน ได้เจอกับคน

 

แล้วรูปแบบการทำงานของตัวเองเปลี่ยนไปไหม

     สมัยก่อนผมใช้คำว่า work-life balance แต่วันนี้ผมว่าชีวิตเราสามารถที่จะเป็น work-life integration เป็นโลกที่ไปที่ไหนก็ทำงานได้เพราะมีเทคโนโลยี ไม่กี่วันก่อนผมขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ที่แม่ฮ่องสอน ไปแวะที่บ่อน้ำพุร้อน ก็ประชุมด้วยไอแพดอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง บรรยากาศดีมาก แล้วผมจะบอกอะไรให้นะ ว่าเวลาที่ไปในที่อย่างนี้ มันทำให้เกิดความคิดในเชิงนวัตกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผมกลับมีความรู้สึกว่ามีเวลามากกว่าอยู่ในออฟฟิศเสียอีก ผมทำอย่างนี้มานาน ผมมีออฟฟิศที่เรียกว่าเป็น headquarter ประมาณ 4 ที่ด้วยกัน นอกจากกรุงเทพฯ แล้วก็จะมีที่หาดใหญ่ เชียงใหม่ และขอนแก่น เป็น headquarter ของผมที่ผมใช้นั่งทำงานอยู่ มีห้องทำงาน มีออฟฟิศ แต่พอมาวันนี้ออฟฟิศผมอยู่ได้ทุกที่ แล้วกับครอบครัวก็ยังคุยกัน ไปด้วยกันได้ด้วย

 

ทำไมถึงไม่คิดว่าเหมือนมีภาระติดหลังเราไปตลอดเวลา

     ไม่ ผมว่าจริงๆ แล้วคือมันอยู่กับคนว่าคิดอย่างไร บางคนก็บอกว่างานคืองาน ชีวิตคือชีวิต มันแล้วแต่คน สำหรับผมรู้สึกอย่างนี้ มันเป็นชีวิตผม งาน ชีวิต เพื่อน ครอบครัว ทุกอย่างรวมกัน ผมชื่นชอบความเอ็กซ์ตรีม มอเตอร์ไซค์ วิ่ง ว่ายน้ำ อะไรเต็มไปหมด เดี๋ยวเร็วๆ นี้ก็จะไปแข่งไตรกีฬา เพราะฉะนั้น ผมว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเป็นอย่างไร คนก็บอกว่าไม่เอา ต้องแยก ซึ่งผมว่าก็ไม่ผิด ซึ่งสำหรับผมเป็นอย่างนี้ ผม work-life integration ได้

 

 

สิ่งที่ผลักดันชีวิตสำหรับคุณคืออะไร

     ผมว่ามันเป็นแพสชัน อย่างผมอายุประมาณจะ 50 ใช่ไหม แต่ผมก็ยังมีแพสชันของการอยากออกกำลังกาย ต้องการทำกิจกรรมที่ท้าทาย ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย ถามว่าร่างกายเป็นอย่างไร ใจสู้มากเลย แต่บางทีร่างกายก็เปลี่ยนไปนะ แต่ว่าผมยังมีแพสชันอยู่เต็มร้อยในเรื่องพวกนี้

     หรือเรื่องงาน ผมว่าคนเราต้องมีแพสชันในการทำงาน มีความอยากจะทำองค์กรให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เจอความท้าทายจากการถูกดิสรัปต์ ถ้ามองให้มันรู้สึกแย่ไปหมด ยอดแย่ ยอดตก นั่นก็แย่ นี่ก็แย่ พอทำแบบนั้น ความรู้สึกแย่ก็ถ่ายทอดกันไปทั้งองค์กร แล้วมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ถ้ารู้สึกว่า โอ้โฮ มันช่างตื่นเต้นจริงๆ เลย อันนี้มันมีแพสชันมากนะ ถ้าก้าวข้ามไปได้มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

 

จำเป็นไหมที่คนทุกวันนี้ต้องหาความหมายของงาน ความหมายของแพสชันให้ตัวเอง

     ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ถ้ามีก็ดี เพราะว่าจะมีความรู้สึกสนุก มีความสุข เราไม่ได้ไปเอารัดเอาเปรียบใคร อันนี้โดยหลักการ เราอยู่โดยมีกติกา แล้วผมคิดว่าทำในสิ่งที่เรารักแล้ว เราไม่ต้องไปทำในทุกอย่างที่เราอยากจะเป็น อยากจะมี ผมคิดว่าให้อยู่กับความพอดี ความพอเพียง ก็โอเคแล้ว เราไม่ลำบาก เราไม่สร้างความลำบากให้ใคร เราช่วยเหลือใครได้เราช่วย ใช่ไหมครับ แล้วเราเองก็โฟกัสในความรับผิดชอบที่ตัวเองมี ไม่จำเป็นที่จะต้องอยากจะทำนู่นอยากจะทำนี่ตลอดเวลา แค่ทำในสิ่งที่ต้องทำและทำให้ดี อะไรที่ใช่ก็คือใช่ อะไรที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่เห็นเป็นไร

     ผมว่าถ้าเรามีความสุขในสิ่งที่ทำ ในสิ่งที่เล่น หรือในสิ่งที่ใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องงาน ผมว่ามันโอเค สุดท้ายจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ตอนจบเรารู้ตัวเองดีที่สุดว่าความสุขที่เราต้องการคืออะไร Happiness Means Everything

 

คิดว่างานที่ทำทุกวันนี้มอบคุณค่าอะไรกลับมาให้คุณบ้าง

     ความสุขคือผม enjoy กับการทำงานในองค์กรนี้ ผมมีความสุขกับองค์กรนี้ ผมรักองค์กรนี้ ผมชอบคนในองค์กรนี้ คนในองค์กรนี้เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีนะครับ มองกันเข้าใจ โอเค บางเรื่องอาจจะมีการถกเถียงกัน แต่ไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้ง เป็นองค์กรที่อยู่แล้วมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว ในขณะเดียวกันก็มีความสุขกับการที่ว่าผมยังสามารถใช้ไลฟ์สไตล์ของผมได้อยู่ ผมชอบความท้าทาย ผมชอบการผจญภัย สามารถมีความรับผิดชอบกับครอบครัว กับลูก แล้วผมก็โอเคกับสิ่งที่ผมเป็น

 

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นชีวิตที่สมบูรณ์มากๆ

     สมบูรณ์ไหม ก็ไม่หรอกครับ ผมว่าชีวิตก็มีข้อบกพร่องในหลายๆ เรื่อง ผมเองก็เป็นคนที่มีข้อบกพร่องในหลายๆ เรื่อง ก็ว่ากันไป แก้กันไป แล้วก็ปรับกันไป ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ แล้วผมก็ไม่เชื่อด้วยว่าจะมีใครเพอร์เฟ็กต์ ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะมีความสุขได้ตลอด มันก็มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เพียงแต่ว่าก็อย่าไป give up อย่าไปมองอย่างนั้น อย่าไปยอมแพ้กับมัน ผมมองอย่างนี้กับทุกเรื่อง

 

คำถามสุดท้าย ความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับเมืองไทยประกันชีวิตเป็นอย่างไร

     สเต็ปต่อไปผมคิดว่าเราก็ยังคงเป็นบริษัทประกันชีวิตครับ แล้วก็ต้องตอบโจทย์ในคำมั่นสัญญาที่เรามีกับลูกค้า และทำอย่างไรในฐานะที่เป็นบริษัทประกันชีวิตให้มันเกิดความยั่งยืนให้ได้ นั่นก็เป็นเป้าหมายสูงสุดในสิ่งที่เราทำ ส่วนว่าวิธีการจะต้องไปอย่างไร จะต้องไปผูกสัมพันธ์กับพาร์ตเนอร์อย่างไรให้เกิด ecosystem ทางธุรกิจ ก็ปล่อยให้เป็นไป เดี๋ยวเรารู้เอง เพราะไม่มีใครจะไปกำหนดได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะโลกที่ขับเคลื่อนรวดเร็วขนาดนี้ ไม่มีทางนะครับ เพียงแต่เรารู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ และมีสติ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN