พูดคุยกับ ‘Job Catherapy’ เมื่อน้อง ‘แมวนวด’ มาชวนไปสนุกกับงาน NFT Play

“ส่วนตัวเราอยากโดนแมวนวด บวกกับการอยู่บ้านนานๆ แล้วรู้สึกปวดหลัง คือวนเวียนอยู่กับการนวด (หัวเราะ) เลยเห็นว่าไอเดียนี้สามารถต่อยอดได้เยอะ จึงนำมาสร้างเป็นคอลเลกชัน Catherapy ขึ้นมา”

        ‘จ๊อบ’ – นิษฐา พฤกษาชลวิทย์ เจ้าของคอลเลกชัน Catherapy หรือ แมวนวด เล่าถึงที่มาของผลงานตัวเองให้ฟัง งานประจำเธอคือการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา แต่ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้งานกองถ่ายไม่สามารถออกไปทำได้ตามปกติ เป็นที่มาให้เธอเริ่มเปิดเพจเล็กๆ ของตัวเอง เพื่อลงผลงานการวาดรูปที่นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งกับแมวของเธอ ซึ่งแมวนวดเป็นหนึ่งในสตอรี่ที่จ๊อบแชร์ในเพจ 

        “ในช่วงโควิดที่เราไม่ได้ทำงานประจำ ทำให้เกิดความคิดว่า เราควรหารายได้เสริมหรือเปล่า พอมีเวลาว่างเลยลองศึกษา NFT เสียหน่อยดีกว่า”

        จึงเกิดเป็น NFT Catherapy หรือ ‘แมวนวด’ ขึ้น จ๊อบทำ NFT มาเรื่อยๆ และได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ NFT BKK (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: https://adaybulletin.com/talk-guest-nft-bangkok-art-festival/61497) และด้วยกระแสการตอบรับที่ค่อนข้างดีจากอีเวนต์นี้นี่เอง วันนี้เธอจึงมาชวนเราไปร่วมสนุกกับโปรเจกต์ใหม่ที่เธอและผองเพื่อนในคอมมูนิตี้จัดขึ้นมาอีกครั้งกับ NFT PLAY

เล่าให้ฟังหน่อยช่วงแรกที่เข้ามาโลกของ NFT เป็นอย่างไรบ้าง

        ตอนนั้นแค่ลองเข้ามาดูเฉยๆ เหมือนเรายังไม่ได้ศึกษาลึกมาก แต่พอเข้ามาแล้วเริ่มศึกษาไปเรื่อยๆ ก็ทำไปศึกษาไป ไม่ได้วางแผนว่าจะทำในระยะยาวตั้งแต่แรก พอเราชอบแผนของโปรเจกต์ไหนก็พยายามเอามาปรับในส่วนที่เราจะทำได้ 

        จริงๆ ช่วงแรกเข้มข้นมาก รู้สึกว่าเราต้องปั้น ต้องบิลต์ตัวตนของเราให้คนรู้จักมากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นไม่มีงานเลย อยู่กับมันแทบทั้งวันทั้งคืน แต่พอค่าแก๊สเริ่มแพง งานประจำเราเริ่มกลับมา ก็อาจจะผ่อนลงไปบ้างแต่ก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ เพราะเรารู้สึกว่าไอเดียของเรายังต่อยอดได้ ถึงตอนนั้นอาจจะกลายเป็นอย่างอื่นก็ได้ 

        เราไม่ได้สนใจว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางไหน เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่าอีกหน่อยจะเป็นอย่างไร แต่ก็เล่นคอนเซปต์แมวนวดของเราไปเรื่อยๆ ดีกว่า ด้วยความที่เราทำสนุกๆ ไม่ได้กดดันอะไรมาก 

น้องแมวนวดได้รับการตอบรับจากเหล่านักสะสมขนาดไหน

        ตอนแรกดีเลยค่ะ เพราะเป็นช่วงที่พีก ทุกคนยังใหม่ ช่วงนั้นขายดีกันหมด เราก็พลอยขายดีไปด้วย  แต่ช่วงหลังมาจะกลายเป็นคนที่ชอบงานเรามากจริงๆ ที่ยังซื้ออยู่ ต่างจากช่วงแรกจะมีบ้างที่มีวาฬ (นักลงทุนรายใหญ่) ลง อย่างบางคนติดตามวาฬก็จะซื้อตามวาฬก็มีเหมือนกัน แต่พอช่วงหลังส่วนใหญ่เป็นคนที่ชอบงานเรามากจริงๆ ซึ่งเป็นนักสะสมหน้าเดิมเสียมากกว่าที่มาอุดหนุนกัน 

จากที่ทำเล่นๆ ช่วงที่ว่างจากการไม่ได้ทำงานประจำ แล้วเหตุผลใดที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมคอมมูนิตี้ NFT BKK

        เราชอบไปฟังตามห้องสเปซทวิตเตอร์ของคนอื่นอยู่แล้ว และ ‘พี่โน้ต’ – พงษ์สรวง ตาชุบ เขามีความคิดอยากจัดงาน NFT BKK ขึ้น เพื่อให้ศิลปินมารวมตัวกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มคลาย ถ้าจำไม่ผิดคือก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะมา พวกเราเริ่มคุยกันสนุก ฟังที่เขาพูดกันแล้วก็คล้อยตาม ตัวราเองยังอยากไปเลย 

        แล้วทีนี้มีคนยกตัวอย่างงานของ Bangkok Design Week ขึ้นมา หรือว่างานของเราจะเป็นลักษณะนั้น ไปเดินเล่นชมงาน NFT มี AR เหมือนไปจับโปเกมอนเล่น เราฟังแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี ซึ่งเผอิญ ‘ปั๊บ’ – นนทพร เกตุมณี หรือ ‘Code(Monet)’ มีคนรู้จักใน CEA (Creative Economy Agency – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ TCDC) เราก็เลยได้มาทำตรงนี้ แต่ถือว่ามาช่วยปั๊บมากกว่า หลังจากจัด NFT BKK ขึ้นซึ่งผลตอบรับจากงานที่ผ่านมาถือว่าดีเลย หนึ่งในร้านที่ตอนนั้นเขาจัดด้วยคือ Play Space ก็เห็นว่ามีคนสนใจ NFT เยอะมาก แต่ระยะเวลาที่เราจัดงานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ จึงทำให้เกิดเป็น NFT Play ขึ้นมา 

แล้ว NFT Play คืออะไร

        ย้อนกลับไปยัง NFT BKK ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ มีนิทรรศการ มีวงเสวนา และมีการเล่น AR หลังจากการจัดงานตรงนั้น เรารู้สึกว่ามีคนที่เดินเข้ามาพูดคุยกับเราเยอะอยู่เหมือนกัน ส่วนคนที่สนใจแต่ยังไม่ได้เข้ามาก็มีอีกเยอะ แล้วเหมือนเรายังคุยกันไม่สุด 

        เราก็เลยมองว่าสำหรับงานต่อไปอยากให้มีการพูดคุย ให้คนเข้ามาถามผู้เล่นตัวจริงในสนามได้ มีศิลปินจากหลายแขนงเข้ามาให้ถามตอบกันได้อย่างใกล้ชิด ประกอบกับร้าน Play Space เขาเปิดมาเพื่อทำเวิร์กช็อปอยู่แล้ว เราก็มองว่าเหมาะกับการเป็นพื้นที่ที่ให้คนเข้ามาพูดคุยกัน มาเล่นกัน มาวาดรูปเล่นกัน เลยเกิดเป็น NFT Play ขึ้น ซึ่งจะจัดหนึ่งเดือนเต็มๆ เลย

        การจะสร้างคอมมูนิตี้ให้กว้างขวางไปอีกได้ ไม่ใช่แค่มารู้จักกัน แต่เป็นการแชร์ประสบการณ์ให้กันและกันมากกว่า ซึ่งปกติแล้วชาว NFT จะอยู่บน Space ใน Twitter เท่านั้น อย่างมากก็มาเล่าปรับทุกข์ ชิลล์งาน คุยเรื่องคริปโต แต่ยังไม่มีการเวิร์กช็อปที่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา จึงเป็นจุดประสงค์หลักของ NFT PLAY ที่ไม่ใช่แค่จัดการแสดงงานของศิลปิน NFT ไทยกว่า 50 คน แต่เป็นการสร้างเสริม ส่งเสริมกันและกัน โดยมีเวิร์กช็อปดีๆ มากมาย ทุกอาทิตย์ จัดเต็มทุกสาย เช่น NFT MUSIC X Lilheart NFT Marketing X FlippedFace NFT Smart Contract x NotJiam NFT Photography x Camel Cut และ NFT AR x Keen Collective

        อย่าง smart contract เหมาะสำหรับศิลปินที่เคยทำแต่อาร์ตอย่างเดียว แล้วอยากมาฟังเป็นความรู้เสริม เพราะว่านักสะสมจะพูดกันเยอะว่า ถ้าศิลปินนั้นมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมาเสริม จะเป็นการต่อยอดที่ดีกับตัวศิลปินเอง นอกจากนี้ก็จะเป็นการมานั่งวาดรูปเล่นกับ RBNEALLEAN ที่ใช้สีเดียววาดรูป สร้างงานศิลป์ได้ และ STOEYP ก็เป็นบุคคลในคอมมูนิตี้ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี ทั้งสองคนจะชวนทุกคนมาวาดรูปด้วยกันเหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง

        เราอยากให้คนรู้สึกว่า NFT ไม่ได้เป็นแค่วาดการ์ตูนเล่นอย่างเดียว แต่มีหลายแง่มุมมากที่จะสามารถต่อยอดไปได้ในอนาคต

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการอยู่ใน NFT หรืออุปสรรคที่ต้องเจอแล้วผ่านไปให้ได้ 

        เราว่าเป็นส่วนของการทำอย่างไรให้คนสนใจงานเรามากกว่า เพราะทุกคนวาดรูปได้ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว แต่การจะทำให้คนสนใจงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นสตอรี หรือการตลาดก็ดี สิ่งนี้เราว่าต้องทุ่มพลัง และให้เวลากับมันประมาณหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่มักจะท้อกันเยอะมาก เพราะไม่ใช่ว่างานเราไม่ดี แต่พอไม่ถูกมองเห็น หรือล่อใจผู้ซื้อว่าซื้อไปแล้วได้อะไร ก็พลอยทำให้คนท้อว่าทำไมเขาไม่มาซื้องาน ซึ่งเราว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเรื่องของการตลาดเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและวางแผนกันดีๆ  แต่เราไม่ได้บอกว่าเราทำได้ดีนะ เราก็พยายามทำอยู่ ไหนจะต้องแข่งกับคนอีกตั้งเยอะ 

หลังจากอยู่ในแวดวงมาประมาณหนึ่งแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลงของ NFT ในบ้านเราอย่างไรบ้าง

        เราว่าเริ่มเห็นโปรเจกต์ใหญ่เยอะขึ้น จากตอนแรกเป็นศิลปินตัวเล็ก ตอนนี้เริ่มเห็นโปรเจกต์ที่จริงจัง ใหญ่ขึ้น มีนักพัฒนา มีทีม ทำเหมือนเมืองนอกเลย หรือแม้แต่กับศิลปินเดี่ยวแต่ละคนก็มีการตลาดที่ชัดขึ้น ทุกคนเริ่มทำการตลาดเก่งขึ้น ซึ่งน่าสนใจดีที่แต่ละคนพัฒนาขึ้นเยอะมาก

ประทับใจอะไรในความเป็น NFT Community Thailand 

        เราว่าทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันดีมาก น่ารักเสมอ เราเห็นมหกรรมรีพินในทวิตเตอร์แล้วก็ทึ่งมาก เพราะไปดูทวีตของฝรั่งเขาก็ไม่ทำอย่างนี้กัน มีแต่คนไทยที่ทำ หรืออาจจะทำแต่มูดแอนด์โทนไม่เหมือนกัน ของเราดูเป็นมิตรแก่กันมากกว่า แล้วมีคนไทยหลายคนที่ไปศึกษา หรือรับข้อมูลจากที่ต่างๆ จากสเปซต่างๆ แล้วช่วยมาบอกต่อในคอมมูนิตี้ไทย

        และจากงาน NFT BKK ที่จบไป ดูเผินๆ อาจมองว่าการแสดงงานไม่ได้ช่วยใคร แต่ความจริงช่วยได้มาก น้องที่รู้จักกันจากที่ขายไม่ได้มานาน ก็เพิ่งมาขายได้รัวๆ จากงานนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดเหมือนกัน เพราะเราเข้าใจว่านักสะสมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่คนไทยก็มี ซึ่งศิลปินขายงานได้เยอะอยู่พอสมควร เราก็หวังว่างานนี้จะช่วยให้ใครหลายคนขายงานได้เยอะๆ เช่นเดียวกัน เพราะเป็นการช่วยเพิ่มการมองเห็นของเขาด้วย 

จากที่พาตัวเองมาอยู่ในแวดวงนี้ ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ อย่างไรบ้าง

        ในมุมส่วนตัว ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเมตาเวิร์สมาแน่ ซึ่งเราว่าโลกนี้คือโลกใหม่ ถ้าเราได้เริ่มเข้ามาก่อนทำให้เราได้ทำความเข้าใจกับมันก่อน และได้เปรียบกว่า ตอนนี้บางคนยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี อาจจะลองทำ NFT ไปก่อน แต่ต่อไปอาจจะทำธุรกิจ หรืออาชีพอะไรก็ได้ในโลกใหม่ คือมันไปได้ไกลอีกมากๆ 

        ในส่วนของการเป็นผู้จัดอีเวนต์ เราไม่ได้คาดหวังอะไรจากการจัดงานเท่าไหร่ เหมือนทำเพราะสนุกมากกว่า แต่ก็คงได้คนรู้จักเพิ่มมา และทำให้ทุกคนได้แสดงงาน ได้ถูกมองเห็นมากขึ้น ถือว่าได้ช่วยคนอื่นด้วยและตัวเองไปในตัวด้วย 

ถึงตอนนี้ได้วางเป้าหมายในระยะยาวไว้บ้างหรือเปล่า

        เรามีแพลนว่าจะต่อยอดแบรนด์เราไปอีก แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงวางแผนว่าจะเป็นอะไรได้บ้าง อาจจะไม่ได้เป็นเกี่ยวกับ NFT ก็ได้ อาจจะเป็นการขายสินค้าในชีวิตจริง เราไม่ได้อยากวาดแค่แมวนวดแล้วจบ แต่อยากทำอะไรมากกว่านี้ แล้วก็รู้สึกว่ายังต่อยอดได้อีก


เรื่อง: คุลิกา แก้วนาหลวง