คุยกับ ‘หมอนิธิพัฒน์’ จากเดลตาถึงโอมิครอน หรือจะถึงเวลาปิดบัญชีโรคระบาด?

The Conversation
24 Dec 2021
เรื่องโดย:

สันทัด โพธิสา

Highlights

เดลตายังไม่ทันจางหาย โอมิครอนมาเคาะประตูหน้าบ้านอีกแล้ว…

        ช่วงเวลานี้ เสียงพร่ำบ่นในใจของผู้คน คงเวียนวนอยู่กับเจ้าเชื้อโรคชื่อเหล่านี้ กว่า 2 ปีมาแล้วที่ชีวิตเราต้องตกอยู่ในวังวนของโควิด-19 หากจะให้เปรียบไป คงคล้ายกำลังเล่นรถไฟเหาะตีลังกา ประเดี๋ยวขึ้น ประเดี๋ยวลง บางครั้งนิ่งๆ ชิลๆ แต่เผลอแวบเดียว พาทะยานขึ้นไปใหม่จนใจหายใจคว่ำ

        แม้จะเปรียบเปรยเป็นเครื่องเล่นตามสวนสนุก แต่วิถีชีวิตผู้คนบนโลกตลอด 2 ปีกว่ามานี้ ‘ไม่สนุกด้วยเลย’ โดยเฉพาะประเทศไทย ผ่านวิกฤตโรคระบาดระลอกแล้วระลอกเล่า ผ่านช่วงพีกชนิดที่มียอดการติดเชื้อเฉลี่ยวันละนับหมื่นชีวิต  โชคดีที่ตัวเลขเหล่านี้ค่อยๆ ลดระดับลงมา จนนับถึงเวลานี้ เฉลี่ยอยู่ที่วันละกว่า 3 พันราย

        ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย แม้จะคลายความกังวล แต่ก็ยังเบาใจไม่ได้ และที่สำคัญ ดาวร้ายกลายพันธุ์ตัวใหม่ในชื่อ ‘โอมิครอน’ กำลังบุกประชิดเข้ามาเสียอีก ข่าวอัพเดตล่าสุด โอมิครอนตีกำแพงแถบยุโรปแตกกระเจิง ที่อังกฤษติดเชื้อกันวันละหลักแสนราย และอีกหลายๆ แห่งที่สถานการณ์ค่อนข้างน่าวิตก

        สำหรับประเทศไทย แม้กำแพงการป้องกันจะยังตรึงกำลังแข็งแรง แต่ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งท่องจำให้ขึ้นใจว่า ‘อย่าประมาท’ เพราะในเมื่อเคยมีประสบการณ์ ‘เจ็บ’ มาแล้ว ก็ควรที่จะต้อง ‘จำ’ ไว้ให้มั่น ไม่เช่นนั้น เราคงต้อง ‘เจ็บอยู่เรื่อยๆ’

        a day BULLETIN มีโอกาสได้สนทนากับ รศ. นพ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่ ‘สู้รบ’ กับโควิด-19 มาตั้งแต่ปีก่อน จนได้รับฉายาว่า ‘นักรบเสื้อกาวน์’ คุณหมอจะช่วยชี้แจงถึงเรื่องราว ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ความน่ากลัวของ ‘โอมิครอน’ นั้นมีมากน้อยแค่ไหน และมหากาพย์ที่ชื่อ ‘โควิด-19’ จะจบลงเช่นไร ไปฟังคำตอบพร้อมๆ กันนับจากนี้ได้เลย

ถ้านับถึงตอนนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยต่ำกว่า 3 พันคนต่อวัน คุณหมอวิเคราะห์ความเป็นไปของตัวเลขเหล่านี้ว่าอย่างไร

        ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่มียอดผู้ติดเชื้อหลักหมื่นต่อวัน รวมทั้งยอดผู้ป่วยรุนแรงกว่า 5,000 คน นี่คือตัวเลขที่มีอยู่ในมือ ไม่นับที่รุนแรงแล้วเข้าโรงพยาบาลไม่ได้อีก แต่จากสถานการณ์ล่าสุด ขณะนี้ยอดผู้ป่วยรุนแรงลดลงไปจากเดิม 20% เหลือหลักพันเศษๆ ซึ่งเรากำลังกดให้ต่ำกว่าหลักพันลงไปอีกในเร็ววัน

    ประเด็นสำคัญที่บ่งบอกว่าแนวโน้มสถานการณ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น วิเคราะห์ได้จากการประกาศนโยบายผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่มีมาโดยตลอด ตรงนี้เป็นจุดที่ชี้วัดได้ชัด อย่างวันลอยกระทง 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีแรกยังเป็นกังวลกันว่าจะมีอะไรตามมาหรือเปล่า แต่จากการติดตามผลมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีตัวเลขผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นมา ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่า แนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นจริง ส่วนหนึ่งคือภาคประชาชนให้ความร่วมมือดี มีคนส่วนน้อยที่ละเมิดไปบ้าง แต่ยังไม่ได้ส่งผลเสียหายในภาพรวมนัก

เราใช้คำว่า ‘ไว้วางใจ’ ได้หรือยัง ในสถานการณ์โรคโควิด-19 ตอนนี้

        ได้ในระดับหนึ่ง เพราะในบางจังหวัดอาจจะยังไม่สงบดีนัก แต่ภาพรวมในหลายๆ จังหวัดมีการปรับสีของพื้นที่ในการควบคุมโรคที่เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้จังหวัดที่เป็น ‘พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด’ หมดไปแล้ว เป็นที่น่าพอใจของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการควบคุมโรค แม้ต้องยอมรับว่า เราคงไม่สามารถทำยอดให้ไปต่ำกว่าหลักร้อย เหมือนในช่วงที่เริ่มมีการติดเชื้อระยะแรก แต่ ณ วันนี้ ขอให้คงอยู่ในระดับนี้ ตั้งเป้าว่าอย่าให้เกิน 5,000 คนต่อวัน เพราะจะเริ่มตึงมือเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแล แต่ตอนนี้ทำได้ต่ำกว่า 3,000 คน ถือว่าเรามีกำลังเหลืออีกกว่า 2,000 คน ในมุมทางการแพทย์ จัดว่าเป็นสถานการณ์ที่รับมือได้

 

ในมุมมองของคุณหมอเอง ยังมีเรื่องอะไรที่เป็นกังวลใจอีกไหม

        ส่วนตัวยังเป็นกังวลในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ระดมฉีดมาตั้งแต่ครึ่งปีหลัง ถ้าเกิดสายพันธุ์เริ่มดื้อต่อวัคซีน หรือภูมิที่ฉีดมาแล้วเริ่มตก จำเป็นต้องกระตุ้นเข็มสามให้เร็วขึ้น แต่ระหว่างที่รอการฉีด และกว่าที่ภูมิใหม่จะขึ้น เกรงว่าจะมีการระบาดใหม่ขึ้นมาอีกได้ ซึ่งตรงนี้ต้องมีการระมัดระวัง รวมทั้งมีมาตรการป้องกันควบคู่กันไป

        ในมุมของวัคซีน ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ตอนนี้เรามีปริมาณวัคซีนที่สามารถฉีดไปได้ถึงครึ่งปีหน้า และเป็นรุ่นดีๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องมาเถียงกันแล้วว่าต้องวัคซีนยี่ห้อไหน เพราะตอนนี้เรามีหมด (ยิ้ม) เป็นวัคซีนที่มีอันดับทั้งสิ้น ดังนั้น ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่ปัญหาอยู่ที่การยอมรับในการฉีดวัคซีนมากกว่า  

เวลานี้มีคนที่ไม่ยอมรับการฉีดวัคซีนมากน้อยแค่ไหน 

        ยังไม่มีตัวเลขชี้วัดได้ขนาดนั้น เนื่องจากรายชื่อตามทะเบียนราษฎร์ กับพฤติกรรมการฉีดวัคซีน อาจไม่ได้สัมพันธ์กันทั้งหมด เช่น คนมีทะเบียนบ้านจังหวัด A แต่ไปทำงานที่จังหวัด B ก็จะฉีดวัคซีนในพื้นที่ B ซึ่งไม่ตรงกับทะเบียนราษฎร์ ทำให้ประเมินด้วยตัวเลขแบบชัดเจนค่อนข้างยาก แต่ถ้าใช้วิธีแยกปัญหาเป็นกลุ่มๆ อาจจะเห็นภาพที่ชัดเจนกว่า 

        เป็นต้นว่า หมอเคยไปที่พิษณุโลก หรือที่จังหวัดเลย  คนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม การได้รับวัคซีนยังมีเปอร์เซ็นต์ต่ำ อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกที่มีความรู้ กลุ่มนี้จะค้นคว้าข้อมูลเยอะ ทำให้กลัวความไม่ปลอดภัย มากไปกว่านั้น ยังเผยแพร่ข้อมูลต่อๆ กันไปอีก ทำให้เกิดคนที่ยังไม่ยอมรับวัคซีนเพิ่มขึ้น ความจริงมีความรู้ มีข้อมูลเยอะเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ยิ่งพอกระจายข้อมูลออกไป จึงยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปมากขึ้น 

“เวลาทำงานร่วมกันหลายๆ ฝ่าย ต้องมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง ยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ทุกฝ่ายต่างมีความเครียด อย่างฝ่ายนโยบาย เขาก็มองในเรื่องของเสถียรภาพ ภาพรวมของประเทศ ในมุมการแพทย์ก็มองในเรื่องความสูญเสีย แต่สุดท้ายเรื่องเหล่านี้มันทำให้เกิดบทเรียน ทำให้เราเห็นว่า การบริการจัดการวิกฤตในประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกๆ ฝ่าย”

        นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่มีประสบการณ์ตรง คืออาจมีคนรู้จัก หรือคนใกล้ชิดที่ไปฉีดแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นไปได้ แต่เคสเหล่านี้ มีอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงตามมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาก็ดี หรือแม้แต่การผ่าตัดรักษาโรคอื่นๆ ก็ดี ลักษณะเหล่านี้มีความเสี่ยงหมด ซึ่งเวลานี้วัคซีนก็จัดเป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน

ถ้าเปรียบเทียบเป็นเหมือนการสอบ คุณหมอคิดว่าสถานการณ์โควิด-19 ในเวลานี้ ถือเป็นการสอบขั้นไหน

        คงเป็นการผ่านช่วงสอบมิดเทอมมาแล้ว (ยิ้ม) เหลือสอบไฟนอล ซึ่งมีสิ่งที่ต้องพิจารณาสองประการคือ หนึ่ง ต้นปีหน้า เราจะต้องมีวัคซีนเจเนอเรชันใหม่เกิดขึ้น เป็นวัคซีนที่ฉีดทีเดียวแล้วอาจจะอยู่ได้นานมากขึ้น ไม่ต้องฉีดบ่อยๆ รวมทั้งสามารถควบคุมไวรัสได้หลายสายพันธุ์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังพัฒนาออกมา คาดว่าต้นปีหน้าน่าจะมีข่าวดี ข้อต่อมาคือ เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่มีอยู่เดิม ไม่ได้กลายพันธุ์ไปอย่างที่เรากำลังกลัวกันอยู่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็น่าจะควบคุมโรคโควิด-19 ให้กลายเป็นโรคตามฤดูกาลได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า นี่คืออย่างเร็ว หรือถ้าอย่างช้า คือขึ้นเดือนแรกของปี 2566 สถานการณ์ทุกอย่างน่าจะสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่า ไวรัสที่กลายพันธุ์ ‘โอมิครอน’ กำลังเริ่มทำให้เราวิตกกังวลกันมากขึ้น คุณหมอประเมินสถานการณ์นี้อย่างไร

        ตอนนี้มี 2 ทฤษฎีที่กำลังรอการสรุป แนวคิดแรกคือ กลายพันธุ์แล้วทำให้โรครุนแรงขึ้น กับแนวคิดที่สองคือ เป็นการปรับตัวของเชื้อโรคเพื่อที่จะอยู่กับคนไปนานๆ กรณีนี้มันจะลดความรุนแรงในตัวลงไปเอง ซึ่งโดยธรรมชาติของโรคติดเชื้อ เมื่อมันขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการแพร่เชื้อแล้ว จะค่อยๆ อ่อนแรงลงไปเอง ไม่น่าไปถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายแบบมโหฬารเหมือนที่เคยเกิดขึ้นครั้งก่อน

        แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องรอข้อมูลจากทั่วโลกออกมา น่าจะประมาณหลังปีใหม่ไปแล้ว ยกตัวอย่างที่อังกฤษตอนนี้ เริ่มมีคนตาย แต่ถ้าสังเกตดู อัตราการตายเทียบกับจำนวนคนติดเชื้อยังถือว่าตายน้อย ยิ่งเมื่อเทียบกับกรณีของเชื้อเดลตาที่ผ่านมา ถือว่าการสูญเสียยังน้อยกว่ามาก เราอาจจะเห็นว่ามันติดเชื้อได้เร็วเท่ากับเดลตา หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับเชื้อที่กลายพันธุ์ใหม่ๆ ตามคุณสมบัติของมันจะมีความแอ็กทีฟ หรือมีความร้อนแรง เพราะธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น แต่ต้องรอดูว่าอัตราความรุนแรง คือการเสียชีวิตจะเป็นอย่างไร

ส่วนตัวคุณหมอคิดว่า เชื้อโอมิครอนมีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงเหมือนเชื้อเดลตาที่ผ่านมาไหม

        ผมยังคิดว่ามันไม่น่าจะรุนแรง ส่วนใหญ่ที่ติดก็ยังเป็นเดลตาอยู่เป็นหลัก ประกอบเป็นช่วงที่คนฉีดวัคซีนเข็มสองไปแล้วภูมิเริ่มตก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง กลุ่มคนเหล่านี้ภูมิจะตกเร็วกว่าคนปกติ สมมติคนปกติ 6 เดือน คนกลุ่มนี้ก็จะเหลือประมาณ 3 เดือน ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อใหม่ได้เช่นกัน 

        อย่างกรณีที่อังกฤษที่มีคนกลับมาติดเชื้อเยอะขึ้น แต่ถ้าลงลึกไปในรายละเอียด คนที่ป่วยหนักๆ ยังมีจำนวนน้อยกว่าเมื่อครั้งที่ผ่านมา หรือที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มีข่าวผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คือมันอาจจะหนักในแง่ตัวเลข แต่จำนวนคนป่วยที่มีอาการหนัก เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้วน้อยกว่าครั้งก่อน โดยเฉพาะตอนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนอยู่เยอะพอสมควร

ถ้าให้ตีความสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ประเทศไทยยังไม่ถึงกับต้องวิตกกับการติดเชื้อโอมิครอนในจำนวนที่รวดเร็ว พูดอย่างนี้ได้ไหม

        ถ้าสำหรับเวลานี้คือยัง แต่อย่างไรก็ตาม เราคงไม่อยากกลับไปหนักหนาแบบเดิมอีก ดังนั้น อย่างที่ผมบอกไป เราตั้งตัวเลขไว้ที่ 5,000 ยังพอไหว ซึ่งตอนนี้เรากดมาได้เหลือราวๆ 3,000 ทำให้มีก๊อกสำรองเหลือไว้ได้อีกกว่า 2,000 แต่ถ้าเมื่อไรที่มันเริ่มขึ้นไป 3,500 / 4,000 / 4,500… ถึงตรงนั้นก็อาจจะต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้ง เป็นต้นว่า เหล่ามาตรการที่เคยผ่อนคลายกันไป อาจจะต้องดึงกลับมาบางอย่าง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมา

“ความจริงในร่างกายของสัตว์มีเชื้อโรคที่ไม่พึงประสงค์อยู่เยอะ แต่เป็นมนุษย์ที่ไปนำมาบริโภค ถ้าผ่านความร้อนแล้วมันตาย หรือเข้าไปในร่างกายเราแล้วไม่ทำอันตราย ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น มันก็จะเกิดโรคตามมาอย่างที่เห็นนี้เอง”

สรุปสถานการณ์ว่ายังไม่ต้องวิตกกังวล แต่ก็ไม่ควรจะชะล่าใจ 

        ใช่ ซึ่งตอนนี้เรามีอีกหนึ่งหมุดหมายที่ต้องรอดู คือช่วงกลางเดือนมกราคมเป็นต้นไป ที่รัฐประกาศผ่อนคลายให้กับสถานบันเทิงกลางคืน ถ้าตัวเลขหลังการกลับมาเปิดสถานบันเทิงยังอยู่ในระดับที่รับได้ ก็ถือว่าทุกอย่างน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริงๆ แต่ตอนนี้ไปจนถึงกลางเดือนมกราคม หรือประมาณหลังปีใหม่ ก็ต้องเฝ้าระวัง ถ้าไม่มีเหตุอะไรพลิกผัน ตัวเลขไม่กระโดดขึ้นมาอย่างน่าตกใจ ก็เป็นอันว่าสถานบันเทิงน่าจะกลับมาเปิดได้อีกครั้ง

เมื่อช่วงต้นที่คุยกัน คุณหมอเล่าว่า วันที่ 15 สิงหาคม เป็นช่วงที่มีการระบาดหนักที่สุด สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

        ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าจะจบแบบไหน แต่ถ้าถามหมอ ในใจเราคิดว่ามันต้องจบ แต่คงจบไม่สวย (ยิ้ม) คือไม่รู้ว่าเป็นการจบไม่สวยแบบเละเทะเหมือนที่เกิดในเมืองนอก หรือว่าไม่หนักขนาดนั้น แต่ภาพรวมตอนนั้นก็หนักหนาเอาการ เช่น มีข่าวว่ามีคนเสียชีวิตที่บ้าน เข้าโรงพยาบาลไม่ได้ มีคนป่วยรายใหม่เยอะขึ้นหลายเท่าตัว แล้วยังไม่สามารถเข้าระบบการรักษาได้ ตอนนั้นเวลาประชุมกันแต่ละที จะพบว่ามีคนตกค้าง หรือมีคนไข้สีแดงตกค้างหลายร้อยคน จนต้องมีกลุ่มจิตอาสาเข้าไปช่วยกันเคลียร์

        หรือกรณีการใช้ออกซิเจนสำหรับผู้ป่วย เราไม่เคยคิดว่าออกซิเจนจะหมด แต่ปรากฏว่าเกือบหมด เนื่องจากพวกเครื่องไฮโฟลว์ หรืออุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ล้วนต้องใช้ออกซิเจนทั้งสิ้น พอมีผู้ป่วยเยอะ มีการใช้มากขึ้น ทำให้ออกซิเจนขาดแคลน แต่โชคดีว่ามีผู้ประกอบการในสายการผลิตออกซิเจนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เขาติดต่อมาว่าจะผลิตให้ แล้วจัดส่งไปให้ทั่วประเทศ แต่ถึงอย่างนั้น อัตราการใช้ออกซิเจนในแต่ละวันก็ยังสูงมาก เรียกว่าเฉียดฉิวจวนหมดจริงๆ

         เหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าหนักหนาสำหรับหมอ เป็นช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา น่าจะทุกข์ระทมที่สุดแล้ว หมายถึงว่ามองไม่เห็นทางออก ไม่รู้ว่ามันจะไปจบตรงไหน แต่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าฝ่ายการแพทย์โยนผ้าขาวยอมแพ้ หรือเราแสดงความท้อแท้ออกมา ประชาชนคงจะยิ่งเสียขวัญ ฉะนั้น ถ้าเรายังไหว ยังฝืนไปได้ ต้องทำต่อไป เมื่อไม่ยอมล้ม พอถึงที่สุด สถานการณ์กลับค่อยๆ ลดความตึงเครียดลงมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มมีสัญญาณลดลง แม้จะมีการสูญเสีย แต่อย่างน้อยยังไม่หนักอย่างที่คาดการณ์กันไว้

ถ้าจะบอกว่า ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ นี้คือวัคซีน ถูกต้องไหม

        เรียกว่าเป็นตัวแปรสำคัญ แต่อีกส่วนหนึ่งคือ พอคนเริ่มกลัวการสูญเสีย เริ่มหันมาให้ความร่วมมือ ไหนจะมาตรการต่างๆ ที่ออกมา ทั้งการเคอร์ฟิว การปฏิบัติตัวต่างๆ ทุกอย่างมีส่วนช่วยหมด

กับข่าวที่ออกมาในเวลานั้น เรื่องที่ฝ่ายนโยบาย กับฝ่ายการแพทย์ มีความเห็น ตลอดจนแนวทางการทำงานไม่ตรงกัน คุณหมอมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

        เป็นธรรมดา เวลาทำงานร่วมกันหลายๆ ฝ่าย ต้องมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง ยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ทุกฝ่ายต่างมีความเครียด อย่างฝ่ายนโยบาย เขาก็มองในเรื่องของเสถียรภาพ ภาพรวมของประเทศ ในมุมการแพทย์ก็มองในเรื่องความสูญเสีย แต่สุดท้ายเรื่องเหล่านี้มันทำให้เกิดบทเรียน ทำให้เราเห็นว่า การบริการจัดการวิกฤตในประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกๆ ฝ่าย ต้องเอาความจริง ข้อมูลที่ถูกต้อง และความถูกต้องในเชิงวิชาการ มาวิเคราะห์กัน และสุดท้ายต้องอิงผลประโยชน์ของส่วนรวม คำนึงถึงภาพรวมของประเทศเป็นหลัก

        หมอคิดว่า นี่เป็นบททดสอบของประเทศในการเผชิญวิกฤต เป็นเรื่องที่ต้องถอดบทเรียน แล้วต้องทำให้มันเป็นแบบอย่างหรือแนวทางต่อไป เพื่อในวันข้างหน้า หากประเทศชาติจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีก เราจะได้ใช้แก้ไขต่อไป

ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ อะไรคือบทเรียนที่ได้จากวิกฤตที่เกิดขึ้นเหล่านี้

        ช่วงเวลา 2 ปี เราได้ชุดความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งการเตรียมตัว การเตรียมรับมือ เตรียมสถานที่ เราคิดว่าเรื่องการดูแลรักษา ไม่ได้เป็นปัญหาอีกแล้ว เพราะเรามีความรู้ ความพร้อม ความคล่องตัว และความเข้าใจในโรคมากขึ้น รู้วิธีป้องกันตัว รู้ว่าทำอย่างไรให้ได้ผลดี ให้ได้ผลเร็ว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือปริมาณ ขออย่าให้ปริมาณสูงขึ้นมาอีก เพราะต่อให้เราพร้อมแค่ไหน หากจำนวนผู้ป่วยกับบุคลากรไม่สมดุลกัน ก็เป็นการยากในการแก้ไขสถานการณ์อยู่ดี 

ถ้าให้คุณหมอลองคาดการณ์ คิดว่าเราจะยังอยู่ในวังวนของโควิด-19 อีกกี่ปี

        โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าไม่มีตัวสอดแทรก หรือมีสายพันธุ์ที่ร้ายแรง แล้วมีวัคซีนรุ่นใหม่ออกมาได้ผลดี เราคิดว่าสิ้นปีหน้า น่าจะปิดคดีนี้ได้ (ยิ้ม) แล้วพอถึงต้นปี 2566 เราจะมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นเหมือนการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือพูดง่ายๆ ว่า โควิดก็จะเหมือนไข้หวัดใหญ่ แล้วจะกลายเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่มีวัคซีนฉีดประจำปี 

แล้วในอีก 30-40 ปีข้างหน้า จะมีโอกาสเกิดโรคระบาดทำนองนี้ขึ้นอีกไหม

        ไม่ต้องรอถึง 30-40 ปีหรอก อีก 10 ปีก็มีแนวโน้มแล้ว (ยิ้ม) วงรอบของการระบาดจะสั้นลง เดิมอาจจะยาวหน่อย 50 ปี หรือ 100 ปี แต่อนาคตจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะพอมนุษย์มารวมตัวกันมากขึ้น เรารุกล้ำธรรมชาติ อย่างเชื้อไวรัสโคโรนาเดิมมันอยู่ในสัตว์ พวกค้างคาว ตัวนิ่ม แต่เป็นเราไปรุกล้ำเขา เช่น เอามากิน มันจึงทำให้เชื้อโรคแพร่เข้ามายังมนุษย์ จนทำให้เกิดโรคระบาดอย่างที่เป็นอยู่ ความจริงในร่างกายของสัตว์มีเชื้อโรคที่ไม่พึงประสงค์อยู่เยอะ แต่เป็นมนุษย์ที่ไปนำมาบริโภค ถ้าผ่านความร้อนแล้วมันตาย หรือเข้าไปในร่างกายเราแล้วไม่ทำอันตราย ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น มันก็จะเกิดโรคตามมาอย่างที่เห็นนี้เอง 

ถ้าอย่างนั้นแล้ว มนุษย์อย่างเราๆ ควรต้องทำอย่างไร

        ต้องตระหนักรู้ และอยู่อย่างระมัดระวัง ไม่เบียดเบียน แล้วอะไรที่เป็นบทเรียน ก็ต้องนำมาใช้เมื่อเกิดวิกฤตหรือปัญหา ต่อไปถ้ามีโรคติดเชื้อแบบใหม่ๆ ขึ้นมา ควรต้องมีระบบตรวจจับที่รวดเร็วขึ้น หรือมีการเตือนภัยที่เร็วขึ้น เวลาที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นมา ต้องทำอย่างไรให้คนเชื่อว่า มีโรคนี้ขึ้นแล้ว ต้องระวังตัว อย่าปล่อยปละละเลย

” หมอคิดว่า นี่เป็นบททดสอบของประเทศในการเผชิญวิกฤต เป็นเรื่องที่ต้องถอดบทเรียน แล้วต้องทำให้มันเป็นแบบอย่างหรือแนวทางต่อไป เพื่อในวันข้างหน้า หากประเทศชาติจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีก เราจะได้ใช้แก้ไขต่อไป”

ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาตลอด 2 ปี มีข้อดีอะไรที่คุณหมอได้ค้นพบบ้าง

        ก็หลายอย่าง (ยิ้ม) พวกชีวิตวิถีใหม่ที่แต่เดิมคงต้องมาถึงในอนาคต แต่โควิด-19 ทำให้มาเร็วขึ้น เช่น การประชุมออนไลน์ การเวิร์กฟรอมโฮม ระบบการเรียนการสอนที่ไม่จำเป็นต้องเอาคนมารวมกัน หรือแม้แต่การแพทย์เอง เดิมที่การรักษาต้องนำผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ต่อไปเราใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วย ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันทางอื่นๆ ที่ไม่ต้องมาโรงพยาบาลเป็นประจำก็ได้ ช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล รวมทั้งทำให้คนไข้มีความสะดวกมากขึ้น ส่วนอีกเรื่องที่เป็นความสำคัญไม่แพ้กัน คือระบบการรับมือในสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ครั้งนี้ถือว่าเป็นการซักซ้อมใหญ่ มีอะไรที่ยังขาดตกบกพร่อง ก็ควรนำมาปรับปรุง วิกฤตนี้ทำให้เรารู้ว่า เรายังขาดอะไร และเตรียมความพร้อมเพื่ออนาคตหากมันจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

ถามย้ำคุณหมออีกครั้ง กับสถานการณ์เชื้อโอมิครอนระบาดที่เกิดขึ้นอยู่นี้ แม้จะไม่น่าหวาดหวั่น แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิ

        ถ้าดูตามข้อมูล ณ ปัจจุบัน ตัวเลขสูงจริง แต่ยังไม่เห็นว่าโอมิครอนจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมเหมือนเดลตา ที่จะทำให้เกิดความรุนแรงในการสูญเสีย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังไม่สามารถบอกได้ถึงขั้นนั้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หมอขอใช้คำว่า บอกไม่ได้ว่าว่ามันจะเป็นอย่างนั้น และก็บอกไม่ได้ว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้น เอาเป็นว่าหลังปีใหม่เราคงจะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จงอย่าประมาท แต่ไม่ถึงกับต้องตื่นกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร ค่อยๆ ดูสถานการณ์ไป ถึงอย่างไร สถานการณ์โดยรวมก็ยังไม่สงบดี เดลตาเองก็ยังอยู่ ไม่ถึงกับไว้วางใจได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องระมัดระวัง ป้องกันตัวเองเอาไว้

คุณหมออยากฝากอะไรถึงผู้คนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้บ้างไหม ปิดท้ายการสนทนากันครั้งนี้

        เราผ่านเหตุการณ์มาด้วยกันจะครบ 2 ปี คงได้รับบทเรียนกันมาเยอะ ทำให้เราได้เห็นความสำคัญที่จะต้องร่วมมือกันในนโยบายสาธารณะ เรื่องราวเหล่านี้จะไม่สำเร็จลงได้เลย หากคนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้น ปีใหม่ อยากให้ทุกคนผ่อนคลาย แต่ขอให้ลดขนาดลงมาหน่อย ลดรูปแบบลงมาหน่อย และระมัดระวังตัวในระหว่างที่เรามีกิจกรรมสังสรรค์ เพื่อไม่ให้มันเป็นบ่อเกิดของการระบาดของโรคอีก และสุดท้าย ขอให้มีความสุขตามสมควร (ยิ้ม)


หมายเหตุ: สัมภาษณ์เดือนธันวาคม 2564

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สันทัด โพธิสา

นักเขียน นักสัมภาษณ์ ที่เดินทางท่องยุทธจักรโลกแห่งนิตยสารมากว่า 20 ปี ถึงวันนี้ผันตัวมาทำคอนเทนต์ออนไลน์ แต่ก็ยังสนุกกับการได้นั่งพูดคุยกับผู้คน รวมทั้งพยายามผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ แค่อ่านแล้วได้คิดต่อเพียงแค่หนึ่งบรรทัด ก็เป็นความสำเร็จของเขาแล้ว

ภาพโดย

สันติพงษ์ จูเจริญ

ช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาจากนิตยสารทุกรูปแบบในยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ปัจจุบันประยุกต์ความเก๋าที่มีมาเล่าเรื่องด้วยภาพในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโออย่างสนุกสนานเหมือนเดิม