เส้นทางการเป็นนักพากย์ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’

ในขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนต้องทำหน้าที่ของพ่อแม่ รวมทั้งหน้าที่ของการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ มากมาย จนบางครั้งหลายคนก็หลงลืมไปว่าตัวเองก็เคยเป็นเด็ก เคยยิ้ม หัวเราะ กับเรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะการ์ตูนที่เป็นของโปรดสำหรับเด็กแทบทุกคน เราจึงอยากชวนทุกคนมาย้อนวัยเด็กไปกับบทสัมภาษณ์ของ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’ หรือ นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ นักพากย์การ์ตูนที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความสนุกสนานเฮฮาในวัยเด็ก

        โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้ใหญ่ในเวลานี้ น่าจะเป็นแฟนการ์ตูนที่น้าต๋อยพากย์กันอย่างทั่วถึง ไล่มาตั้งแต่ หน้ากากเสือ ดรากอนบอล โดราเอมอน น้าต๋อยของเด็กๆ เคยปรากฏเป็นข่าวใหญ่ว่ามีอาการป่วยหลายโรค จนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว ซึ่งข่าวสารนี้ก็ได้ปรากฏขึ้นมาในหน้าแฟนเพจของน้าต๋อย ที่ลูกชายเป็นคนสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับแฟนๆ

        ช่วงเวลานั้น กำลังใจจากผู้ใหญ่หัวใจเด็กหรืออดีตเด็กน้อยที่โตมากับการ์ตูนและเสียงพากย์ของน้าต๋อยต่างก็หลั่งไหลไปที่หน้าเฟซบุ๊กของน้าต๋อย หลายคนแสดงตัวว่าทำอาชีพต่างๆ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนที่น้าต๋อยเป็นคนพากย์ และด้วยกำลังใจที่มากมายมหาศาล ก็ทำให้น้าต๋อยผ่านช่วงวิกฤตของชีวิตมาได้ เราจึงอยากให้บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้เป็นเหมือนของขวัญสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่ลืมความเป็นเด็กทุกคน

 

คุณเคยเล่าว่าอยากเป็นนักพากย์ตั้งแต่เด็ก ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น เพราะดูเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง

        ถอยไปสักประมาณ 50 ปี ตอนที่ผมอายุประมาณสิบกว่าขวบ ผมช่วยคุณพ่อทำงานที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม ก็คือช่อง 9 อสมท ในปัจจุบัน คุณพ่อผมเป็นพนักงานรุ่นก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ ท่านจะอยู่แผนกฟิล์มภาพยนตร์ จะเก่งเรื่องฟิล์มภาพยนตร์ เพราะทำงานในโรงภาพยนตร์มาก่อน คือเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักโรงหนังอย่างศาลาเฉลิมไทย จะรู้จักแต่ลิโด้ สกาลา ซึ่งคุณพ่อผมก็ทำงานที่ศาลาเฉลิมไทยก่อนจะมาเข้าที่ช่อง 4 บางขุนพรหม จนพอผมเริ่มอยู่ ป.4-5 คุณพ่อก็เริ่มสอนเรื่องฟิล์มภาพยนตร์ให้ว่าเป็นยังไง มีฟิล์มสไลด์ ฟิล์มหนัง 8 มม., 9.5 มม., 16 มม., 35 มม. ไปจนถึง 70 มม. ซึ่งผมก็ได้ไปยืนดูเขาพากย์หนังในห้องพากย์ สมัยก่อนเขาพากย์หนังฝรั่งกันเยอะ ผมก็ไม่ได้สนใจ จนตอนนั้นมีการ์ตูนยุคแรกๆ อย่าง เลโอสิงห์น้อยเจ้าป่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นตำนานของ ไลออนคิง ผมก็ไปดูเขาพากย์แล้วชอบ จนมีเรื่องที่สองคือ หน้ากากเสือ ที่เข้ามาปี 2510 กว่าๆ เห็นเขาพากย์ หน้ากากเสือ กัน ตอนนั้นก็เริ่มมีความรู้สึกอยากพากย์การ์ตูน รู้สึกว่าอยากพากย์ หน้ากากเสือ มากเลย

        หลังจากนั้นมาประมาณอีก 10 กว่าปี ผมก็เรียนหนังสือแล้วทำงานมาเรื่อยๆ จนมาเป็นพนักงานประจำที่ช่อง 4 บางขุนพรหม ตอนปี 2523 ก็เริ่มมาพากย์หนัง เริ่มหัดใช้เสียง ครูคนแรกของผมคือ คุณฉลอง สิมะเสถียร เด็กรุ่นนี้คงไม่รู้จัก อาหลองเป็นพระเอกช่อง 4 บางขุนพรหมตอนนั้น เขาเล่นเป็นชายกลางคนแรกของเมืองไทย แกก็สอนผมใช้เสียงที่ถูกต้อง อ่านสคริปต์ อ่านสารคดี แล้วก็โยนผมไปฝึกกับผู้ประกาศช่อง 4 บางขุนพรหม ลองให้ผมอ่านข่าว ซึ่งสมัยก่อนการอ่านข่าวต้องเป็นแบบ BBC Broadcast หน้าต้องนิ่ง เสียงต้องมีพลัง แต่เผอิญเสียงผมช่วงเวลานั้นมันไม่เหมาะจะอ่านข่าว เพราะว่ามันนิ่มนวลและมีโทนเยอะ มีความสูงๆ ต่ำๆ ไม่เต็มที่ ผมอ่านข่าวไม่ได้ ก็เลยให้ผมไปอ่านสารคดีแทน แล้วก็ฝึกพากย์หนัง

เริ่มต้นพากย์เสียงจริงๆ จังๆ ตอนไหน

        ได้พากย์หนังครั้งแรกตอนอยู่ประมาณ มศ.5 เป็นหนังจีนเรื่องแรกในเมืองไทย เรื่อง ขบวนการเปาเปียว แล้วหนังจีนเรื่องที่สองคือ เปาบุ้นจิ้น ผมก็พากย์เป็นทหารเลว พากย์เป็นคนรับใช้ไปเรื่อย เป็นการพากย์สดออกอากาศ ไม่ได้อัดเสียง ใส่หูฟังแล้วพากย์ไป ก็พากย์หนังจีนหลายเรื่อง หนังฝรั่งหลายเรื่อง จนมีการเปลี่ยนแปลงจากช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นช่อง 9 อสมท ตอนปี 2520 ตอนนั้นผมเป็นพนักงานแล้ว ก็ได้พากย์หนังฝรั่งมาเรื่อย ซึ่งช่วงนั้นคนก็จะชินที่ผมพากย์หนังฝรั่ง จนกระทั่งปี 2523 มีคนเขามาเช่าเวลาออกอากาศการ์ตูนเรื่อง ไดมอส เจ้าขุนพล แล้วหาคนพากย์ไม่ได้ ผมก็ฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ แต่พอพากย์ไปแล้วเด็กไม่ติดเลย เพราะเสียงเหมือนหนังจีน หนังฝรั่ง

        ซึ่งตอนนั้นการ์ตูนญี่ปุ่นจะมีอยู่ที่ช่อง 7 ขาวดำ หรือช่อง 5 ปัจจุบัน ก็มี อุลตราแมน มี ไอ้มดแดง มี กาโม่ หนังการ์ตูนเหล่านี้จะอยู่ช่องนี้หมด ซึ่งเราพากย์สู้รุ่นพี่ไม่ได้เลยจนจบไปเรื่องหนึ่ง ก็ท้อ คิดว่าอย่าไปพากย์การ์ตูนเลย ไปพากย์หนังฝรั่งเหมือนเดิมดีกว่า จนมาถึงเรื่องที่สองที่ได้พากย์ ผมขนลุกเลย คือเรื่อง หน้ากากเสือ เป็นเวอร์ชันเดียวกับที่ผมดูตอนเด็กๆ ผมก็ได้พากย์ตัวหน้ากากเสือ ตอนนั้นปี 2523 ปลายปีแล้ว ซึ่งพากย์ หน้ากากเสือ ไปได้สิบกว่าตอนเด็กก็ไม่ติด เพราะบอกว่ามันแข็ง

แล้วภาพจำในฐานะนักพากย์การ์ตูนของคุณเริ่มมาชัดเจนตอนไหน

        จนมาปี 2525 มีการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน เข้ามา ตอนนี้การทำงานก็เริ่มดีขึ้นแล้ว เริ่มมีการส่งข้อมูลมาเป็นเทป ก็เริ่มมีการซ้อมกันง่ายขึ้น มีการกำหนดตัวให้พากย์ ผมก็พากย์เป็นไจแอนท์ พอเริ่มพากย์ไปจดหมายจากเด็กๆ ที่ดูเริ่มเยอะ ส่งมาเป็นพันฉบับต่ออาทิตย์ จากเมื่อก่อนมาแค่ร้อยฉบับ หนูชอบเรื่อง โดราเอมอน มากเลย ชอบทีมพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ ชอบคนที่พากย์ไจแอนท์มากเลย ผมก็นั่งตอบจดหมายไปด้วย จากจดหมายพันฉบับก็กลายมาเป็นหมื่นฉบับ เลยบอกฝ่ายประชาสัมพันธ์ว่าเขียนไม่ไหวแล้วครับ

        ซึ่งถ้าพูดไป โดราเอมอน เป็นการ์ตูนที่ทำให้เกิด ช่อง 9 การ์ตูน ขึ้นมา เล่าถึง โดราเอมอน อีกหน่อย ตอนแรกเรื่อง โดราเอมอน เข้ามาฉายที่ช่อง 3 ก่อน แต่ คุณประวิทย์ มาลีนนท์ ไปบอกกับซีอีโอของการ์ตูนเรื่องนี้ที่ญี่ปุ่นว่าช่อง 9 กำลังทำโปรแกรมการ์ตูน ให้เอามาขายช่อง 9 เถอะ ซึ่งตอนนั้นช่อง 3 ก็ทำเรื่อง อิคคิวซัง นินจาฮาโตริ ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับ โดราเอมอน ซึ่งจริงๆ แล้วเขาต้องได้ลิขสิทธิ์ไป เพราะว่าติดต่อซื้อการ์ตูนกับบริษัทนี้ก่อนเรา ถ้าเขาเก็บ โดราเอมอน ไว้ ช่อง 9 การ์ตูน ก็ไม่ได้เกิด เท่ากับว่าคุณประวิทย์แฟร์มาก ซึ่งหลังจบ โดราเอมอน ก็มีอีกเรื่องคือ ดร. สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ เข้ามา ช่วงเวลานั้นการ์ตูนในประเทศไทยเข้าสู่ช่วงพีกมาก

        จากจดหมายหมื่นฉบับ กลายเป็น 2 หมื่นฉบับ ก็ปรึกษากับผู้บริหารว่า แล้วจะทำอย่างไรดี ให้เขียนตอบก็ไม่ไหวแล้ว อย่างนั้นออกประกาศในโทรทัศน์แล้วกัน หาผู้ประกาศมาอ่านจดหมายดีไหม หัวหน้าฝ่ายช่วงเวลานั้นก็บอกว่า ไม่เวิร์ก เพราะคนพวกนั้นไม่รู้เรื่องการ์ตูน เอาคนพากย์สิ แล้วเป็นใคร คนนู้นก็ไม่ออกทีวี คนนี้ก็ไม่เอา สุดท้ายก็เป็นผม ตอนนั้นผมก็ตัวดำๆ ผมหยิกๆ คนในช่อง 9 ก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าจะให้ผมออกเหรอ อีกฝ่ายก็บอกว่าไม่มีเวลาแล้วให้ออกเลย พอทำออกมาจริงๆ คาแรกเตอร์แข็งๆ แบบธรรมชาติของผมก็ถูกใจเด็ก (หัวเราะ) เวลาผมอ่านจดหมายก็จะตลกๆ นี่หนูใช้มือหรือใช้เท้าเขียน ปรากฏว่าเด็กชอบคาแรกเตอร์นี้ แล้วเด็กก็มาถามว่า ผมชื่ออะไร ก็บอกไปว่าชื่อต๋อย แล้วเขาบอกว่าผมหน้าเหมือน ดร. เซมเบ้ ก็เลยเรียกว่า ‘น้าต๋อย เซมเบ้’ แล้วกัน ก็ตั้งแต่ประมาณปี 2528 ผมก็ออกทีวีมาโดยตลอด

รวมๆ แล้วคุณทำงานเกี่ยวกับการ์ตูนมาประมาณกี่ปี

        ที่พากย์การ์ตูนมาจริงๆ คือ 32 ปี เพราะผมหยุดพากย์มาหลายปีแล้ว หยุดมาตั้งแต่ปี 2555 แต่มาถึงวันนี้ ช่อง 9 การ์ตูนยังมีอยู่เป็นปีที่ 36 ก็พากย์มาประมาณ 32 ปี

แล้วพอคุณทำงานเกี่ยวกับการ์ตูนมาถึงระดับหนึ่ง ตอนนั้นคุณถึงเริ่มต่อยอดมาทำโชว์เกี่ยวกับการ์ตูนของตัวเองใช่ไหม

        ใช่ๆ พอพากย์มาถึงช่วงปี 2529 ผมเป็นหนังหน้าไฟให้ทางช่อง 9 ตลอดเวลา เวลาใครจะโจมตีการ์ตูน นักการเมือง ผู้ปกครอง หรือสื่อจะโจมตีการ์ตูน น้าต๋อยก็โดนคนเดียว ทุกคนคิดว่าน้าต๋อยเป็นคนทำการ์ตูน แต่ไม่ใช่ เพราะจริงๆ ช่องเป็นคนจัด แต่ผมออกหน้า ตอนนั้นผมก็พยายามเจรจาให้ทุกอย่างออกมาดี จนกระทั่งเบื่อ ตอนนั้นได้แค่พากย์การ์ตูนอย่างเดียวตำแหน่งก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย เจอผู้อำนวยการ เขาก็มาตบหลังชมว่าเก่งมากเลยครับ ผมก็ถามอย่างนั้นท่านไม่ขึ้นเงินให้ผมบ้างเหรอครับ เขาเดินหนีไปเลย (หัวเราะ) ก็เบื่อ งั้นลาออกดีกว่า มาเปิดบริษัทของตัวเอง ทำการ์ตูนเอง คือก็ไม่ได้น้อยใจนะ แต่ตอนนั้นอยากจะรู้ว่าต้นกำเนิดของการ์ตูนอย่างญี่ปุ่นเป็นยังไง ตอนทำอยู่ช่อง 9 ก็ไปไหนไม่ได้ ก็ออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง เพราะคิดว่าจะได้เห็นโลกกว้าง

        ก็มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อคุณสมชาย ผมจำนามสกุลเขาไม่ได้นะ เขาทำงานอยู่บริษัทเจแปนแอร์ไลน์ ก็ชวนให้ผมมาเป็นพรีเซนเตอร์ของเจแปนแอร์ไลน์ เพื่อจัดกรุ๊ปทัวร์พาเด็กๆ ไปญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ก็ได้รู้จักทีมงานที่ญี่ปุ่น ก็เอา อุลตราแมน มาโชว์ครั้งแรกที่เมืองไทย เอาเจ็ตแมนที่เป็นดาราจริงมาโชว์ที่เมืองไทย ตอนนั้นลงทุนสูงมาก เงินที่มาจากการพากย์หนังก็เอามาลงทุน กู้แบงก์ด้วย ยืมญาติด้วย ต่อมาก็คิดว่าเราเอาโชว์ญี่ปุ่นมาเยอะแล้ว ก็เลยคิดอยากทำโชว์ของตัวเอง ก็ไปคิดคาแรกเตอร์โชว์ของตัวเอง ชื่อว่า คริสตัลไนต์ ขึ้นมา แล้วก็เอาเงินทุนมาสร้างหนัง 22 ตอน ถ่ายทำในเมืองไทย

        เป็นเนื้อเรื่องแบบ ขบวนการ 5 สี นี่แหละ แบบที่ผู้ใหญ่ดูเพลิน เด็กก็ดูเพลิน แล้วฉากหลังเป็นสถานที่สำคัญในเมืองไทยที่เด็กๆ จะได้เห็น อย่างเช่น สะพานพระราม 8 ถ้ำค้างคาวที่ราชบุรี มีค้างคาวบินออกมาเป็นแสนตัวเหนือหัวสัตว์ประหลาด คือไม่มีใครกล้าไปถ่ายนะ เพราะมีคนบอกว่าเจ้าที่แรง ผมก็ไปสวดขอเจ้าที่ คนเล่นเป็นสัตว์ประหลาดก็สั่นนะ ก็ดีไง เหมือนสัตว์ประหลาดกำลังคลั่ง จริงๆ คนเล่นเขากลัว (หัวเราะ) บอกเลยว่าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วสำหรับมุมนี้ ช่วงนั้นผมก็ไปถ่ายที่นั่น แล้วก็มีแถบชลบุรี ที่เห็นเรือเดินสมุทร เท่มาก คืออยากจะบอกว่าสถานที่ดีๆ ในเมืองไทยเยอะมาก แต่ผมก็ลงทุนไปเยอะนะ เป็นเงินส่วนตัว 20 กว่าล้าน ได้ฉายแค่ 9 ตอนทางช่อง 5 แล้วเขาก็เปลี่ยนเวลาเปลี่ยนผังใหม่ หนังก็เลยไม่ได้ฉายต่อ แต่ก็ยังทำไว้ ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเสียใจ

        มันเป็นความภูมิใจที่ได้สร้างงานขึ้นมาก ผมฝึกคนมามาก ฝึกเด็กที่มาเล่นกับผม ตั้งแต่เรียน ม.ปลาย จนเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ใช้เวลาถ่ายทำ 4 ปี ถ่ายทุกวันเสาร์ คือผมไปเสาะหาวิชาถึงวัดเส้าหลินเลยนะ เขาก็ต้อนรับเราดีมาก มีคนที่ฝึกวรยุทธมายืนต้อนรับตรงบันไดมังกรแล้วตบมือให้เรา เจ้าอาวาสก็รับผมเป็นศิษย์ แล้วก็ตั้งฉายาผมว่า ซิเต๋อรัน จริงๆ แล้วผมฝึกยูโด คาราเต้ ตั้งแต่เด็ก ท่านก็เลยช่วยปรับท่าให้ผม แล้วผมก็ได้เจอเหล่าซือมาสอนกังฟูที่สวนลุมฯ ท่านก็มาช่วยฝึกเด็กให้ผม ผมฝึกเด็กเป็นปีกว่าจะถ่ายหนังได้ รับรองว่าทุกอย่างเป๊ะแน่นอน

 

สมัยก่อนคนไทยมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ทำไมน้าต๋อยถึงเชื่อมั่นในการ์ตูน

        สมัยก่อนตอนที่การ์ตูนเริ่มดัง ทั้ง ดร.สลัมป์ฯ โดเรมอน ดราก้อนบอล มันมีทั้งกระแสที่ดีและกระแสโจมตี ก็มีคนที่บอกว่าจะปกป้องเด็กจากสิ่งไม่ดี บอกว่าการ์ตูนเป็นสิ่งรุนแรง โป๊เปลือย ผมก็ต้องไปออกหน้า จำได้เลยช่วงปลายปี 2529 มีการเชิญครูมาจากทั่วประเทศ มาที่คุรุสภา เป็นครูประถมปลายกับมัธยมต้น หลายร้อยคนมาก สื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง มาถกกันว่ารายการเด็กที่ดีเป็นยังไง ผมก็ไปในฐานตัวแทนช่อง 9 แต่ช่อง 9 จริงๆ คือไม่มีใครไปเลย กลายเป็นว่าน้าต๋อยไปคนเดียว แล้วตอนนั้นผมลาออกจากช่อง 9 แล้ว แต่ช่อง 9 ก็มาขอร้องผมให้ไป ผมก็เออ ไปก็ได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมก็บอกว่า ทุกคนก็ดูการ์ตูนกันนะ แล้วจะโจมตีการ์ตูนกันทำไม ที่ว่าการ์ตูนรุนแรง ถ้าการ์ตูนไม่มีการต่อสู้เลย มันจะสนุกไหม แล้วเด็กจะดูไหม

แล้วในงานนี้ น้าต๋อยได้พูดอะไรอีก

        คือก่อนที่ผมจะกลับ ผมก็บอกว่า ที่ถามว่าการ์ตูนให้อะไรเด็ก มันให้ความเป็นครอบครัวครับ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว บ้านหลังหนึ่งก็มีทีวีแค่เครื่องเดียว ตอนเช้าพ่อแม่ก็ตื่นมาดูการ์ตูนกับลูก ทำกับข้าวกิน ดีกว่าปล่อยลูกไปไหนไม่รู้ ถ้าตื่นมาดูการ์ตูน ก็ได้อยู่บ้านกัน ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน แล้วอีกคำถามที่ถามว่า เด็กที่ดูการ์ตูนโตไปจะเป็นยังไง อันนี้ก็ตอบยากนะ เพราะเป็นเรื่องของอนาคต ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็ตอบไปว่า คงไม่ได้ไปเป็นโจร ไม่ได้เป็นคนเลวอะไรหรอกครับ ถ้าพ่อแม่ดี ลูกก็น่าจะดีนะ ถ้าอิงตามหลักพันธุกรรม คือที่อ้างเรื่องพันธุกรรมคือเพราะผมเพิ่งพากย์หนัง สตาร์เทร็ก มาพอดี (หัวเราะ) ก็ลอกคำพูดสป็อกมาเลย โครงการเจเนสิสไปเพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิตบนดาวที่ตายแล้ว ผมก็เอามาทั้งดุ้นเลย

แล้วทุกวันนี้น้าต๋อยได้คำตอบหรือยัง

        คือ 30 ปีผ่านไป จากที่มีคนถามคำถามนี้ ผมก็เจอกับตัวเอง คือเจ็บป่วยปางตาย ต้องนอนโรงพยาบาล คนที่ช่วยชีวิตผมก็คือคนที่ดูการ์ตูนของผมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทุกคนเลย ตั้งแต่หมอผ่าตัด หมอรักษาโรคหอบหืด แม้กระทั่งหมอดมยา ผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล ก็มาบอกว่าหนูดูการ์ตูนน้าต๋อยตั้งแต่เด็ก บางคนได้ดู หน้ากากเสือ ซึ่งก็คือหมอผ่าตัดกระดูกสันหลัง หมอภูมิแพ้ของผมก็ดู เซเลอร์มูน ผู้อำนวยการก็ดู ดราก้อนบอล ทั้งหมอทั้งพยาบาลดูหมด นี่ก็คือคำตอบว่าเด็กที่ดูการ์ตูนโตไปแล้วจะเป็นยังไง ก็นี่ไง โตมาช่วยชีวิตผมนี่แหละ

        ก็อย่างที่ผมไปพูดในรายการ TED Talks นั่นแหละ คือตอนที่ผมผ่าตัดครั้งที่สองเพื่อใส่กระดูกสันหลังเทียม ผมเจ็บมาก คุณหนุ่ย พงศ์สุข เขาก็มาหาผม แล้วก็โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่ามาช่วยกันส่งพลังให้น้าต๋อยหน่อย ก็มีคนส่งข้อความมาเยอะมาก บางคนเป็นทหาร เป็นตำรวจ เป็นข้าราชการ ก็มาช่วยส่งพลังให้ผมกันหมด มีคนส่งข้อความมาบอกว่า ตอนเด็กๆ เคยดูการ์ตูนน้าต๋อย เรื่อง มาครอสจ้าวเวหา ดูแล้วอยากเป็นนักบิน ตอนนี้ผมได้เป็นนักบินการบินไทยแล้ว ตอนไปพูดรายการ TED Talks พอพูดจบคนดูก็ยกมือกันมากมาย บอกว่าผมเป็นหมอ ผมเป็นคนดี นี่ไง คือคำตอบ

ถ้าย้อนไปมันก็เหมือนปาฏิหาริย์เหมือนกันนะ ที่เด็กเหล่านี้โตมาช่วยชีวิตน้าต๋อย

        มันก็เหมือนปาฏิหาริย์นะครับที่ผมได้มาพากย์การ์ตูน ถ้าผมพากย์หนังอย่างเดียวผมก็คงไม่มีชื่อเสียง แล้วก็ไม่ได้มีคนมาสนใจผมขนาดนี้ แล้วก็คงไม่มีคำตอบว่าเด็กที่ดูการ์ตูนโตขึ้นแล้วจะเป็นยังไง

การเป็น น้าต๋อย เซมเบ้ ที่มีคนรู้จักทั้งประเทศ ทำให้รู้สึกอย่างไร อึดอัดบ้างไหม

        ช่วงแรกๆ ตอนหนุ่มๆ ก็เขินนะ ตอนนั้นอายุ 27 ก็ยังห้าวๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ ใส่เสื้อหนัง แต่ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้านะ แค่ชอบไปฟังเพลงตามผับ ดิสโก้นี่เข้าประจำ เข้าไปเต้น ไม่ได้ดื่มนะ เวลาไปงานเลี้ยงก็ดื่มเบียร์บ้าง สามสี่แก้วก็ไม่ไหวแล้ว แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปกินกับเพื่อน นั่งกันเต็มโต๊ะเลย ก็มีคุณแม่ที่ไหนไม่รู้มาทักผมบอกว่า น้าต๋อยอย่าทานเหล้าได้ไหม ไม่อยากให้เด็กๆ เห็น ผมก็รู้สึกหดหู่ไปหมดเลย ทำยังไงดีวะ เดินออกไปข้างนอก รอจนกว่าแม่ลูกเขาจะกลับ หลังจากนั้นมาก็ไม่ดื่มแอลกอฮอล์นอกบ้านอีกเลย ถ้าจะสังสรรค์ก็จะกินที่บ้าน อย่างเวลาไปนั่งตามร้านอาหารก็คือไม่มีเหล้าอยู่ตรงหน้า แล้วผมก็ไม่ใช่คอเหล้าอยู่แล้ว เพราะกินไม่ได้ กินได้แค่เบียร์

 

ในบทบาทของ น้าต๋อย เซมเบ้ ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหม

        ถ้าเป็นภารกิจใหญ่ๆ ก็ไม่มี เวลาไปไหน ใครจำผมได้มาทักผมได้เลย ที่ให้ทักก่อนเพราะว่าผมจำใครไม่ค่อยได้ ไม่ใช่ว่าผมหยิ่งหรอกนะ อย่างเราเจอกันวันนี้ วันอื่นผมก็จำไม่ได้แล้ว เพราะว่าผมกินยาเยอะมาก จำหน้าคนไม่ไหว สับสนไปหมด ไม่กล้าไปทักใคร

ตอนนี้น้าต๋อยพากย์หนังอย่างเดียว ไม่ได้พากย์การ์ตูนแล้วใช่ไหม

        พากย์หนังอย่างเดียว แล้วก็อยู่บ้าน เล่นกับหลาน เล่นกับหมา แต่การ์ตูนคือเลิกพากย์ไปแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่รุ่นผมที่จะพากย์ ไม่ใช่การ์ตูนแบบที่ผมอยากจะพากย์ ส่วนภารกิจเล็กๆ ที่อยากทำก็คือ ผมอยากจะมีร้านกาแฟเล็กๆ เปิดเพลงเก่าๆ เปิดธรรมะ นั่งคุยกัน ไม่มีโครงการอะไรใหญ่ๆ หรอกครับ

ที่น้าต๋อยบอกว่าการ์ตูนเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แนวทางที่น้าต๋อยชอบ อยากให้ยกตัวอย่างการ์ตูนที่น้าต๋อยคิดว่าดีในแนวทางของน้าต๋อย

        การ์ตูนที่ดีต้องเป็นการ์ตูนที่อุทิศแรงกายแรงใจให้กับคนอื่น แต่การ์ตูนสมัยนี้มีแต่อีโก้ ที่สื่อออกมาแต่เรื่องฉันต้องสวยต้องหล่อต้องเท่ มันไม่ใช่แบบที่ผมอยากจะพากย์ สมัยก่อนตัวละครคือคลุกฝุ่นหมดเลย เดี๋ยวนี้มีแต่การ์ดพลัง มันไม่ใช่น่ะ หรืออย่าง โคนัน แนวสืบสวนฆาตกรรมก็ยังชอบนะ โดราเอมอน ที่เป็นหนังใหญ่ก็ยังเป็นแนวทางเดิม ผมก็ยังพากย์อยู่ แต่ โดราเอมอน ที่ฉายทางช่อง 9 ไม่ได้พากย์แล้ว

ในโอกาสที่บทสัมภาษณ์นี้จะออกช่วงวันเด็ก อยากให้น้าต๋อยช่วยฝากถึงผู้ใหญ่ที่จะต้องดูแลเด็กๆ อีกครั้ง

        จริงๆ ก็ไม่ต้องฝากอะไรให้ผู้ใหญ่ฟังมากหรอก ขอให้นึกถึงตัวเอง เพราะผู้ใหญ่ที่มีลูกตอนนี้ ก็คือคนที่ดูการ์ตูนผมตอนเด็กๆ อย่างหลานผมเอง แม่เขาก็ดูการ์ตูนผม ดังนั้น ก็ไม่ต้องฝากอะไรเลย แค่อย่าไปเคี่ยวเข็ญลูก ขอให้นึกถึงตัวเองในวัยเด็กว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วใช้สิ่งนั้นมาเลี้ยงลูก อย่าไปบอกว่าลูกต้องเป็นอย่างนี้ๆๆ หรือต้องเก่ง เพราะเด็กเขาจะเครียด เอาแค่กลางๆ ก็พอ อย่าไปปรุงแต่งมาก

        นึกถึงเราตอนเป็นเด็กว่าเราต้องการอะไร อยากอยู่แบบไหน ลูกเราก็ต้องการแบบนั้น ก็คือให้ความอบอุ่น ไม่ได้ไปให้ความเก่งมากเกินไป หรือต้องไปติวสอบเข้าโรงเรียนสาธิต โอ้โฮ ฟังแล้วเครียดจัง ตอนนี้เราให้ความอบอุ่นเขาไปเถอะครับ ความเป็นครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อคุณไปผลักดันให้ลูกคุณเก่ง มันขาดอะไรไปรู้ไหม ขาดความเป็นครอบครัวไง

        บางคนส่งลูกไปเรียนเมืองนอก แป๊บเดียว 10 ปี ช่วงเวลานี้คุณเอาคืนได้ไหม เอาคืนไม่ได้ พอลูกกลับมาก็ทำงาน เที่ยวกับเพื่อน แต่งงาน ขอเงินพ่อแม่ไปสร้างบ้านอีก เราก็แก่ลงๆ ที่ผ่านมาคุณอาจจะทิ้งเวลาที่อบอุ่นของครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เวลาทุกวันมีค่านะ เดี๋ยวนี้เด็กมีแต่ไปเรียนพิเศษ เรียนภาษา เรียนคอมพิวเตอร์ เด็กบ้านเราเป็นเด็กเก่งจริง แต่เห็นแก่ตัว ไม่มีความสามัคคี เราเอาไหม

การทำงานเป็นนักพากย์การ์ตูนของน้าต๋อย มันให้ความหมายในชีวิตอย่างไรบ้าง

        ผมคิดว่าผมเกิดมาใช้หนี้นะ เกิดมาสร้างความสุขให้กับคนอื่น ก็ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็น น้าต๋อย เซมเบ้ ที่สร้างความสนุกให้คนอื่น แล้วเป็นความสุขในทางที่ดีนะ คนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ได้มีความทรงจำที่มีความสุขสมัยเป็นเด็ก แค่นี้พอแล้วสำหรับผม แล้วสิ่งเหล่านี้ถึงจะแค่นิดๆ หน่อยๆ มันก็จะสั่งสมให้เขาเป็นคนที่ดี ไม่ต้องไปสอนอะไรกันมากหรอก แค่ให้เขามีความสุข โตขึ้นมาก็ดีเอง ผมเองก็เหมือนมีกรรมที่กำหนดมาให้ทำหน้าที่นี้ แต่ถามว่าจะให้ไปทำรายการเด็กอีกไหม ผมไม่ทำ แต่จะให้คนรุ่นต่อไปมาสานต่อ อย่าง คุณหนุ่ย พงศ์สุข ก็ดูการ์ตูนผมมาตั้งแต่เด็ก จนมาทำอีเวนต์ไทยแลนด์เกมโชว์ ผมพอแล้วครับชีวิตนี้ แค่เดินไปไหนมีคนมาทักทายก็ดีใจแล้ว