เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ | ชีวิตที่คาดการณ์ไม่ได้ และพร้อมสนุกกับทุกปัญหา ของวัยรุ่นผู้ก่อตั้ง ZAAP Party

The Conversation
31 May 2018
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ปริญญา ก้อนรัมย์

ไม่ว่าใครที่ยังเรียนอยู่หรือจบออกมาทำงานแล้ว กำลังทุกข์ ท้อ หรือหมดหวัง เราอยากให้คุณได้รู้จักชีวิตของ ‘บาส’ – เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ZAAP Party ผู้ชายคนนี้ยืนยันแล้วว่าชีวิตไม่ได้จบสิ้นในวันที่คุณล้มเหลว แต่มันอยู่ที่คุณเอาจริงเอาจัง ทดลอง และลงมือจัดการกับความจริงที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร

ผลลัพธ์นั้นทำให้ผู้ชายวัย 27 ปีคนนี้ กลายเป็นเจ้าของบริษัทออร์แกไนซ์ปาร์ตี้และผู้จัดคอนเสิร์ตระดับแถวหน้าของประเทศ ในระยะเวลาเพียง 6 ปี เขาจัดงานไปแล้วกว่า 600 งาน ยกตัวอย่างงานใหญ่ๆ เช่น S2O, Waterzonic, คอนเสิร์ต G19 หรือแม้แต่คอนเสิร์ตใหญ่ BNK48 ที่เพิ่งผ่านไป

zaap

 

การทำงานออร์แกไนซ์ทำให้คุณรับรู้ว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพิงกันหมด เหมือนกับระบบนิเวศในธรรมชาติ เหมือนกับผู้คนในปาร์ตี้

     ใช่ครับ แน่นอนอยู่แล้ว เราเกิดมาไม่สามารถอยู่คนเดียวบนโลกได้ ต่อให้มีคนติสต์ๆ มาพูดว่าอยู่คนเดียวได้ สุดท้ายคุณก็ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ หรือว่าทุกที่ที่คุณไปต้องมีการคอนเน็กต์กับอะไรบางอย่างเสมอ ฉะนั้น  งานของผมหรือตัวผมเองก็ชอบคอนเน็กต์กับคนอื่นอยู่แล้ว ชอบการที่ได้พูดคุย ได้พบปะผู้คน ได้ทำงานกับผู้คน เรารักตรงนี้ แล้วก็รู้สึกถึงความสุขทุกครั้งที่ได้พักพิง หรือได้คุยกับคนที่รู้จัก ได้ทำงานกับคนต่างๆ รู้สึกว่ามันคือชีวิต แล้วงานที่เราทำมันต้องเอนจอยในการคอนเน็กต์อยู่แล้ว ก็เลยเป็นสิ่งที่เรารู้สึกสนุกไปกับมัน

 

คุณรู้มาก่อนไหมว่าการสร้าง ประสบการณ์เป็นสิ่งที่ขายได้

     เราไม่เคยรู้เลยว่าประสบการณ์มันขายได้ แต่ว่าประสบการณ์นี่แหละจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าต้องทำอะไร มันอาจจะขายได้ขายไม่ได้เราไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่ามันทำให้รู้ว่าเราควรสร้างอะไรต่อ

     คือในการสร้างงานอีเวนต์ การทำงานออร์แกไนซ์สำหรับผมมีคำเดียวที่ต้องยึดถือไว้คือคำว่า ‘ความเข้าใจ’ เหมือนกับทุกธุรกิจเลยล่ะ เข้าใจว่างานของเราคืออะไร เข้าใจว่าลูกค้าเราคืออะไร เข้าใจผู้ชม เข้าใจทุกคนเลย ถ้าเราเข้าใจคือจบ โดยไม่ใช่แค่เข้าใจตัวเอง ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะทำทุกอย่างด้วยการตั้งอยู่บนความต้องการของตัวเอง

     ยกตัวอย่างงานคอนเสิร์ตการกุศลแรกที่ผมทำ ผมยังไม่เข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าคือใคร ไม่เข้าใจว่ากลุ่มคนที่มาดูเป็นแบบไหน เรายังเข้าใจแต่ตัวเอง พอเข้าใจตัวเองก็สร้างงานในแบบของตัวเอง ก็เลยเจ๊ง ถ้ายึดอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าตัวกู เราจะไม่สามารถทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมได้เลย เราไม่สามารถทำคอนเสิร์ต EDM ได้ เราไม่สามารถทำคอนเสิร์ตร็อกได้ หรือแม้แต่ทำคอนเสิร์ต BNK48 ให้พี่ๆ โอตะได้

     ผมว่าทั้งหมดมันเริ่มที่ความเข้าใจ ถ้าคุณเข้าใจ คุณก็ทำทุกอย่างในโลกได้ ผมเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกที่เขาตอบคำถามได้ดีเวลาที่มีคนถาม ก็เพราะว่าเขาเข้าใจเรื่องนั้นดีกว่าคนอื่นๆ

 

เวลาที่ต้องออกแบบอีเวนต์ใหม่ๆ คุณทำความเข้าใจกลุ่มคนดูใหม่ๆ อย่างไร

     อย่างล่าสุดเราไปจัดคอนเสิร์ตให้พี่ๆ น้องๆ กลุ่มโอตะเขา ก็ต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กของพี่ๆ แฟนคลับ คือเราต้องไปตอบคำถามเวลาที่เขาคัดคนเข้ากลุ่ม ซึ่งละเอียดมาก ก็ไม่รู้จะตอบยังไงให้ผ่าน ไม่กล้าตอบ เลยบอกให้คนอื่นในทีมตอบ แล้วเดี๋ยวกูขอยืมเฟซบุ๊กมึงเปิดดูนะ (หัวเราะ) คือเราอยากเข้าไปเรียนรู้ว่าพฤติกรรมของพี่ๆ เขาเป็นยังไง เพื่อที่จะได้สร้างงานออกมาถูก ผมว่านี่เป็นขั้นตอนสำคัญ คนแต่ละพื้นที่ก็มีคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกัน วัยรุ่นแต่ละเจนฯ ก็มีความชอบไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยด้วยตัวเราเอง แต่เราจะเข้าใจเขาด้วยการไปศึกษาเขา ไปนั่งดูรสนิยมเขาเป็นยังไง เขาไปเที่ยวไหนกัน เพราะฉะนั้น เราเองจึงต้องไปอยู่กับเขา

     เราจึงพูดอยู่เสมอ ZAAP Party ทำงานได้เฉพาะกับวัยรุ่น อาจจะแตะคนปลายๆ First Jobber ได้นิดหน่อย ที่พูดแบบนี้เพราะว่าไม่อยากจะเป็นเหมือนวันแรกที่เราไม่เข้าใจลูกค้าอีกแล้ว ทุกคนจะถามเสมอว่าไม่เสียดายเงินเหรอที่เขามาจ้างทำงานแบบอื่น เราบอกเลยว่าเสียดายจริงๆ แต่ไม่อยากไปทำในสิ่งที่ไม่ถนัด แล้วอย่าใช้คำว่า ‘แค่นี้’ กับกลุ่มเป้าหมายที่ทำอยู่ตอนนี้ เพราะแค่นี้ที่ว่ามันมหาศาลมากนะ 6 ปีที่ผ่านมา เราจัดอีเวนต์ไปกว่า 600 งานได้แล้วมั้ง มันมหาศาลมากเลย เราเลยรู้สึกว่าอย่าใช้คำว่าแค่นี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง

 

zaap

 

ได้ยินว่ามีหลายงานที่คุณทำแล้วขาดทุน แต่ยังยืนหยัดทำต่อ

     ผมโดนคำถามนี้ประจำ ทำแล้วเจ๊งจะทำไปทำไม คือเราตอบออกไปให้ชัดเจนได้ว่ามันเหมือนการสร้างแบรนด์หนึ่งแบรนด์ ของบางอย่างอาจไม่ได้กลับมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่มันได้จากการที่คนรู้จักแบรนด์เรา คนไว้ใจจ้างเราต่อ รวมถึงการที่เรามีทีมงานอยู่และยังเลี้ยงไฟให้เขาได้คิดงานต่อไปได้ ไอ้นี่แหละคือสิ่งที่จะสร้างรายได้หรือเม็ดเงินที่จะเลี้ยงบริษัทในอนาคต มันอาจจะไม่กำไรใน 6 ปี แต่ในอนาคตอาจจะกำไรใน 9 หรือ 10 ปีข้างหน้าก็ได้ เรามองว่ามันคือการลงทุน

 

ในวงการออร์แกไนซ์ มีคำพูดหนึ่งที่คนมักจะพูดกันว่า ถ้ามีเงินเสกได้ทุกอย่างแต่แค่เงินอย่างเดียวมันทำให้เกิดอีเวนต์ที่สมบูรณ์แบบได้หรือเปล่า

     ไม่จริง เงินไม่ใช่ทุกอย่าง ผมโชคดีที่เคยทำงานเป็นผู้จัดงานมาก่อน ผมเลยจะเข้าใจ KPI ของลูกค้า ผมเริ่มสร้างงานอีเวนต์ ZAAP Party จากเงิน 50,000 บาท ผมเลยไม่เคยเชื่อว่ามีเงินแล้วทำได้ทุกอย่าง

     เราไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย เราคิดว่าลูกค้าต้องคุ้มที่สุดเพื่อให้เขาจ้างเราต่อ เราไม่คิดว่าคุณมีเงินคุณจะเสกอะไรก็ได้ แต่เงินของลูกค้าเราจะใช้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ทำอย่างไรให้ผู้ชมหรือคนที่จะซื้อสินค้าเขาเข้าใจในสิ่งที่จะสื่อสารออกไป ถึงแม้จะจ้างศิลปินแมสๆ ที่ค่าตัวแพงที่สุดในประเทศไทยมา แต่เรากำลังจัดงานให้คนที่เป็นกลุ่มอาร์ต สุดท้ายเขาก็ไม่ฟังอยู่ดี คือแม้คุณจะทุ่มเงินลงไปเยอะที่สุด งานนั้นก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นงานที่ดีที่สุดได้ เพราะว่าคนเราเปลี่ยนรสนิยมกันไม่ได้

 

KPI ที่ลูกค้าเขาต้องการจากงานจริงๆ แล้วคืออะไร

     มีหลายปัจจัย แต่ละงานความคุ้มค่าของเขาคืออะไร ฟีดแบ็กที่ได้รับคืออะไร ต้องรู้ว่าแบรนด์ที่ให้โอกาสเราจัดงานเขาอยากได้อะไรกลับไปบ้าง ยกตัวอย่าง เราจัดงานให้แสงโสม เราเห็นลูกค้าใช้รูปพระจันทร์กับกระต่ายเพื่อที่จะไม่สื่อสารแบรนด์ออกมาตรงๆ เราก็ไปทำหน้ากากกระต่ายแจกคนในงานโดยที่ลูกค้าไม่ต้องขอ พอคนเห็นสัญลักษณ์กระต่ายตอนหลังเขาก็รู้เลยว่างานนี้เป็นของแสงโสม

     คือเราพยายามใส่ใจรายละเอียดอะไรพวกนี้ เพื่อให้คนที่ให้โอกาสเราเกิดประโยชน์ที่สุด คือบริษัทออร์แกไนเซอร์ที่คิดจากตัวเองและคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้งานมีกำไรมากที่สุด บางทีคุณอาจจะได้จัดงานนั้นงานเดียวก็ได้ เพราะลูกค้าเขาไม่ได้อะไรกลับไป

 

พอเห็นงานที่จัดออกมาประสบความสำเร็จคุณรู้สึกอย่างไร

     เมื่อก่อนผมชอบและดีใจมากๆ เวลาเห็นคนมากันเยอะๆ แต่มารู้ทีหลังว่าเราไม่ชอบคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ คำนี้ทำให้เราขี้เกียจ พอเวลาเราพูดว่างานนี้คนเยอะมากเลยว่ะ บัตร Sold Out แต่เราจะพยายามทำให้ตัวเองคิดเพิ่มอีกหน่อย ดูอะไรอื่นๆ อีกไหม ไม่ให้เราเกิดความขี้เกียจหรืออีโก้ขึ้น ถามว่าดีใจไหมที่คนมากันเยอะ เราดีใจอยู่แล้วแหละ แต่เราจะมองหาปัญหามากกว่า ผมจะเป็นคนออนไลน์มาก แคปหน้าจอเฟซบุ๊กบอกทีมงานว่าอันนี้คนด่าแล้วนะ งานวันแรกเกิดปัญหาแล้วนะ เราหนีปัญหาไม่ได้ เราปล่อยมันไม่ได้ และต้องแก้ทันที

 

zaap

 

ชีวิตออร์แกไนเซอร์เหมือนว่าอยู่กับปัญหาตลอดเวลา มันสนุกตรงไหน

     ต้องซาดิสม์นิดๆ (หัวเราะ) สนุกดีออก ไม่ต้องเป็นออร์แกไนเซอร์ก็ได้ ทุกคนในโลกต้องเจอปัญหาอยู่แล้ว แต่ออร์แกไนเซอร์คือกลุ่มคนโชคดีที่เจอปัญหาเยอะ แล้วสิ่งที่เขาได้เปรียบคือเขาเรียนรู้หาวิธีที่จะรับมือกับปัญหา

     ผมชอบประโยคหนึ่งที่ ‘พี่โน้ส’ – อุดม แต้พานิช พูดตอนที่เขาจัดงาน หมู่ คราวที่แล้ว ที่มีดารามารวมกันเยอะๆ ซึ่งพี่ๆ เขาก็คงไม่มีเวลามาซ้อมกันมากนัก แต่ตอนอยู่หลังเวทีก่อนเริ่มโชว์ พี่โน้สเขาพูดกับทุกคนว่า ‘ทุกคนไม่ต้องซีเรียสเลยนะ วันนี้ทุกคนเต็มที่ คนดูเขามาสนุก ฉะนั้น เราต้องเอาความสนุกไปให้เขา สิ่งเดียวที่ทุกคนต้องทำคือออกไปสนุกกับปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้นบนเวที’

     ซึ่งอันนี้มันดีมาก เพราะว่าเราก็เชื่อเหมือนกันว่าเราสนุกกับปัญหา เมื่อก่อนพอเจอปัญหา ผมจะออกมาด่า ออกมาต่อว่า แต่เดี๋ยวนี้พอเจอปัญหา เราจะตั้งสติกับมันได้ โฟกัสกับมัน แล้วก็สนุกกับทุกปัญหาได้ เพราะอะไรที่เกิดขึ้นก็หนีไม่ได้แล้ว เรามีหน้าที่แก้ไขมัน

     การเป็นออร์แกไนเซอร์ที่ดีไม่ได้วัดกันที่การเตรียมตัวที่ดี ไม่ได้วัดกันที่โปรดักชันที่ดี หรือไม่ได้วัดกันที่มีคนมาเยอะ สำหรับผมนะ ออร์แกไนเซอร์ที่ดีคือการแก้และรับรู้ปัญหาทุกปัญหาให้เร็วที่สุด และอย่าให้คนมาต่อว่า อันนี้คือสิ่งที่วัด KPI ของผม

 

ตั้งแต่เราเดินเข้ามาที่นี่ สังเกตว่าทีมงานทุกคนยังวัยรุ่นกันอยู่เลย ขับเคลื่อนองค์กรที่มีแต่คนรุ่นใหม่ต้องทำอย่างไร

     นี่เป็นสิ่งที่อาจจะยากหน่อย แต่ถ้าทำได้ก็เทพไปเลย แล้วก็สนุกดี คือถ้าอยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ เราต้องทำตัวให้เป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งนี้มันตอบทุกอย่าง เราเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ฟังเขา เข้าใจเขามากขึ้น ใส่เหตุและผลเข้าไปบ้าง เราต้องทำตัวให้เป็นวัยรุ่นแล้วบริหารเขาให้เหมือนกับบริหารตัวเอง บริหารเพื่อน ที่นี่ก็เป็นแบบนั้น อาจจะไม่มีหลักการ ไม่มีระบบระเบียบมากมาย แต่เราก็มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นมืออาชีพเหมือนกัน แต่ว่ารสนิยมเราก็เป็นคนรุ่นใหม่

     เราต้องเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่ชอบมองหา ‘แพสชัน’ คำนี้คุณจะเจอเสมอ ผมก็จะมีคำถามเวลาจะรับคนมาทำงานว่าคุณอยากทำอะไร คำถามนี้สำคัญมากๆ แม้มันจะเบสิกมากๆ ถามเพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะรู้ว่าเราจะซัพพอร์ตเขาได้ยังไง เพราะตัวช่วยที่ดีสำหรับการบริหารคนรุ่นใหม่คือให้เขาทำงานมากกว่านี้ ซึ่งคำว่า ‘มากกว่านี้’ ไม่ได้หมายถึงให้งานเขามากขึ้นนะ แต่เป็นการให้เขาทำงานในสิ่งที่เขาอยากทำ ให้เขาทำ 2 งานครับ หนึ่งคือ Work by Duty หน้าที่ที่เขารู้ว่าต้องทำอะไร ขอบเขตไหน และตำแหน่งไหนที่ทำให้เขาได้รับเงินเดือน กับสองคือ Work by Passion เช่น บางคนอยากรีวิวอาหาร ผมก็สร้าง ZAAP Eat ขึ้นมาเพื่อให้เขารีวิวอาหาร ให้เขาไปดูแลฟู้ดโซนในงานอีเวนต์ เขาอยากแคสต์เกม เราทำ ZAAP Play ขึ้นมาให้ทำกัน คือบางคนอาจจะไม่ได้เจอเลยนะ แต่เราต้องสร้างวิธีคิดแบบนี้ก่อน คุณต้องทำแบบนี้ เข้าใจเขา และให้โอกาสเขา

 

ทุกวันนี้หน้าที่ซีอีโอของคุณในบริษัททำอะไรบ้าง

     ทำทุกอย่าง (หัวเราะ) จริงๆ นะครับ ซีอีโอเป็นเพียงชื่อตำแหน่งบนนามบัตร ตำแหน่งนี้มันก็มีไว้เท่ๆ ตามคนอื่นเท่านั้นแหละ จริงๆ ผมยังไม่รู้เลยว่าซีอีโอทำอะไร เพราะเรียนจบมาก็ทำสิ่งนี้เลย ไม่มีโอกาสไปฝึกงานเลยยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

     ผมยังสนุกที่มีโอกาสทำอะไรหลายๆ อย่าง มีความสุขที่ได้ใช้ความคิด สนุกที่ได้ไปลองทำ ได้ไปอยู่หน้างาน ได้ไปวิ่ง ได้ไปเครียด ได้ไปกดดัน ได้ไปด่าเด็ก ได้ไปโดนด่า คือมันโอเคหมด ผมทำทุกอย่างและสนุกไปกับมัน ผมพยายามสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ให้กับทีมงาน และให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด เราอยากให้ประเทศไทยมีงานอีเวนต์ที่ดี มีสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

     จริงอยู่ ความฝันวัยเด็กเราอยากเป็นนักบาสเกตบอลทีมชาติเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ แต่วันนี้เราก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างงานอีเวนต์ให้ต่างชาติเข้ามาเที่ยวแทน ก็เป็นความภูมิใจเล็กๆ

 


ภาพ: inkit photo

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”