มูฮัมหมัด ยูนุส | มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อรับใช้ความฝันของคนอื่น

The Conversation
29 Jul 2019
เรื่องโดย:

ฆนาธร ขาวสนิท, ภาสกร ธวัชธาตรี

ระหว่างที่ทีม a day BULLETIN กำลังสัมภาษณ์และถ่ายภาพ ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus ) ชายชราวัย 79 ปี เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2006 มีชายชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินมาสะกิด

ผิวของเขาดำกร้าน เสื้อยืดที่ใส่อยู่สภาพแย่กว่าร้านขายเสื้อผ้ามือสอง กางเกงยีนส์เก่าๆ และรองเท้าแตะ ทั้งหมดทั้งมวลดูไม่เข้ากันเลยกับโรงแรมหรูย่านสุขุมวิทที่เราใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ต่อเมื่อผมได้เห็นแววตาของเขาที่ฉายพลังงานบางอย่างของมนุษย์ออกมา ผมจึงหลุดจากภวังค์ ชายคนนั้นบอกว่าเขาเป็นคนบังกลาเทศ ก่อนถามผมว่า เขาจะขอถ่ายรูปคู่กับ ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส ได้หรือไม่ ผมตอบตกลง เชิญเขาเข้าไปรอในห้องรับรองแอร์เย็นฉ่ำ ถามเขาว่า ในบังกลาเทศ ดร. ยูนุส โด่งดังขนาดไหน ชายคนนั้นยิ้ม ตอบผมด้วยคำคุณศัพท์เหนือความคาดหมายสำหรับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างของบังกลาเทศอย่าง ดร. ยูนุส ว่า ‘respectful’ หรือ ‘น่าศรัทธา’

     นั่นเองที่ผมตระหนักว่าบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน ทุนนิยมอันเลวร้าย หรือเรื่องยากๆ อย่างเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ ‘ชีวิต’ ชีวิตที่ผูกพันผกผันไปตามคำนิยามและระบบที่ใครบางคนกำหนด ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่หนทางที่ดีกว่าได้เพียงแค่เราเปลี่ยนวิธีคิดและกล้าท้าทายความเสี่ยง

     “ในทางเศรษฐศาสตร์แล้วคุณมักพูดถึงผู้คน ในขณะที่คุณไม่เคยออกไปพบผู้คนเลย ในหมู่บ้านเหล่านั้น ผมได้เห็นผู้คนจริงๆ ที่จับต้องได้ ผมเห็นชีวิตประจำวันของพวกเขา เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน เห็นความทุกข์ยาก” ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส บอกระหว่างการสัมภาษณ์

     นั่นเป็นตอนที่เขาตัดสินใจก้าวขาออกจากห้องสอนของมหาวิทยาลัยที่สังกัดอยู่เพื่อไปเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงในหมู่บ้านอันยากไร้ ในช่วงที่บังกลาเทศเกิดภาวะอดอยากอย่างหนักในปี 1974

     “นั่นคือครั้งแรกที่ผมตระหนักว่าชีวิตมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ชีวิตมีความหมายสำหรับพวกเขาเช่นใด ได้เห็นว่าชีวิตของผู้หญิงเป็นอย่างไร สัมผัสว่าพวกเขาสร้างชีวิตขึ้นมาแบบไหน โครงสร้างทางพลังงานที่พวกเขาใช้อยู่คืออะไร สิ่งเหล่านั้นผมมองเห็นด้วยตาของตัวเองอย่างชัดเจนระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ นั่นคือกระบวนการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม

     “ภาวะอดอยากในบังกลาเทศในปี 1974 เกิดขึ้นขณะผมกำลังสอนอยู่ ตอนนั้นผมรู้สึกเศร้าอย่างมาก เพราะสิ่งที่ผมสอนคือเศรษฐศาสตร์ แต่มันเหมือนจะไม่มีความหมายใดเลยต่อผู้คน ขณะผู้คนล้มตาย ผมไม่สามารถทำอะไรได้ ผมรู้สึกท้อถอยเพราะความสิ้นหวังอันไร้คำตอบ ดังนั้น ผมจึงเริ่มค้นหาปัญหาในฐานะมนุษย์ ในฐานะคนคนหนึ่ง ว่าผมจะช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นได้หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ดึงผมออกจากห้องสอนไปสู่หมู่บ้าน และเริ่มต้นทำงานกับคนยากจน”

     และชายชาวบังกลาเทศที่ผมได้เจอก่อนสัมภาษณ์ก็คือผลผลิตจากความพยายามนั้น แม่ของเขาเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ได้กู้ยืมเงินจาก Grameen Bank ซึ่งก่อตั้งโดย ดร. ยูนุส ธนาคารที่ให้โอกาสคนจนผู้แทบไม่มีเครดิตใดๆ กู้ยืมเงินเพื่อจะกลายเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ (Entrepreneur) ที่ยืนได้บนขาของตัวเอง — ‘โอกาส’ ที่ทำให้เด็กยากไร้คนหนึ่งหลุดพ้นจากวังวนของความสิ้นหวัง ได้เรียนหนังสือ และเพิ่งจบปริญญาตรีมาหมาดๆ

     วันนั้นชายหนุ่มคนนั้นได้ถ่ายรูปสมใจ เขาก้มตัวแล้วยื่นมือไปลูบเท้า ดร. ยูนุส ด้วยนัยของคำขอบคุณและความนับถือ เขาพูดคุยเล็กน้อยกับชายที่เขาเคารพด้วยภาษาถิ่น ผมกล่าวแสดงความยินดีกับเขาหลังทราบเรื่องราวชีวิตของชายหนุ่มจาก ดร. ยูนุส ผู้ที่สำหรับผมในตอนนี้ไม่ใช่นักเศรษศาสตร์ที่เราจะเริ่มต้นบทสนทนากันด้วยความกังวลอีกต่อไป แม้เราจะคุยกันถึงเรื่อง AI, กลไกตลาด, อุปสงค์-อุปทาน, ความยากจน, ทุนนิยม, ธนาคาร Grameen, microcredit และ microffiinance แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือเรื่องราวของมนุษย์ เป็นชีวิตที่เราต้องเผชิญหรือแก้ไข เป็นการพูดคุยระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มันจึงรวมถึงความหมายของชีวิต ความสุข ความทุกข์ จากมุมมองด้านล่างสู่ข้างบน เหมือนคำประกาศของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่มอบให้แก่เขาและธนาคารของเขาที่ว่า “สำหรับความมุมานะของพวกเขาผ่าน microcredit เพื่อการสร้างระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมจากส่วนล่าง”

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

คำอุทิศในหนังสือเล่มล่าสุดของคุณ A World of Three Zeros เขียนไว้ว่า ‘แด่คนหนุ่มสาว ผู้จะสร้างอารยธรรม (Civilazation) ใหม่’ จริงๆ แล้วคุณอยากบอกอะไรกับพวกเขากันแน่

     อารยธรรมหรือโลกที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของหายนะที่กำลังเกิดขึ้น เราไม่สามารถอยู่รอดได้ มนุษยชาติจะสูญพันธ์ุจากหลากหลายเหตุผล อาจในช่วงเวลาแค่ไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษข้างหน้าด้วยซ้ำ หนึ่ง—จากสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วจนเราใช้ชีวิตอยู่กันไม่ได้ โลกใบนี้จะไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต สอง—คือปัญหาการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง (Wealth Concentration) ความมั่งคั่งหรือเงินทองเกือบทั้งหมดในโลกนี้อยู่ในมือของคนแค่ 1% และหมายความว่าผู้คน 99% ที่เหลือมีทรัพย์สินแค่ 1% ของที่มีอยู่ทั้งโลก และในทุกๆ วันก็แย่ลงเรื่อยๆ ดังนั้น จึงเหมือนระเบิดเวลา ซึ่งความตึงเครียดและความโกรธแค้นของสังคมเช่นนี้จะระเบิดออกมาในที่สุด แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจย้อนกลับ และเหตุผลที่สามก็คือ—การเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (Artiffiicial Intelligence) เพราะปัญญาประดิษฐ์จะครอบงำทุกสิ่ง แรงงานมนุษย์จะถูกกันออกไป และที่สุดมนุษย์จะถูกเลิกจ้างงาน

 

คุณคิดว่าปัญญาประดิษฐ์คือศัตรูของมนุษย์

     แน่นอนที่สุด มันถูกออกแบบมาแบบนั้น เพราะปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานต่างๆ ด้วยวิธีการที่ดีกว่าที่มนุษย์ทำได้ ดังนั้น อีกไม่นานคนที่จะมาสัมภาษณ์ผมก็อาจเปลี่ยนจากคุณเป็นปัญญาประดิษฐ์

 

ดูค่อนข้างน่ากลัวสำหรับคนทำงานสัมภาษณ์อย่างผมอยู่เหมือนกัน

     (หัวเราะ) และไม่แน่ บทสัมภาษณ์ของปัญญาประดิษฐ์อาจจะดีกว่างานที่มนุษย์อย่างเราทำก็เป็นได้ เพราะมันจะตรวจสอบความถูกต้องทุกอย่างอย่างทันทีทันใด สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นจริง บางหน้าที่ของนักข่าวตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ไปแล้ว และท่ามกลางหนังสือหรือนิยายใหม่ๆ ผลงานของปัญญาประดิษฐ์ก็กลับได้รางวัลหนังสือยอดเยี่ยม และมันเกิดขึ้นแล้วในการดีเบตต่างๆ ที่ปัญญาประดิษฐ์เอาชนะการโต้เถียงกับมนุษย์ ในเกมต่างๆ เช่นกัน หลายครั้งมากที่ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นผู้ชนะ เช่น หมากรุกหรือโกะ ซึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น ปัญญาประดิษฐ์จะแทนที่คนทำงานในธนาคารและในโรงงานด้วย สุดท้ายมนุษย์จะถูกเลิกจ้าง อีกไม่นาน ราวๆ สิบห้าปีข้างหน้า คนประมาณห้าพันล้านคนจะถูกทำให้ต้องโยกย้ายงาน

     เมื่อปัญญาประดิษฐ์ฉลาดขึ้นทุกวัน เพราะ Machine Learning ซึ่งจริงๆ พวกมันเริ่มฉลาดใกล้เคียงกับมนุษย์แล้วด้วยซ้ำ อีกไม่นาน ปัญญาประดิษฐ์จะมีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ ซึ่งถ้าปัญญาประดิษฐ์ฉลาดกว่ามนุษย์สักสิบเท่า เราจะจัดการกับความสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างไร เราอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในหลุมหลบภัยในท้ายที่สุด เพราะพวกมันชาญฉลาด ปัญญาประดิษฐ์จะมองมนุษย์เป็นเพียงสิ่งโง่เขลา เพราะพวกมันไม่เข้าใจ ดังนั้น สำหรับพวกมัน มนุษยชาติอาจดูเหมือนแค่แมลงสาบในโลกของปัญญาประดิษฐ์ ฉะนั้น พวกมันจึงอาจต้องการกำจัดเราทิ้ง ต้องการลืมๆ คนอย่างพวกเราไป ‘เราไม่ต้องการพวกเขาอีกแล้ว’ เหมือนอย่างที่มนุษย์ต้องการกำจัดแมลงสาบ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับปัญญาประดิษฐ์

     เทคโนโลยีสามารถเป็นคำอวยพรได้ แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นคำสาปได้เช่นกัน ทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์กำลังถูกพัฒนาเพื่อแทนที่มนุษย์ นั่นคือคำสาป แต่ถ้าเราใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อความมุ่งหมายทางการแพทย์หรือเพื่อการศึกษาก็จะเป็นสิ่งยอดเยี่ยม แต่ต้องไม่ใช่เพื่อแทนที่ผู้คน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำให้ปัญญาประดิษฐ์แทนที่มนุษย์ มันจะกลายเป็นเรื่องอันตราย ดังนั้น โดยแท้จริงแล้ว ตอนนี้เรื่องเหล่านี้กำลังดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่นานเกินรอ ปัญญาประดิษฐ์จะยึดครองโลก เพราะพวกมันเติบโตได้ด้วยตัวเอง คุณไม่ต้องการความท้าทายทางปัญญาของมนุษย์อีกแล้ว นี่คือสามเหตุผลหลักว่าทำไมเรากำลังจะเจอกับการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ

 

แล้วมนุษยชาติควรทำอย่างไร

     ก่อนสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น เราต้องสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นมา อารยธรรมใหม่ซึ่งไม่ใช่การตั้งต้นจากการแสวงหากำไรสูงสุด (Proffiit Maximization) ไม่ใช่ตั้งอยู่บนความโลภส่วนตัว ไม่ใช่การเก็บสะสมทรัพย์สินหรือเพิ่มกำไร (accumulation) แต่คืออารยธรรมที่ยึดหลักแห่งการ ‘แบ่งปัน’ และ ‘ความห่วงใย’ ระหว่างกัน เราต้องใช้ชีวิตเพื่อสิ่งเหล่านี้ นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องทำ

 

ในหนังสือเล่มล่าสุดของคุณ นำเสนอ 3 ไอเดียหลัก นั่นคือไม่มีความยากจน (Zero Poverty) ไม่มีคนว่างงาน (Zero Unemployment) และไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Zero Net Carbon Emissions) เราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในโลกของ ‘ทุนนิยม’ ที่แทบทุกคนในโลกใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับมัน

     ทุนนิยมแก้ไขสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ทุนนิยมคือสิ่งที่สร้างปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา สิ่งที่สร้างปัญหาขึ้นไม่สามารถปลดเปลื้องปัญหาของตัวเองได้ ถ้าคุณยังดึงดันจะไปต่อด้วยวิถีทางแบบทุนนิยม คุณก็จะจบลงด้วยผลลัพธ์เดิมๆ แต่ถ้าคุณต้องการสร้างเป้าหมายปลายทางใหม่ อารยธรรมใหม่ๆ คุณก็ต้องสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ขึ้น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่อารยธรรมใหม่ ระบบทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตกันอยู่นี้นำพาเราไปสู่เป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้ คุณต้องออกแบบวิธีการใหม่ๆ

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

อะไรคือความล้มเหลวของระบบทุนนิยม

     การกระจุกตัวของความมั่งคั่งคือความล้มเหลวใหญ่ เพราะคุณสร้างระบบที่ทรัพย์สินต่างๆ มีแต่จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้น และก็พยายามเพิ่มให้สูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือระบบที่ผิดพลาด มันคือการออกแบบที่ผิดพลาด คุณออกแบบระบบบางอย่างที่ผู้คนต้องพึ่งพิงทรัพย์สิน แต่ความมั่งคั่งเหล่านั้นกลับไปกระจุกอยู่แค่มุมใดมุมหนึ่ง นั่นคือเหตุผลหนึ่ง และอีกเหตุผลที่ระบบทุนนิยมล้มเหลวก็เพราะมันกำลังทำลายล้างโลก ทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิล พลาสติก และการตัดไม้ทำลายป่า เหล่านี้เกิดจากทุนนิยมทั้งสิ้น โลกจะตายในไม่ช้า เราจะอาศัยอยู่กันไม่ได้อีกต่อไป เพราะความร้อนขึ้นของบรรยากาศโลก (Global Warming) ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่อาจโกหกกันได้ นี่คือผลลัพธ์ของระบบทุนนิยม ระบบที่พระเจ้าไม่ได้สร้างขึ้นมา พระเจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เราในฐานะมนุษย์ต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา เราไล่ตามทุนนิยม และทุนนิยมก็นำเรามาถึงจุดนี้

     และอีกอย่างก็คือ การว่างงานขนานใหญ่ มีคนจำนวนมากว่างงานอยู่ทุกหนทุกแห่ง ผู้คนนั่งอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไรเลย นั่นก็มาจากผลของทุนนิยมเช่นกัน ปัญญาประดิษฐ์ที่ผมพูดถึงไปแล้วก็ใช่ เพราะคุณออกแบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง เพื่อทำให้กำไรสุทธิ (Proffiit Margin) สูงขึ้น และคุณก็กำลังหมกมุ่นที่จะทำให้กำไรของคุณสูงขึ้นและสูงขึ้น ในขณะที่คุณกำลังทำลายโลก

 

เราจะหลบเลี่ยงทุนนิยมได้อย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างไม่อาจแยกขาดได้

     เราหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราคือส่วนหนึ่งของมัน ดังนั้น เราต้องพูดถึงการสร้างระบบการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งมีหลักใหญ่ใจความอยู่สองเรื่อง หนึ่ง—การสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ ธุรกิจที่จะเข้ามาแก้ปัญหามากกว่าการแสวงหาเงินทอง ซึ่งไม่เหมือนกับระบบทุนนิยม เพราะในระบบทุนนิยมสิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือการหารายได้ คุณไล่ตามเงิน แต่สิ่งที่เราพูดถึงตอนนี้คือเราสร้างธุรกิจที่แก้ปัญหา เช่น ปัญหาของความยากจน การว่างงาน ระบบสาธารณสุข หรือปัญหาอะไรก็ตามที่เรากำลังพบเจอได้ ออกแบบธุรกิจที่เราเรียกว่า ‘ธุรกิจทางสังคม’ (Social Business) ดังนั้น ถ้าเราสร้างธุรกิจทางสังคมได้มากเท่าไหร่ มันก็หมายความว่าเราจะเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดได้มากเท่านั้น มันคือการสร้างบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อสังคม

     สอง—คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมด้วยไอเดียใหม่ๆ ได้ เราต้องการคนรุ่นใหม่ เพราะมนุษย์ทุกคนเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด ในส่วนลึกของพวกเรามีพลังงานแห่งความสร้างสรรค์อยู่มากมาย แต่ระบบทุนนิยมกลับเรียกร้องให้เราไปทำงานเพื่อคนอื่น สมัครเข้าทำงาน ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างงาน ทุกคนต้องถูกจ้างงาน นั่นคือสิ่งผิดพลาด ซึ่งระบบทุนนิยมพยายามพร่ำสอนเรา แต่จริงๆ แล้วมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานเพื่อใคร มนุษยชาติคือเสรีชน พวกเราคือสิ่งมีชีวิตที่สร้างสรรค์ นั่นก็คือการเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ (entrepreneur) ดังนั้น แทนที่จะเข้าอบรมเป็นพนักงานใหม่ (Job Orientation) เราต้องสร้างการอบรมผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ (entrepreneurship) แทนที่จะเป็นงานเพื่อสร้างรายได้ มันควรเป็นงานเพื่อแก้ปัญหา จงลืมการอบรมเป็นพนักงานใหม่ไปซะ แต่จงสร้างผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ขึ้นมา แล้วสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่สังคมที่แตกต่าง ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากจะดูแลตัวเองได้แล้ว เรายังแก้ปัญหาได้ด้วย

     เรามักบอกคนหนุ่มสาวว่า ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ มนุษย์มีความสามารถในการพิชิตทุกสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เหตุผลที่คุณไม่ยอมทำมันตอนนี้ ก็เพราะคุณกำลังยุ่งอยู่กับการหาเงิน เราไม่ได้วุ่นวายอยู่กับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหยุดไล่ล่าเงิน เราจะเห็นว่าปัญหาทุกอย่างที่เราประสบอยู่ เราเผชิญและแก้ไขมันได้

 

แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำทางโอกาสที่มีผลมาจากความยากจน ผู้คนจำนวนมากอาจหลีกหนีการรับใช้ความฝันของคนอื่นด้วยการเป็นลูกจ้างไม่ได้ จนสุดท้ายพวกเขาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครรลองเช่นนั้นไปถึงวันสุดท้ายของชีวิตโดยไม่เคยได้เริ่มต้นลงมือทำตามความฝันของตัวเองเลย

     นี่คือปัญหาของระบบการเงิน คือถ้าคุณไม่มีหลักค้ำประกัน ระบบการเงินก็จะไม่ให้คุณยืมเงิน แต่ถ้าผมมีเงิน ผมก็สามารถเริ่มธุรกิจของผม ออกแบบธุรกิจ ทำงานทุกอย่างได้ นั่นคือสิ่งที่ microcredit ทำ microcredit อนุญาตให้ยืมเงิน กระจายเงินเพียงเล็กน้อยสู่ผู้หญิงยากไร้ ซึ่งพวกเธอก็จะริเริ่มทำธุรกิจและดูแลชีวิตของตัวเองได้ แต่ธนาคารทั่วไปไม่ทำแบบนั้น พวกเขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ แต่ Grameen Bank ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น เราสร้างระบบการเงินทางเลือกรูปแบบใหม่ ขณะที่คุณอาจไม่มีเงิน เราจะให้เงินคุณ ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ ทุกวันนี้ธนาคารไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น คุณเลยต้องทำงานเพื่อใครสักคน คุณต้องจบปริญญาตรี และเป็นพนักงานออฟฟิศ เพราะถ้าผมไม่มีงาน ผมจะถูกมองเป็นคนล้มเหลว

 

ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ มนุษย์มีความสามารถในการพิชิตทุกสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เหตุผลที่คุณไม่ยอมทำมันตอนนี้ ก็เพราะคุณกำลังยุ่งอยู่กับการหาเงิน เราไม่ได้วุ่นวายอยู่กับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

 

คุณเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ที่จะหนีจากความยากจน จริงใช่ไหมที่สิ่งที่คุณเรียกว่า ‘entrepreneur DNA’ มีอยู่ในตัวพวกเราทุกคน

     แน่นอน entrepreneur DNA มีอยู่ในตัวของพวกเราทุกคน เพราะผมเห็นมันมาแล้ว เมื่อคุณรับ microcredit ไป สำหรับ Grameen Bank ในบังกลาเทศ เรามีผู้หญิงถึง 9 ล้านคนที่กู้ยืมเงินไปและคืนเงินเหล่านั้นได้ เราให้เงินพวกเธอแค่ก้อนเล็กๆ เช่น 10 ดอลลาร์ฯ 20 ดอลลาร์ฯ หรือ 30 ดอลลาร์ฯ และพวกเธอก็เริ่มทำธุรกิจ ดังนั้น ถ้าหญิงยากไร้เป็นผู้ประกอบการได้ ทำไมคนที่จบปริญญามาแล้วจะทำไม่ได้ล่ะ ทำไมพวกเขาไม่สามารถทำมัน เหตุผลง่ายๆ เลยก็เพราะพวกเขาไม่มีเงินไง เพราะเงินสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ถ้าหญิงยากไร้ผู้ที่ไม่เคยแม้จะมีโอกาสไปโรงเรียนเป็นผู้ประกอบการได้ นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทุกคนเป็นผู้ประกอบการได้

 

หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือหรือศึกษาหาความรู้ในการจะเป็นผู้ประกอบการ?

     ผมยืนยันว่าในตัวมนุษย์ทุกคนมีพลังงานแห่งความสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดอยู่ แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาก็คือการสร้าง ‘โอกาส’ ที่เราจะได้ใช้มัน คุณแค่ต้องทำให้มันเข้าถึงง่าย แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็จะลงมือทำอย่างกระตือรือร้น คุณไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนเพื่อจะกลายเป็นผู้ประกอบการ เพราะความฉลาดทางปัญญาและความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมี การศึกษาอาจช่วยประเมินคะแนนให้ผม แต่การเขียนไม่ได้อ่านไม่ออกไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนโง่ คนไม่รู้หนังสืออาจเป็นคนฉลาดก็เป็นได้ ถ้าคุณรู้จักวิธีการพูด ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราสอนหรือสิ่งที่เรามอบให้นักเรียนในโรงเรียน มันคือธรรมชาติของมนุษย์  คือการเป็นผู้ประกอบการ  คือการเป็นนักสร้างสรรค์ นั่นคือสิ่งที่มนุษยชาติเคยทำมาแล้วในตอนที่เรายังอาศัยอยู่ในถ้ำ ในประวัติศาสตร์ ขณะที่เราอาศัยอยู่ในถ้ำ เราไม่เคยต้องเข้าโรงเรียน สิ่งที่เราทำคือการปกป้องตัวเอง เราอาจกลายเป็นชาวนาชาวไร่ เป็นนักล่าสัตว์ เป็นนักหาของป่า นั่นคือวิธีการที่ทำให้เราอยู่รอด และถ้าบรรพบุรุษของเราทำได้ เราก็ทำได้เช่นกัน

 

แต่ทุกวันนี้ เราอาจอยู่ในบริบทที่แตกต่างจากสมัยโบราณ อาจด้วยเรื่องของทรัพยากรที่จำกัดลงเรื่อยๆ หรือเรื่องการกระจุกตัวของรายได้ ในขณะที่คนบางส่วนก็ยังเชื่อว่า เพื่อจะหลุดพ้นจากความยากจน พวกเขาจำเป็นต้องทำงานให้หนักขึ้น แต่ความเป็นจริงก็คือ ทั้งที่บางคนทำงานอย่างหนัก และหนักขึ้น และอาจหนักมากที่สุดเท่าที่พวกเขาทำได้ไหวมาทั้งชีวิต แต่พวกเขาก็เอาชนะความยากจนเหล่านั้นไม่ได้เลย ไอเดียเช่นนี้ผิดพลาดตรงไหน

    ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องพิชิตสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คุณต้องทำงานอย่างหนัก การทำงานอย่างหนักไม่ใช่สิ่งที่คุณจะละทิ้งได้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ถ้าคุณอยากสำเร็จ คุณต้องทำงานอย่างหนัก แต่ไม่ใช่การทำงานหนักเพื่อเจ้านายของคุณ แต่มันคือการทำงานเพื่อตัวคุณเอง ‘ฉันทำงานหนักเพื่อตัวฉัน’ ‘ฉันคือผู้ประกอบการ’ เมื่อผมขายผลไม้อยู่ข้างถนนไม่ได้หมายความว่าผมคิดว่ามันเป็นงานง่ายๆ มันคืองานที่หนักมาก แต่ผมคือผู้ประกอบการ ผมทำมัน เพราะผมรู้ว่าถ้าผมทำสำเร็จ ผมจะมีร้านเล็กๆ เป็นของตัวเองได้ และถ้าผมประสบความสำเร็จจากร้านเล็กๆ นั้น ผมก็จะมีร้านที่ใหญ่ขึ้นได้อีก นั่นคือวิธีการ

 

แต่ถ้าทุกคนในโลกกลายเป็นผู้ประกอบการกันหมด หมายถึงทุกคนกลายเป็นผู้ขาย มันจะส่งผลต่อการทำให้ demand (อุปสงค์) และ supply (อุปทาน) ไม่สัมพันธ์กันหรือเปล่า

     นี่คือปัญหาที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบคอมมิวนิสต์ ระบบคอมมิวนิสต์ต้องการผลิตรองเท้าทั้งหมดจากแค่บริษัทเดียว หรือเสื้อผ้าทั้งหมดจากอีกแค่หนึ่งบริษัท แต่คุณจะไม่สามารถขายรองเท้าได้ถ้าคุณไม่คำนึงถึงกลไกของตลาด สินค้าจึงถูกกองอยู่ในสต๊อกโดยขายได้ไม่หมด แต่สิ่งที่เราพูดถึงไปแล้วคือการสร้างธุรกิจทางสังคมที่ขึ้นอยู่กับกลไกทางการตลาด ผมมาเป็นผู้ประกอบการ เพราะผมเห็นแล้วว่าสินค้าอะไรที่ต้องถูกผลิตเพื่อแก้ไขปัญหา

 

ดังนั้น ขั้นแรกเราต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหา?

     แน่นอนที่สุด เราต้องเริ่มต้นจากปัญหา และขึ้นอยู่กับกลไกทางการตลาด ดังนั้น มันจะมีอุปสงค์มาก่อน ก่อนที่ผมจะผลิตสินค้า ถ้าไม่มีอุปสงค์ มันก็จะไม่มีธุรกิจทางสังคม ถ้าไม่มีใครต้องการน้ำ แต่คุณดันไปผลิตน้ำ นั่นไม่ใช่ธุรกิจทางสังคม ธุรกิจทางสังคมคือการพุ่งเข้าหาปัญหา ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพื่อแก้ไขโดยการสร้างธุรกิจขึ้นมา นั่นหมายความว่ามันต้องมีความต้องการที่มาจากปัญหา มีอุปสงค์จากการที่คุณไม่มีน้ำดีๆ หรือน้ำสะอาดใช้ ดังนั้น ผมจึงผลิตน้ำสะอาดขึ้นมา ผมขายน้ำสะอาดและได้เงินจากสิ่งนั้น หรือถ้าเราไม่มีระบบสาธารณสุขที่ดี ในธุรกิจทางสังคม ผลก็จะสร้างระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้นมา ซึ่งคุณสามารถมาซื้อมันจากผมได้

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

แนวคิด microcredit และ Grameen Bank ของคุณก็ตั้งต้นจากการเห็นปัญหาเหมือนกันใช่ไหม เพราะในปี 1974 ดูเหมือนบังกลาเทศจะประสบปัญหาภาวะข้าวยากหมากแพง (famine) ครั้งใหญ่ ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร

     ผมเริ่มทำ microcredit ตอนอายุ 36 ปี ผมเป็นอาจารย์วิทยาลัยตอนอายุ 25 ปี ได้ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อเมริกา และกลายเป็นครูสอนในมหาวิทยาลัย ขณะที่ผมสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยผมก็เริ่มเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแนวคิด microcredit ขึ้น ตั้งแต่นั้น microcredit จึงกลายเป็นภารกิจของผม

     ภาวะอดอยากในบังกลาเทศในปี 1974 ก็เกิดขึ้นขณะผมกำลังสอนอยู่ ตอนนั้นผมรู้สึกเศร้าอย่างมาก เพราะสิ่งที่ผมสอนคือเศรษฐศาสตร์แต่มันเหมือนจะไม่มีความหมายใดเลยต่อผู้คน ขณะผู้คนล้มตาย ผมไม่สามารถทำอะไรได้ ผมรู้สึกท้อถอยเพราะความสิ้นหวังอันไร้คำตอบ ดังนั้น ผมจึงเริ่มค้นหาปัญหาในฐานะมนุษย์ ในฐานะคนคนหนึ่ง ว่าผมจะช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นได้หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ดึงผมออกจากห้องสอนไปสู่หมู่บ้าน และเริ่มต้นทำงานกับคนยากจน

 

อะไรที่คุณได้เรียนรู้จากผู้คนเหล่านั้น

     มากมายเหลือเกิน ผมคิดว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เรียนรู้ว่าชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างไร ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์แล้วคุณมักพูดถึงผู้คน ในขณะที่คุณไม่เคยออกไปพบผู้คนเหล่านั้นเลย ในหมู่บ้านเหล่านั้นผมได้เห็นผู้คนจริงๆ ที่จับต้องได้ เห็นชีวิตประจำวันของพวกเขา เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน เห็นความทุกข์ยาก และอื่นๆ อีกมากมาย นั่นคือครั้งแรกที่ผมตระหนักได้ว่าชีวิตมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ชีวิตมีความหมายสำหรับพวกเขาเช่นใด ได้เห็นว่าชีวิตของผู้หญิงเป็นอย่างไร สัมผัสว่าพวกเขาสร้างชีวิตขึ้นมาแบบไหน โครงสร้างทางพลังงานที่พวกเขาใช้อยู่คืออะไร สิ่งเหล่านั้นผมมองเห็นมันด้วยตาของตัวเองอย่างชัดเจนระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ นั่นคือกระบวนการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม

 

แล้วตอนนี้สถานการณ์ของความยากจนในบังกลาเทศเป็นอย่างไร

     บังกลาเทศพัฒนาขึ้นอย่างมาก เราเคยมีผู้คนที่ตกอยู่ในภาวะยากจนมากถึง 80% แต่ตอนนี้มันลดลงเหลือแค่ 24% ดังนั้น เราพัฒนามาไกลมาก เรายืนยันแล้วว่าเราประสบความสำเร็จได้ ทำให้เห็นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งคือเป้าหมายอันดับหนึ่ง คือสิ่งที่ลดระดับความยากจนให้เป็นศูนย์ได้ มันเป็นไปได้!

 

กลับมาสู่เรื่องการเป็นผู้ประกอบการ เท่าที่ผมได้เห็นมาในเมืองไทย ผู้ประกอบการรายย่อยหรือสตาร์ทอัพจำนวนมากแข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ไม่ค่อยได้ อาจด้วยเงินทุนที่ไม่เพียงพอ การขาดไร้สายป่านหรือคู่ค้าที่แข็งแรงพอ ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขอย่างไร

    นั่นคือเหตุผลที่เราต้องสร้าง ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ เพื่อช่วยพวกเขาแก้ปัญหา ขณะที่บริษัทใหญ่กำลังกลืนกินและฮุบธุรกิจของคุณไป เพราะพวกเขาทำให้สินค้าราคาถูกกว่าคุณได้ พวกเขามีร้านค้าที่ใหญ่กว่าคุณ และคุณก็อาจอาศัยอยู่ใกล้ร้านใหญ่ๆ เหล่านั้นซึ่งง่ายต่อการขนส่ง คุณไม่จำเป็นต้องเดินออกจากบ้านด้วยซ้ำ ดังนั้น เพื่อทำให้แน่ใจ คุณต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกในแบบที่ร้านใหญ่มี และด้วยการสร้างธุรกิจเพื่อสังคม คุณสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของเราได้ ซึ่งธุรกิจของคุณก็จะดูใหญ่ขึ้น หรือคุณอาจใช้พื้นที่ของเรา ดังนั้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปยืนขายสินค้าอยู่บนถนน เพราะผู้คนคงไม่อยากยืนซื้อของบนถนนเวลาฝนตกหรอก เราจะให้พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นสำหรับคุณในห้างสรรพสินค้า ให้คุณนำเสนอสินค้าของคุณในที่ที่ไม่มีฝนตก เราต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก นั่นคือการสร้างโอกาสที่หายไป ไม่มีอะไรผิดสำหรับสิ่งเหล่านี้ เราให้เงินทุนแก่พวกเขา และพวกเขาก็จัดการมันได้

 

มีปัญหาอะไรบ้างที่ Grameen Bank ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับคนยากไร้

     เป้าหมายของเราคือการช่วยเหลือพวกเขา ดังนั้น เราจะไม่พยายามสร้างปัญหาเพิ่ม เพราะเราไม่ได้สร้างธนาคารขึ้นมาบนพื้นฐานของการหาเงิน เราสร้างธนาคารเพื่อช่วยให้พวกเขาเอาชนะความยากจน ดังนั้น ทำไมเราถึงต้องไปสร้างความลำบากเพิ่มขึ้นให้พวกเขาล่ะ เราสร้างธนาคารที่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและสบายใจ แม้กระทั่งพวกเขาไม่จ่ายหนี้คืน พวกเขาก็ยังรู้สึกปลอดโปร่งได้ เราสร้างกฎที่ยึดอยู่บนพื้นฐานง่ายๆ คุณต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้คุณจะยังไม่จ่ายเงินคืน แต่ถ้าคุณยังทำงานอย่างต่อเนื่อง เราก็คาดหวังว่าวันใดวันหนึ่งข้างหน้า คุณจะมีความสามารถในการจ่ายมันคืนได้

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

จากความเข้าใจของผม ดูเหมือนคุณจะใช้ความ ‘กดดันทางสังคม’ เพื่อกระตุ้นให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ของธนาคารอย่างตรงเวลา

     ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ความกดดันทางสังคมเสียทีเดียว มันคือการมอบอำนาจให้สังคมหรือชุมชนจัดการ ดังนั้น เราจึงสร้างกลุ่มก้อนของผู้คนขึ้นมา ซึ่งพวกเขาจะช่วยเหลือกันและกัน มันไม่ใช่ ‘การกดดัน’ แต่คือ ‘ความช่วยเหลือ’ เช่น ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ผมก็จะไปช่วยคุณ และถ้าผมลำบาก คุณก็จะมาช่วยผม นั่นคือวิธีการที่ได้ผล ไม่ใช่เรื่องของผู้คนภายนอก แต่เราทุกคนคือชุมชนเดียวกัน คุณคือผู้กู้ยืม เพื่อนอีกคนหนึ่งของคุณก็คือผู้กู้ยืม ลักษณะของ Grameen Bank คือเราจะมีผู้กู้ยืมห้าคนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เราเรียกว่ามันว่า Support System (ระบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) ไม่ใช่ระบบการกดดัน (Pressure System)

 

ดูคุณจะเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์เหลือเกิน แต่อีกด้านหนึ่ง คุณเชื่อในโชคชะตาหรือพรหมลิขิตบ้างไหม เพราะคนที่ประสบสำเร็จจำนวนไม่น้อยก็มักบอกว่า บางครั้งความสำเร็จของพวกเขามาจากดวง

     ดวงคือบางอย่างที่คุณไม่สามารถอธิบายได้ บางทีพวกเขาอาจเป็นคนทำงานหนักอยู่แล้ว แต่พอพวกเขาสำเร็จเขาอาจคิดว่ามันคือโชคดี แต่สำหรับผมมันคือ ‘โอกาส’ มากกว่าที่ทำให้ทุกอย่างแตกต่าง เมื่อคุณมีโอกาส คุณก็จะพึ่งพิงโอกาสนั้น มันไม่ใช่โชคหรือดวง ถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย คุณก็จะมีโอกาส และถ้าผมเกิดในครอบครัวยากจน ผมก็จะไม่มีโอกาสเท่าคุณ แม้ว่าผมฉลาดพอๆ กับคุณ คุณก็จะกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่ ส่วนผมก็อาจจะกลายเป็นขอทานอยู่ข้างถนน นั่นคือความแตกต่าง

 

ดังนั้น หนทางแก้ไขก็คือการสร้างโอกาสสำหรับทุกคน

     ใช่ โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

 

ด้วยอะไร

     ด้วยการสร้างธุรกิจทางสังคมเพื่อเพิ่มโอกาส การศึกษาก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องเป็นการศึกษาในรูปแบบที่จะแก้ไขปัญหาได้ ถ้าไม่มีระบบธนาคารที่ดี คุณอาจได้รับการศึกษา แต่สุดท้ายคุณก็จะจบลงด้วยการทำงานให้คนอื่นอยู่ดี คุณจะไม่มีทางได้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ถ้าคุณมีการศึกษาและมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย คุณก็จะกลายเป็นนักธุรกิจได้ง่ายๆ นั่นคือสิ่งที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรได้ ดังนั้น สิ่งที่ผมทำได้คือการสร้างระบบธนาคารแบบ Grameen Bank ขึ้นมา ที่ผู้คนจะมีโอกาสเทียบเท่าคนรวย ที่คุณจะสามารถกู้ยืมเงินได้และสร้างธุรกิจด้วยตัวคุณเอง

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้ประกอบการ เราไม่สามารถหลีกหนี ‘โลกแห่งการแข่งขัน’ ได้ ซึ่งสิ่งนั้นดูเหมือนจะเป็นตัวการของการทำให้เราไม่มีความสุข ในแง่ของจิตวิญญาณ เราจะจัดการความรู้สึกเหล่านี้อย่างไร

     การแข่งขันเป็นเรื่องที่คุณต้องมีส่วนร่วมอยู่แล้วในโลกทุกวันนี้ การแข่งขันคือสิ่งที่คุณต้องแสดงศักยภาพว่าคุณมีดีเทียบเท่าคนอื่นๆ คุณต้องเข้าสู่การแข่งขันด้วยความรู้สึกสนุก อาจจะจากความมั่นใจว่าผมฉลาดกว่าคุณ และผมเอาชนะการแข่งขันนั้นได้ ผมรู้ว่าผมจะชนะได้อย่างไร แต่ถ้าผมเอาชนะไม่ได้ ผมก็จะทิ้งธุรกิจนั้นไว้ข้างหลัง ผมจะไปเริ่มสร้างธุรกิจอื่น และเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่รูปแบบใหม่ๆ

 

เราถูกสอนว่า ยิ่งมีมากเรายิ่งมีความสุข และยิ่งมีมากขึ้นไปอีกก็จะยิ่งมีความสุขยิ่งกว่า ดังนั้น พวกเขาพยายามกำหนดว่าเงินเท่ากับความสุข นั่นคือเหตุผลที่เมื่อคุณได้เงินเพิ่มขึ้น คุณก็อยากได้เพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อจะได้มีความสุขมากขึ้น

 

มนุษย์ดูเหมือนจะมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด เมื่อเราได้บางอย่างที่เราเคยต้องการมากๆ มาครอบครอง เราก็จะเริ่มโหยหาสิ่งอื่นๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น คุณคิดอย่างไรกับ ‘ความปรารถนา’ หรือ ‘ความโลภ’ ในรูปแบบนี้ของมนุษย์

     นั่นคืออีกหนึ่งไอเดียที่เกิดจากระบบทุนนิยม เพราะเราถูกสอนว่า ยิ่งมีมากเรายิ่งมีความสุข และยิ่งมีมากขึ้นไปอีกก็จะยิ่งมีความสุขยิ่งกว่า ดังนั้น พวกเขาพยายามกำหนดว่าเงินเท่ากับความสุข นั่นคือเหตุผลที่เมื่อคุณได้เงินเพิ่มขึ้น คุณก็อยากได้เพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อจะได้มีความสุขมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ ‘การมีเงินมากคือความสุข แต่การทำให้ผู้อื่นมีความสุขคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’ และถ้าผมเชื่อแบบนั้น ผมมีความสุขกับแนวคิดแบบนั้น แทนที่ผมต้องการหาเงินก้อนโต ผมก็จะต้องการช่วยเหลือคนอื่น ผมมีความสุขได้ด้วยการช่วยเหลือคนอื่น และผมได้สัมผัสมาแล้วว่ามันคือเรื่องจริง ดังนั้น ผมไม่ต้องการที่จะหาเงินอีกต่อไป ไม่แม้ต้องการใช้เงินที่ผมมีเพื่อจะได้อยู่ในสถานะพิเศษหรือเหนือกว่าคนอื่น

 

คุณเติบโตมาแบบไหนกัน ถึงได้กลายเป็นคนที่อยากนำความเป็นอยู่ที่ดีไปสู่ผู้อื่นได้มากมายขนาดนี้

     ผมคิดว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตวัยเด็กของผมก็คือพ่อแม่ของผมมอบอิสระให้อย่างเต็มที่ พวกเขาไม่เคยควบคุมบงการอะไรเลย พ่อของผมต้องออกจากโรงเรียนมัธยมกลางคัน ขณะที่เขาเรียนอยู่เกรด 8 (ม.2) ดังนั้น เขาจึงมีการศึกษาที่ไม่ดีนัก เขาไม่ค่อยเข้าใจปัญหาการตลาดเชิงลึกมากนัก ส่วนแม่ของผมก็จบแค่เกรด 4 (ป.4) นั่นคือเรื่องการศึกษา พวกเขาเลยมักกระตุ้นให้เราเรียนหนังสือสูงๆ และมันก็ดีสำหรับผม เพราะผมสามารถเรียนได้ดี ทำอะไรต่างๆ ได้ดีที่โรงเรียน ผมโชคดีในเรื่องนั้น

     พ่อของผมไม่เคยให้ผมหยุดเรียน แถมยังกระตุ้นผมอยู่ตลอด เขาไม่เคยยัดเยียดอะไรให้ผม เขาไม่เคยบอกว่า ‘เฮ้ นายต้องเป็นหมอนะ’ หรือ ‘แกต้องเป็นวิศวกร’ เขาบอกแค่ว่า อะไรที่นายอยากทำ นายจงทำมัน นายรู้จักตัวเองดีที่สุด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมมีความสามารถในการรับผิดชอบตัวเองอย่างอิสระ อีกอย่างคือพ่อมักกระตุ้นให้ผมออกเดินทาง เมื่อมีโอกาสอะไรก็ตามที่ทำให้ผมได้ออกเดินทาง พ่อจะบอกว่า นายต้องตอบรับมัน นายต้องออกไปเห็นโลก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ผมยังเด็กหรือเข้ามัธยมแล้ว มันเลยทำให้ผมอยากทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอด ต้องการสำรวจทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการทำนั่นทำนี่ และมันก็ตามมาด้วยการทดลองมากมาย อีกอย่างคือผมได้พบเจอครูดีๆ ที่ช่วยทำให้ผมเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยวิถีทางของผมเอง

     ซึ่งจริงๆ แล้วครอบครัวของผมเป็นชนชั้นกลางระดับล่างนะ เราใช้จ่ายได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่นักเมื่อพี่ชายของผมซื้อเสื้อใหม่มาหนึ่งตัว และเมื่อเขาโตจนใส่มันไม่ได้ เสื้อตัวนั้นก็จะตกมาถึงมือผม และเมื่อมันคับเกินไปสำหรับผม ผมก็จะส่งต่อให้น้องชาย เราไม่ค่อยได้ซื้อของใหม่ๆ อย่างเวลาพี่ผมไปโรงเรียน และเขาเรียนจบ หนังสือเรียนของเขาก็จะถูกส่งต่อมาให้ผม เราไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือเรียนเล่มใหม่ และเมื่อผมเรียนจบ มันก็จะถูกส่งต่อไปให้น้องชายของผมอีก เพราะเราจ่ายค่าหนังสือทุกปีไม่ไหว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของผม

 

คุณรู้สึกอย่างไรกับความยากจนเหล่านั้น

     เราเป็นคนที่มีความสุขนะ ไม่เคยรู้สึกว่าอยากได้อะไรมากมาย เรามีทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ต้องการ แต่ความต้องการนั้นก็คือความต้องการเล็กๆ เท่านั้นแหละ

 

คุณคิดอย่างไรกับความคิดที่ว่า ‘เงินคือตัวการของความทุกข์’

     ถูกต้อง ส่วนใหญ่แล้วเงินทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ ดังนั้น คุณไม่ควรมีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่จงทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือผู้คน แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้ หลังจากนั้นคุณก็จะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาเอง

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

ในฐานะมนุษย์เงินเดือน ผมมีเงินเพียงพอ หรือบ้างครั้งก็ดูเหมือนจะมากเกินพอกับการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนด้วยซ้ำ ผมมีทุกสิ่งพร้อมตามมาตรฐานสังคม มีเงินเก็บพอสมควร แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจด้วยความไม่แน่นอนหรืออนาคตที่คาดเดาไม่ได้ คุณพอจะมีคำแนะนำให้บ้างไหม

     แน่นอน การหาเงินคือสิ่งที่คุณต้องทำ แต่ในใจของคุณ คุณก็อาจจะสร้างตาชั่งขึ้นมา ขณะคุณหาเงินมาได้ก้อนหนึ่งตามมาตรฐาน แต่เพื่อนของคุณอาจหาเงินได้มากกว่ามาตรฐานสองเท่า คุณก็เลยรู้สึกตัวเล็กลง คุณไม่มีความสุข แต่ถ้าเพื่อนของคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่ได้หาเงินได้มากกว่าคุณสองเท่า คุณก็จะรู้สึกโอเค รู้สึกสบายดี เพราะเขาหาเงินได้ถึงสองเท่า ดังนั้น ฉันจึงรู้สึกไม่มีความสุข มันคือความรู้สึกของความล้มเหลว เพราะคุณรู้สึกว่าเขาประสบความสำเร็จกว่า นั่นเพราะระบบทุนนิยมสอนเราว่าความสำเร็จคือการหาเงินมาให้ได้ ถ้าคุณหาเงินไม่ได้ก็เท่ากับคุณล้มเหลว และคุณก็จะไม่มีความสุขเพราะคุณเป็นคนล้มเหลว ดังนั้น คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับหัวใจของคุณเอง ถ้าไม่มีเพื่อนที่ทำเงินได้มากกว่าคุณ หรือญาติของคุณที่ทำเงินได้มากกว่าคุณ คุณอาจจะรู้สึกโอเค เพราะคุณมีเงินเพียงพอ คุณดูแลตัวเองได้ คุณดูแลครอบครัวของคุณได้ คุณแฮปปี้

 

ดังนั้น ต้นเหตุก็คือการนิยามความหมายของคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ โดยระบบทุนนิยม

     ใช่ มันคือการแข่งขัน คือการนิยามความหมายของความสำเร็จ การสร้างความฝันบางอย่างแก่เรา โดยบอกว่าการหาเงินมีค่าเท่ากับความสำเร็จที่มากขึ้น

 

เราจะเปลี่ยนมายด์เซตเหล่านี้อย่างไร

     ด้วยระบบการศึกษา ในการศึกษาเราต้องถกเถียงกันว่าอะไรคือความสุข ความสุขของคุณคืออะไร ความสุขของผมคืออะไร แล้วความสุขของคนอื่นๆ ล่ะคืออะไร เราไม่เคยถกเถียงกันถึงเรื่องพวกนี้ เรามักยอมรับสิ่งที่คนอื่นกำหนดมาอย่างง่ายๆ ราวกับนั่นคือธรรมเนียม พวกเราเลยเชื่อตามๆ กันมาว่ายิ่งมีเงินมากเรายิ่งมีความสุขมาก

 

เพราะ ‘ความสุข’ ก็เป็นเรื่องนามธรรมที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

     แน่นอน จริงแท้ เป็นเรื่องนามธรรม แต่เพราะมันเป็นเรื่องนามธรรม เราจึงสามารถเปลี่ยนนิยามของมันได้ มันไม่ใช่บางอย่างที่พระเจ้าประทานมาให้เราตั้งแต่ต้น ผมคิดแบบนี้ เพราะนี่คือสิ่งที่ผมถูกสอนมา เพราะพ่อแม่ของผมเคยพูดว่า ที่พวกเขามีความสุขเพราะพวกเขามีบ้านที่ดี แม้ว่าบ้านของเราจะไม่ได้สวยงามมากนัก ผมมีความสุขได้แม้แต่การอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ผมไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังใหญ่เพื่อที่จะได้มีความสุข นั่นเพราะจิตใจของผมถูกฝึกมาในรูปแบบนั้นว่าบ้านหลังใหญ่ไม่ได้เท่ากับความสุขที่ใหญ่กว่า หรือบ้านหลังเล็กไม่ได้หมายถึงความสุขที่เล็กกว่า 

เราอาจต้องเริ่มต้นที่การเปลี่ยนมายด์เซต อย่างในตอนที่มนุษย์อาศัยอยู่ในถ้ำ เราก็อาจจะมีความสุข แม้ว่ามันจะเล็กและแคบ แต่ผมอาจไม่ได้รู้สึกว่ามันอึดอัดที่จะอาศัยอยู่ในนั้น แม้ในถ้ำจะไม่มีระบบประปา ไม่มีครัว แต่ผมก็อาจมีความสุข เพราะสิ่งเหล่านั้นยังไม่เคยปรากฏขึ้นมาในโลก แต่เมื่อถึงเวลาที่มีระบบประปาเกิดขึ้น มีครัวเกิดขึ้น และคุณไม่มีมัน คุณก็จะรู้สึกว่าคุณช่างยากจนเหลือเกิน เพราะผมไม่มีระบบประปา ผมเลยไม่มีความสุข ดังนั้น เรื่องของความสุขอาจเป็นเรื่อง ‘ทางใจ’

 

สำหรับคุณเอง นิยามของ ‘ความสุขคืออะไร’

     ความสุขคือบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกถูกเติมเต็ม เมื่อคุณได้ทำบางอย่างที่คุณอยากทำ แล้วมันสัมผัสจิตใจของคุณหรือคนอื่น นั่นคือความสุขสำหรับผม มันคือการเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น ถ้าผมมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมก็จะมีความสุข หลังจากนั้นผมจึงเข้าใจว่า ชีวิตของผมบนโลกนี้มีคุณค่า เพราะมันมีความหมายต่อคนอื่นๆ แต่ถ้าไม่มีความหมายต่อคนอื่นๆ เลย มันก็คงเป็นชีวิตที่ไร้ค่า

 

แล้วความยากจนล่ะ ก็เป็นเรื่องนามธรรมเหมือนกันใช่ไหม นิยามของความยากจนของคุณคืออะไร

     มันคือการขาดโอกาส การถูกปฏิเสธโดยระบบ ระบบที่ไม่สามารถเข้าถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ระบบที่เป็นเหมือนเครื่องกีดขวาง

 

ไม่เกี่ยวกับว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ในกระเป๋าสตางค์

     ไม่ นั่นคือวัฒนธรรมที่ถูกสร้างโดยการตัดขาดโอกาส ต้นเหตุที่คุณไม่มีเงินก็เพราะคุณไม่มีโอกาส

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

อย่างที่คุณพูดว่า คน 99% ในโลกกำลังทุกข์ทรมานกับความยากจน และมีแค่ 1% เท่านั้น ที่ถือครองทรัพย์สินแทบทั้งหมด หลายคนเลยคิดว่า ทางออกสุดท้ายคือการก่อสงครามระหว่างคนจนและคนรวย คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้

      ถ้าคุณต้องการ คุณก็ทำได้นะ นั่นอาจเป็นทางออกหนึ่ง คุณอาจจะก่อสงคราม ต่อสู้กับพวกคนรวย ฆ่าพวกเขา จับพวกเขาเข้าคุก ยึดทรัพย์ ยึดที่ดินพวกเขาด้วยอำนาจและกำลังพล นั่นคือสิ่งที่การปฏิวัติแบบคอมมิวนิสต์ได้ทำมาแล้ว แต่คำถามคือมันแก้ปัญหาจริงๆ หรือเปล่า เพราะคุณอาจเอาทรัพย์สินไปจากพวกเขา แต่คุณจะเอาทรัพย์สินเหล่านั้นคืนสู่ผู้คนอย่างไร ทรัพย์สินเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ภาครัฐ และรัฐต้องให้สิ่งเหล่านั้นกับผู้คนฟรีๆ บางครั้งคุณอาจทำงานแค่เล็กน้อย แต่คุณกลับได้รับการจัดสรรปันส่วนที่ดิน (Land Redistribution) รัฐอาจบอกว่า ‘โอเค นี่คือที่ดินของพวกคนรวย ผมให้ที่ดินคุณ ตอนนี้มันเป็นของคุณ’ และคนยากไร้ก็จะยอมรับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมี นั่นดูเหมือนจะเป็นระบบที่ดีใช่ไหม ตอนนี้ผมเอาที่ดินของคนรวยไปให้คนจน

     แต่แล้วยังไงต่อ ในเมื่อคนจนไม่มีเงินที่จะเพาะปลูก พวกเขาไม่สามารถซื้อปุ๋ยได้ รัฐบาลก็เลยบอกว่า ‘โอเค งั้นเราให้ปุ๋ยคุณฟรีๆ ละกัน แล้วผมก็ให้เมล็ดพันธุ์คุณฟรีๆ ด้วย’ แล้วหลังจากนั้นผมก็ใช้มันจนหมด และปีต่อไปผมก็ต้องการเมล็ดพันธุ์อีก ผมอยากได้ปุ๋ยอีกรอบ ดังนั้น ระบบแบบนี้ไม่สามารถยืนระยะอย่างยั่งยืนได้ มันจะเดินไปอย่างโซเซ เพราะคุณไม่ได้เตรียมความพร้อมของผู้คนมาก่อนล่วงหน้า คุณยึดทรัพย์สินมาด้วยกองกำลังทหาร แต่คุณไม่รู้ว่าควรเตรียมพร้อมผู้คนอย่างไรเพื่อจะทำงานเหล่านั้น หลายๆ รัฐมีประวัติศาสตร์เช่นนี้ คุณไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

     ดังนั้น แน่นอนว่า ระบบเช่นนั้นไม่เวิร์ก มันพังทลาย เพราะรัฐไม่สามารถดูแลทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทุกคนได้ รัฐจะบอกว่าถ้าคุณอยากไปโรงเรียน เราก็จะบอกว่าโรงเรียนไหนที่คุณต้องไป เราจะบอกให้คุณเป็นวิศวกร เราจะบอกคุณว่าคุณต้องเป็นหมอ เราจะบอกคุณว่าคุณต้องเป็นคนทำงานในโรงงาน มันบ้ามากๆ เพราะผมไม่เคยอยากเป็นหมอ แต่รัฐบาลบอกว่าผมต้องเป็นหมอเท่านั้น

     นั่นคือเหตุผลที่ระบบนี้พังทลาย จริงๆ แล้วระบบควรเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันควรมากจากธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลออกคำสั่ง ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและคอนเซ็ปต์ของเศรษฐกิจด้วย หลังจากนั้นผู้คนจะเริ่มคิดหาหนทางที่แตกต่าง แต่ละคนสามารถสร้างธุรกิจทางสังคมเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน และปัญหาอื่นๆ ได้ มันเป็นกระบวนการที่ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถทำสำเร็จได้ทันทีทันใด

 

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีหลายสิ่งหลายอย่างต้องรับผิดชอบ ยังไม่สามารถลาออกจากงานแบบมนุษย์เงินเดือนได้ ผมจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบบที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ได้อย่างไร

     นี่คือช่วงเวลาของคุณ ถ้าคนแบบคุณต้องการที่จะหยุด และบอกว่าผมไม่ต้องการทำงานให้คนอื่นอีกต่อไป ผมต้องการยืนบนขาของตัวเอง ดังนั้น จงเริ่มคิดตั้งต้นจากธุรกิจอะไรที่คุณทำได้ อะไรที่คุณทำมันได้ดี ถือมันไว้ในมือคุณ และหาเงินทุน ซึ่งครอบครัวคุณอาจให้คุณได้ เพื่อนๆ ของคุณอาจช่วยคุณได้ หรือแม้แต่ธนาคารก็อาจให้คุณได้ และเริ่มลงมือทำธุรกิจของคุณเอง แต่คำตอบคือ มันมีความเสี่ยง ไม่มีธุรกิจใดไม่มีความเสี่ยง การทำธุรกิจอาจล้มได้ และนักธุรกิจก็สามารถกลับมาประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับความล้มเหลวด้วย มันไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณล้มเหลวในครั้งแรก ทุกอย่างจะจบ คุณต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง ความเสี่ยงในการทำงานประจำมันง่ายกว่า

     โดยเฉพาะการทำงานในภาครัฐ คุณทำงานที่นั่น และพวกเขาก็จะไม่มีวันไล่คุณออก คุณรู้ไหม พวกเขามักพูดว่า แม้กระทั่งคุณไม่ทำงาน ภาครัฐก็จะไม่ไล่คุณออก (หัวเราะ) แต่ในภาคธุรกิจ คุณต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่มีกำหนดเวลา ดังนั้น คุณควรเตรียมตัวเพื่อทำงานหนัก ทำให้ตัวเองแน่ใจว่าคุณเข้าใจกลไกการทำงานของตลาด เข้าใจสินค้าของคุณ แล้วค่อยเข้าไปสู่ตลาด ดังนั้น คุณต้องยอมรับความเสี่ยงและเตรียมตัวให้พร้อมในการรับมือมัน

 

สารภาพตามตรง พูดในแง่ส่วนตัวแล้ว จริงๆ ผมก็อยากเป็นนักเขียนวรรณกรรมดีๆ สักคน ผู้อยู่รอดได้ด้วยงานเขียนของตัวเอง แต่เมื่อมองความจริง พิจารณาจากงานเขียนของตัวเองที่มักถูกวิจารณ์ว่าอ่านค่อนข้างยาก รวมถึงตลาดวรรณกรรมไทยที่ดูไม่ค่อยดีนักแล้ว ‘อุปสงค์’ สำหรับผมก็ยิ่งน้อยลงไปอีก ความหวังนั้นจึงดูเลือนรางเหลือเกิน

     คุณก็ต้องสร้างการยอมรับขึ้นมา ถ้าคุณเอาแต่มองคนอื่น คุณก็จะทำอะไรไม่ได้ คุณต้องตัดสินใจ นักคิดที่กล้าเสี่ยงคือคนที่จะประสบความสำเร็จในที่สุด ผู้คนที่ไม่ยอมโอบกอดความเสี่ยงพวกเขาจะเป็นได้แค่ผู้อยู่รอดเท่านั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาทำอะไรได้มากกว่านั้นอีกเยอะ แต่พวกเขากลับกลัว ‘ถ้าฉันลาออกจากงาน โอ้ พระเจ้า! ฉันคงสูญเสียทุกอย่าง’ ถ้าคุณรู้สึกแบบนั้น คุณจะไม่มีวันหนีออกมาจากวังวนนั้นได้ คุณต้องกล้าหาญ ท้าทายตัวเอง ‘โอเค ฉันอาจจะล้มเหลว แต่ฉันจะยังยืนหยัดและพยายาม ฉันอยากเห็นบทสรุปสุดท้ายของมัน’ หลังจากนั้นมันจะกลายเป็นความมุ่งมั่น กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับคุณ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฆนาธร ขาวสนิท

ฮิปปี้ผู้เดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN