ครูเล็ก ภัทราวดี | มองดูความงดงามของศิลปะกับชีวิต ผ่านลมหายใจของศิลปินรุ่นใหญ่

The Conversation
22 Oct 2018
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

ลมหายใจเข้า… ลมหายใจออก… ทุกลมหายใจคือศิลปะ และศิลปะอยู่ในชีวิตของเราทุกลมหายใจ

บทสนทนาระหว่าง a day BULLETIN ซึ่งเป็นคนรุ่นหลาน กับ ‘ครูเล็ก’ – ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2557 ซึ่งล่าสุดได้กลับคืนสู่วงการจอแก้วอีกครั้ง กับบทบาทการเป็นอาม่าในละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง หลังจากที่ห่างหายจากทีวีนานนับสิบปี

      ท่ามกลางบรรยากาศพลุกพล่านจอแจของผู้คนและรถราในซอยวัดระฆัง ย่านวังหลัง เราสับสนและหวั่นไหวไปกับสิ่งรบกวนรอบตัว ในขณะที่ครูเล็กช่วยประคองบทสนทนาอันลึกซึ้งเพื่อให้คำสอนกับพวกเรา พร้อมกับหายใจลึกๆ แผ่วเบา ใบหน้าสงบเย็น เปื้อนรอยยิ้มน้อยๆ

     “เพราะลมหายใจคือศิลปะของการใช้ชีวิต” ครูเล็กเอ่ยขึ้นมาราวกับว่าครูอ่านความคิดของเราออก จึงช่วยให้เราดึงสติและความคิดกลับมาจดจ่ออยู่กับการทำงานสัมภาษณ์ตรงหน้า

     ห่างกันแค่อึดใจเดียว ลมหายใจพาเรากลับคืนมาสู่ศิลปะของการใช้ชีวิตและการทำงานได้ทันที การมีโอกาสได้สนทนากับศิลปินอาวุโสระดับนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์แห่งจิตวิญญาณที่น่าตราตรึง และเราจึงอยากนำมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้สัมผัสเช่นกัน

 

ครูเล็ก

 

ในฐานะของศิลปิน ศิลปะเกี่ยวข้องกับชีวิตอย่างไร หลายคนมองศิลปะแล้วไม่สามารถทำความเข้าใจมัน

     อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวไว้ว่า ศิลปะคือความดี ความงาม คุณลองสังเกตตัวเองดูสิ จะพบว่าเวลาได้ทำอะไรดีๆ จิตใจจะงดงาม นั่นเป็นเพราะเราจะละเมียดละไม ประดิดประดอย เช่นเมื่อเราจะเขียนจดหมายถึงใคร เราก็จะพยายามไม่สะกดผิด เราจะจัดรูปแบบให้สวยงาม เพื่อให้คนที่เขาได้รับจดหมายไป ได้รู้สึกชื่นชมว่าอ่านง่าย เข้าใจดี ภาษาดี เมื่อได้อ่านจดหมาย เขาก็จะเคารพในความเป็นคนของเรา เห็นคุณค่าของเรา

     ดังนั้น ถ้าอยากให้ใครเคารพ เราต้องให้สิ่งที่ดีงามกับเขาก่อน และศิลปะก็คือสิ่งนี้เอง การแสดง การวาด การเขียน การใช้ภาษาให้สวยงามก็เช่นกัน เสมือนการเปิดประตูที่นำพาให้เราไปอยู่ในสังคมได้ทุกที่ ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงเจ้านาย เพราะเราก็จะรู้จักคำว่ากาลเทศะ สิ่งที่ทำให้เรารู้ก็มาจากการฟัง จำ อ่าน และนำมาใช้ในชีวิต ไม่มีใครเก่งตั้งแต่ตัวเล็กๆ แต่ถ้าเรามีศิลปะ ก็จะรู้ว่าอะไรดีงาม และเลือกสิ่งเหล่านั้นให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นี่ละเรียกว่าศิลปศาสตร์แห่งการใช้ชีวิต

     ศิลปะมีอิทธิพลกับชีวิตมากๆ สำหรับเราทุกคน ว่ากันตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า เราต้องใช้ศิลปศาสตร์ในการดำรงชีวิต เราต้องแปรงฟัน เพราะเราอยากให้ช่องปากเราหอมสะอาด นี่คือศิลปะ คือความงาม จากนั้นก็อาบน้ำ เพราะอยากให้ร่างกายสะอาด มีกลิ่นหอมหวน เดินไปไหนคนก็ชื่นใจ ศิลปะคือทำให้คนที่เห็นเราหรืออยู่ข้างๆ เรามีความสุข ในทางตรงข้าม หากเราไปทำให้คนอื่นมีความทุกข์ นี่แปลว่าศิลปะแห่งชีวิตของเราห่วยแตก เรียกว่าล้มเหลวในการมีชีวิต ล้มเหลวในงานศิลป์ หรือเอาง่ายๆ แค่ออกจากบ้านมาแล้วคุณยิ้ม คนที่เห็นคุณยิ้มก็อาจจะมีความสุข นั่นแหละ คุณได้บุญแล้ว คุณอาจไม่ใช่คนสวย แต่คุณเป็นคนที่ยิ้มจากใจ นี่แหละเรียกว่าศิลปะ

 

เราสามารถพัฒนาตัวเองให้รู้จักศิลปะ และมีศิลปะในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร

     ครูเชื่อว่ามันเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรียกว่าลมหายใจ เพราะลมหายใจเป็นสิ่งเดียวที่เข้าไปอยู่ในตัวเราได้ แต่ต้องใช้ลมหายใจให้เป็น สำหรับครูเองเริ่มใช้ตั้งแต่เริ่มหัดเล่นละคร ไม่ว่าเราจะได้รับบทบาทอะไร ทุกบทบาทการแสดงต้องใช้ลมหายใจ ครูเรียนสิ่งนี้มาจากฝรั่ง เขาไม่ได้สอนให้เราทำสีหน้าสีตาในการแสดง แต่เขาสอนให้ใช้ลมหายใจล้วนๆ เช่น เวลาโกรธ จะต้องหายใจแบบไหน เวลาเศร้า หายใจได้หลายแบบ แล้วสุขล่ะต้องหายใจอย่างไร นี่คือสิ่งแรกที่ผู้กำกับมักจะต้องสอนนักแสดง บทบาทจึงมาจากอินเนอร์

     แม้กระทั่งพุทธศาสนาก็สอนให้เราใช้ลมหายใจเพื่อพัฒนาตัวเอง หรือที่เรียกว่าอานาปานสติ เราจึงนำสิ่งนี้มาพัฒนาจิตใจของตัวเอง และเมื่อฝึกทุกวันๆ ใช้ลมหายใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสิ่งที่ดี เพราะการฝึกใช้ลมหายใจจะทำให้ออกซิเจนไหลเข้าสู่สมอง ทำให้ฉลาด เลือดลมไหลเวียนดี มีสุขภาพที่แข็งแรง อย่างล่าสุดมีคนทักครูว่า อายุ 70 ปีแล้วยังวิ่งเร็วอยู่ ก็เพราะเราฝึกหายใจทุกวันจึงแข็งแรงแบบนี้ได้

 

เพียงแค่ลมหายใจอย่างเดียวจริงๆ หรือ หรือว่านัยยะอะไรซ่อนอยู่อีก

     ไม่มี ไม่มี… เปรียบเทียบการหายใจเข้า คงเหมือนตอนดมดอกไม้หอม แล้วผ่อนหายใจออกทางปาก นี่คือความรู้สึกที่ผ่อนคลายที่สุด ยิ่งเวลาโกรธใคร ให้คุณลองหายใจเข้าเหมือนกำลังดมดอกไม้หอม สักพักอารมณ์โกรธก็จะหายไป เมื่อไม่มีความโกรธ เราก็จะมีศิลปะเข้ามาโดยไม่รู้ตัว คือวาทศิลป์ไงล่ะ เพราะจิตใจเราสบาย แล้วคำพูดใดๆ ก็ตามที่เราเคยอ่าน เคยฟัง ก็จะพรั่งพรูออกมาโดยธรรมชาติ ซึ่งมันเป็นศิลป์ที่ดีมาก เพราะมีลมหายใจ จึงทำให้ศิลปะเกิดขึ้น

 

ครูเล็ก

 

คุณห่างหายจากจอแก้วไปนานมากๆ ที่ผ่านมาคุณได้ไปทำงานอื่นๆ ด้วยใช่ไหม

     ใช่ เพราะครูต้องการทำตัวให้มีประโยชน์ คุณพ่อคุณแม่สั่งไว้ว่า พอแก่ๆ แล้วต้องมีประโยชน์ต่อแผ่นดิน ตั้งแต่เมื่อราวๆ 10 ปีก่อน ครูถึงไปปักหลักอยู่ที่หัวหิน ตั้งใจจะให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่จะสร้างเป็นโรงเรียนภัทราวดี หัวหิน ซึ่งเป็นโรงเรียนสามัญศึกษา โดยใช้ศิลปศาสตร์นำร่อง เพราะเชื่อว่ามันมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาจิตใจ

หากหัวใจของเด็กๆ ไม่ได้ถูกพัฒนาด้านศิลปะ เด็กจะก้าวร้าว แห้งแล้ง แข็งๆ ทื่อๆ รักไม่เป็น โอบกอดไม่อุ่น เราจึงต้องพัฒนาหัวใจของเด็กๆ เพื่อให้เขาโตขึ้นเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความอ่อนโยน มีสัมมาคารวะ และสามารถเป็นพลเมืองที่ดีให้กับบ้านเมือง

เมื่อมาเป็นครูสอนเด็กๆ คุณได้พบเห็นอะไรบ้าง

     อย่างเวลาที่เด็กๆ ทำอะไรไม่ดี ครูเองก็รู้สึกผิดเลยนะ เพราะยังพัฒนาไม่พอที่จะทำให้หนูๆ เป็นเด็กดีกว่านี้ ครูเองก็ต้องไปศึกษาเพิ่มเติม ที่ผ่านมาก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเด็กๆ ต้องขอบคุณพวกเธอมากเลยนะที่ทำให้ครูรู้ว่ายังไม่เก่งพอที่จะแก้ปัญหานี้ได้ หลังจากนั้นก็ไปเรียนรู้มา แล้วก็จะฉลาดขึ้น เป็นการฉลาดขึ้นที่เกิดจากความผิดพลาดของเด็ก หรือความผิดพลาดที่เกิดจากตัวเอง

     ครูมองว่าการเรียนรู้ที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาเอก ไม่จำเป็นต้องเรียนตูมเดียวจบ แต่เราเรียนรู้กันไปทุกๆ วัน กระบวนการเรียนรู้นั้นเกิดขึ้นมาจากความสงสัย และชวนให้ไปสืบค้น อย่างละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง ถึงเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ได้สร้างประเด็นขึ้นมาให้คนตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่ฆ่า เกิดความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นทุกคนก็จะเริ่มไปสืบค้นข้อมูลต่างๆ อาศัยความรู้เดิมที่มี นำมาเชื่อมโยงกันไปเรื่อยๆ เพื่อหาคำตอบ เราก็สอนเด็กๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบนี้เช่นกัน

     เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างนั้น เราจึงบอกทุกคนเสมอว่า ก่อนที่เขาจะเติบโต ควรพาเขาไปเห็นโลกกว้าง และให้โอกาสเด็กได้ทำผิดบ้าง ส่วนผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่อธิบายว่า ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร เพื่อให้เด็กเข้าใจ พร้อมจะแก้ปัญหา แต่อย่าให้รู้สึกว่านี่คือปัญหา แล้วต้องสิ้นใจกันไปข้างหนึ่ง เพราะในชีวิตนี้เรายังมีปัญหาอีกเยอะ

 

ในวันนี้ที่ครูกลับมาแสดงละครจอแก้วอีกครั้ง ครูได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง

     นับจากตอนที่เล่นเป็นแม่ของน้ำพุ ในหนังเรื่อง น้ำพุ แล้วต่อมาก็รับบทเป็นปานรุ้ง คือเป็นแม่ในเรื่อง บัลลังก์เมฆ มาจนถึงเรื่องนี้ที่รับบทเป็นอาม่า ก็เป็นแม่ของภัสสรอีก บทบาทเหล่านี้มันสะท้อนกลับมาที่ตัวเราเองว่า เออเนอะ… ที่ผ่านมาเราเลี้ยงลูกไม่ถูกเลย อย่างในบทละครของ ‘ย้ง’ – ทรงยศ สุขมากอนันต์ เราเห็นถึงการเลี้ยงลูกที่ไม่แฟร์เลย แม้เราจะไม่เป็นเหมือนอาม่าที่เลี้ยงลูกๆ แบบนั้น แต่เราก็เห็นอะไรที่ไม่แฟร์ แล้วเราก็จำได้ว่าลูกๆ จะไม่พูดอะไร จนกระทั่งพวกเขาโตพอถึงพูดออกมา เหมือนภัสสรเลย แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ในเมื่อเรื่องราวมันผ่านไปแล้ว ซึ่งนี่ทำให้เราเห็นว่าศิลปะการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ยากมาก ใครที่เลี้ยงลูกให้มีความสุขดีได้ตลอด ต้องให้ถ้วยรางวัล เพราะถือว่าเก่งมาก ต่อให้คุณทำงานอะไรอย่างอื่นแล้วเก่ง ยังไม่นับว่าประสบความสำเร็จเท่าการเลี้ยงลูกเก่งเลย

     จนวันนี้ที่เรามองดูอยู่ตรงนี้ ในวัยนี้ สิ่งที่ทำต่อไปได้คือพัฒนาตนเอง เพราะลูกๆ ของเราก็โตกันหมดแล้ว เราก็ไปเลี้ยงหลาน เลี้ยงลูกคนอื่น ซึ่งก็คือสอนเด็กๆ ในโรงเรียน ซึ่งเป็นโอกาสให้เราได้แก้ตัว การเป็นแม่คนนี่ต้องถือว่าเป็นศิลปินด้วยนะ คุณต้องเป็นศิลปินที่เก่งที่สุดในโลกเลยล่ะ จึงจะสามารถปั้นคนคนหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งสอดคล้องไปกับศาสตร์ของเลี้ยงลูกที่แสนสำคัญ เพราะลูกคือผลผลิตของเรา หากเราผลิตผลงานออกมาให้ดี เราก็ชื่นใจ และก็เป็นบุญกุศล แต่ถ้าเราผลิตแล้วออกมาไม่ดี เวลาลูกไม่ดีหรือมีปัญหา ก็ต้องบอกว่าเราเองนี่แหละคือส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะเขาคนเดียว

 

ครูเล็ก

 

แล้วศาสตร์และศิลป์การเลี้ยงลูกในเวอร์ชันครูเล็กเป็นอย่างไร

     ง่ายๆ คือตัวเราเองต้องมีความสุขกับการทำสิ่งนั้นก่อน เริ่มตั้งแต่รู้ว่าท้อง ก็ควรดูแลตัวเองให้มีความสุขอย่างรอบด้าน รวมทั้งอารมณ์ ซึ่งสามารถเริ่มต้นด้วยการหายใจอย่างที่ครูบอกตั้งแต่ต้น ทุกครั้งที่คนเป็นแม่อารมณ์ไม่ดี ผลลัพธ์ย่อมไปเกิดกับลูกในท้อง และอาจจะติดมาจนเขาเกิดและเติบโต เพราะหัวใจของลูกและแม่เชื่อมโยงกันนานตั้งเก้าเดือน หากเกิดอะไรขึ้น คุณอย่าลืมหายใจลึกๆ แล้วก็จะยิ้ม และพยายามเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อสมองของแม่เข้าใจ ก็จะส่งต่อไปยังสมองของลูกให้เข้าใจด้วย หากเราคิด ทำ พูดไม่ดี ลูกเราก็จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างสมองให้ลูกตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าเขามาอยู่กับเราเลย

     ที่สำคัญคืออยากให้คนเป็นแม่รู้ไว้ว่าลูกเลือกที่ชอบ เมื่อเขาชอบเรา เขาถึงได้มาเกิดที่นี่ เราต้องภูมิใจว่าเราถูกเลือก เขาเลือกแล้วว่าเขาอยู่ตรงนี้แล้วจะมีความสุข เขาเลือกเพราะเชื่อว่าเราเป็นแม่ที่ดี เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้เต็มที่ ไม่ว่าจะต้องใช้ศาสตร์และศิลป์อะไรก็ตาม หากเราหวังให้ใครเป็นอย่างไร มันต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน หากเราเป็นแม่ที่ดี ผลก็จะออกมาที่เขาเอง ถ้าอยากให้ลูกเป็นอย่างไร ต้องฝึกที่ตัวเองก่อน อย่าไปถามที่ลูกว่า ‘ทำไมแกเป็นคนแบบนี้’ แต่ต้องย้อนกลับมาถามที่ตัวเราเองว่า ‘ทำไมฉันเป็นแม่แบบนี้’ และจากประสบการณ์ส่วนตัวก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ และเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ หรือที่เรียกว่าออสโมซิส คือค่อยๆ ซึมไหลจากอีกคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง ความสุขหรือความทุกข์ก็เช่นกัน จะไหลจากคนไปสู่อีกคน

 

แล้วศิลปะแห่งความรักล่ะ การเป็นศิลปินจะทำให้เรามีความรักที่ดีด้วยใช่ไหม

     ก็ไม่แน่ ตอนเด็กๆ ครูไม่เก่งเลยในเรื่องความรักและคนรัก เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงเพิ่งมาเข้าใจ คำว่าความรักมันไม่ใช่การเป็นเจ้าข้าวเจ้าของใคร ความอยากให้เขามาเป็นของของเรา เท่ากับเราไม่ได้ให้อิสรภาพแก่เขา เราดึงเขาไว้ ตีกรอบเขาไว้ แน่นอนว่าไม่มีใครชอบ ตัวเราเองยังไม่ชอบเลย

     เหมือนอย่างมะม่วงเวลาสุก มันต้องหลุดออกจากต้น จะบอกต้นมะม่วงว่าอย่าหล่นนะ อย่าจากฉันไป มันก็เป็นไปไม่ได้ คนเราก็ไม่ต่างกัน ครูเองได้เรียนรู้สิ่งนี้จากละครเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย ที่พระกับนาง คือยุพดีและส่างหม่อง อยากอยู่ด้วยกันชั่วฟ้าดินสลาย แต่เมื่อทั้งคู่โดนจับมาล่ามโซ่คล้องแขนไว้ด้วยกันตลอดเวลา จนในท้ายที่สุดก็ต้องตายจากกัน แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรที่เราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของได้เลย

 

ธรรมะง่ายๆ ที่ใครก็เข้าใจ แต่บางทีเราก็ตัดใจไม่ได้ ทำใจไม่ได้

     ก็จริงๆ เพราะในอีกแง่หนึ่งเขาเป็นเจ้าของหัวใจเราได้นะ ถ้าเราอยู่กับเขาแล้วอบอุ่นใจ แม้เขาจะอยู่ไกลหรืออยู่กับคนอื่น แต่หัวใจของเรานั้นไปอยู่กับเขาแล้ว ก็อาจจะทำให้เขากลับมาหาเรา หรือเขาอาจจะไม่ทำอะไรให้เราเสียใจ เขาจะเกรงใจเราบ้างก็ได้

     ครูเรียนรู้มาว่าการฝึกตัวเองให้เป็นคนใจกว้าง คนใจดี นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก (เน้นคำว่า มาก) แต่มันก็ยากมากด้วยเช่นกัน เราต้องฝึกทุกวัน ด้วยการหายใจลึกๆ อยู่อย่างนี้ สุดท้ายวันหนึ่งเราก็เข้าใจได้เอง เข้าใจ ณ ที่นี้คือ ถ้าเราเป็นคนใจแคบ นั่นแปลว่าเรารักแค่ตัวเอง ดังนั้น อย่าไปบอกว่านั่นคือ ‘ฉันรักเธอ’ แต่ต้องบอกว่าแท้จริงแล้ว ‘ฉันรักฉัน’ ถ้าฉันรักเธอ ฉันก็ต้องทำให้เธอมีความสุข ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเขาเป็นคนดี เขาก็จะทำให้เรามีความสุข แต่ถ้าเขาไม่ใช่คนดี เขาทำให้เราทุกข์ ทุบตีเราตลอดเวลา เราก็เลือกที่อยู่ของเราได้นะ

     จนเมื่อเรามีความเข้าใจในรัก และเรารักคนอื่นเป็นแล้ว ตอนนั้นเราจึงจะรักตัวเองเป็น ซึ่งแต่ก่อนครูเคยไม่รักตัวเอง มีความรู้สึกว่าไม่มีคุณค่าอะไร เวลาทำอะไรผิดพลาดก็มักจะโทษตัวเองหรือโทษคนอื่นไปเรื่อย แต่เมื่อรักเป็น ก็จะรู้จักเหตุผลมากขึ้น ในเมื่อฉันรักตัวเอง ฉันจะไปเรียนรู้ พัฒนา ฝึกฝน เพื่อให้ตัวฉันเองดีขึ้น ที่สำคัญคือการรักตัวเองไม่ใช่รักแค่คำพูด แต่ต้องเข้าใจว่าตัวเองดีงามอย่างไร เก่งอะไร อะไรไม่เก่ง พัฒนาได้ไหม ชีวิตนี้มีจุดประสงค์อย่างไร สิ่งเหล่านี้คือการศึกษาที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาควบคู่กันไป

 

ครูเล็ก

 

พระท่านจึงสอนว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์

     ใช่ และพระท่านก็สอนให้ใช้การหายใจด้วยเช่นกัน เวลาที่เราเจ็บปวด ปวดใจจากสิ่งใดก็ตาม ก็จะหายใจลึกๆ หากหนึ่งทีไม่ไหว ก็ต้องสามที แล้วเราจะค่อยๆ คิดได้ จากนั้นค่อยๆ แก้ปัญหา ในกรณีป่วยกายก็ใช้ลมหายใจได้เช่นกัน อย่างตอนที่ครูป่วย ครูกลัว ครูเจ็บ แต่ก็ให้รู้ว่าเจ็บ แล้วไม่ไปยุ่งกับเขา ในทางพุทธนี่คือการวิปัสสนาภายใน จนครูมาเข้าใจว่าเราบังคับจิตได้ ฝึกจิตได้ แต่เราบังคับกายไม่ได้ อย่างเห็นว่าความดันขึ้นไปเกือบ 200 เนื่องจากร่างกายเครียด แต่จิตของเราไม่รู้ตัว แสดงว่าจิตกับกายมันแยกจากกัน จนตอนที่หมอวัดความดันเสร็จ แล้วบอกว่า ‘เสร็จแล้วค่ะ’ ความดันลดลงมาเป็น 160 ก็งงว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย กายคงได้ยิน ใจมันเลยลดลงมาเอง

     ตอนมาเล่นละครกับย้ง ตอนแรกนึกว่าละครตลกๆ พอมาอ่านบทแล้วก็… พระเจ้าช่วย อาม่าต้องร้องไห้ อาม่าต้องโวยวายทั้งเรื่อง เอาแล้วสิ… และนี่คือเหตุผลที่เลิกเล่นละครไปพักใหญ่ เพราะครูไม่สบาย ก็ในเมื่อเรามีความสุขแล้ว เราจะไปทุกข์อีกทำไม เวลาเราทุกข์ หัวใจของเราก็เต้นแรง ท้องผูก ทุกอย่างก็จะปั่นป่วนไปหมด เราก็ใช้ลมหายใจนี่แหละ เล่นให้เป็นอาม่า เล่นให้ย้งพอใจ พอเสร็จงานก็ขอกลับคืนสู่ปกติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังท้องไส้ปั่นป่วน ลมเต็มท้องอยู่เลย แต่ก็ไม่เป็นไร มาทำงานอาทิตย์ละหนสองหน เราถือว่าได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ได้พบเจอกับคนที่เราชอบ ก็เป็นสุขแล้ว

 

จากการเกิด เติบโต สู่ความรัก และอีกหน่อยคนถึงการพลัดพราก คุณคิดว่ากว่าถึงลมหายใจสุดท้าย ศิลปินจะได้เรียนรู้อะไร

     ครูนึกถึงคุณแม่ ตอนที่ท่านเสีย ครูเศร้ามาก ที่เศร้าไม่ใช่เพราะแม่จากไป แต่เศร้าเพราะยังไม่ได้ทำอะไรดีๆ ที่อยากทำให้แม่เลย ตอนนั้นก็พูดแต่คำว่าเดี๋ยวก่อนๆ และไม่เคยคิดเลยว่าการผัดวันประกันพรุ่ง แค่เรื่องพาไปกินข้าว เพราะครูคิดแค่ว่าแม่มีสตางค์เยอะกว่าเรา หากเราจะทำให้แม่มีความสุข คือเราต้องมีสตางค์เยอะกว่าแม่เสียก่อน จึงต้องทำงานก่อน ต้องรอไปก่อนเสมอ

     เมื่อแม่ไม่อยู่แล้วจึงค่อยได้มาคิดว่าแล้วจะทำยังไงดี ในเมื่อไม่มีเวลาได้แก้ตัวอีกต่อไป สิ่งที่ทำได้คือทำบุญให้แม่ ด้วยการไปนั่งสมาธิ สร้างบุญกุศลให้แม่และตัวเอง ด้วยการเป็นคนที่มีจิตใจดี มีรอยยิ้มให้ทุกคน และยังคงอยู่กับการใช้ลมหายใจ เพื่อสร้างสิ่งดีๆ ต่อไป

 

ถ้าจะไม่ผัดวันประกันพรุ่งแล้ว เวลานี้คุณอยากทำสิ่งใดมากที่สุด

     ชีวิตนี้ครูทำอะไรมาเยอะแล้ว และก็ค้นพบแล้วว่าสิ่งใดที่เราทำได้ดีที่สุด อะไรที่ทำได้ดีรองๆ ลงมา หากยังอยากทำอยู่ ก็ไปฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าถามตอนนี้ ครูเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรอีก รู้แค่ว่าจะทำสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยจิตที่เราได้อธิษฐานกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ไว้ว่าจะรับใช้แผ่นดินจนวันสุดท้ายของชีวิต ครูจะไม่ขี้เกียจ จะไม่ทำตัวเป็นคนแก่ที่รอคอยความตาย เพราะตอนนี้ยังไม่ตาย สิ่งที่เรายังทำได้อยู่ในทุกๆ วันนี้ ช่วยให้เราแข็งแรง และเป็นคนแก่ที่ไม่เบียดเบียนใคร

     หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับความตาย หรือเล่นละครอยู่แล้วจู่ๆ ตาย มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้ร่างกายของเราก็เหมือนรถยนต์เก่าๆ วิ่งไม่ค่อยไหว บอดี้นี้ก็ซ่อมแล้วซ่อมอีก แต่ถ้าได้บอดี้ใหม่ ได้ไปอุแว้อยู่กับใครสักคน

การได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สำหรับครูคือความฝัน และความตายก็คือความสุข

     ครูบอกลูกเสมอว่าหากแม่ไปแล้ว ให้ยิ้ม ให้ใส่สีแดง เพราะแม่ไปอย่างมีความสุข แม่จะได้ไปอย่างหน้าตึงๆ ใสๆ วันหนึ่งแม่จะได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้มัดผมแกละ ซึ่งจริงๆ วันนี้ก็อยากทำนะ แต่ทำไม่ได้ มันไม่เหมาะสม และยังคงย้ำว่า เมื่อจากไปแล้ว ทุกคนจะต้องไม่โศกเศร้า ขอให้ครูหายไปจากโลกนี้ และเหลือไว้แค่ความทรงจำก็พอ แต่ครูเตรียมหนังสืองานศพไว้เรียบร้อยแล้วนะ (หัวเราะ)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ