ภาวนา แก้วแสงธรรม

ภาวนา แก้วแสงธรรม | ความจริงและเรื่องตอแหล จากปากคำของแม่ผู้มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ในความเป็นจริงเป็นเรื่องยากที่เราจะบอกได้อย่างเต็มปากว่าชีวิตเป็นเรื่องง่ายหรือยาก เพราะเรากำลังมีชีวิตท่ามกลางจอภาพแห่งความฝันและจินตนาการ ที่พยายามฉายภาพชีวิตแสนสุขซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านทุนนิยมและการบริโภคในโลกสมัยใหม่ การเป็นแม่ก็คงไม่ต่างอะไร อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าด้วยซ้ำ เรามักจะถามแม่เสมอว่า ตอนเด็กๆ เราเป็นอย่างไรบ้าง ซนไหม หรือดื้อแค่ไหน แต่เราแทบจะไม่เคยถามแม่ว่ารู้สึกอย่างไรกับการมีลูกและเลี้ยงดูจนเติบใหญ่

     หน้าที่ของผู้เป็นแม่อาจมีคำว่าภาระซ่อนอยู่ รวมทั้งความเหนื่อยหน่าย และความรู้สึกผิดบางอย่าง เกิดเป็นแผลในใจ จนต้องเสแสร้งแกล้งทำ โกหก และตอแหลเพื่อคงหน้าที่การเป็นแม่ในแบบที่สังคมชนชั้นกลางคาดหวัง นี่คือความจริงของการมีลูกที่ไม่มีแม่คนไหนอยากพูด ซึ่งตรงกันข้ามกับ ‘พ่ง’ – ภาวนา แก้วแสงธรรม นักเขียนและบรรณาธิการมากประสบการณ์ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ผู้เป็นแม่ของลูกสาวฝาแฝด ด.ญ.พราว และ ด.ญ.เพลิน ในวัย 4 ขวบ

     ชีวิตการเป็นแม่มือใหม่ของเธอตลอดเวลา 4 ปี มีทุกรสชาติ และเธอยินดีที่จะบอกทุกคนอย่างจริงใจว่าโลกของแม่ไม่ได้สวยงาม โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าที่เธอประสบหลังคลอดลูก ผ่านบทสัมภาษณ์นี้ที่ a day BULLETIN ขอมอบให้กับแม่และทุกๆ คน

 

ภาวนา แก้วแสงธรรม

ชีวิตของผู้หญิงที่เพิ่มบทบาทความเป็นแม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

     ตอนนี้ลูกๆ 4 ขวบแล้ว เท่ากับเราเป็นแม่มา 4 ปี เป็น 4 ปีที่เราลองผิดลองถูก เพราะไม่มีใครเกิดมาแล้วรู้วิธีการเป็นแม่ทันที มันต้องสั่งสมจากการอ่าน การค้นคว้า แล้วนำความรู้ที่คิดว่าเหมาะสมกับครอบครัวเรามาประยุกต์ใช้ สิ่งสำคัญที่ทำให้การเป็นแม่ในยุคนี้เป็นเรื่องยากคือการมีข้อมูลที่เยอะมากเกินไป โดยเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลไหนเหมาะกับครอบครัวและลูกของเรา เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่การเลือก จากการฟังสิ่งที่บ้านเราเป็น ไลฟ์สไตล์ที่เราเป็น บุคลิกที่เราเป็น เราอยากให้ลูกเป็นอย่างไร เราก็เลือกสิ่งนั้นมา

 

แล้วคุณได้เลือกอะไรในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองคน

     เราเลี้ยงลูกตามแนวทางของนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คือ 3 ขวบแรกแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง พอเลี้ยงลูกเอง ลูกจะติดเรามาก ก่อนเป็นแม่คนเราไม่เคยเลี้ยงเด็ก ไม่เคยอยู่กับเด็กเกินหนึ่งชั่วโมง แต่พอท้องก็ได้ลูกแฝดเลย ตอนรู้ถึงกับร้องโอ้พระเจ้า! (เน้นเสียง) วันที่คลอดลูกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะอุ้มเขายังไง เราไม่เคยอุ้มเด็กมาก่อน ตอนพยาบาลอุ้มลูกมาให้ 2 คน บอกตามตรงว่าเราไม่พร้อม เราร้องไห้เลย เดือนแรกของการเป็นแม่ต้องเลี้ยงลูกเองเป็นเดือนที่เราช็อกมาก คิดเสมอว่าแม่ทุกคนต้องมีนมให้ลูกกิน และก็คิดว่านมจะมาเอง แต่ถึงเวลานมไม่มา แล้วก็ไม่เคยเรียนรู้เรื่องการซื้อนมผงเผื่อไว้ให้ลูกด้วย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจริงมาก เราต้องรีบออกไปซื้อ เดือนแรกคือที่สุดของการเป็นแม่แล้ว ร้องไห้หลายครั้ง อย่างตอนที่สามีพาเราไปกินไอศกรีม เรานั่งน้ำตาไหล เพราะเวลาที่มีเราให้ลูกทั้งหมด จะกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่ได้นอนเลย

 

เพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณประสบกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์และสภาพจิตใจช่วงนั้นให้ฟังหน่อย

     เราว่าแม่ทุกคนเป็นแต่ไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่คนจะนึกออกแต่ว่าอาการซึมเศร้าคือคนที่อยากฆ่าตัวตาย จริงๆ แล้วอาการซึมเศร้ามีหลายระดับ นั่นคือระดับวิกฤตแล้ว แต่อาการซึมเศร้าในระดับที่ไม่ฆ่าตัวตายก็มี เราแค่ไม่รู้ตัว อาจจะคิดว่าตัวเองแค่เครียด อย่างเราเป็นแม่เลี้ยงลูกแฝดคนเดียว สามีไม่ค่อยแข็งแรง เขามีปัญหาเรื่องหัวใจ สำหรับเรามันเลยเป็นสิ่งที่หนักและไม่ง่าย พอนึกมองย้อนกลับไป ณ ตอนนั้นเป็นการใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ตื่นขึ้นมา เอานมให้กิน พาไปอาบน้ำ

การมีลูกทำให้ชีวิตของเราชัดมากขึ้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น อะไรที่ดูเหมือนล่องลอย หว่องกาไว มันไม่มีอีกแล้ว อะไรที่พร่าเลือน หรือสิ่งที่เป็นความโรแมนติกของชนชั้นกลาง ไม่มีเลย หายไปหมดสิ้น

     ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจริงมาก ลูกขี้ก็ต้องล้างก้น ลูกจะกินนมก็ต้องป้อน ให้กินเพราะเขาหิว ลูกค่อยๆ เปลี่ยนและปรับตัวเรา

 

ลูกๆ เปลี่ยนและปรับตัวคุณอย่างไรบ้าง

     คนคนหนึ่งมีหน้าที่หลายอย่าง วันที่มีลูก หน้าที่แม่คือหน้าที่หลัก แต่ยังมีหน้าที่หรือบทบาทรองอยู่ ดังนั้นหน้าที่หลักของการเป็นแม่คือมีชีวิตอยู่เพื่อลูก เลี้ยงดูเขา แต่หน้าที่รองในการเป็นภรรยา เป็นลูก เป็นพี่สาว น้องสาว เป็นนักเขียน เป็นบรรณาธิการก็ยังมีอยู่ นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องนึกถึงด้วย เราไม่ได้ไปปาร์ตี้มา 4 ปีแล้ว (หัวเราะ) เพราะอยู่กับลูกตลอด แล้วลูกก็ติดเรามาก พอชีวิตเป็นแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามีส่วนที่หายไปเหมือนกันนะ แต่ส่วนที่ได้กลับคืนมาก็มี คือความเป็นแม่

     มันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ เราต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นแม่คนแล้ว ไม่มีอะไรเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือเราอยากให้แม่ทุกคนรู้สึกผิดให้น้อยลง เพราะทุกวันนี้แม่ทุกคนรู้สึกผิดเหมือนกันหมด เห็นลูกไม่สบายแล้วรู้สึกผิด ครึ่งหนึ่งของความรู้สึกของการเป็นพ่อเป็นแม่คือการรู้สึกผิด

 

ภาวนา แก้วแสงธรรม

 

ความรู้สึกผิดของการเป็นแม่ที่คุณพูดถึงนั้นคืออะไร

     ตอนนี้หนังสือที่เกี่ยวกับการเป็นพ่อแม่ในท้องตลาดมีแต่เรื่องการกระตุ้นพัฒนาการลูก มันไม่มีหนังสือการเป็นพ่อแม่จริงๆ เราไปเจอหนังสือหนึ่งเล่มชื่อว่า Simplicity Parenting: Using the Extraordinary Power of Less to Raise Calmer, Happier, and More Secure Kids อ่านแล้วเราชอบมาก เพราะเป็นตัวเรา คือเลี้ยงลูกแบบเรียบง่าย เรารู้สึกว่าการเป็นพ่อแม่ทุกวันนี้ยากเพราะพ่อแม่จะต้องรู้สึกผิดตลอดเวลาว่า ฉันเลี้ยงลูกแบบนี้มันถูกต้องไหม แต่เมื่อเราลองมองย้อนกลับไปว่าทำไมคนรุ่นพ่อแม่เราเขาก็เลี้ยงลูกได้แบบเรียบง่าย ซึ่งสำหรับพวกเขาอาจไม่ใช่คำๆ นี้ แต่เขาดูปล่อยวางมากกว่าพ่อแม่สมัยนี้

     เราพูดถึงหนังสือเล่มนี้เพียงเพื่อจะบอกว่า เราสามารถเลี้ยงลูกแบบเรียบง่ายได้ เพราะสิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ มันเรียบง่ายกว่าสิ่งที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดให้เขา คำที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราจะเป็นแม่ที่มีความทุกข์มาก คือคำว่า ‘กระตุ้นพัฒนาการ’ เราไม่เข้าใจว่าจะกระตุ้นอะไรหนักหนา แล้วต้องกระตุ้นไปเท่าไหร่ถึงจะพอ ถ้าเรากระตุ้นน้อยไปก็รู้สึกผิดอีก เราไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่รู้สึกผิด และไม่อยากให้คนอื่นเป็นแบบนั้น เลยอยากแนะนำให้แม่ทุกคนคิดทบทวนเรื่องนี้

     ลูกไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการ ไม่ได้เรียนดนตรี ไม่มีชุดบัลเล่ต์ ไม่ต้องรู้สึกผิด ใช้พลังแห่งความน้อยสร้างสรรค์ให้เด็กรู้สึกสงบ มั่งคงขึ้น เรามีเด็กที่ฉลาดเต็มไปหมด แต่เรามีเด็กที่สงบน้อยลง มีใครโพสต์ไหม ลูกฉันสงบมากเลย ไม่มี มีแต่ลูกเก่งแบบนั้นแบบนี้ ความสงบคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้านทานโลกต่อไป โลกต่อไปน่ากลัวมาก อย่ามองข้ามพลังของความน้อย เป็นพ่อแม่ไม่ต้องเยอะ น้อยๆ ก็ได้

     อย่างไม่นานนี้เอง ลูกของเราไปโรงเรียนแล้วไม่สบายกลับมา เราให้หยุดเรียนอยู่บ้านเลย เสียค่าเทอมไปแล้วก็ช่าง เพราะเรารู้สึกว่าเวลาของพ่อแม่คือความหรูหราของลูก เด็กเขาไม่รู้อะไรหรอก เขารู้อย่างเดียวว่าอยากมีเวลาอยู่กับพ่อแม่เยอะๆ อย่างเมื่อเช้าเขาพูดกับเราว่า ‘แม่อย่าทำงานเยอะได้ไหม แม่ทำงานเยอะไปแล้ว หนูชอบให้แม่เล่นกับหนู’ เพราะฉะนั้นสิ่งที่หรูหราที่สุดสำหรับเด็กคือเวลาของพ่อแม่ เป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องการมากที่สุด เมื่อเป็นแบบนี้บางครั้งเราก็มีเผลอรู้สึกว่า การที่ลูกไม่ได้ไปเรียนเป็นการไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการเขาอย่างเพียงพอหรือเปล่า แต่สุดท้ายเราจะต้องจัดการใจตัวเองให้ได้ รู้สึกผิดให้พอแล้วเดินต่อไป เป็นแม่ที่มีเวลาให้เขาเยอะๆ ต่อไป

     อีกอย่างเราอยากให้ลูกมีที่ว่างในใจเยอะๆ ไม่ใช่เราเอาอะไรไปถมเขาหมด เขาอาจจะเกิดปรีชาญาณของเขาเอง ทำให้เขาสงบ เราเชื่อนะว่าจะเกิดการเรียนรู้เมื่อเขาพร้อม เราอยากให้เขาเข้าโรงเรียนตอน 7 ขวบเลย ป.1 เราไม่เชื่อเรื่องให้เด็กเรียนก่อน 7 ขวบ อย่างที่บอก อย่ารู้สึกผิดเวลาที่ลูกว่างมากเกินไป พ่อแม่จะรู้สึกผิด อย่างสามีมักจะบ่น ถ้าให้ลูกอยู่บ้านเฉยๆ คุณอย่าไปถูกกระตุ้น (เน้นเสียง) ด้วยภาพในเฟซบุ๊กว่าลูกคนคนอื่นท่องหนังสือได้ ลูกเรากำลังมีความสงบอยู่ แล้วเขาอยู่กับแม่ที่เขารักที่สุด แค่นั้นพอแล้ว

 

จากผู้หญิงที่สนุกกับการทำงานนอกบ้าน ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นคุณแม่ลูกแฝด ทำงานที่บ้านแทน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกับรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง

     พอมีลูก ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย เหมือนใจเราอยู่กับลูกแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่เกิดขึ้นก็ปล่อย วันหนึ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึงมันก็คือการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้รู้สึกโหยหาชีวิตที่เคยเป็น แต่รู้สึกว่า อ๋อ มันเป็นอีกบทหนึ่งของชีวิตแล้วนะ ไม่ได้โหยหาเพราะลูกมันจริงมาก เด็กเขาจริงมากจนชีวิตแม่ต้องจริงตาม อะไรก็ตามที่ทำให้เป็นแม่ช่างฝัน พอ จบ ความรู้สึกแบบอารมณ์หนังหว่องกาไวมันไม่มีอีกแล้ว เวลาก็ไม่มีด้วย (หัวเราะ)

     แต่การมีลูกทำให้เรามีพลังนะ ก่อนหน้านี้เราทำงานประจำ และเป็นฟรีแลนซ์ หาได้เงินเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น แต่พอมีลูก หลังจากสามีออกจากโรงพยาบาลเพราะรักษาอาการป่วยโรคหัวใจ ตอนนั้นลูกยังเล็กด้วย เราตั้งบริษัทรับผลิตและสร้างสรรค์งานด้านสื่อสิ่งพิมพ์และคอนเทนต์ ทำเท่าที่พลังเราจะมีได้ ทุกครั้งที่ต้องนำเสนองานเราต้องไหว้พระเลยนะ เราอดได้แต่ลูกอดไม่ได้ เพราะลูกๆ ต้องกิน ต้องใช้ การมีลูกทำให้ชีวิตเราจริงมากขึ้น

 

ภาวนา แก้วแสงธรรม

 

ชีวิตของการเป็นแม่ลูกแฝดเหนื่อยขนาดไหน

     เหนื่อยนะ เหนื่อยกายกับการเลี้ยงลูก เพราะเราเป็นชนชั้นกลางที่ไม่ได้คุ้นชินกับการใช้ร่างกายเยอะ เราใช้แต่สมอง แต่เหนื่อยกายมันรับได้ พักก็หาย เราไม่เคยต้องเปรียบเทียบลูกเรากับลูกคนอื่น ทำไมลูกคนอื่นท่อง A B C ได้ ลูกเราท่องอะไรไม่ได้เลย เพราะสุดท้าย การที่เรารู้ว่าครอบครัวเราเป็นแบบไหน แล้วเราเลือกอะไรให้ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดเลย

     สำหรับครอบครัวเรา สุขภาพสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นทุกวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าลูกไม่ได้ตัวร้อน แข็งแรง สุขภาพดี เราพอแล้ว หลังจากนั้นให้ชีวิตนำทางไป ไม่ใช่ว่าไม่กระตุ้นพัฒนาการลูกนะ แต่เด็กเขาเรียบง่ายมากกว่าที่พ่อแม่คิด มีงานวิจัยหนึ่งบอกว่า สุขภาพจิตของเด็กขึ้นอยู่กับความสุขของแม่ เพราะฉะนั้นเราอาจจะเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวที่บอกสามีเสมอว่าเราต้องมีความสุข (หัวเราะ) เพราะถ้าเราไม่มีความสุขลูกก็จะไม่มีความสุข สามีก็ไม่มีความสุข บ้านจะลุกเป็นไฟ ดังนั้นบ้านที่แม่มีความสุข ทุกคนจะร่มเย็น มันก็กลับมาที่เรา ถ้าเราจะดูแลลูก เราต้องดูแลตัวเองด้วย ถือคติว่าถ้าเราไม่มีความสุข ทุกคนจะไม่มีความสุข

และถ้าพูดถึงความอดทนของการเป็นแม่ขึ้นอยู่กับว่ามีเงินเท่าไหร่ ถ้ามีเงินมากก็ใช้ความอดทนน้อย แต่ถ้ามีเงินน้อย ก็ต้องใช้ความอดทนเยอะ มันอาจจะดูทุนนิยมมาก แต่มันเป็นความจริง

     ถ้ามีเงินก็ใช้จ้างพี่เลี้ยง แม่บ้าน คนขับรถ มีเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นสวยๆ ความเหนื่อยมันขึ้นอยู่กับชนชั้นของแม่ ความเป็นแม่มีชนชั้นเยอะมากนะ แล้วมันก็มีผลกระทบที่เยอะมากเหมือนกัน ทั้งชีวิต สังคม และตัวลูก

 

การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพเป็นเรื่องยากและท้าทายสำหรับแม่ทุกคนไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม สำหรับยุคนี้ คุณมีความคิดเห็นอย่างไร

     เราโตมาในยุคที่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตหลังจบมหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยน การรักษาความสงบและพื้นที่ว่างในใจลูกสำคัญมากเลยนะ เราลงรูปลูกในเฟซบุ๊กน้อยมากนะ อยากให้เขาเป็นคนสงบ ซึ่งคำนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากของทั้งความสุขที่มีต่อตัวเองและต่อคนอื่น ทุกๆ คืนก่อนนอนเขาจะท่องว่า เขารักแม่ เขารักปาป๋า เขาจะพูดถึงทุกคน สุดท้ายเขาจะพูดจบว่า เขารักตัวเอง เราอยากให้ลูกรักคนอื่นแล้วรักตัวเอง ซึ่งจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเขามีความสงบ มีความสุข

     เคยสังเกตไหมว่าคนที่ชอบเหวี่ยง อารมณ์ไม่ดี เขาจะไม่รักใครเลย เราไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนั้น ถ้าอยากเลี้ยงลูกให้มีความสงบ พ่อกับแม่ก็ต้องสงบก่อน รักกันมากๆ ซึ่งเราโชคดีเพราะสามีดูแลครอบครัวดีมาก มีคำพูดหนึ่งบอกว่า วิธีการดูแลเด็กที่ดีที่สุด คือ พ่อกับแม่ต้องรักกันมากๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ

 

ทุกวันนี้ชีวิตของเราถูกครอบงำด้วยชุดความคิดบางอย่างร่วมกัน ทั้งที่จริงแล้วชีวิตเป็นเรื่องปัจเจก ทุกคนแตกต่างและหลากหลาย ชีวิตจึงไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่ใครก็ตามแนะนำให้ทำแล้วจะสำเร็จเหมือนกัน

     ใช่ๆ และสิ่งนี้กำลังเป็นกับดักของพ่อแม่หลายคน เพราะไม่ฟังในสิ่งที่หัวใจตัวเองต้องการจริงๆ กับสิ่งที่เหมาะสมกับครอบครัว อย่างที่บอก สิ่งที่เหมาะสมกับครอบครัวเราอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อย่างเรื่องโรงเรียน โรงเรียนที่ดีที่สุดที่เราชอบ แต่อยู่ไกลมาก เราเลือกไม่ได้ เราต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมแทน เวลาเลี้ยงลูก เขียนไปเลยสามข้อว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร แล้วก็โฟกัสไปที่สามข้อนั้น อย่างเราอยากให้ลูกสุขภาพแข็งแรง อยากให้ลูกรักตัวเองและรักคนอื่น และอยากให้ลูกเป็น start up คือมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าได้กล้าเสีย เมื่อมีเป้าหมาย เราจะชัดมากในการเดิน อะไรก็ตามที่ทำให้สามข้อนี้ไม่เป็นจริง เราจะไม่ไปยุ่ง เพราะฉะนั้นการฟังหัวใจตัวเองจึงไม่ใช่แค่การพูดประโยคเท่ๆ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แม้ว่าจ่ายค่าเทอมไปแล้ว แต่เราฟังเสียงใจตัวเองว่า การที่เรานอนกอดลูกสองคนแล้วไม่มีใครตัวร้อนเลย พอแล้วกับแม่อย่างเรา เราไม่ต้องการเขากลับมาจากโรงเรียนท่อง A B C ได้แต่ป่วย

 

แล้วคุณมีรูปแบบในการเลี้ยงดูลูกๆ อย่างไร สำหรับแม่ที่พยายามรักษาความสงบของลูก

     ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ ของเล่นมันแพงมากนะ เคยยื่นอยู่หน้าป้ายลดราคาแล้วพูดกับสามีว่าขนาดลดราคาแล้วยังไม่กล้าซื้อเลย แล้วมันก็เล่นได้แบบเดียว เราจึงรู้สึกว่าถ้าลูกค้นพบอะไรในบ้าน แล้วเขาเอามาเล่นได้ นี่คือสิ่งที่เขาอยากเล่นก็ปล่อยให้เขาเล่นไป เพราะมันคือความไร้เดียงสา เป็นความบริสุทธิ์ของเขา เราอยากเก็บรักษาตรงนี้ไว้ เพราะวันหนึ่งเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาไม่มีทางเอาแป้งมาโปรยเล่น หรือเอากระดาษกาวมาพันตัวกัน มันไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กเขาสนุก ถ้าเขาค้นพบวิธีการเล่นแบบนั้น มันคือโลกของเขา แล้วเขาค้นพบของเล่นที่อยู่ในบ้านด้วย

     จริงๆ ของเล่นที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กมีไม่กี่อย่าง นอกนั้นเล่นได้แบบเดียวไม่ได้กระตุ้นพัฒนาการด้านสมองเขาเลย เพราะฉะนั้นเราจะรู้สึกดีมากหากลูกๆ รื้อของในบ้านมาเล่น ถึงจะเลอะเทอะ แต่เราใช้เวลาเก็บกวาดได้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาจะได้มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก

 

ภาวนา แก้วแสงธรรม

 

คุณอยู่ในแวดวงการเขียน วรรณกรรม และการเป็นบรรณาธิการ มีสิ่งที่คุณหยิบยกมาปรับใช้ในการดูแลลูกไหม

     (นิ่งคิด) เราเป็นแต่บรรณาธิการวรรณกรรมประเภทหม่นๆ แต่มันไม่ทำให้เราหม่นนะ งานคืองาน แต่เราชอบประโยคหนึ่งจากหนังเรื่อง Jurassic Park ที่ว่า ‘Life will ffiind a way.’ ชีวิตจะพบทางของมันเอง

     อย่างเราไม่เคยเป็นแม่มาก่อน ไม่เคยอุ้มเด็กเลย พอมีสิ่งที่มันจริงมากโยนเข้าหาเรา ไม่ได้มาตัวเดียวด้วย มาสองตัว ชีวิตก็จะค้นพบทางของมันไปเอง ต้องแบบนี้ แบบนั้น ลูกต้องกิน เราต้องตั้งบริษัท มันเลยทำให้มีพลังมาก กลายเป็นว่ามีลูกแล้วมีฐานะที่ดีขึ้น (หัวเราะ)

 

คุณทุ่มเทเพื่อลูกมาก เป็นเรื่องปกติที่คุณจะคาดหวังในตัวลูกๆ

     คาดหวังอยู่แล้ว แต่เราจะไม่บอกเขา เพราะกลัวจะทำให้เขารู้สึกกดดัน อยากให้เขาเป็นคนดี อยากให้เขาได้เจอคนดี ได้แต่งงานกับคนดี อยากให้เขารวยๆ เก่งๆ ฉลาดๆ ความคาดหวังเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่พ่อแม่ทุกคนมีอยู่แล้ว แต่เราจะเอาไปใส่ในตัวลูกหรือเปล่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าคาดหวังไหม เราคาดหวัง แต่จะไม่มีทางเอาความฝันของเราไปใส่ในชีวิตเขา

     พ่อแม่มีหน้าที่เตรียมพร้อมในสิ่งที่คิดว่าเหมาะสม ไม่พูดว่าดีที่สุดนะ ซึ่งอาจไม่ใช่ดีที่สุดให้เขา แล้วดูเขาเติบโตไป เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาเป็นฝาแฝด เขายังไม่เหมือนกันเลย

 

แล้วถ้าลูกไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง

     คำตอบอยู่ในสายลม มีคุณแม่คนหนึ่งเขียนจดหมายไปถามคุณหมอท่านหนึ่ง เขาเลี้ยงลูกอย่างดี เตรียมให้ทุกอย่าง ทุ่มเทให้ทุกอย่าง จนเขาเองก็นึกไม่ออกว่าทำไมลูกถึงเป็นคนแบบนี้ คือดื้อ สอนยาก ถามว่าเรากลัวไหม ก็กลัวนะ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปัจจัยอะไรทำให้เป็นแบบนั้น ถ้าลูกไม่เป็นที่หวังไว้ก็เสียใจ แต่เขาจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง ถ้าเราเลี้ยงเขาดี ถึงตอนนั้นเราคงแก่มากแล้ว และคิดย้อนกลับว่าเราเลี้ยงลูกผิดตรงไหน แต่เราเชื่อว่าความผิดพลาดของพ่อแม่ที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้ลูกไม่เป็นอย่างที่หวัง คือเลี้ยงลูกให้นึกถึงคนอื่นน้อย เพราะถ้าเขาคิดถึงคนอื่นเขาจะเป็นคนดี เราว่าอยู่ตรงนี้

 

ภาวนา แก้วแสงธรรม

 

ความสุขของการเป็นแม่คืออะไร

     พูดจริงๆ นะ การเป็นแม่คนไม่ใช่ความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ เหนื่อยก็เหนื่อย ต้องลดทอนตัวตนของเรา มันเป็นเรื่องที่ดูไร้สาระมากเลยนะ คิดดูเราคลอดลูกมาต้องเช็ดก้น ป้อนข้าว ฝึกให้พูด ส่งให้เรียน มันมีเหตุผลตรงไหน มันไม่มีเหตุผลเลย แต่สิ่งที่ดำเนินไปคือ สิ่งที่ไม่มีเหตุผลทำให้เรามีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่อเขา อะไรที่เพ้อเจ้อ วิกฤตวัยกลางคนอะไรไม่มีทั้งนั้น แต่ลูกก็ไม่ใช่ความสุขทั้งหมด เรายังมีความสุขกับการทำหนังสืออยู่ด้วย ไม่ใช่คำว่า Work-Life Balance ด้วย หมายความว่า เราต้องรักษาตัวตนที่เราเป็น แล้วสำหรับความเป็นแม่ อย่าเป็นแม่แบบ เป็นแม้เป็นแม่ (เสียงสูง) นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้

     ถ้าเป็นแม่แบบ เป็นแม้เป็นแม่ มันจะทำให้คุณไม่มีพาร์ตของการเป็นตัวเอง ดังนั้นถ้าใครบอกว่าการเป็นแม่คือความสุข โกหกร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีวงการไหนจะโกหกเก่งเท่าวงการการเป็นแม่แล้ว เชื่อไหม เวลาแม่โมโห ตีลูก ไม่มีใครโพสต์เฟซบุ๊กหรอก เวลาลูกดื้อ อึเรี่ยราดก็ไม่มีใครโพสต์ เพราะฉะนั้น ไม่มีวงการไหนตอแหลเท่าวงการแม่อีกแล้ว จริงๆ นะ แต่ทุกคนเก่งกาจในการซ่อนความทุกข์ไว้ใต้พรม แล้วทำเป็นว่าชีวิตสบายดี ฉันโอเค เพราะถ้าเราร้ายกาจในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มันอาจดูปกติ แต่ถ้าร้ายกาจในฐานะเป็นแม่สิ มึงมันอีแม่ใจร้าย

     เพราะโลกเป็นอย่างนี้บางคนจึงอาจจะมีความสุขกับการที่ไม่มีลูกก็ได้ ต้องฟังหัวใจตัวเอง ยอมรับว่าสาเหตุที่เรามีลูกเพราะเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ แอนเจลีนา โจลี เธอให้สัมภาษณ์ว่า การมีลูกทำให้ฉันมีความสุขกว่าการได้รับรางวัลออสการ์ แสดงว่าการมีลูกยิ่งใหญ่มาก เลยท้องเลย แต่ลืมไปว่าโจลีมีแม่บ้าน มีพี่เลี้ยง มีคนขับรถ แต่แม่ชนชั้นกลางอย่างเราต้องเลี้ยงลูกเอง เหนื่อย แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันซ้อนเร้นสิ่งนั้นไว้ เรารู้อยู่แก่ใจ แต่เราไม่พูด

     จริงๆ ความสุขของการมีลูก ไม่ใช่ความสุขแบบใหญ่ๆ เพราะสิ่งใหญ่ๆ คือความเหนื่อย แค่จะไปเที่ยวทะเลเตรียมของอย่างกับจะย้ายบ้าน แต่มันเป็นโมเมนต์เล็กๆ ความสุขของคนเป็นแม่ขนาดเท่านั้น เช่น ตอนที่ลูกนอนแล้วเขากอดเรา หรือเขาวาดรูปให้เรา เพราะฉะนั้นความสุขของแม่เป็นอะไรที่เล็กแต่บริสุทธิ์ แม่ไม่ได้มีความสุขแบบในหนัง ที่ดูใหญ่ยิ่งมาก เพ้อเจ้อมาก

ชีวิตแม่ไม่ได้สวยงาม เราอยากให้คนที่ยังไม่มีลูกเข้าใจความจริงว่าการเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องโรแมนติก สังคมชอบทำให้การเป็นแม่เป็นเรื่องโรแมนติกมาก มันคือการหลอกลวง

     หลายคนไม่ยอมรับว่าตัวเองเครียดที่มีลูก เราเองก็เป็น แต่ผ่านมาได้ด้วย ‘Life will ffiind a way.’ แล้วก็ต้องต่อรองกับตัวเองอยู่ตลอด สำหรับเราการเป็นแม่ไม่ได้เป็นความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันทำให้ชีวิตจริงขึ้น

 

แม่แบบไหนที่เรียกว่าแม่โรแมนติก

     คือแม่ที่เก็บซ่อนความรู้สึกเก่ง ไม่ได้พูดทั้งหมดที่รู้สึก แล้วสังคมก็ผลิตช้ำความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า เป็นแม่แล้วมีแต่ความสุข ทุกคนจะมีเรื่องเล่าคล้ายๆ กัน เป็นแม่แล้วเติมเต็มชีวิตอะไรแบบนี้ ซึ่งถ้าถามเราว่าจริงไหน มันก็จริงอยู่บ้าง แต่เป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว ความเหนื่อยยาก ความรู้สึกผิดในวันที่ไม่ได้ดั่งใจ การคิดถึงตัวตนในวันเก่าๆ เป็นเรื่องที่แม่ทุกคนไม่พูด ทุกคนซ่อนเร้นเอาไว้ เพราะไม่มีอะไรเลวร้ายเท่าการพูดถึงความเป็นแม่ในทางที่ไม่ดี เหมือนเป็นแม่ใจร้าย มันเหนื่อยนะ

     อย่างที่บอกมันไม่มีเหตุผลอะไร แล้วมันเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก เรามีแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า มีความทุกข์ เครียดสะสม แต่ทุกคนเลือกที่จะไม่พูดดังๆ ออกมา แม่จึงเป็นสถานะที่ต้องเหนือมนุษย์ แต่สำหรับเราคำว่า ‘แม่’ คือคนที่อดทนที่สุด ความรักของเราอยู่ในรูปของความอดทน ถ้าเราไม่รัก เราจะไม่อดทน การเลี้ยงมนุษย์นั้นยากเย็นนะ นอกจากเรื่องเงินทองที่เราต้องสละ ชีวิตของเราก็ต้องสละให้เขาด้วย

 

ภาวนา แก้วแสงธรรม

 

แล้วสิ่งที่คนเป็นแม่กลัวที่สุดคืออะไร

     (นิ่งคิด) กลัวเลี้ยงลูกให้เขารู้สึกไม่มีความสุขในชีวิต ต้องพยายามสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เต็มไปด้วยความสุข ให้เขามีความสุขกับชีวิตให้พอ แล้วทุกอย่างในชีวิตเขาจะไปได้ดีเอง สังเกตได้ว่าคนที่มีความสุขในชีวิต จะเรียนเก่ง ทำทุกอย่างได้ดี มันก็กลับมาสู่พื้นฐานที่ว่าพ่อกับแม่ต้องรักกันเยอะๆ ต้องให้เวลากับลูกเยอะๆ มีภาพความทรงจำด้วยกันเยอะๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลอยู่ในบ้านก็เกิดขึ้นได้

 

ทุกวันนี้อะไรคือความภูมิใจของคุณในฐานะแม่ของลูกสาวสองคน

     ครูที่โรงเรียนถ่ายรูปมาให้ดู เพื่อนถอดรองเท้ากระจัดกระจาย แต่น้องพราว (แฝดน้อง) เรียงรองเท้าเพื่อนทั้งหมดให้เป็นเรียบร้อย สิ่งที่เราสอนให้เขานึกถึงคนอื่น วันหนึ่งเขาทำได้ ด้วยสิ่งที่เราสอนให้เขาคิดถึงคนอื่นเยอะๆ อย่างที่เขาท่องทุกวัน เขารักใครบ้าง สุดท้ายจบด้วยรักตัวเอง มันคือบทสรุปจบของทุกๆ วัน นี่คือความภูมิใจของเราที่อาจแตกต่างจากแม่คนอื่น เพราะเราไม่เคยภูมิใจที่เขาท่อง A B C ได้